อ้วนเพราะตะกละ หรือสมองต่างหากที่สั่ง?

อ้วนเพราะตะกละ หรือสมองต่างหากที่สั่ง?

ความอ้วนเกิดจากความตะกละและการขาดวินัยจริงหรือ? งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์และชีววิทยากำลังชี้ให้เห็นว่า เบื้องหลังความหิวอาจถูกกำหนดโดยยีน สมอง ฮอร์โมน ไวรัส และจุลินทรีย์ในลำไส้ มากกว่าที่เราเคยเชื่อ 

KEY

POINTS

ในคืนอันแสนวุ่นวายและโกลาหลของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในย่านคนจนของนครลอนดอน เตียงกู้ชีพปกติในห้องฉุกเฉินถูกแทนที่ด้วยเตียงเสริมเหล็กขนาดพิเศษเพื่อรองรับคนไข้รายหนึ่ง บนเตียงนั้นมีชายคนหนึ่งนอนอยู่อย่างหมดสภาพ รูปร่างของเขาใหญ่โตมหึมาราวกับภูเขา จนทำให้เตียงนั้นดูเล็กลงไปถนัดตา

ชายคนนั้น ชื่อ ‘เจมส์’ วัยสามสิบปลาย ๆ เขามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๆ ประมาณ 6.3 กิโลกรัมทุก ๆ 1 ปี โศกนาฏกรรมของเจมส์เริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาเกิดลื่นล้มในห้องน้ำที่บ้าน แล้วร่างกายอันมหึมาก็เข้าไปติดแหง็กอยู่ระหว่างกำแพงกับตู้กระจกอาบน้ำอย่างพอดิบพอดี ราวกับ ‘จุกคอร์กที่ถูกอุดไว้แน่นตรงปากขวด’

ด้วยความอับอาย เจมส์ปฏิเสธไม่ให้คนที่บ้าน โทร.เรียกหน่วยกู้ภัยในตอนแรก เขาติดอยู่ในสภาพนั้นนานถึง 3 วันเต็ม จนกระทั่งความทรมานเอาชนะความอับอายได้สำเร็จ ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องตัดสินใจทุบทำลายห้องน้ำทิ้งเพื่อสกัดตัวเขาออกมาและนำส่งโรงพยาบาล

เจมส์นอนอยู่บนเตียงด้วยอาการหายใจพะงาบ ๆ ออกแรงเค้นลมหายใจอย่างยากลำบาก เพราะน้ำหนักตัวกำลังกดทับปอดและทำให้หัวใจล้มเหลว ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงส่งผลให้ไตวาย และที่ร้ายแรงกว่านั้น คือผิวหนังตามรอยพับของชั้นไขมันอันอับชื้น เริ่มปริแตกและเน่าเปื่อย โดยมีเชื้อราเข้าไปชอนไชจนผิวหนังอักเสบและพุพองเป็นวงกว้าง

แต่เรื่องที่น่าละอายที่สุด (ซึ่ง ‘กาย เลสไชเนอร์’ ยอมรับตรง ๆ ในฐานะแพทย์) คือในเวลานั้น เหล่าแพทย์ฝึกหัดกลับนำเรื่องของเจมส์มาล้อเลียนเป็นเรื่องขำขันในกลุ่ม พวกเขาพากันมองว่า ‘ความอ้วน’ หรือ ‘บาปแห่งความตะกละ’ (Gluttony) เป็นเพียงความล้มเหลวทางศีลธรรม เป็นเครื่องหมายของคนขี้เกียจ ขาดวินัย และไม่มีความยับยั้งชั่งใจ สังคมมักตัดสินว่าคุณค่าในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสน่ห์ดึงดูดทางเพศหรือสติปัญญา ล้วนผูกติดอยู่กับตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก

ทว่า... นั่นเป็นความจริงทั้งหมดแน่หรือ?

