ไวน์ ช็อกโกแลต และบุหรี่: เคล็ดลับอายุ 122 ปี ของ 'ฌานน์ กาลม็องต์' สตรีผู้อยู่เหนือทุกกฎสุขภาพ

ไวน์ ช็อกโกแลต และบุหรี่: เคล็ดลับอายุ 122 ปี ของ 'ฌานน์ กาลม็องต์' สตรีผู้อยู่เหนือทุกกฎสุขภาพ

ฌานน์ กาลม็องต์ (Jeanne Calment) เผยเคล็ดลับอายุยืนที่สวนทางกับหลักสุขภาพทั่วไป คือ การดื่มไวน์ ทานช็อกโกแลตสัปดาห์ละเกือบ 1 กิโลกรัม และสูบบุหรี่จนถึงอายุ 117 ปี

KEY

POINTS

ตลอดชีวิต 122 ปีของ ‘ฌานน์ กาลม็องต์’ (Jeanne Calment) เธออยู่ร่วมยุคสมัยกับบรรดาคนมีชื่อเสียงก้องโลกหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็น แวน โก๊ะห์, อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ และอเล็กซ็องดร์ กุสตาฟ ไอเฟล นั่นทำให้เธอตระหนักได้ว่า “เกิดมาครั้งหนึ่ง อย่าได้คิดอะไรให้มาก จงใช้ชีวิตทุกวันให้เต็มที่ หากทำไม่ได้ก็แค่ปล่อยวาง อย่าได้เอาก้อนหินแห่งความทุกข์มาถ่วงใจเรา”

นี่คือแง่คิดที่เธอมักจะบอกกับทุกคนเวลาถูกถามว่าอะไรทำให้เธออายุยืนถึงเพียงนี้ 

พร้อมทั้งพ่วงอีกหนึ่งเคล็ดลับอายุยืน โดยเธอมักจะใช้น้ำมันมะกอกทาผิว ปั่นจักรยานจนถึงอายุ 100 ปี และไม่ลืมที่จะดื่มไวน์หลังอาหาร ทานช็อกโกแลตมากกว่าสัปดาห์ละสองปอนด์ (ประมาณ​ 907 กรัม) ก่อนจะเลิกสูบบุหรี่ตอนอายุ 117 ปี ซึ่งขัดกับคำแนะนำด้านสุขภาพของสาธารณสุขอยู่มากโข

ชาวฝรั่งเศสต่างยกย่องเธอว่าเป็นคุณย่าแห่งมวลมนุษยชาติ เพราะการมีอายุยืนยาวดูจะเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดในครอบครัว แม่ของเธอมีอายุถึง 86 ปี และพ่อมีอายุถึง 93 ปี แต่จากการศึกษาเรื่องราวของเธอ ‘ฌอง-มารี โรบีน’ (Jean-Marie Robine) นักวิจัยด้านสาธารณสุขและหนึ่งในผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับกาลม็องต์ กล่าวว่าจุดแข็งที่แท้จริงของสตรีผู้นี้คือความไม่หวั่นไหว

“ผมคิดว่าโดยพื้นฐานทางร่างกายและชีววิทยาแล้ว เธอเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันต่อความเครียด อีกอย่างเธอเองก็เคยพูดว่า ‘ถ้าคุณทำอะไรกับมันไม่ได้ ก็อย่าไปกังวลมันเลย’”

สตรีผู้เกิดร่วมยุคกับเหล่าคนดัง

ฌานน์ กาลม็องต์ เกิดและโตที่ฝรั่งเศส สถานที่ที่รุ่มรวยไปด้วยศิลปวัฒนธรรมอันเลื่องชื่อ เมื่อครั้งอายุราว 12-13 ปี เธอเคยเจอกับ ‘แวน โก๊ะห์’ (Van Gogh) ในเมืองอาร์ลส์ ทางฝรั่งเศสตอนใต้ สมัยที่เขายังเป็นวัยรุ่นนั่งขายภาพวาดอยู่ริมถนน และชาวบ้านต่างเรียกเขาในชื่อเดียวกันว่า ‘คนเพี้ยน’

