24 ต.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
“คุณป้าคะ ยิ้มกว้าง ๆ แล้วมองมาทางกล้องนะคะ”
“คุณตาทำตัวตามสบายไม่ต้องเกร็งนะคะ”
“หนึ่ง สอง ซั่ม!”
คำพูดเหล่านี้เป็นวลีประจำตัวก่อนกดชัตเตอร์ของ ‘หยาง ซิน (Yang Xin)’ ช่างภาพหญิงวัย 41 ปีระหว่างถ่ายรูปหน้าศพให้เหล่าผู้สูงอายุจากพื้นที่ชนบทของเมืองซางลั่ว มณฑลส่านซี ประเทศจีน
ตามความเชื่อโบราณของสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย ภาพถ่ายในพิธีไว้อาลัยมักเชื่อมโยงกับความสูญเสีย ความโศกเศร้า และสิ่งอัปมงคล เพราะฉะนั้น การถ่ายรูปหน้าศพของตัวเองไว้ล่วงหน้าอาจมองว่าเป็นการเรียกลางร้าย
แต่หลังจากที่หยาง ซินเปิดโครงการถ่ายรูปหน้าศพมาหลายปี เธอมองว่า ‘หากความตายต้องมาหาเราในสักวัน จะดีกว่าไหมถ้าเราจะเตรียมพร้อมและจัดการให้ดีที่สุด’ นั่นทำให้เธอตั้งใจใช้ทักษะการถ่ายภาพเปลี่ยนภาพจำอันโศกเศร้าเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายให้ผู้ล่วงลับและกลายเป็นความทรงจำของคนที่อยู่
เชื่อว่าหลายบ้านคงมีอัลบั้มภาพถ่ายที่เก็บภาพของครอบครัวเอาไว้ ทั้งภาพวัยเด็ก ภาพฉลองวันเทศกาล หรือภาพรวมญาติในวันสำคัญ ซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยเสน่ห์ของภาพถ่ายจากยุคกล้องฟิล์มแล้ว ทุกครั้งที่เปิดดูก็ยังชวนให้หวนคิดถึงความทรงจำในวันวาน
แต่หยาง ซินแทบไม่มีรูปถ่ายครอบครัวหรือรูปวัยเด็กของตัวเองเก็บไว้ ด้วยฐานะทางบ้านที่ไม่ได้ร่ำรวย การจะซื้อกล้องฟิล์มสักตัวหรือเดินเข้าร้านถ่ายรูปเหมือนครอบครัวอื่น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายและถูกมองเป็นค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย
“ตอนอายุประมาณ 4-5 ขวบ เพื่อนบ้านคนหนึ่งใช้กล้องคอมแพกต์ถ่ายรูปฉันไว้ ต่อมาเขาเอาฟิล์มไปล้างและนำรูปนั้นมาให้ครอบครัวของฉัน รูปถ่ายใบแรกในชีวิตใบนั้น ฉันสวมกางเกงที่มีรอยปะชุน ยืนก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ บ้านหลังเก่ากับพี่น้องคนอื่น ๆ ในครอบครัว
“เวลาที่ฉันเห็นอัลบั้มภาพที่ครอบครัวอื่นเก็บไว้ให้ลูก ๆ ที่มีภาพถ่ายตอนแบเบาะเต็มไปหมด หรือภาพในวันสำคัญอย่างวันเกิดขวบปีแรก ฉันจะรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองอยู่เสมอ”
เมื่อไม่มีรูปถ่ายเป็นเครื่องบันทึกความทรงจำ กาลเวลาก็อาจทำให้เราลืมใบหน้าของคนที่เรารักเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับคุณย่าของหยาง ซินที่ไม่มีรูปถ่ายของคนรักเก็บไว้เป็นของดูต่างหน้าเลยสักใบ ทำให้เธอเจ็บปวดและเสียใจ เพราะจำใบหน้าของสามีที่จากไปไม่ได้
“ตอนเด็ก ๆ ฉันชอบฟังคุณย่าเล่าเรื่องคุณปู่ให้ฟัง ท่านเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่มและที่บ้านก็ไม่มีรูปถ่ายของท่านเลย ฉันเลยไม่รู้ว่าหน้าตาของท่านเป็นยังไง ความทรงจำและการรับรู้เดียวที่ฉันมีต่อคุณปู่จึงมาจากเรื่องเล่าของคุณย่าเท่านั้น”
ประสบการณ์ในวัยเด็กของตัวเองและเรื่องราวในอดีตของคุณย่าเป็นแรงผลักดันสำคัญให้หยาง ซินเลือกเรียนสาขาการถ่ายภาพเมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
