แดเนียล เอลส์เบิร์ก : เปิดโปงรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่อง ‘สงคราม’ จนเกือบจำคุกนาน 115 ปี

แดเนียล เอลส์เบิร์ก : เปิดโปงรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่อง ‘สงคราม’ จนเกือบจำคุกนาน 115 ปี

ในยุคที่คำโกหกครองเมือง การพูดความจริงคือการปฏิวัติ ‘แดเนียล เอลล์เบิร์ก’ (Daniel Ellsberg) นักเศรษฐศาสตร์ผู้เปิดโปง “สงครามของคนรวย ที่สู้โดยคนจน”

KEY

POINTS

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความตึงเครียดระหว่างการประชุมวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังไต่ถามคณะอนุกรรมาธิการของกองทัพถึงความพร้อมในการโจมตีอิหร่าน ‘ไบรอัน แม็คเกนนิส’ (Brian Mcginnis) อดีตนาวิกโยธินได้ตะโกนขัดจังหวะการประชุม ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะรีบเข้าควบคุมตัว ระหว่างที่ถูกลากออกจากห้องประชุมอย่างทุลักทุเลนั้น มือของเขาเผลอไปติดซอกประตูจนกระดูกหัก แต่เสียงของเขายังดังพอที่คนจะได้ยินกันทั้งห้องประชุมว่า 

 

ไม่มีใครอยากไปรบที่อิหร่านเพื่ออิสราเอล
ชาวอเมริกันไม่อยากส่งลูกชายและลูกสาวไปตาย
พวกคุณไม่มีสิทธิ์
” 

 

เสียงตะโกนมาพร้อมกับกระแสในโลกออนไลน์ที่ตั้งคำถามถึงประธานาธิบดีสหรัฐว่า 

 

ถ้าอยากรบมากทำไมโดนัลด์ ทรัมป์
จึงไม่ส่งลูกชายตนเองไปแทน
”  

 

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมอเมริกัน หากย้อนกลับไปดูสงครามกลางเมือง (American Civil War) ที่เกิดขึ้นช่วงปี ค.ศ. 1861–1865 ระหว่างฝ่ายเหนือ (Union) กับฝ่ายใต้ (Confederate States of America) เราจะเห็นภาพคล้ายกัน สันติภาพที่มาพร้อมกับความพ่ายแพ้ของฝ่ายใต้ ส่วนหนึ่งก็เพราะทหารจำนวนมากเริ่มต่อต้านคำสั่งผู้บังคับบัญชาด้วยการ ‘หนีทหาร’ โดยหลังสงครามดำเนินไปได้เพียงราวปีเศษ ๆ พื้นที่รัฐทางใต้ก็เผชิญวิกฤตพืชผลทางการเกษตรเสียหายอย่างหนัก ครอบครัวของเหล่าทหารจึงส่งจดหมายเรียกร้องให้พวกเขาเลิกรบและรีบกลับบ้าน 

ยิ่งไปกว่านั้น ทหารฝ่ายใต้ส่วนใหญ่คือเกษตรกรที่ยากจน พวกเขาแทบไม่มีแรงจูงใจจะต่อสู้เพื่อรักษาระบบทาส ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อเจ้าของไร่ผู้มั่งคั่งเพียงไม่กี่ตระกูล และคนเหล่านี้ก็แทบไม่เคยส่งลูกชายของตนลงสนามรบด้วยซ้ำ จนมีวลีในหมู่ทหารที่พูดกันติดปากว่า  

 

สงครามนี้เกิดขึ้นจากคนรวย แต่สู้โดยคนจน” (a Rich ‘man War and a Poor ‘man Fight) 

 

สะท้อนถึงคำถามทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่สำคัญว่า เหตุใดคนจำนวนมากจึงยอมรับต้นทุนของสงครามที่ยากต่อการคำนวณ ทั้งที่ผู้ที่ต้องแบกรับความสูญเสียมักไม่ใช่ผู้ที่ตัดสินใจ บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ ‘แดเนียล เอลล์เบิร์ก’ (Daniel Ellsberg) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่เปิดโปงกลลวงของสงครามว่า เมื่อเผชิญความไม่แน่นอน มนุษย์มักยึดถือเรื่องเล่าที่สนับสนุนทางเลือกที่ดูแน่นอนกว่า แม้มันจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดก็ตาม