“เขาทั้งน่าเกลียด มอมแมม ไร้มารยาท ดูไม่สมประดี แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แม้ว่าคนแถวนั้นจะเรียกเขาว่าคนบ้าก็ตาม”

นอกจากแวน โก๊ะห์แล้ว เธอยังเกิดก่อนที่ ‘อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์’ (Alexander Graham Bell) จะจดสิทธิบัตรโทรศัพท์หนึ่งปี และก่อนที่ ‘อเล็กซ็องดร์ กุสตาฟ ไอเฟล’ (Alexandre Gustave Eiffel) จะสร้างหอคอยสำเร็จเสียอีก

เธอแต่งงานกับญาติตนเอง ‘แฟร์น็องด์ นิโกลาส์ กาลม็องต์’ (Fernand Nicolas Calment) ในปี 1896 เขาเป็นเจ้าของร้าน Maison Calment ที่มั่งคั่งในอาร์ลส์ สามารถเลี้ยงดูฌานน์ให้สุขสบายไปตลอดชีวิต หลังจากแต่งงานฌานน์กลายเป็นหญิงสาวที่มีความสุขที่สุดก็ว่าได้ เธอแทบไม่ต้องทำงาน เวลาว่างมักจะออกไปเล่นเทนนิส เล่นโรลเลอร์สเกต ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ และสนุกกับการร่วมทริปล่าสัตว์ที่สามีจัดขึ้น นอกจากนี้ยังเรียนเปียโนและชื่นชอบโอเปราอีกด้วย

ถึงจะมีความสุขเพียงใด แต่ใช่ว่าความสุขจะคงอยู่ตลอดกาล เมื่อสามีของฌานน์อายุได้ 46 ปี สงครามโลกครั้งที่สอง (1939-1945) ก็เปิดฉากขึ้น แม้ว่าเขามีอายุเกินกว่าจะรับราชการทหาร และธุรกิจจะรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แต่ในปี 1942 เขาได้เสียชีวิตลง จากการรับประทานของหวานที่ทำจากเชอร์รีดองที่บูด ส่วนฌานน์ผู้เป็นภรรยาไม่ได้เจ็บป่วยอะไร

ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนคือ ‘อีวอนน์’ เธอแต่งงานกับโจเซฟ บิลโลต์ (Joseph Billot) และมีลูกชายหนึ่งคนชื่อเฟรเดอริก บิลโลต์ (Frédéric Billot)ในปี 1926 แต่แล้วในอีกแปดปีต่อมา อีวอนน์เสียชีวิตด้วยโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบในวัย 36 ปี  

ฌานน์จึงเลี้ยงหลานชายไว้เอง หลานชายที่เธอภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย เพราะหลายคนนี้เติบโตเป็นแพทย์ประจำชุมชน ก่อนจะเสียชีวิตก่อนฌานน์ในอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อปี 1960

ในปี 1965 อ็องเดร-ฟรองซัวส์ รัฟแฟรย์ (André-François Raffray) ทนายความจากเมืองอาร์ลส์ในวัย 47 ปี คิดว่าตนเจอกับขุมทรัพย์ทองคำเข้าเสียแล้ว เมื่อได้มารู้จักกับฌานน์ หญิงชราที่คงอีกไม่นานคงลาโลกนี้ไป รัฟแฟรย์ลงนามสัญญาซื้ออพาร์ตเมนต์จากลูกความคนหนึ่งในรูปแบบอ็อง วียาเช (en viager) ซึ่งเป็นการซื้อขายทรัพย์สินที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินรายเดือนให้ผู้ขายไปเรื่อย ๆ จนกว่าผู้ขายจะเสียชีวิต จากนั้นทรัพย์สินจึงตกเป็นของผู้ซื้อ ลูกความของเขาคือ ฌานน์ กาลม็องต์ วัย 90 ปี ซึ่งยังดูคล่องแคล่วเกินวัย เธอชอบทำให้ผู้คนตกใจด้วยการลุกพรวดจากเก้าอี้ที่ร้านทำผม แต่ถึงอย่างนั้นก็คงเหลือเวลาอยู่บนโลกอีกไม่นานนัก 

