13 ส.ค. 2569 | 14:24 น.

KEY
POINTS
ในการตั้งคำถามต่อวิกฤตการณ์ของการศึกษาร่วมสมัย คงไม่มีงานชิ้นใดที่ตีแผ่เบื้องหลังอันโหดร้ายได้ลึกซึ้งไปกว่าผลงานของ กาย สแตนดิง (Guy Standing) นักเศรษฐศาสตร์การเมือง และผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายรายได้พื้นฐานโลก (Basic Income Earth Network - BIEN) ผู้เคยฝากผลงานคลาสสิก อย่าง The Precariat: The New Dangerous Class เอาไว้ โดยในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา Human Capital: The Tragedy of the Education Commons สแตนดิง ได้นำเสนอมุมมองที่แหลมคมว่าอุตสาหกรรมการศึกษากำลังล่มสลายลงอย่างไร
ที่ผ่านมา ระบบการศึกษาเคยมอบคำสัญญาอันหอมหวานเรื่องความมั่นคงและใบเบิกทางเข้าสู่สถานะ “ชนชั้นกลาง” ที่มีรายได้และสวัสดิการรองรับ (Salariat) ทว่าในยุคปัจจุบัน ระบบทุนนิยมได้เปลี่ยนการเรียนรู้ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Morgan Stanley ถึงกับประเมินว่า ตลาดการศึกษาทั่วโลกจะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
ทว่าเม็ดเงินมหาศาลที่สะพัดในอุตสาหกรรมนี้กลับไม่ได้ตกอยู่กับผู้เรียนหรือผู้สอนอย่างที่ควรจะเป็น และกลับเป็นกลไกที่สร้างและขยายสถานะของชนชั้นใหม่ ที่เรียกว่า "พรีคาริเอท" (The Precariat) หรือ ชนชั้นที่ต้องตกอยู่ในสภาวะความไม่มั่นคงเชิงโครงสร้าง ทั้งไร้รากทางอาชีพ รายได้ผันผวน และปราศจากสวัสดิการคุ้มครอง
สภาวะความเปราะบางนี้ปรากฏให้เห็นผ่านคน 3 กลุ่มหลักที่เป็นหัวใจของระบบ ได้แก่ บัณฑิตจบใหม่ ที่ต้องแบกภาระหนี้สินพร้อมภาวะทำงานต่ำกว่าวุฒิ, ครูในโรงเรียน ที่ถูกริบอำนาจการสอนและถูกกดทับด้วยตัวชี้วัด และ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ถูกลดทอนคุณค่าให้เป็นเพียงแรงงานรับจ้างสอนแบบชั่วคราว
เมื่อการศึกษาไม่ได้เป็นพื้นที่เรียนรู้เพื่อพัฒนาปัญญาของคนทุกคนร่วมกันอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นระบบโรงงานที่ผลิต 'คนที่มีชีวิตไม่มั่นคง' ออกมาสู่สังคมทีละรุ่นๆ การทำความเข้าใจชีวิตบนเส้นด้ายของผู้คนเหล่านี้ จึงเป็นประเด็นสำคัญในการทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาอย่างตรงไปตรงมา
สภาวะพรีคาริเอทในกลุ่มผู้เรียนเริ่มแสดงตัวชัดเจนผ่านความย้อนแย้งทางการเงิน ในขณะที่การเรียนมหาวิทยาลัยมีต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลในสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1981 ถึง 2023 พบว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับการเรียนปริญญาตรี 4 ปี ปรับตัวสูงขึ้นถึง 156% ทว่าผลตอบแทนจากการเล่าเรียนกลับดิ่งสวนทางลงอย่างน่าใจหาย
คนรุ่นใหม่ถูกกดดันให้ต้องแบกรับภาระหนี้สินการศึกษาก้อนโต เพียงเพื่อแลกกับใบปริญญาที่ไม่อาจการันตีอนาคตได้อีกต่อไป ตลาดแรงงานที่ล้มเหลวไม่อาจรองรับปริมาณบัณฑิตที่ถูกผลิตออกมาอย่างล้นทะลัก นำไปสู่ภาวะมีการศึกษาสูงกว่าที่งานต้องการ (Over-education)
สถิติในประเทศอังกฤษระบุว่า กว่า 30% ของบัณฑิตตกอยู่ในภาวะ over-educated และหากพิจารณาเจาะลึกในปี 2023 จะพบว่า บัณฑิตอายุ 21–30 ปี มีเพียง 60% เท่านั้นที่ได้ทำงานทักษะสูง ในขณะที่อีก 26% จำต้องทำงานทักษะระดับกลางถึงต่ำ และอีก 5.5% ต้องตกงานโดยสมบูรณ์ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น แม้จะเรียนจบและเข้าสู่โลกการทำงานไปแล้วถึง 5 ปี แต่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมากกว่า 1 ใน 3 ก็ยังคงติดหล่มอยู่ในตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญาด้วยซ้ำ