คดีปริศนาของ ‘คนที่หิวจนวันตาย’ กับเทอร์โมสแตทที่ไร้เบรก

หากจะเข้าใจกลไกความหิวโหยอันบ้าคลั่งของมนุษย์ เราอาจต้องเริ่มจากการก้าวข้ามสายพันธุ์ไปจับตาดูสัตว์โลกอย่าง ‘หมีกริซลี’ (Grizzly bear) ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หมีกริซลีจะเกิดพฤติกรรมกินแหลกอย่างไม่ลืมหูลืมตา พวกมันซัดพลังงานเข้าสู่ร่างกายสูงถึงวันละกว่า 20,000 กิโลแคลอรี และน้ำหนักพุ่งขึ้นพรวดพราดถึงวันละ 4 กิโลกรัม 

ความตะกละระดับพายุทอร์นาโดนี้มีเหตุผลรองรับทางวิวัฒนาการ เพราะสมองจะปรับตัวให้ ‘ดื้อต่อฮอร์โมนเลปติน’ (Leptin Resistance) หรือฮอร์โมนที่สั่งการว่า ‘อิ่มแล้ว’ เป็นการชั่วคราว เพื่อบังคับให้ร่างกายสะสมไขมันให้มากที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญสำหรับการประทังชีวิตในช่วงจำศีลฤดูหนาว 

แต่จะเกิดอะไรขึ้น... หากเทอร์โมสแตทควบคุมความหิวในสมองของมนุษย์ถูกตั้งค่าล็อกไว้ที่ระดับ ‘ดื้อขั้นสุด’ ตลอดกาลโดยไม่มีวันปิด?

ลองจินตนาการถึงบ้านหลังหนึ่งที่มีกฎเหล็กสุดแปลกประหลาด นั่นคือถังขยะในบ้านและประตูห้องครัวจะต้องถูกลงกลอนใส่แม่กุญแจไว้อย่างแน่นหนาตลอดเวลา นี่ไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์สยองขวัญ แต่เป็นเรื่องราวในบ้านของ ‘อเล็กซ์’ หญิงสาววัย 28 ปี ผู้เกิดมาพร้อมกับกลุ่มอาการ ‘พราเดอร์-วิลลี’ (Prader-Willi Syndrome หรือ PWS) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบได้ยาก ในอัตราส่วนเพียง 1 ใน 10,000 ถึง 30,000 คนทั่วโลก

สำหรับอเล็กซ์และผู้ป่วยโรคนี้ อาหารคือสิ่งเดียวที่เวียนวนอยู่ในความคิดทุกลมหายใจเข้าออก พ่อแม่ของเธอเล่าว่า อเล็กซ์จะเฝ้าหมกมุ่นอยู่กับคำถามที่ว่า มื้อต่อไปจะกินอะไร? มีจานเรียกน้ำย่อยกี่จาน? มีคนมากี่คน? และเธอจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่? พฤติกรรมไม่ต่างจากผู้ป่วยเสพติดสารเสพติดรุนแรง เพียงแต่สิ่งที่เธอเสพติดคือ ‘สัญชาตญาณความหิว’ ที่สมองส่วนลึกกรีดร้องบอกเธอว่า ร่างกายกำลังจะอดตายอยู่ตลอดเวลา

ความน่ากลัวของโรคนี้ คือภาวะ ‘ย้อนแย้งทางชีววิทยา’ เนื่องจากผู้ป่วย PWS มักมีมวลกล้ามเนื้อน้อยและมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว ทำให้พวกเขามีความต้องการพลังงานแคลอรีต่ำกว่าคนปกติ แต่สมองกลับสั่งให้พวกเขากินอย่างไม่มีวันจบสิ้น ความหิวโหยอันทารุณนี้ ‘รุนแรง’ จนควบคุมไม่ได้ อเล็กซ์เคยแอบกินอาหารแมวแห้ง และผู้ป่วยรายอื่นบางคนถึงขั้นกัดกินเศษพรมเช็ดเท้าเพื่อยัดอะไรก็ได้ลงท้อง ที่ร้ายกาจที่สุด ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่มีกลไกสะท้อนการขย้อน (Gag reflex) ทำให้อิ่มจนสำลักก็ไม่สามารถอาเจียนออกมาได้ เสี่ยงต่อการสำลักอาหารตาย หรือกินจนกระเพาะอาหารขยายเกินขีดจำกัดและระเบิดออก

กลไกเบื้องหลัง ‘บาปแห่งความตะกละ’ ของอเล็กซ์ ไม่ได้มาจากนิสัยเสียหรือการตามใจปาก แต่เป็นข้อผิดพลาดจากระนาบพิมพ์เขียวทางพันธุศาสตร์ที่เรียกว่า ‘การประทับตราทางพันธุกรรม’ (Genetic Imprinting) บนโครโมโซมคู่ที่ 15 โดยปกติ ยีนในบริเวณนี้ฝั่งที่ได้มาจากแม่จะถูกปิดการทำงานอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่ยีนฝั่งที่ได้มาจากพ่อของอเล็กซ์ กลับบังเอิญขาดหายไปตอนปฏิสนธิ ผลลัพธ์คือยีนในส่วนนี้ไม่ทำงานเลยส่งผลให้สมองส่วนฮิปโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการความหิวและการอิ่มเจริญเติบโตผิดปกติ