และรัฟแฟรย์แค่ต้องจ่ายเดือนละ 2,500 ฟรังก์ แล้วรอให้ถึงวันนั้น

สุดท้ายเขาก็ไม่เคยได้เข้าไปอยู่ในอพาร์ตเมนต์นั้นเลย เขาเสียเงินไปราว 180,000 ดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ามูลค่าตลาดของอพาร์ตเมนต์ถึงกว่าสองเท่า ครอบครัวของเขายังคงต้องจ่ายเงินต่อไปจนกระทั่งเธอเสียชีวิต แม้ว่าชายคนนี้จะเสียชีวิตในปี 1995 ด้วยวัย 77 ปี ขณะที่ฌานน์อายุ 120 ปี และเธอก็ไม่ได้อยู่ในอพาร์ตเมนต์นั้นมาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วเช่นกัน เนื่องจากสุขภาพที่โรยรา เธอจึงย้ายไปอยู่ที่บ้านพักคนชรา La Maison du Lac ข้างโรงพยาบาลประจำเมือง 

“ในชีวิต บางครั้งเราก็ทำข้อตกลงที่แย่เอามาก ๆ” ฌานน์กล่าว

ส่วน อูแก็ตต์ ภรรยาม่ายของรัฟแฟรย์ ให้สัมภาษณ์กับวิทยุฝรั่งเศสว่า “เธอเป็นคนที่มีเอกลักษณ์มาก สามีของฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมาดามกาลม็องต์”

ฌานน์ไม่มีครอบครัวใกล้ชิดหลงเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบรรดานักข่าวและผู้มีหน้ามีตาในท้องถิ่นก็มักจะแวะเวียนมาขอเจอเธออยู่เสมอ 

“ฉันรอมา 110 ปีถึงจะได้มีชื่อเสียง ฉันตั้งใจจะใช้มันให้คุ้ม” 

แม้ว่าชีวิตของฌานน์จะรายล้อมไปด้วยความตาย เธอได้แต่เฝ้ามองการจากไปของเหล่าลูกหลาน ไม่มีชีวิตใดจีรัง แต่ใช่ว่าเธอจะหมดหวังหรือโศกเศร้ากับการจากไปมากนัก ฌานน์ยังคงเป็นฌานน์ เธอใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีความสุข

อายุที่ล่วงเลยเข้าสู่เลขสามหลัก

หลังจากย้ายออกจากอพาร์ตเมนต์ มาอยู่บ้านพักคนชราในวัย 110 ปี สิ่งที่ทำให้เธอหนักใจทุกครั้งเลยคือ อาหาร

 “เธอบ่นเรื่องอาหารในบ้านพักคนชรา ซึ่งมีลักษณะคล้ายอาหารเด็ก” โรบีนบอก
 “เธอบอกว่ารสชาติมันเหมือนเดิมไปหมด”

เมื่ออายุ 115 ปี เธอล้มและกระดูกหักสองแห่ง ความทรงจำเริ่มเลือนราง แต่เธอยังคงมีไหวพริบเฉียบแหลม

“พออายุได้ 117 ปี แล้วค่อยมาดูสิว่าคุณจะจำทุกอย่างได้ไหม!” เธอสวนกลับนักข่าวคนหนึ่งเมื่อห้าปีก่อนที่เธอจะจากไป 
และเมื่อมีใครกล่าวลาเธอว่า “ไว้เจอกันปีหน้า บางทีนะ”

เธอก็ตอบกลับทันควันว่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ! คุณก็ดูไม่ได้แย่อะไรเลยนี่”

และเมื่อถึงวัย 122 ปี เธอมีอาการหูตึงจนทำให้การสื่อสารกับเธอเป็นเรื่องยาก 

มิเชล โวแซล (Michel Vauzelle) นายกเทศมนตรีเมืองอาร์ลส์ กล่าวว่า “เธอคือ ‘ฌานน์ ชาวอาร์ลส์’ ภาพของเธอถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก แต่เหนือสิ่งอื่นใด เธอคือความทรงจำที่ยังมีชีวิตของเมืองของเรา”