การพังทลายของคำสัญญาเรื่อง "เรียนสูงแล้วจะมีชีวิตสบาย" นำไปสู่สภาวะความคับข้องใจในสถานะ (Status frustration) และก่อให้เกิดปรากฏการณ์ปฏิเสธการเรียนต่ออย่างกว้างขวาง ในปี 2024 จำนวนนักศึกษาในวิทยาลัยของสหรัฐฯ ลดลงถึง 4 ล้านคน เมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า โดยสัดส่วนของผู้จบมัธยมปลายที่ตัดสินใจเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาดิ่งลงจาก 70% ในปี 2016 เหลือเพียง 62% ในปี 2022
เสียงจากบัณฑิตจบใหม่คนหนึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกภายในได้อย่างสลดใจว่า
“แนวคิดของพ่อแม่ที่ว่า 'ถ้าทำงานหนัก ก็จะได้ในสิ่งที่หวัง' มันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ความคาดหวังของคนรุ่นก่อนที่ว่าแค่มีปริญญาดีๆ มีทักษะดีๆ ชีวิตก็จะสบาย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ฉันรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งชนกำแพงอิฐ”
ไม่เพียงแต่ฝั่งผู้เรียนที่ต้องแบกรับความเปราะบาง ในฝั่งของผู้สอน วิกฤตครูกำลังลุกลามและกัดเซาะระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน สาเหตุหลักไม่ได้มาจากความละเลยในวิชาชีพ แต่เกิดจากภาระงานที่พรากเวลาชีวิต
ครูมัธยมในอังกฤษต้องทำงานเฉลี่ยมากกว่า 49 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนครูประถมสูงถึงมากกว่า 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงถึง 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเวลาไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำที่ครูได้ใช้ไปกับการสอนในห้องเรียนจริงๆ เวลาที่เหลือกลับสูญเสียไปกับงานเอกสารและขั้นตอนการประเมินอันยุ่งยาก แรงงานครูถึง 78% และครูใหญ่สูงถึง 84% รายงานว่าตนเองกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตอย่างเรื้อรัง
ชั่วโมงทำงานที่ล้นมือนี้กลับสวนทางกับค่าตอบแทนอย่างสิ้นเชิง รายรับที่แท้จริง (ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ) ของครูที่มีประสบการณ์ในอังกฤษลดลงถึง 13% ในช่วงปี 2010 ถึง 2023 สภาวะ "งานหนักแต่เงินลด" นำไปสู่ปรากฏการณ์สมองไหลครั้งมโหฬาร เฉพาะปีการศึกษา 2022–2023 มีครูในอังกฤษตัดสินใจลาออกเกือบ 40,000 คน (คิดเป็น 9% ของครูทั้งหมด)
การแก้ปัญหาของรัฐไม่ได้เป็นการปรับปรุงสวัสดิการเพื่อรั้งบุคลากรไว้ แต่คือการพึ่งพาแรงงานราคาถูกและเปราะบางเข้ามาทดแทน เกิดการจ้างงานผู้ช่วยครู (Teaching assistants) ที่ในปี 2024 มีจำนวนพุ่งสูงถึง 283,000 คน (คิดเป็น 29% ของบุคลากรในห้องเรียนทั้งหมด) ซึ่ง 90% ในกลุ่มนี้เป็นผู้หญิง และได้รับค่าจ้างเพียง 50% ของครูที่มีใบอนุญาตสอน รวมถึงการโถมจ้างครูชั่วคราว (Supply teachers) ที่พุ่งสูงถึง 90,000 คน ในปี 2022
สภาวะทั้งหมดนี้ คือการริบอำนาจเหนือการสอน (Proletarianization) หรือ การทำให้วิชาชีพครูกลายเป็นแรงงานที่สูญเสียอำนาจในการกำหนดวิชาชีพของตนเอง ลดทอนวิชาชีพครูให้กลายเป็นเพียงแรงงานตามสายพานการผลิต ที่ทำตามคำสั่งและสอนเพื่อการสอบ (Teaching to the test) ซึ่งถูกควบคุมด้วยตัวชี้วัดอันตายตัว ดังเช่นเสียงสะท้อนจากครูมัธยมท่านหนึ่ง