ผลสแกนสมอง (fMRI) ชี้ชัดว่า เมื่อผู้ป่วยกลุ่มนี้เห็นอาหาร สมองส่วนระบบลิมบิก (Limbic system และ Reward Network) จะสว่างวาบและทำงานตอบสนองอย่างรุนแรง แต่สมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือน ‘เบรกยับยั้งชั่งใจ’ กลับเฉื่อยชาอย่างน่าใจหาย ร่างกายของพวกเขาจึงขับเคลื่อนด้วยคันเร่งความหิวที่เหยียบมิดไมล์ โดยที่ไม่มีระบบเบรกคอยควบคุม 

อเล็กซ์ยังมีระดับไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์และวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่เทียบเท่าเด็ก 8-10 ขวบ ทำให้เธอไม่มีความเข้าใจลึกซึ้งพอที่จะรับรู้ถึง ‘ความอับอาย’ จากการถูกบูลลี่เรื่องรูปร่างที่คนอ้วนมักได้รับจากสังคม

แต่น่าเศร้าอย่างยิ่ง ในฤดูร้อนปี 2023  อเล็กซ์ได้จากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันในวัยเพียง 28 ปี จากอาการกระเพาะอาหารฉีกขาดและทะลุ โศกนาฏกรรมของเธอคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ประสาทวิทยาศาสตร์ใช้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ‘ความตะกละ’ ในบางมิติ ไม่ใช่ความล้มเหลวทางศีลธรรมของมนุษย์ แต่คือคำสั่งประหารชีวิตที่ถูกเขียนไว้ด้วยน้ำหมึกทางพันธุกรรม

ความอ้วนที่ ‘ติดต่อ’ กันได้..

ถ้าเราเดินไปบอกใครสักคนว่า “ระวังนะ เดินใกล้คนอ้วนมาก ๆ เดี๋ยวจะติดอ้วนมาด้วย” คนฟังคงจะขำกลิ้งและคิดว่าเราเสียสติ เพราะตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ได้แย่งอาหารจากจานของเราไปกิน ความอ้วนจะกลายเป็นโรคติดต่อได้อย่างไร?

แต่ประสาทวิทยาศาสตร์และระบาดวิทยากำลังเผยความจริงที่ชวนอ้าปากค้างว่า ความอ้วนมีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกับ ‘โรคติดต่อ’ ทั้งในมิติทางจิตวิทยาและชีววิทยาอย่างเหลือเชื่อ

จุดหักมุมชิ้นแรกมาจากงานวิจัยบรรลือโลกของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  เมื่อปี 2007 ทีมนักวิจัยได้ทำการติดตามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 12,000 คนอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 32 ปี (ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 2003) เพื่อแกะรอยความสัมพันธ์และการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก เพราะความอ้วนแพร่กระจายผ่านความสัมพันธ์ น้ำหนักตัวของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น การอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน แต่ขึ้นอยู่กับ ‘สายสัมพันธ์ทางสังคม’ หากคุณมีเพื่อนสนิทที่กลายเป็นคนอ้วน โอกาสที่คุณจะอ้วนขึ้ในเวลาต่อมาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งเป็นเพื่อนสนิทเพศเดียวกัน อิทธิพลนี้ยิ่งรุนแรง ยิ่งกว่าการมีคู่สมรสหรือพี่น้องที่อ้วนเสียด้วยซ้ำ

งานวิจัยเสนอว่าน้ำหนักของคน ๆ หนึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อน้ำหนักของอีกคนหนึ่งจริง ๆ ในเวลาต่อมา

นี่คือภาวะ ‘โรคติดต่อทางจิตสังคม’ (Psychosocial Contagion) เมื่อเราเห็นคนรอบตัวที่เราสนิทและระบุตัวตน (Identify) ว่าเขาเหมือนกับเราเริ่มมีรูปร่างที่ขยายใหญ่ขึ้น ‘บรรทัดฐานความยอมรับได้’ ในใจของเราเกี่ยวกับความอ้วนจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป ขีดจำกัดที่เคยคิดว่า “ฉันจะยอมอ้วนได้ไม่เกินเท่านี้” จะถูกขยับเพดานขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ส่งผลให้พฤติกรรมการกินของเราหย่อนยานลงตามสภาพสังคมรอบข้าง