นอกจากวิธีการดูแลสุขภาพของฌานน์เองแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนมักจดจำเธอได้มากที่สุด นั่นคือประโยคสุดคลาสสิกอย่าง “ฉันมีริ้วรอยแค่เส้นเดียวเท่านั้น และฉันก็นั่งทับมันอยู่”

ฌานน์จากโลกนี้ไปในวันที่ 4 สิงหาคม 1997 ขณะอายุ 122 ปี กับอีก 164 วัน นับว่าเป็นสตรีที่มีอายุมากที่สุดคนหนึ่งของโลก 

แต่ความตายของฌานน์ กลับถูกตั้งข้อสงสัยโดย ‘นิโคไล ซัค’ (Nikolay Zak) นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซียในวัย 36 ปี ซึ่งจากการคนนวณของเขาพบว่า ไม่มีทางเลยที่ฌานน์จะมีอายุยืนถึง 122 ปี แต่คนที่ทั่วโลกรู้จักน่าจะเป็นลูกสาวของเธอที่ถูกอ้างว่าเสียชีวิตจากโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบเสียมากกว่า

ทฤษฎีลูกสาวสวมรอยเป็นแม่เพื่อเลี่ยงภาษี?

นิโคไล ซัค อ้างว่าผู้ที่เสียชีวิตในปี 1997 ไม่ใช่ฌานน์ กาลม็องต์ แต่เป็นลูกสาวของเธอชื่อ อีวอนน์ ซัคตั้งข้อสงสัยต่อช่องว่างอายุที่กาลม็องต์มีมากกว่าสถิติสูงสุดก่อนหน้า เพราะในห้วงเวลานั้น สถิติที่ใกล้เคียงที่สุดซึ่งยืนยันได้ในเวลานั้นคือ 117 ปี 

เขาจึงไปขุดประวัติชีวิตของเธอและพบความไม่สอดคล้องหลายประการ งานเขียนของซัคซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกบน ResearchGate เว็บไซต์เครือข่ายสังคมของนักวิทยาศาสตร์ ก่อนจะถูกบล็อกเกอร์และสำนักข่าว Associated Press นำไปเผยแพร่ต่อ อ้างว่า แท้จริงแล้ว ฌานน์ กาลม็องต์ เสียชีวิตตั้งแต่ปี 1934 ซึ่งตรงกับปีที่ลูกสาวของเธอถูกประกาศว่าเสียชีวิตเช่นกัน 

ซัคกล่าวหาว่า ลูกสาวได้สวมรอยเป็นแม่ของตนเอง เนื่องจากหน้าตาคล้ายกัน และใช้ตัวตนปลอมนี้ยาวนานกว่า 60 ปี

เมื่อบทความนี้กลายเป็นไวรัล ชาวฝรั่งเศสต่างเดือดดาล เพราะชายคนนี้ได้เข้ามาดูหมิ่นสตรีที่พวกเขารัก ทั้ง ๆ ที่ซัคไม่ใช่นักเวชศาสตร์ผู้สูงอายุด้วยซ้ำ แต่เป็นบัณฑิตคณิตศาสตร์ ที่ทำงานเป็นช่างเป่าแก้วอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัฐมอสโก และไม่ได้ตีพิมพ์งานวิชาการใด ๆ มานานถึง 10 ปี

แต่ใช่ว่าซัคจะยอมหยุดความเชื่อของเขาลงเสียทีเดียว เขาเผยแพร่บทความฉบับเพิ่มเติมลงในวารสาร Rejuvenation Research ของสหรัฐอเมริกา โดยรวบรวมแฟ้มข้อมูล หลักฐานเชิงชีวประวัติ 17 ชิ้นที่สนับสนุนทฤษฎีสลับตัวตน เช่น ความแตกต่างทางกายภาพ ที่อธิบายไม่ได้ระหว่างฌานน์ในวัยหนุ่มสาวกับวัยชรา (สีตาเปลี่ยนจากเข้มเป็นสีเขียว) และความคลาดเคลื่อนในคำให้การด้วยวาจาที่เธอเล่าไว้ขณะอยู่ในบ้านพักคนชรา เช่น เธออ้างว่าได้พบแวน โก๊ะห์ในร้านของพ่อ ทั้งที่ในความเป็นจริง พ่อของฌานน์เป็นช่างต่อเรือ เขายังอ้างด้วยว่า ไม่มีการเฉลิมฉลองวันเกิดครบ 100 ปีของฌานน์ต่อสาธารณะ ซึ่งถือเป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการยืนยันอายุผู้สูงวัย