 

ทฤษฎีการตัดสินใจ
‘Ellsberg Paradox’

แดเนียล เอลส์เบิร์ก’ เกิดที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เมื่อ 7 เมษายน พ.ศ. 1931 ในครอบครัวชาวยิวที่ย้ายมานับถือศาสนาคริสต์ เขาเป็นนักเรียนที่มีความสามารถโดดเด่นตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น จนเมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยก็ได้รับทุนจากมูลนิธิ Woodrow Wilson Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนนักวิชาการรุ่นใหม่ให้พัฒนาองค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะของอเมริกา โดยระหว่างเส้นทางการศึกษา เขาตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในหน่วยนาวิกโยธิน ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหมวดในกองพลนาวิกโยธินที่ 2 หลังจากนั้นจึงกลับไปศึกษาต่อและสำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1962

จากนั้นเริ่มเข้าทำงานที่สถาบันวิจัย RAND Corporation ซึ่งให้บริการคำปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงให้กับรัฐบาลสหรัฐ และมีตำแหน่งเป็นนักวิเคราะห์กลยุทธ์ด้านอาวุธนิวเคลียร์ ด้วยประสบการณ์ทั้งในโลกวิชาการและในกองทัพได้หล่อหลอมให้เขาลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ของกระทรวงกลาโหม (Pentagon) ที่ต่อมามีบทบาทสำคัญในศูนย์กลางการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐในช่วงสงครามเวียดนาม

เอลส์เบิร์กเริ่มมีชื่อเสียงจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ชื่อว่า ‘Risk, Ambiguity, and Decision’ ที่ตั้งคำถามในงานวิจัยว่า “มนุษย์จะตัดสินใจอย่างไร เมื่อไม่มีข้อมูล?” ซึ่งมันได้ท้าทายหลักเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมที่เชื่อว่า “มนุษย์จะตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เพราะสามารถคำนวณความเสี่ยงได้” เช่น เรายอมเลือกที่จะเสี่ยงกับการโยนเหรียญแบบหัวกับก้อย เพราะเรารู้ว่าทั้งสองฝ่ายมีโอกาส 50/50 ซึ่งถูกเรียกว่า ‘การเลือกตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยง (risk)

เพื่อแก้สมการนี้ เอลส์เบิร์กมองว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง มนุษย์แทบไม่เคยมีข้อมูลครบถ้วนพอที่จะคำนวณความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ หลายครั้งเราต้องตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโอกาสแพ้หรือชนะมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเขาจึงออกแบบการทดลองโดยมีกล่อง 2 ใบและมีลูกบอลอยู่ข้างใน 

  • กล่องที่ 1 : มีลูกบอลสีแดง 50 ลูก และลูกบอลสีดำ 50 ลูก
  • กล่องที่ 2 : มีลูกบอลสีแดงกับสีดำรวม 100 ลูก แต่ไม่รู้ว่าแต่ละสีมีกี่ลูก ซึ่งกติกาคือถ้าใครหยิบลูกบอลสีแดงได้ 1 ลูกจะได้เงิน 1 บาท (สมมุติเป็นเงินไทย) 

 

ลองนึกภาพตามว่าถ้าเป็นผู้อ่าน
จะเลือกหยิบลูกบอลจากกล่องไหน?

 

ผลการทดลองพบว่า คนส่วนใหญ่มักเลือกหยิบลูกบอลจากกล่องที่ 1 เพราะพวกเขารู้แน่ชัดว่าโอกาสชนะคือ 50 เปอร์เซ็นต์ (50 บาท) แม้ว่ากล่องที่ 2 อาจมีโอกาสได้เงินมากกว่าหรือในทางตรงกันข้ามก็มีโอกาสได้เงินน้อยกว่าเช่นกัน ซึ่งเป็นการยืนยันว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจแบบเครื่องคิดเลข เพราะเมื่อเผชิญกับความไม่รู้ มนุษย์จำนวนมากมักเลือกสิ่งที่คาดเดาได้มากกว่าสิ่งที่ไม่รู้ เป็นที่มาของทฤษฎีการตัดสินใจแบบ ‘Ellsberg Paradox’ 