ไวรัสความตะกละ

หากการแพร่กระจายทางจิตวิทยายังฟังดูจับต้องยากเกินไป วิทยาศาสตร์ก็มีหมัดฮุกมาเซอร์ไพรส์ เพราะความอ้วนสามารถติดต่อกันได้ผ่านการติดเชื้อไวรัสจริง ๆ!

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบมานานแล้วว่ามีไวรัสบางชนิดที่เป็น ‘สารเร่งความอ้วน’ (Obesogenic) เช่น ไวรัสในสัตว์ปีกที่ชื่อ SMAM-1 ซึ่งทำให้ไก่ที่ติดเชื้อมีไขมันสะสมในร่างกายพุ่งกระฉูด ทั้ง ๆ ที่พวกมันกินอาหารในปริมาณเท่าเดิม และเมื่อลองตรวจหาภูมิคุ้มกันเชื้อนี้ในมนุษย์ที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ก็พบว่าคนอ้วนมีประวัติเคยติดเชื้อไวรัสตัวนี้สูงกว่าคนผอมอย่างมีนัยสำคัญ

ความเกี่ยวพันในมนุษย์ยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อนักวิจัยหันมาจับตาดูไวรัสของคน อย่าง Human Adenovirus สายพันธุ์ Ad-36 ซึ่งปกติทำให้เกิดไข้หวัดหรือตาแดง เมื่อนำกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันจำนวน 502 คนมาเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกัน ผลปรากฏว่าพบร่องรอยการติดเชื้อ Ad-36 ในคนอ้วนสูงถึง 30%ในขณะที่พบในคนผอมเพียง 11% เท่านั้น

ที่น่าทึ่งที่สุด คือเมื่อทำการศึกษาใน ‘ฝาแฝดแท้’ ที่มีรหัสพันธุกรรมเหมือนกันเป๊ะ แฝดคนที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัส Ad-36 จะมีน้ำหนักตัวและมวลไขมันที่หนาแน่นกว่าแฝดคนที่ไม่ติดเชื้ออย่างชัดเจน

คำถามคือไวรัสไข้หวัดธรรมดาเปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนตะกละได้อย่างไร?

การทดลองในห้องแล็บพบว่า เจ้าไวรัส Ad-36 มีความสามารถในการวิ่งเข้าจู่โจมและแทรกซึมลึกเข้าไปในเซลล์ไขมัน (Fat cells) โดยตรง มันจะเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ไขมันแบ่งตัวเติบโตอย่างรวดเร็วและเร่งการสะสมไขมันไตรกลีเซอไรด์

แต่ความร้ายกาจที่สุดคือ มันจะเข้าไปสั่งให้เซลล์ไขมันลดการผลิตโฮร์โมนเลปติน (ฮอร์โมนอิ่ม) ลงถึง 5 เท่า!

ลองคิดดูว่าเมื่อฮอร์โมนอิ่มในกระแสเลือดวูบหายไป 5 เท่า สมองของคุณจะคิดว่าร่างกายกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างวิกฤต ศูนย์ควบคุมความหิวจะสั่งการให้คุณเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อยัดอาหารเข้าปากไม่หยุด คุณกลายเป็นคน ‘ตะกละ’ ในสายตาคนอื่น ทั้งที่ความจริง ร่างกายของคุณกำลังถูกไวรัสยึดระบบสั่งการเพื่อขุนตัวเองให้อ้วน

พฤติกรรมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า บาปแห่งความตะกละที่เราเคยใช้ประณามคนอ้วน แท้จริงแล้วอาจมีกลไกซ่อนเร้นที่ไม่ต่างจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เลยด้วยซ้ำ

กองทัพจุลินทรีย์ในท้อง และการเปลี่ยนหุ่นด้วย ‘ซุปอุจจาระ’

ในบรรดาเรื่องเล่าลึกลับยามค่ำคืนของเหล่าหมอฝึกหัดในห้องพักแพทย์ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่มักจะทำให้คนฟังรู้สึกสะอิดสะเอียนปนทึ่ง นั่นคือเรื่องเล่าจากโรงพยาบาลเซนต์มาร์ก (St Mark's Hospital) 