ถึงจะมีหลักฐานแวดล้อมสนับสนุนมากมาย แต่ซัคก็ยอมรับว่าไม่มี ‘หลักฐานชี้ขาด’ ถึงทฤษฎีที่เขาเชื่อ ก่อนจะบอกอีกว่าอีวอนน์อาจสวมรอยเป็นแม่ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมรดก ซึ่งในช่วงระหว่างสงครามโลกเคยสูงถึง 35%

เพื่อไม่ให้ทุกอย่างเลวร้ายไปมากกว่านี้ ทุกคนที่ใกล้ชิดหรือเคยรู้จักกับฌานน์ ต่างออกมาเปิดภาพถ่ายให้เห็นว่าสองแม่ลูกไม่ได้สลับตัวกันจริง ๆ โดยภาพใบนั้น คือ อีวอนน์ (ที่กำลังป่วย) ยืนถือร่มอยู่บนระเบียง ฉากหลังเป็นภูเขา และเมื่อสืบค้นลงไปมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้ Google Maps ทำให้ทราบว่านั่นคือส่วนหนึ่งของสถานพยาบาลเบลเวแดร์ในเมืองเลย์ซิน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สอดคล้องกับการวินิจฉัยว่าอีวอนน์ป่วยเป็นเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ซึ่งมักเป็นอาการหนึ่งของวัณโรค ขณะที่เอกสารอีกฉบับดูเหมือนจะยืนยันความรุนแรงของอาการป่วยของเธอด้วย นั่นคือสามีของเธอ ซึ่งเป็นนายทหารยศพันเอก ได้รับอนุญาตให้ลางานยาว ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมเป็นเวลา 5 ปีในเดือนมิถุนายน 1928 เพื่อดูแลภรรยา น่าเสียดายที่สถานพยาบาลแห่งนั้นปิดตัวลงในปี 1960 และเอกสารบันทึกต่าง ๆ ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว

อีกอย่าง ทฤษฎีนี้หากเป็นจริงจะต้องอาศัยการหลอกลวงในระดับที่ทั้งน่าขนลุกและยากจะเชื่อ โดยอีวอนน์จะต้องใช้ชีวิตในฐานะภรรยาของพ่อของเธอเอง

แน่นอนว่าทฤษฎีของซัคก็ไม่ถูกพูดถึงอีก เพราะไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด อีกอย่างโรบีนซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือถึงเธอ ก็ได้ตอบโต้ว่าเขาไปสัมภาษณ์เธอมาถึง 40 ครั้งที่บ้านพักคนชรา Maison du Lac โดยถามรายละเอียดชีวิตที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่จะรู้ได้ ถึงเธอจะพูดผิดบ้างตามวัย เช่น มักสับสนระหว่างพ่อกับสามี (ซัคหยิบยกข้อผิดพลาดเหล่านี้ไปใช้โจมตีในบางส่วนของบทถอดเทปสัมภาษณ์ที่ต่อมาถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือ) แต่รายละเอียดอื่น ๆ เช่น ชื่อคนใช้และครู กลับสอดคล้องกับข้อมูลในสำมะโนประชากรและทะเบียนโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่

ไม่ว่าทฤษฎีการสลับตัวตนของนักคณิตศาสตร์รัสเซียจะมีมูลความจริงหรือไม่ หรือว่าฌานน์จะเป็นผู้ชนะในเกมพันธุกรรมที่เหนือธรรมชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ‘ตำนาน’ ที่เธอทิ้งไว้ให้โลกจดจำ 

 

อ้างอิง

 

The world’s oldest person made it to 122—3 reasons she lived so long, from a longevity expert who knew her

Jeanne Calment, World's Elder, Dies at 122

Oldest person ever: 122-year-old Jeanne Calment’s extraordinary life

'People are caught up in magical thinking': was the oldest woman in the world a fraud?