03 พ.ย. 2569 | 13:10 น.

KEY
POINTS
“ในเมื่อผมเป็นคนเดียวที่ดูแลภูเขานี้อยู่ ถ้าผมไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ"
วันที่ 12 สิงหาคม ปี 1985 เป็นวันที่ประชาชนญี่ปุ่นจำไม่ลืมกับอุบัติเหตุทางการบินครั้งใหญ่ เมื่อเที่ยวบิน JAL123 ของสายการบินเจแปน แอร์ไลน์พุ่งชนกับภูเขาโอสึตากะ หมู่บ้านอุเอโนะ จังหวัดกุนมะ โศกนาฏกรรมนกเหล็กครั้งนี้คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือมากถึง 520 ราย และมีผู้รอดชีวิตเพียง 4 รายเท่านั้น
แม้จะล่วงเลยไปกว่า 40 ปี แต่สถานที่แห่งนี้ไม่เคยรกร้าง หรือสูญสิ้นในความทรงจำไป นั่นเป็นเพราะความทุ่มเทของ ‘คุโรซาวะ คันอิจิ (Kurosawa Kanichi)’ คุณตาผู้อุทิศทุกหยาดเหงื่อแรงกายดูแลรักษาสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนี้ เพื่อต้อนรับผู้คนมากมาย โดยเฉพาะญาติของผู้เสียชีวิตได้กลับมาเยี่ยมหลุมศพบนภูเขาโอสึตากะนี้อย่างปลอดภัยมาตลอด 20 ปี
“ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับทั้ง 520 คนสถิตอยู่ที่นี่ ผมอยากอำนวยความสะดวกให้ทุกคนที่เดินทางมากราบไหว้” คุณตาบอก
คุโรซาวะ คันอิจิ เป็นคนหมู่บ้านอุเอโนะมาแต่กำเนิด เขาจึงรู้จักและชำนาญพื้นที่นี้ ทั้งยังเคยเป็นอาสาสมัครที่คอยเข้ามาช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ มาตลอด
เขาเคยบริหารโรงงานผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ตีนเขา กระทั่งปี 2006 หรือ 21 ปีหลังเกิดโศกนาฏกรรม เขาก็มารับช่วงดูแลสันเขาโอสึตากะต่อ หลังจากผู้ดูแลคนแรกเสียชีวิต
แรกเริ่ม การดูแลเขานี้ไม่ใช่งานที่คุโรโซวะอยากทำเลยแม้แต่น้อย ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนในแต่ละวัน ลักษณะของงานที่ส่วนใหญ่ต้องอยู่คนเดียว ซึ่งเป็นบรรยากาศทำให้รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว แต่เพราะกิจการที่ทำอยู่เริ่มอยู่ในช่วงขาลง เลยลองเปิดใจกับอาชีพนี้สักครั้ง
"ตอนแรกผมก็ไม่ได้อยากทำหรอกครับ บางวันหมอกลงจัดจนมองไม่เห็นอะไรเลย บางวันฝนก็ตกพรำ ๆ ทั้งวัน แบบนั้นมันทำเอารู้สึกเหงา แต่ตอนนั้นออเดอร์ที่โรงงานก็เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ เลยคิดว่ามาทำนี่แหละดีแล้ว เหมือนมันไม่มีทางเลือกอื่นเท่าไหร่”
ทว่าพอเข้าปีที่สอง เมื่อเขาสังเกตเห็นบางอย่างจากแววตาและท่าทางของครอบครัวของผู้ล่วงลับที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความโศกเศร้า เพราะต้องสูญเสียพ่อแม่ เสียลูก เสียพี่เสียน้อง หรือคนรักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ความรู้สึกที่มีต่อภาระหน้าที่นี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป
"ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกอดป้ายสถิตวิญญาณ ร้องไห้เสียงดัง กรีดร้องเรียกชื่อคนรักที่จากไป ที่นี่ไม่ได้มีแค่เลือดของทั้ง 520 ชีวิตที่หลั่งชโลมลงบนดิน แต่ยังชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของครอบครัวพวกเขาด้วย ในเมื่อผมเป็นคนเดียวที่ดูแลภูเขานี้อยู่ ถ้าผมไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ"
ตั้งแต่วันนั้น เขาจึงขออุทิศชีวิตและกำลังกายที่มีดูแลสันเขาแห่งนี้ให้ดีที่สุด
เช้าของทุกวัน สิ่งแรกที่คุโรซาวะทำคือการไปเคารพป้ายวิญญาณตรงตีนเขา ก่อนเดินขึ้นเนินไปยังกระท่อมที่สร้างขึ้นหลังเกิดเหตุเครื่องบินตก ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร
นอกจากเทวรูปศักดิ์สิทธิ์กับพวงหรีดแล้ว กระท่อมนี้ยังมีรูปถ่ายของผู้เสียชีวิต และบรรดาสิ่งของต่าง ๆ ที่ญาติได้นำมาวางไว้ และไม่ว่าผู้ล่วงลับจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ คุณตาคุโรซาวะก็รู้จักและจำชื่อพวกเขาได้ทุกคน
“มิยาจิมา เคน อายุ 9 ขวบ เขาบินจากโตเกียวมาที่โอซาก้าคนเดียว ถ้าเขายังอยู่ก็คงอายุ 50 ปีแล้วล่ะ แต่หัวอกคนเป็นพ่อแม่ เขาก็ยังเป็นเด็ก 9 ขวบอยู่เสมอ และจะเป็นตลอดไป”
หากเรียกรวม ๆ หน้าที่ของผู้ดูแลสันเขาแห่งนี้ก็คือการอำนวยความสะดวกให้กับญาติผู้ตาย ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุเดินขึ้นมาเคารพศพได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย
อย่างเช่นคุณป้าโมริ อากิโกะ และโคบายาชิ เรย์โกะ สองพี่น้องที่เดินทางมาเคารพดวงวิญญาณของพี่ชาย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเครื่องบินลำนั้น แม้ร่างกายของทั้งสองคนเริ่มโรยราตามวัย แต่ก็ยังพยายามขึ้นเขามา เพราะไม่รู้ว่าครั้งต่อไปจะได้มีโอกาสมาหาพี่ชายหรือไม่
“นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่มาเยี่ยมพี่แล้วนะ ขอโทษแทนพี่ชาย (อีกคน) ด้วยนะ ตอนนี้ขาแกเดินขึ้นมาไม่ไหวแล้วล่ะ อย่าโกรธแกเลยนะพี่ (ผู้ตาย)”
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ คุณตาจึงดูแลเส้นทางสายนี้เป็นพิเศษ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงโครงสร้างใหญ่
ทุกครั้งที่เดินขึ้นเขา คุโรซาวะจะคอยเก็บก้อนหินโยนออกจากทาง ตัดหญ้าที่รกออก เปลี่ยนดอกไม้ในแจกันและเช็ดทำความสะอาดป้ายวิญญาณทุกแผ่น ยิ่งไปกว่านั้น เขายังลงมือสร้างและซ่อมแซมทั้งทางเดิน สะพานไม้ และราวจับรวมระยะทางกว่า 800 เมตรด้วยสองมือของตัวเอง
นอกจากปรับปรุงและต่อเติมเส้นทาง คุโรซาวะยังคงรักษาสภาพพื้นที่เกิดเหตุในอดีตไว้เป็นอย่างดี ซากชิ้นส่วนเครื่องบินที่กระจายไปตามเนินเขาเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ยังคงถูกวางไว้ที่เดิม เพราะเขาเชื่อว่าเศษเสี้ยวความทรงจำนี้ จะเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสูญเสียของเหยื่อ และส่งต่อบทเรียนราคาแพงไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ตระหนักและคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของผู้โดยสารเป็นอันดับแรก
แต่คุโรซาวะก็ไม่ได้ทำงานคนเดียว ช่วงหนึ่ง 'เซ็ตสึโกะ' ภรรยาของเขาก็มาช่วยดูแลสันเขาด้วยกัน ไม่ว่าจะหน้าฝนหรือหิมะตกเซ็ตสึโกะจะเป็นลูกมือเคียงข้างเขาเสมอ ก่อนที่เธอจะจากไปอย่างสงบ
คุโรซาวะเล่าว่า “ผมยังจำภาพที่เราเคยทำอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยกันได้ ทั้งช่วยกันเดินสายท่อ ช่วยกันผสมปูน วันที่มีหิมะตก เธอก็ยอมเดินขึ้นเขามาพร้อมกับผมเลย เราสองคนช่วยกันดูแลสันเขาแห่งนี้มาด้วยกัน มีแค่เราสองคนจริง ๆ”
ทุก ๆ วันที่ 12 สิงหาคม หรือวันครบรอบของโศกนาฏกรรม ผู้คนหลายร้อยครอบครัวจะเดินทางมาเคารพและพูดคุยกับหลุมศพกันอย่างเนืองแน่น สันเขาที่เคยมีแต่เสียงร่ำไห้ แต่ตอนนี้กลับเป็นพื้นที่นัดพบประจำปีระหว่างคนบนฟ้ากับคนที่อยู่ข้างหลังแทน
แล้วพวกเขาก็สามารถพบเจอกันบนเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทั้งผู้สูงวัย ผู้ใหญ่ และเด็ก
ผู้คนในพื้นที่จึงมอบฉายาให้เขาว่า ‘ผู้พิทักษ์แห่งสันเขาโอสึตากะ’
แม้จะมีอายุที่มากขึ้นกับร่างกายที่เชื่องช้าลง แต่คุณตาธรรมดาคนหนึ่งที่ชื่อ ‘คุโรซาวะ คันอิจิ’ ก็ไม่เคยหยุดทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องร่องรอยชิ้นสุดท้ายของทั้ง 520 ชีวิตบนสันเขาแห่งนี้เลยแม้แต่วันเดียว
ภาพ: Getty Images, NHK World
อ้างอิง