“ยัดเยียดข้อเท็จจริงใส่หัวเด็ก แล้วจับสอบในตอนท้าย ตั้งเป้าหมาย วัดประเมินโรงเรียนด้วยความสามารถในการทำตามเป้า วัดประเมินครูด้วยความสามารถในการทำตามเป้า... จินตนาการถูกบีบรัด ความพึงพอใจในงานดิ่งลงเหว ครูต้องทนทุกข์ทรมาน และเด็กนักเรียนก็เช่นกัน”
วิกฤต "The School Teacher Precariat" จึงไม่เพียงทำลายชีวิตและความมั่นคงของคนเป็นครู แต่ยังสูบฉีดเอาความสุข จินตนาการ และจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ออกไปจากห้องเรียนอย่างน่าเสียดาย
ในรั้วอุดมศึกษา ภาพความเหลื่อมล้ำสุดขั้วและการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าพื้นที่ใด ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างอธิการบดีในออสเตรเลียได้รับค่าตอบแทนและเงินเดือนสูงกว่าอาจารย์ผู้สอนถึง 7 เท่า แต่อาจารย์ผู้สอนและนักวิจัยกลับถูกผลักให้กลายเป็นแรงงานรับจ้างชั่วคราวที่ไม่ต่างอะไรกับผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์ม หรือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "The uberification of higher education"
ในสหรัฐอเมริกา คณาจารย์ในระดับอุดมศึกษามากถึง 3 ใน 4 (75%) ต้องทำงานภายใต้สัญญาจ้างระยะสั้น ไร้ความมั่นคง และปราศจากหลักประกันในชีวิต ส่งผลให้จำนวนศาสตราจารย์ที่มีตำแหน่งประจำ (Tenure-track) ลดลงเหลือ ไม่ถึง 1 ใน 3 ของบุคลากรทั้งหมด ดิ่งลงอย่างน่าใจหายจากที่เคยมีสูงถึง 3 ใน 4 ในช่วงทศวรรษ 1960
แม้แต่มหาวิทยาลัยระดับโลกในอังกฤษ สภาวะนี้ก็แทรกซึมไปทุกอณู บุคลากรสายวิชาการกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นสัญญาจ้างระยะสั้น โดยมหาวิทยาลัย Oxford มีบุคลากรวิชาการที่ต้องเซ็นสัญญาจ้างแบบไม่มั่นคงสูงถึง 77% (ซ้ำยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 51%) ขณะที่มหาวิทยาลัย Cambridge อยู่ที่ 65% ยิ่งไปกว่านั้น การสอนระบบติวเตอร์ (Tutorial system) อันเป็นหัวใจและเครื่องหมายการค้าของ Oxford กลับถูกส่งต่อให้เหล่านักวิชาการสัญญาจ้างชั่วคราวเป็นผู้แบกรับภาระมากถึง 61%
ความโหดร้ายของระบบนี้คือการสร้าง "แรงงานฟรีที่มองไม่เห็น" ผ่านรูปแบบ Work-for-labour อาจารย์สัญญาจ้างจะได้รับค่าตอบแทนเฉพาะ "ชั่วโมงที่ลงสอนในห้อง" เท่านั้น แต่กลับไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับเวลาที่ใช้ไปกับการเตรียมการสอน การตรวจข้อสอบ การให้คำปรึกษานักศึกษา หรือการวิจัยเพื่อรักษาตำแหน่ง อาจารย์พาร์ทไทม์คนหนึ่งใน Oxford ได้ประเมินไว้อย่างน่าสะเทือนใจว่า เขาได้รับค่าจ้างจริงคิดเป็นเพียง 15% ของเวลาทั้งหมดที่เขาต้องทุ่มเททำงานให้กับมหาวิทยาลัย
อดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียท่านหนึ่ง ซึ่งตัดสินใจเดินออกจากวงการ ได้เปิดเผยถึงความรู้สึกที่สะท้อนหัวใจของ "The Academic Precariat" ไว้อย่างตรงไปตรงมา
“ผมไม่อยากเป็นแค่ฟันเฟืองในเครื่องจักรนั้นอีกต่อไปแล้ว... ผมรู้สึกทั้งรังเกียจและหวาดกลัวกับวิธีที่การศึกษาระดับอุดมศึกษาถูกพัฒนาให้กลายเป็นเพียงเครื่องเก็บเงิน... เป็นที่ซึ่งความเคารพต่อวิชาชีพครูตกต่ำถึงขีดสุด”