ข่าวลือที่ว่านั้น คือเรื่องของ ‘การปลูกถ่ายอุจจาระ’ (Faecal Matter Transplantation - FMT) พูดให้เห็นภาพคือการเอาอุจจาระของคนที่มีสุขภาพดี มาใส่เครื่องปั่นผสมจนกลายเป็น ‘มิลค์เชคอึ’ แล้วสวนกลับเข้าไปในลำไส้ของผู้ป่วยโรคสำไส้อักเสบผ่านทางสายยางหรือการส่องกล้อง

แม้ฟังดูเหมือนตลกร้ายหรือวิธีการรักษาในยุคมืด แต่นี่คือวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีมานานนับพันปี ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 4 ของจีน แพทย์แผนโบราณเคยใช้ตะกอนอุจจาระละลายน้ำ ที่เรียกกันว่า ‘ซุปสีเหลือง’ (Yellow Soup) ให้ผู้ป่วยดื่มเพื่อรักษาอาการอาหารเป็นพิษหรือท้องร่วงรุนแรง

ในปัจจุบัน นวัตกรรม ‘ซุปสีเหลือง’ นี้กำลังจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่เข้ามาปฏิวัติวงการลดน้ำหนัก และทลายความเชื่อเรื่องบาปแห่งความตะกละลงอย่างสิ้นเชิง

จุดเริ่มต้นของความลับนี้ซ่อนอยู่ในกองทัพสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วปริมาณ 10 ถึง 100 ล้านล้านตัวที่อาศัยอยู่ในตัวเรา ซึ่งเราเรียกว่า ‘จุลินทรีย์ในลำไส้’ (Gut Microbiota)

ในช่วงทศวรรษ 1960 นักวิทยาศาสตร์เริ่มทดลองเลี้ยงสัตว์ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากเชื้อโรคอย่างสิ้นเชิง (Germ-free) จนได้หนูที่มีลำไส้สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีแบคทีเรียแม้แต่ตัวเดียว และพวกเขาก็พบความจริงที่น่าประหลาดใจว่า หนูที่ลำไส้ปลอดเชื้อเหล่านี้จะดูดซึมไขมันได้แย่มาก และมีแนวโน้มที่จะผอมกว่าหนูปกติ

งานวิจัยชิ้นประวัติศาสตร์ในปี 2004 ได้ตอกย้ำเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น เมื่อทีมนักวิจัยพบว่า หนูลำไส้ปลอดเชื้อจะมีมวลไขมันต่ำมาก แม้จะกินอาหารตามปกติ แต่เมื่อนำแบคทีเรียจากหนูทั่วไปมาใส่ในท้องของมัน หนูปลอดเชื้อเหล่านั้นกลับเริ่มสะสมไขมันอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำตาล อินซูลิน และฮอร์โมนเลปตินพุ่งสูงขึ้นทันที ทั้งที่ไม่ได้กินอาหารเพิ่มขึ้นเลย 

ยิ่งไปกว่านั้น การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) แก่หนูตั้งแต่ลืมตาดูโลก จะเข้าไปทำลายสมดุลจุลินทรีย์ในท้อง และส่งผลให้พวกมันอ้วนขึ้นในตอนโต และเมื่อนักวิทยาศาสตร์ย้ายจุลินทรีย์จากหนูที่เคยได้ยาปฏิชีวนะไปใส่ในหนูปลอดเชื้อ หนูตัวที่รับจุลินทรีย์ก็อ้วนตามไปด้วยทันที 

นี่คือหลักฐานที่พิสูจน์ว่า “แบคทีเรียในท้องของเรา มีบทบาทสำคัญต่อภาวะความอ้วนและความอยากอาหาร” พวกมันทำหน้าที่เสมือนผู้จัดการส่วนตัวที่คอยบอกว่า ร่างกายควรจะดูดซึมแคลอรีจากอาหารจานนี้เข้าไปมากน้อยแค่ไหน

แบคทีเรียเจ้าเล่ห์ กับการแฮกรหัสยาลดความอ้วนในสมอง

กลไกที่กองทัพแบคทีเรียใช้ควบคุมเรานั้นล้ำลึกมาก สารเคมีที่แบคทีเรียบางชนิดหลั่งออกมามีความสามารถในการกระตุ้นลำไส้ของเราให้หลั่งฮอร์โมนที่มีชื่อว่า PYY และ GLP-1 ซึ่งมีหน้าที่ส่งสัญญาณตรงไปที่สมองเพื่อสั่งให้ ‘หยุดกิน’

