เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์”

เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์”

เลือกตั้ง 69 มีการผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยกระดับการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์จากแนวนโยบายแห่งรัฐ ไปสู่หมวดสิทธิและเสรีภาพ เพื่อให้เป็นสิทธิที่รัฐต้องรับรอง ไม่ใช่แค่แนวทางปฏิบัติ

ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ไม่เพียงเรื่องการบริหารประเทศหรือเศรษฐกิจปากท้องเท่านั้น หากยังเป็นจังหวะที่คำถามใหญ่เรื่อง “รัฐธรรมนูญ” และความหมายของคำว่า “สิทธิ” ถูกหยิบขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง หนึ่งในประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในภาคประชาชน คือการผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยอมรับความหลากหลายของผู้คนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการยอมรับ “สิทธิทางวัฒนธรรม” ของกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมสร้างหลักประกันสิทธิและศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์คนที่อยู่ในผืนแผ่นดินนี้มายาวนาน

เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์”

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ มองว่าประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ก็คือ การผลักดันให้มีการยอมรับสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งแม้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันจะบัญญัติให้ “รัฐพึงส่งเสริมและคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน โดยต้องไม่ขัดต่อความมั่นคงหรือศีลธรรมอันดี” แต่ก็เป็นการบัญญัติไว้ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งแม้จะมีความก้าวหน้าในเชิงของการยอมรับวิถีชีวิตที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย แต่ก็ยังเป็นเพียงการบัญญัติไว้ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่เป็นเพียง "แนวทาง" ให้รัฐดำเนินการ โดยที่รัฐสามารถเป็นผู้กำหนดว่าจะ "ให้" อะไรได้แค่ไหน ซึ่งต่างจากการบัญญัติไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ ที่เป็นการให้ความสำคัญว่าสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเรื่องที่ “ต้อง” ได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่แค่ “อาจ” ได้รับความคุ้มครอง 

เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์”

ทำไมต้องคุ้มครองสิทธิชาติพันธุ์ 

จริงอยู่แม้รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะบัญญัติให้ บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงาม รวมถึงมีสิทธิในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน อภินันท์ย้ำในประเด็นนี้ว่า ในความเป็นจริงของสังคมไทยแล้ว คำว่า “จารีตประเพณีอันดีงาม” มันถูกตีความว่าเป็นประเพณีของไทยส่วนใหญ่หรือประเพณีแบบราชการ ทั้งที่จริงแล้วในสังคมไทยมันมีความหลากหลายของวัฒนธรรมแต่วัฒนธรรมของกลุ่มคนเล็กคนน้อยแบบกลุ่มชาติพันธุ์มันถูกสร้างความหมายให้เป็นวัฒนธรรมที่ไม่ดีงาม การเขียนหลักการคุ้มครองสิทธิแบบนี้มันจึงไม่ครอบคลุมถึงการคุ้มครองสิทธิของความเป็นชาติพันธุ์ แต่หากเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “บุคคลและชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการรักษา ส่งเสริม และพัฒนาอัตลักษณ์ จารีตประเพณี ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมของตน” ในหมวดสิทธิเสรีภาพ มันจะเป็นการรับรองว่า อัตลักษณ์และความเชื่อ คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่รัฐจะละเมิดมิได้ ไม่ว่าบุคคลนั้นมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ก็ตาม 

เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์” อภินันท์ย้ำว่าเป้าหมายของการผลักดันเรื่องนี้ ความสำคัญอยู่ที่การยอมรับสถานะของกลุ่มชาติพันธุ์ จากการเป็น "ผู้รอรับความเมตตาจากรัฐ" ที่กำหนดไว้แนวนโยบายแห่งรัฐ ให้มีสถานะเป็นเป็น "ผู้ถือสิทธิอย่างชอบธรรม" ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของรัฐที่ไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติเพราะความต่างทางชาติพันธุ์ เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องการให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มชาตพันธุ์ แต่เป็นการยอมรับว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยมีสิทธิติดตัวมาอยู่แล้วในฐานะพลเมืองของรัฐ ที่รัฐต่อจัดการดูและคุ้มครองให้เข้าถึงสิทธิอย่างเสมอภาค เพราะปัญหาที่แท้จริงที่กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยกำลังต้องเผชิญอยู่ คือ ความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่พี่น้องชาติพันธุ์มีต้นทุนชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป 