 

สิ่งแรกที่ตายไปในสงคราม
คือความจริง  

ข้อค้นพบของเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องทดลอง โดยระหว่างสงครามเวียดนาม (Vietnam War) ที่เขาถูกส่งไปปฏิบัติงานที่เวียดนามใต้เป็นเวลา 2 ปีในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เมื่อเสร็จสิ้นเขาจึงกลับเข้าทำงานที่ RAND Corporation อีกครั้ง และในปี 1967 เขาได้รับมอบหมายร่วมกับนักวิเคราะห์อีก 33 คน ให้ศึกษาเอกสารลับจำนวน 47 เล่ม เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในสงครามเวียดนาม ซึ่งภายหลังถูกเรียกว่า ‘Pentagon Papers

เอลส์เบิร์กพบว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะข้อมูลตั้งแต่รัฐบาลของ แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman), ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower), จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy), จนถึง ลินดอน บี. จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) พวกเขาต่างรู้ดีอยู่แล้วว่า “สงครามนี้ ไม่มีทางชนะ” แต่เหตุผลในการส่งทหารหนุ่มสู่สงครามเวียดนามไม่ได้ซับซ้อนนัก เพียงเพราะสหรัฐฯต้องการหลีกหนีความอับอายจากการแพ้สงคราม จึงปลุกปั่นโฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชนอยู่เรื่อยว่า “เราได้เข้าใกล้ชัยชนะแล้ว” คำโกหกของรัฐบาลทำให้ในปี 1969 มีทหารอเมริกันเสียชีวิตไปแล้วกว่า 40,000 คน 

เมื่ออ่านเอกสารจนจบ เอลส์เบิร์กรู้ดีว่ากำลังเผชิญทางแยกของในการตัดสินใจที่สำคัญกว่าโจทย์ของวิทยานิพนธ์ เพราะถ้าเชื่อว่า “มนุษย์จะตัดสินใจเลือกหนทางที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดและเสี่ยงน้อยที่สุด” เขาคงเลือกที่จะเงียบไว้เพื่อรักษาชีวิต อาชีพ และไม่เสี่ยงต่อการติดคุก 

แต่สำหรับเอลส์เบิร์ก เพดานของผลตอบแทนไม่ได้หยุดอยู่เพียงความปลอดภัยส่วนตัว ในที่สุดเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่แทบไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดกล้าทำมาก่อน เขาแอบถ่ายสำเนาเอกสารลับกว่า 7,000 หน้า และในปี 1971 ได้ส่งเอกสารเหล่านั้นให้กับหนังสือพิมพ์ The New York Times 

การเปิดเผยครั้งนั้นทำให้รัฐบาลของ ‘ริชาร์ด นิกสัน’ (Richard Nixon) ระเบิดความโกรธออกมาอย่างรุนแรง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลของประเทศแห่งเสรีภาพยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลในหนังสือพิมพ์ ซึ่งถือเป็นการจำกัดเสรีภาพของสื่อโดยตรง แม้หนังสือพิมพ์อย่าง The New York Times, The Washington Post และ The Boston Globe จะถูกศาลสั่งห้ามการเผยแพร่เป็นระยะ แต่ยิ่งรัฐพยายามปิดกั้น ผู้คนก็ยิ่งต้องการแสวงหาความจริง จนเอกสาร Pentagon Papers กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก 

 

ในยุคที่คำโกหกครองเมือง
การพูดความจริงคือการปฏิวัติ

ผลสะเทือนจากการเปิดเผยเอกสาร Pentagon Papers ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองและทัศนคติของพลเมืองสหรัฐต่อสงครามเวียดนามอย่าสิ้นเชิง จากกระแสต่อต้านสงครามที่มีอยู่ก่อนแล้ว กลับทวีความเข้มข้นขึ้น เกิดขบวนการเคลื่อนไหวอย่างแพร่หลายในหมู่นักศึกษา ปัญญาชน รวมถึงครอบครัวของเหล่าทหารที่เริ่มตั้งคำถามต่อรัฐบาลถึงความชอบธรรมการส่งคนหนุ่มไปสู่สนามรบ และมาพร้อมกับสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า ‘Vietnam Syndrome’ คือภาวะที่สังคมอเมริกันเริ่มระแวงต่อการทำสงครามในต่างแดน และไม่เชื่อต่อคำอธิบายของรัฐบาลเกี่ยวกับความจำเป็นของสงครามได้โดยง่าย

ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ยังเปลี่ยนบทบาทของสื่อมวลชนอย่างมีนัยสำคัญ หนังสือพิมพ์อย่าง The New York Times และ The Washington Post ที่ก่อนหน้านี้มักรายงานข่าวตามกรอบนโยบายของรัฐบาล เริ่มขยับบทบาทไปสู่การชวนให้สังคมร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น 

วัฒนธรรมแบบนี้ต่อมาถูกเรียกว่า ‘ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน’ (watchdog journalism) และยิ่งปรากฏชัดในคดีอื้อฉาวทางการเมืองครั้งใหญ่ของสหรัฐที่รู้จักกันในชื่อ ‘Watergate Scandal’ ซึ่งเริ่มต้นในปี 1972 เมื่อมีการจับกุมคนร้ายที่บุกเข้าไปติดตั้งเครื่องดักฟังและขโมยเอกสารในสำนักงานใหญ่ของพรรคเดโมแครต (democrat party) ภายในอาคารวอเตอร์เกตที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

การสืบสวนของสื่อโดยเฉพาะ The Washington Post ค่อย ๆ คลี่ให้เห็นว่าผู้เกี่ยวข้องมีความเชื่อมโยงกับทีมงานหาเสียงของประธานาธิบดี    ‘ริชาร์ด นิกสัน’ และที่สำคัญกว่านั้นคือรัฐบาลพยายามปกปิดความจริง เมื่อหลักฐานเริ่มชัดเจนมากขึ้น นิกสันจึงประกาศลาออกในปี 1974 กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ต้องลงจากตำแหน่งเพราะแรงกดดันทางการเมือง 

เมื่อมองไปยังแนวหน้า มันก่อให้เกิดการกระด้างกระเดื่องของทหารต่อผู้บังคับบัญชาอย่างเปิดเผย มีเรื่องซุบซิบจากผู้ที่รอดตายจากสงครามเวียดนามเปิดเผยว่า ทหารเกณฑ์มีการ ‘สาดสะเก็ด’ (fragging) หรือการขว้างระเบิดสังหารใส่นายทหารที่พาหน่วยตนเองไปลาดตระเวนในจุดเสี่ยงตายแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

ซึ่งไม่ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่เราคงจินตนาการได้ว่า ในยุคที่คำโกหกครองเมือง การพูดความจริงคือการปฏิวัติ

 

เมื่อการเปิดโปงอาชญากรรมถูกมองว่าเป็นอาชญากรรม
นั่นแปลว่าคุณกำลังถูกปกครองโดยอาชญากร

เอลส์เบิร์กเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง และถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมรวม 12 ข้อ ทั้งการสมรู้ร่วมคิดและการละเมิดพระราชบัญญัติจารกรรม ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 115 ปี 

การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม 1973 เอลส์เบิร์กพยายามอธิบายว่าการที่เขานำเอกสาร Pentagon Papers ออกมาเปิดเผยนั้นไม่ใช่การทรยศต่อประเทศ แต่ด้วยเหตุผลว่ารัฐบาลไม่ได้เก็บเอกสารเหล่านี้เป็นความลับเพื่อป้องกันศัตรูของประเทศ แต่เก็บไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนอเมริกันรู้ความจริงเกี่ยวกับสงคราม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ต้องการเพียงเอาชนะเขาในศาลเท่านั้น ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้ตั้งหน่วยสืบราชการลับขึ้นมาเพื่อขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของเขา เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะชน จนถูกเรียกว่า ‘ชายที่อันตรายที่สุดในอเมริกา’ 

