05 ส.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
ย้อนกลับไปในปี 2008 ‘มาร์ก บอยล์’ (Mark Boyle) นักเขียนชาวไอริช ตัดสินใจทำสิ่งที่ใครต่อใครต่างก็มองว่า ‘สุดโต่ง’ นั่นคือการประกาศว่าจะใช้ชีวิตโดยปราศจากเงิน บัตรเครดิตก็ไม่มี ไม่กู้เงินด้วย และไม่ขอใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดใดอีกเลย
เรื่องราวของเขาโด่งดังเป็นพลุแตก ทุกคนต่างให้ความสนใจกับชายคนนี้ ว่าเพราะอะไรถึงหันหลังให้กับโลก และเลือกปฏิเสธทุกอย่าง ขณะที่บางฝ่ายก็เฝ้ามองว่ามาร์ก บอยล์จะใช้ชีวิตแบบนี้ไปได้สักกี่วัน
และเขาก็คลายทุกข้อสงสัยลงทุกอย่าง เมื่อเวลาผ่านไปจากหลักวัน ไปหลักเดือน ล่วงเลยไปหลักปี และผ่านไปอีก 20 ปี ชายคนนี้ก็ยังคงใช้ชีวิตโดยพึ่งพาตนเองและธรรมชาติเป็นหลัก อันที่จริงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาปฏิเสธเงินตรา เป็นเพราะในคืนหนึ่งระหว่างที่เขากำลังนั่งคุยกับเพื่อนถึงปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ประจวบกับคำสอนของ ‘มหาตมะ คานธี’ ว่า "จงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่คุณอยากเห็นในโลก" เขาจึงอยากจะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้โลกกลับมาน่าอยู่ดังเดิม
นับจากบทสนทนาคืนนั้นจบลง เขาจึงละทิ้งทุกอย่างบนโลกลง และนี่คือเรื่องราวของ มาร์ก บอยล์ — The Moneyless Man
มาร์ก เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1979 ประเทศไอร์แลนด์ จบการศึกษาด้านธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ หลังทำงานเป็นผู้จัดการบริษัทอาหารออร์แกนิกในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ นานถึง 6 ปี เขาตัดสินใจหันหลังให้เส้นทางเดิมเพื่อเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิต และเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN เมื่อปี 2010 ไว้ว่า
"ผมคิดได้ว่า ต้นตอของปัญหาเหล่านั้นคือเงิน เพราะเงินทำให้เราขาดการเชื่อมโยงกับผลของการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แรงงานราคาถูก เกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม หรือแม้แต่สงคราม
"ผมจึงอยากลองดูว่า เราจะใช้ชีวิตโดยไม่ใช้เงินได้ไหม จนกระทั่งตกตะกอนว่า หัวใจสำคัญคือการลดการบริโภค ซึ่งมีอีกหลากหลายวิธีที่ทุกคนทำได้ และเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม"
หลังจากนั้น เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการขายบ้าน เคลียร์ทรัพย์สิน แล้วโพสต์ลงเว็บไซต์ Freecycle เพื่อขอรับบริจาคที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์ กระโจม หรือรถพ่วง ซึ่งความจริงเขาไม่ได้ตั้งหวังไว้มากนัก แค่อยากลองเสี่ยงดูเท่านั้น
"ตอนขอรถพ่วง ผมพูดเล่นมากกว่า ไม่คิดว่าจะมีใครยกให้จริง ๆ" เขาเล่า
"แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งมีรถพ่วงเก่าไม่ได้ใช้ การเก็บไว้มีแต่ค่าใช้จ่าย เธอเลยยกให้ผมฟรี ๆ"
รถพ่วงคันนั้นถูกนำไปตั้งในฟาร์มออร์แกนิกที่เขาอาสาทำงานสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อแลกกับที่อยู่อาศัยและพื้นที่ปลูกผัก ส่วนเพื่อนของเขาก็เข้ามาช่วยสร้างเตาฟืนทำความร้อน ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เล็ก ๆ และพ่วงลากท้ายจักรยาน นี่คือจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เขาใช้โอบกอดโลกอีกครั้ง
อาหารทุกมื้อปรุงด้วยเตาฟืน สำหรับการอาบน้ำ เขาใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำแขวนไว้บนต้นไม้ เพื่อให้แสงแดดช่วยทำให้น้ำอุ่น โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท
ส่วนห้องน้ำเป็นเพียงหลุมขุดบนพื้นดิน มีฉากไม้เล็ก ๆ กั้นเพื่อความสบายตาของผู้คนที่ผ่านไปมา เขาไม่พกกุญแจและไม่ล็อกรถพ่วง เพราะเลือกที่จะลองเปิดใจเชื่อใจโลกใบนี้ดูสักครั้ง
"ผมดื่มชาจากต้นตำแยกับต้นคลีเวอร์ บางครั้งก็ใส่ใบเลมอนเวอร์บีนาสด ชาเหล่านี้อุดมด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ทุกวันนี้ผมยังดื่มชาต้นแพลนเทนเพื่อรักษาอาการแพ้เกสรดอกไม้ (โรคประจำตัวเดียวที่เขาเป็น) ซึ่งมันขึ้นอยู่ทั่วไป แม้แต่ตามรอยแตกของฟุตบาท"
วิถีชีวิตไร้เงินตลอดหลายปีเต็มไปด้วยอุปสรรคและความลำบาก แต่เขากลับพบความสุขแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน สุขภาพแข็งแรงขึ้น และรู้สึกว่าชีวิตมีพัฒนาการดีขึ้นในทุกวัน
"ลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกันมันจะยากแค่ไหน แต่พอผ่านไปไม่กี่เดือน ทุกอย่างก็เริ่มง่ายขึ้น เพราะผมค้นพบวิถีชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง"
ประสบการณ์ของถูกถ่ายทอดไว้ในหนังสือ The Moneyless Man บอกเล่าความท้าทายช่วงเปลี่ยนผ่าน พร้อมอธิบายปรัชญาความเชื่อที่ว่า สังคมมนุษย์จะยุติธรรม มีความสุข และมั่นคงยิ่งขึ้น หากความสัมพันธ์ไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยเงิน รายได้ทั้งหมดจากหนังสือถูกนำไปซื้อที่ดินเพื่อสร้างชุมชน Freeconomy พื้นที่แลกเปลี่ยนให้ผู้คนมาทดลองใช้ชีวิตร่วมกันโดยไม่พึ่งพาเงินทอง
"นี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้หลังจากใช้ชีวิตโดยไร้ไฟฟ้า ไร้โทรศัพท์ และไม่มีอีเมลให้เช็กในตอนเช้า คืนนั้นช่วงเกือบเที่ยงคืน ผมเช็กอีเมลเป็นครั้งสุดท้าย แล้วปิดโทรศัพท์ลง โดยหวังว่าจะไม่ต้องเปิดมันอีก"
โดยในช่วงฤดูร้อนปี 2016 มาร์กสร้างบ้านฟางบนที่ดินในมณฑลกัลเวย์ ประเทศไอร์แลนด์ (ย้ายกลับมาอยู่บ้านในปี 2013 หลังจากอยู่ในสหราชอาณาจักรมานมนาน) เช้าวันถัดมา เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปราศจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่มีน้ำประปา นาฬิกา เชื้อเพลิงฟอสซิล ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ เครื่องซักผ้า หรือแม้แต่วิทยุ
"ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่า การตัดขาดจากโลกอุตสาหกรรมจะทำให้ผมหลุดออกจากความเป็นจริง หรือทำให้ผมได้ค้นพบความเป็นจริงกันแน่ ผมไม่ค่อยอยากพูดถึงเหตุผลใหญ่ ๆ ในการปฏิเสธเทคโนโลยี เพราะทุกคนต่างรู้อยู่แล้ว
"แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหตุผลของผมก็เปลี่ยนไป ทุกวันนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับการ 'ช่วยโลก' แต่เกี่ยวกับการ 'ซึมซับโลก' ให้มากขึ้น เพราะโลกใบนี้สมควรได้รับฟังมากขึ้นกว่านี้"
เมื่อไร้โซเชียลมีเดียและข่าวสาร โลกของเขากลับเล็กลงแต่ละเอียดขึ้น แม้ผู้คนรอบข้างจะถกเถียงเรื่องนโยบายหรือข่าวสารการเมือง แต่สิ่งเหล่านั้นฟังดูไกลตัวเมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการตกปลา ทำไซเดอร์ ปลูกต้นไม้ หรือแกะสลักช้อนไม้ งานที่โลกสมัยใหม่เคยทำแทนเรามาโดยตลอด
"บางคนบอกว่าวิธีคิดนี้เห็นแก่ตัว เป็นการหันหลังให้ปัญหาระดับโลก ซึ่งก็อาจจะจริง แต่ผมไม่แน่ใจว่า การพิมพ์ทวีตแสดงความเห็นเกี่ยวกับ Brexit จะช่วยโลกได้มากกว่าการพับแขนเสื้อลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนตรงหน้าหรือไม่"
"ผมสร้างอ่างน้ำร้อนกลางแจ้งขึ้นมาเอง การได้นอนแช่น้ำอุ่นใต้ท้องฟ้าพราวแสงดาว พร้อมจิบไวน์แบล็กเบอร์รีหมักเอง คือความโรแมนติกอย่างที่จินตนาการไว้จริง ๆ"
แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือความสัมพันธ์ มาร์กและคนรักตัดสินใจแยกทางกันหลังทดลองใช้ชีวิตไร้เงินได้ 2 ปี
“ความอกหักทำให้ผมต้องกลับมาถามตัวเองด้วยคำถามที่เจ็บปวด ว่าผมกำลังเสียสละอะไรไปบ้าง แต่ผมไม่สามารถเสแสร้งเป็นคนอื่นได้ เพราะมันคงไม่มีความสุข ต่อมาผมได้พบรักครั้งใหม่ที่งดงาม หากเราซื่อสัตย์กับตัวเอง สุดท้ายสิ่งต่าง ๆ จะลงเอยในแบบที่ควรจะเป็น แม้ระหว่างทางจะยากลำบากก็ตาม”
ซึ่งในเว็บไซต์ The Guardian เขายังได้ตอบคำถามกับเหล่าผู้ที่สนใจวิถีชีวิตแบบนี้ไว้อีกมากมาย โดยเลือกหยิบคำถามที่ได้รับบ่อยมาตอบ หนึ่งในนั้นคือ การไม่มีโทรศัพท์ ทีวี หรือเทคโนโลยี ทำให้รู้สึกเหงาบ้างไหม
“ตั้งแต่เลิกใช้โซเชียลมีเดีย ผมสนิทกับเพื่อนบ้านมากขึ้น ได้เรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของความเงียบสงบ ธรรมชาติ และสัตว์ป่า เมื่อคุณปฏิเสธสิ่งหนึ่ง เท่ากับคุณกำลังตอบรับอีกสิ่งหนึ่ง อย่างเรื่องดนตรี วันที่ผมปฏิเสธสื่อบันทึกเสียง ก็เหมือนศิลปินคนโปรดเสียชีวิตพร้อมกันในวันเดียว
“แต่การเลิกฟังเพลงอัดเสียง ทำให้ผมออกไปฟังวงดนตรีพื้นบ้านเล่นสด จนหลงรักมัน และเริ่มหัดเล่นดนตรีเอง แม้จะเล่นได้ไม่ดีนักก็ตาม”
อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตของเขาไม่ได้มีแค่คำชม บางส่วนมองว่าเขาหน้าซื่อใจคดเพราะยังใช้แล็ปท็อปพิมพ์งาน มาร์กอธิบายว่า แม้แล็ปท็อปจะชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม
“ผมเข้าใจข้อครหานี้ดี มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็โดนติ ถ้าผมหายเข้าไปใช้ชีวิตเรียบง่ายเงียบ ๆ คนก็คงบอกว่าสนใจแต่ตัวเอง ไม่ช่วยสังคม แต่พอใช้อุปกรณ์เพื่อสื่อสาร ก็ถูกหาว่าหน้าซื่อใจคด
“ผมเลือกทางหลัง เพราะรู้สึกเศร้าที่คนในโลกตะวันตกตอบสนองความต้องการของตนเองผ่านการเอารัดเอาเปรียบประเทศที่ด้อยกว่า และทำลายโลกด้วยการบริโภคเกินจำเป็น”
เขามองว่าแล็ปท็อป (ที่ไม่เชื่อมอินเทอร์เน็ต) คือเครื่องมือสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้กลับคืนสู่สังคม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้คนอีเมลมาบอกว่า บทความของเขาจุดประกายให้พวกเขาหันมากินอาหารท้องถิ่น เลิกบิน และอุดหนุนสินค้าออร์แกนิกมากขึ้น
“ผมยังเชื่อว่าตัวเองตัดสินใจถูก แล็ปท็อปไม่ได้หาอาหารให้ผม มันไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอด และสิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ ตัวเองมีเวลามากขึ้น ไร้ความเครียด และนอนหลับสบายขึ้น”
“วันไหนอยากวางทุกอย่างแล้วออกไปเดินป่า ผมก็ทำได้ทันที วิถีชีวิตนี้สอนให้ผม ‘อยู่กับปัจจุบัน’ การมีสติจึงไม่ใช่ความหรูหราทางจิตวิญญาณอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นในการดำรงชีวิต แม้นี่ไม่ใช่เส้นทางที่สร้างรายได้ แต่ก็ทำให้กำไรสุทธิของชีวิตผมเพิ่มขึ้น นั่นคือความสุข”
แม้ว่าในท้ายที่สุด เราจะไม่ได้รับรู้เรื่องราวของมาร์ก บอยล์อีกเลย นับตั้งแต่ปี 2018 แต่เชื่อว่าเขายังคง 'ซึมซับ' ความงามของโลก ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะโดยไม่รู้สึกเสียใจกับเส้นทางที่เลือกเดิน
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : แคปหน้าจอจากวิดีโอสัมภาษณ์ในช่องยูทูปของ Julius Silvan
อ้างอิง
After two years off-grid, I'm embracing daily letters, good sleep and my DIY hot tub.
Free and easy? One man's experiment in living without money.
Interview with Mark Boyle, who Lives in a Self-Built Cabin without Technology.
Life Without Machines. A Conversation with Mark Boyle.