ยกตัวอย่างจากพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ที่มีชาติพันธุ์ชาวเลชนเผ่าอูรักลาโว้ย อาศัยอยู่ อภินันท์เล่าว่าแม้หลักการรักษาพยาบาลตามสิทธิขั้นพื้นฐานจะบอกว่า “ฟรี” แต่คนป่วยจากเกาะต้องมีเงินหลักพันเพื่อเดินทางไปถึงโรงพยาบาล ค่าเรือ ค่ารถ และค่าที่พัก จะเห็นว่าเขามีราคาที่ต้องจ่ายจำนวนมากกับเรื่องเหล่านี้ ทั้งที่จะเดินทางไปใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเองที่ควรได้รับ

“คนหลีเป๊ะจะมาโรงพยาบาลที ต้องมีเงินในกระเป๋า 7,000 บาท” 

ในอีกกรณีหนึ่งเขาเล่าถึงเหตุการณ์อุบัติเหตุจากรถล้ม แขนหัก ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้มีอะไรร้ายแรงเท่าไหร่นัก แต่สุดท้ายคนที่ประสบอุบัติเหตุกลับต้องเสียชีวิตเพราะความยากลำบากในการนำตัวส่งโรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นคำว่า “สิทธิ” อาจมีอยู่ แต่ “การเข้าถึงสิทธิ” ยังไม่เท่ากันจริง ๆ ในสังคมไทย

เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์”

กฎหมายคุ้มครองชาติพันธุ์มีแล้ว แต่ยัง “ติดล็อก” เพราะงบไม่มา กลไกไม่เดิน และสิทธิยังชนกับกฎหมายอื่น

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว แต่อภินันท์มองว่าการมีกฎหมายแล้วยังไม่เท่ากับการทำให้เกิดผลจริง เพราะกฎหมายดังกล่าวผ่านและประกาศใช้ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2568 ทำให้งบประมาณและแผนงานประจำปีถูกจัดสรรไปก่อนแล้ว ส่งผลให้หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบไม่มีเงินสำหรับตั้งกลไก ขับเคลื่อนงาน และทำให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน กฎหมายยังระบุเงื่อนไขให้ต้องตั้งคณะกรรมการหรือกลไกสำคัญให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับเพิ่มแรงกดดันด้านเวลา แต่กลับไม่มีทรัพยากรและการสนับสนุนเพียงพอรองรับ ทำให้การเริ่มต้นขยับงานจริงเป็นไปได้ยาก อภินันท์ยังชี้ว่ากฎหมายฉบับนี้มี “ความลักลั่น” ในตัวเอง คือยังมีความเหลื่อมล้ำไม่เป็นไปตามกฎตามลำดับ กล่าวคือในช่วงต้นของกฎหมายที่เป็นหมวดหลักสิทธิของพี่น้องชาติพันธุ์ ได้เขียนคุ้มครองไว้ค่อนข้างชัด แต่เมื่อถึงส่วนที่เป็นหมวดปฏิบัติกลับกำหนดว่าการใช้สิทธิหลายเรื่องต้องเป็นไปตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายป่าไม้ หรือ กฎหมายอุทยาน ทำให้สิทธิที่ดูเหมือนรับรองไว้แล้ว กลับถูกจำกัดด้วยข้อห้ามและเงื่อนไขเดิม

เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์”

“เหมือนจะได้สิทธิแล้ว แต่สิทธิจะได้ก็ต้องทำตามกฎหมายอื่นนะ”

ในส่วนนี้สะท้อนว่าในชีวิตจริงของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนไม่น้อยยังคงติดอยู่กับข้อจำกัดเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงที่ดิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือบริการของรัฐ สิทธิที่อยู่ในกฎหมายจึงยังไม่กลายเป็นความเสมอภาคในชีวิตประจำวัน

ทั้งที่จริงแล้วหากเข้าใจหลักการของการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอย่างละเอียด เราจะเข้าใจได้เลยว่าการคุ้มครองสิทธิในที่ดินนั้นเป็นการคุ้มครองให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินอันเป็นที่อาศัยของตนมาแต่เดิมตามวิถีวัฒนธรรม เป็นการรับรองสิทธิใน “ที่ดินและวิถีชีวิต”ไม่ใช่การ "ยกดินแดนให้" แต่เป็นการให้สิทธิในการ "ดูแลและอยู่อาศัย" ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งและดึงกลุ่มชาติพันธุ์มาเป็นแนวร่วมในการรักษาป่าไม้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งเรื้อรังระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ทับซ้อน ดังนั้นที่ผ่านมาเรื่อง การกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จึงถูกมองอย่างเข้าใจผิดแต่ตีความเจตนารมณ์ของกฎหมายผิดไปอย่างมาก ทั้งที่จริงนี่คือแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นทางออกของประเทศนี้สามารถนำเอาทุนทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความรู้และปรัชญาชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติมาเป็นเครื่องมือในการรักษาทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพของชาติได้อย่างยั่งยืน 

เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์”

อภินันท์ ย้ำถึงเรื่องนี้ว่า การรับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในที่ดินและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามวิถีวัฒนธรรมจึงมิใช่การสั่นคลอนความมั่นคง แต่เป็นการสร้าง "หุ้นส่วน" ในการดูแลรักษาป่าไม้และสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านจากรัฐที่ควบคุมสู่รัฐที่ส่งเสริม จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับชุมชน และเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็น Soft Power ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์”

ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569: รัฐธรรมนูญใหม่จะมองเห็น “คนที่ถูกมองไม่เห็น” หรือไม่

ในช่วงก่อนเลือกตั้ง อภินันท์ยอมรับว่าภาคประชาชนที่ทำงานเรื่องชาติพันธุ์อาจมีความพยายามสื่อสารหรือเชียร์ให้ทุกพรรคการเมืองสนใจในประเด็นเรื่องสิทธิของชาติพันธุ์ เพื่อให้ประเด็นนี้เข้าไปอยู่ในนโยบายและการแข่งขันทางการเมือง แต่ความจริงคือการผลักดันจะไปได้ไกลเพียงใด ต้องขึ้นอยู่กับทั้งอำนาจการเมืองหลังเลือกตั้งและกระแสสังคมที่ต้องมาช่วยพาเรื่องนี้ขึ้นสู่พื้นที่สาธารณะด้วย เขามองว่าความยากที่สุดคือสังคมไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมี “สิทธิชาติพันธุ์” และมักมองปนว่าคนกลุ่มนี้เป็นแรงงานข้ามชาติหรือผู้ลี้ภัย จนเกิดความคิดแบบเหมารวมว่า “ไม่ใช่คนไทย” และ “ไม่ควรมีสิทธิ” ทั้งที่มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

“คนจะติดกับภาพตามเดิมมองพี่น้องชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย เป็นกลุ่มเดียวกัน แล้วมองว่าไม่ควรมีสิทธิอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่เขาทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา” 

เลือกตั้ง 2569 กับรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะมองเห็น “ชาติพันธุ์” ภายใต้บรรยากาศการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คำถามสำคัญที่ควรถามพรรคการเมืองจึงอาจไม่ใช่แค่ว่าจะได้พรรคไหนหรือใครมาเป็นผู้แทนราษฎรที่เข้าไปนั่งอยู่ในสภาพ หรือจะมีการกาเห็นชอบให้เขียนเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่คือทุกพรรค ทุกคน รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับนั้น อาจจะต้องทำให้รัฐ มองเห็นผู้คนที่อยู่ชายขอบ และจะมีกลไกแบบไหนที่ทำให้สิทธิของคนกลุ่มนี้เกิดขึ้นในชีวิตจริง โดยเฉพาะกลุ่ม   ชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และวิถีชีวิตที่หลากหลาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เพราะท้ายที่สุดแล้วการถกเถียงเรื่อง “สิทธิชาติพันธุ์” ไม่ได้เป็นเพียงการคาดคะเนว่าใครจะได้สิทธิอะไรหลังมีกฎหมายบังคับใช้ หากแต่เป็นสัญญาณว่ารัฐไทยจะเดินไปทางไหน จะยืนอยู่ข้างความหลากหลายและความเสมอภาคทางวัฒนธรรม หรือยังคงปล่อยให้ผู้คนจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนชีวิตที่สูงกว่าเพียงเพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ถูกมองข้าม และถูกตีความว่ามีชีวิตที่แตกต่างจากภาพจำเดิมของความเป็นไทย

คำถามสำคัญที่สังคมไทยอาจต้องตอบก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คือ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับว่าความเป็นไทยไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวแต่มีความหลากหลายที่หลอมรวมกันมาจนเป็น “ชาติไทย” ที่ทุก “ชาติพันธุ์” บนแผนดินนี้ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเสมอหน้ากัน