หน่วยลับนี้มีชื่อเล่นว่า ‘ช่างประปา’ (Plumbers) เพราะภารกิจของคือการ ‘อุดรอยรั่ว’ ของข้อมูลลับจากสงคราม พวกเขาถึงขั้นบุกเข้าไปในคลีนิคจิตแพทย์ที่เอลส์เบิร์กเคยเข้ารับการรักษา หวังจะหาข้อมูลทางการแพทย์มาใช้โจมตี 

ปฏิบัติการของ ‘ช่างประปา’ ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เก้าเดือนหลังจากการบุกรุกคลีนิค ความจริงจึงกระจ่าง เพราะมีหลักฐานบ่งชี้ว่าพวกเขาคือคนกลุ่มเดียวกันในคดี Watergate  ซึ่งมีการสารภาพภายหลังว่า นอกจากภารกิจอุดรอยรั่วของเอกสาร Pentagon Papers ด้วยแล้ว ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการล้วงความลับของพรรคการเมืองคู่แข่งเพื่อหวังช่วยให้ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง เมื่อผู้พิพากษาทราบถึงการบุกรุกและการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ของรัฐบาลนิกสัน ศาลจึงยกฟ้องคดีของเอลส์เบิร์กในเดือนพฤษภาคม 1973 

 

ขอให้ทหารทุกคนปลอดภัย

หลังสงครามเวียดนาม เอลส์เบิร์กยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป ด้วยการแสดงความคิดเห็นตามสื่อต่าง ๆ และเมื่อเกิดสงครามในพื้นที่อื่น ๆ เขามักกล่าวถึงเนื้อหาที่มักถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางว่า 

ประชาชนถูกโกหกทุกวัน ไม่ว่าจะโดยประธานาธิบดี เจ้าหน้าที่ของเขา และโฆษกของเขา…รัฐบาลแทบไม่เคยบอกความจริงครบถ้วน เกี่ยวกับสิ่งที่ตนคาดหวัง กำลังทำ หรือเชื่ออยู่ รวมถึงเหตุผลว่าทำไมจึงตัดสินใจทำสิ่งเหล่านั้น

หากมองย้อนกลับไปในทฤษฎี Ellsberg Paradox ซึ่งตั้งคำถามต่อสมมติฐานที่ว่า มนุษย์สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของความเสี่ยงที่คำนวณได้อย่างชัดเจน แต่สงครามอาจเป็นตัวอย่างที่ตรงกันข้ามที่สุด เพราะในความขัดแย้งระหว่างรัฐ ความเสี่ยงมักถูกปิดบังโดยรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นจำนวนความสูญเสีย โอกาสของชัยชนะ หรือแม้แต่วัตถุประสงค์ที่ว่า ‘รบกันไปทำไม?’ ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอน ผู้คนจึงมักยึดถือเรื่องเล่าที่สนับสนุนชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ ขนาดของกองทัพ และความมั่นคงมั่งคั่งของชาติ ในเงื่อนไขนี้ประชาชนจึงต้องตัดสินใจภายใต้ ‘ความไม่รู้’ เหมือนกล่องลูกบอลใบที่สอง เราจึงเห็นคำอวยพรสั้น ๆ ที่ดาษดื่นในสังคมออนไลน์เมื่อมีการรบกันว่า “ขอให้ทหารทุกคนปลอดภัย

แต่ความจริงที่ทุกคนก็รู้อยู่เต็มอกคือ สงครามไม่เคยมีวิธีใดที่ทำให้ทุกคนปลอดภัยได้ และนั่นอาจพาเรากลับไปสู่คำถามตั้งต้นของบทความนี้อีกครั้งว่า เหตุใดผู้คนจำนวนมากจึงยอมรับต้นทุนของสงครามที่แทบไม่อาจคำนวณความสูญเสียได้ นั่นก็เพราะคนที่ต้องแบกรับความสูญเสียในสนามรบ มักไม่ใช่คนเดียวกับผู้ที่ตัดสินใจเริ่มสงครามนั่นเอง

 

อ้างอิง  
Ellsberg, Daniel. (2003). Secrets: A Memoir of Vietnam and the Pentagon Papers. New York: Viking  Press. 
HISTORY.com Editors. “Pentagon Papers.” History.com.
Orwell, G. (1949). Nineteen eighty-four. Secker & Warburg.
Scott, J. C. (2012). Two cheers for anarchism. Princeton University Press.