ความน่าทึ่ง คือบริษัทยายักษ์ใหญ่ได้ผลิตสารที่เลียนแบบการออกฤทธิ์ของ GLP-1 เพื่อมาทำเป็นยาลดน้ำหนักชื่อดัง อย่าง Wegovy หรือ Ozempic ที่กำลังฮิตกันทั่วโลก ยาเหล่านี้ทำหน้าที่เลียนแบบสิ่งที่จุลินทรีย์ในลำไส้คอยบงการสมองเรามาตลอดหลายล้านปี

ถ้าอย่างนั้น... เราแค่เอาอึของคนผอมมาปลูกถ่ายให้คนอ้วน เพื่อรักษาโรคตะกละได้เลยใช่ไหม?

ในทางทฤษฎีคือใช่ และในหนูทดลองก็ได้ผลดีเยี่ยม แต่ในมนุษย์ ผลลัพธ์ในปัจจุบันยังคงก้ำกึ่ง การปลูกถ่ายอุจจาระจากคนผอมช่วยให้ร่างกายของคนอ้วนตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้นจริง แต่ยังไม่สามารถลดค่า BMI หรือทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากมนุษย์ควบคุมพฤติกรรมการกินได้ยากกว่าหนูในห้องแล็บ และจุลินทรีย์ในท้องก็พร้อมจะเปลี่ยนสภาพกลับไปเป็นแบบเดิมตามอาหารที่เรากินเข้าไป

ในปัจจุบัน เราจึงยังไม่มี ‘ยามหัศจรรย์’ ที่ทำมาจากอุจจาระเพื่อเสกให้คนผอมได้ทันที

บทสรุปของบาปแห่งความตะกละ

นับเป็นพัน ๆ ปีที่สังคมและศาสนาประณามความอ้วนและการกินไม่หยุดว่าเป็น ‘บาปหนา’ ที่เกิดจากจิตใจที่อ่อนแอ ขาดวินัย และขี้เกียจ แต่จากเรื่องราวทั้งหมดที่เราแกะรอยมาตั้งแต่ห้องน้ำของเจมส์ ยีนที่บกพร่องของ อเล็กซ์ เครือข่ายสังคมของฮาร์วาร์ด เชื้อไวรัสหวัด Ad-36 มาจนถึงกองทัพแบคทีเรียในลำไส้

ประสาทวิทยาศาสตร์ทำให้เราเห็นว่า ความตะกละจำนวนไม่น้อย ไม่ได้เป็นความล้มเหลวทางศีลธรรม หากแต่เป็นผลจากกลไกทางชีววิทยาที่ซับซ้อน ซึ่งทำงานร่วมกับสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมของมนุษย์

มนุษย์เรากำลังเผชิญหน้ากับ ‘ความล้มเหลวในการปรับตัว’ (Maladaptation) ยีนประหยัดพลังงานที่วิวัฒนาการจงใจมอบให้เราเพื่อสะสมไขมันในยุคหิน ยีนที่เคยช่วยให้บรรพบุรุษของเรารอดพ้นจากความหนาวเหน็บและการขาดแคลนอาหาร กำลังหันกลับมาเล่นงานเราอย่างรุนแรงในโลกศตวรรษที่ 21 ที่มีอาหารขยะแคลอรีสูงวางขายอยู่ทุกหัวมุมถนน

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณเห็นใครสักคนกำลังต่อสู้กับน้ำหนักตัวอันมหาศาล โปรดจำไว้ว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับใจตัวเอง แต่พวกเขากำลังต่อสู้กับพันธุกรรม ฮอร์โมน วงจรประสาท และอิทธิพลจากจุลชีพในลำไส้ รวมถึงปัจจัยทางชีววิทยาอื่น ๆ ที่แวดวงวิทยาศาสตร์กำลังศึกษา

เพราะการลดน้ำหนัก... ไม่เคยง่าย แค่คำว่า “หักห้ามใจ”

 

เรื่อง: เอกประภู บรรณสรณ์

ที่มา: Leschziner, Guy. Seven Deadly Sins: The Biology of Being Human. William Collins, 2024.