เมื่อมหาวิทยาลัยแปรรูปจากสถาบันทางปัญญาไปเป็นเครื่องเก็บเงินที่มุ่งเน้นผลกำไรสุกเอาเผากิน คุณค่าของอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาจึงถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงแรงงานราคาถูกในระบบแพลตฟอร์มจ้างงานที่พร้อมถูกทดแทนได้ตลอดเวลา
ภาพสะท้อนทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการศึกษาในปัจจุบันได้แปรสภาพจากการเป็นพื้นที่แห่งความรู้และปัญญา มาเป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยมาตรวัดทางการเงินและการกดขี่แรงงาน ผลผลิตที่แท้จริงคือความล้มเหลวเทียมและสภาวะความเปราะบางระดับโครงสร้าง สดๆ ร้อนๆ จากการประเมินขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ระบุว่า ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาอย่างหนัก โดยต้องการครูเพิ่มอีกสูงถึง 44 ล้านคน ภายในปี 2030 เพื่อบรรลุเป้าหมายการศึกษาขั้นพื้นฐานถ้วนหน้า ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสำเร็จได้ ภายใต้โครงสร้างการกดขี่ การยึดคืนอำนาจ และการสร้างสภาวะพรีคาริเอทให้แก่ผู้สอนเช่นนี้
ทางออกของวิกฤตนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการ "เพิ่มงบประมาณ" เข้าไปในระบบเดิม แต่คือการรื้อถอนและปฏิรูปโครงสร้างทางความคิดครั้งใหญ่ เราต้องหยุดมองผลสำเร็จของการศึกษาผ่านมูลค่าทางการเงิน และเลิกมองผู้เรียนผู้สอนเป็นเพียงเครื่องมือผลิตทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบทุนนิยมค่าเช่า รัฐและสถาบันการศึกษาต้องมีความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงาน โดยยกเลิกการพึ่งพาระบบสัญญาจ้างชั่วคราวที่ไม่เป็นธรรม คืนความมั่นคง สิทธิสวัสดิการ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ผู้สอน พร้อมทั้งคืนอิสรภาพทางปัญญาในการออกแบบการเรียนรู้กลับสู่ห้องเรียน
นอกจากนี้ การกอบกู้การศึกษาให้กลับมาเป็น "พื้นที่ส่วนรวม" (Education Commons) ที่แท้จริง ยังจำเป็นต้องได้รับการหนุนเสริมด้วยการสร้างหลักประกันทางสังคมพื้นฐาน เช่น การพิจารณานโยบายรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Basic Income) เพื่อเป็นฐานรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ให้ทุกคนในสังคมมีอิสรภาพในการเรียนรู้ ถกเถียง และทำหน้าที่ทางปัญญาได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อความอดอยาก
แม้หนังสือของ กาย สแตนดิง จะอ้างอิงข้อมูลจากสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และออสเตรเลียเป็นหลัก แต่หลายประเด็นสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ที่เริ่มเกิดขึ้นในประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทย เช่น การขยายตัวของการจ้างงานชั่วคราวในมหาวิทยาลัย ภาระงานเอกสารของครู และความไม่สอดคล้องระหว่างคุณวุฒิการศึกษากับตลาดแรงงาน ทั้งนี้ รูปแบบและความรุนแรงของปัญหาในแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกันไป
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันหมุนเข็มทิศการศึกษากลับมาสู่แก่นแท้ นั่นคือพื้นที่ส่วนรวมที่ทุกคนมีสิทธิที่จะคิด แสวงหาความจริง และเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ถูกลดทอนให้เป็นเพียงแรงงานเปราะบางในสายพานการผลิตอีกต่อไป
อ้างอิง
Standing, Guy. Human Capital: The Tragedy of the Education Commons. Pelican Books, 2025.