ในวันที่กลับบ้าน เธอจะใช้ฟิล์มขาว-ดำบันทึกภาพของคุณย่าให้ได้มากที่สุด ทั้งรูปเท้าคู่เล็ก ๆ ที่บิดเบี้ยวจากการถูกมัดเท้า รูปมือที่หยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหนักมานานหลายปี รวมถึงภาพถ่ายพอร์ตเทรตของท่านเอง
ก่อนที่ 2 ปีต่อมา คุณย่าของหยาง ซินจากไปอย่างสงบ รูปที่เคยถ่ายไว้ก็ได้มาเป็นรูปตั้งหน้าศพของท่าน และนำไปประดับไว้ที่หลุมฝังศพหลังเสร็จสิ้นพิธี
ถึงหยาง ซินจะไม่ได้พบคุณย่าอีกแล้ว แต่รูปถ่ายของคุณย่าทุกใบจะทำหน้าที่บันทึกช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตของท่าน และเป็นของดูต่างหน้าให้เธอกับครอบครัวตลอดไป
ในปี 2017 หยาง ซิน จดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิ Shangluo Rainbow Public Welfare Center ช่วยเหลือเด็กยากไร้และผู้สูงอายุในชนบทแถบเทือกเขาของเมืองซางลั่ว โดยเธอและทีมงานจะระดมทุน ซื้อสิ่งของจำเป็นไปแจกจ่ายให้กับคนในชุมชน ทั้งอุปกรณ์สุขอนามัย เครื่องนุ่งห่มกันหนาว และของอุปโภคบริโภค
นอกจากนี้ เธอยังทำงานเป็นช่างภาพข่าวให้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น การลงพื้นที่ชนบทแถบเทือกเขาบ่อยครั้ง ทำให้เธอได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด
เมื่อพูดถึงเมืองซางลั่ว เมืองนี้อยู่ใจกลางเทือกเขาฉินหลิ่ง บ้านถูกโอบด้วยภูเขา ผู้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ที่มีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 60 - 90 ปี และประกอบอาชีพชาวไร่ชาวนา หรือรับจ้างแรงงาน สามารถเรียกได้ว่าเป็นชุมชนผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
พวกเขาใช้ชีวิตในบ้านตามลำพัง และจำนวนไม่น้อยต้องเลี้ยงดูหลานที่ลูก ๆ มาฝากไว้ นั่นก็เพราะคนรุ่นหนุ่มสาวต้องไปทำงานในเมืองใหญ่ซึ่งมีรายได้ดีกว่า บางรายก็ย้ายไปอยู่ในเมืองอย่างถาวร
ความเป็นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ วิถีเกษตรกรรมที่ทำเป็นกิจวัตร ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นชีวิตสงบสุขและเรียบง่ายที่ใคร ๆ ก็ใฝ่ฝัน แต่ลึก ๆ แล้ว การใช้ชีวิตที่อยู่ห่างไกลจากครอบครัวก็เงียบเหงาและอ้างว้างไม่ต่างกัน
จริงอยู่ว่า ประเทศจีนจะเป็นแหล่งผลิตสมาร์ตโฟนที่ใหญ่ที่สุดของโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าประชากรทุกคนจะเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้ทั้งหมด
อย่างเช่นคุณยายในซางลั่วที่หยาง ซินได้พูดคุย ถึงแม้จะมีโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ใช้งานไม่คล่องเท่าไหร่ ดังนั้น พวกเขาจึงทำได้เพียงรอลูก ๆ ที่ไปทำงานไกลบ้านเกิดโทรกลับมาหาเท่านั้น
ขณะเดียวกัน หยาง ซินก็เริ่มสังเกตว่า หลังจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเสียชีวิต พวกท่านแทบไม่มีรูปตั้งหน้าศพอย่างเป็นกิจลักษณะให้คนในครอบครัวใช้ในการประกอบพีธี หรือระลึกถึงเลยสักรูป
นั่นเพราะบนภูเขาไม่มีร้านถ่ายรูปเลยสักแห่ง หากมีความจำเป็นต้องใช้รูปถ่าย พวกเขาต้องเดินทางข้ามภูเขาไปหลายลูกเพื่อเข้าตัวเมือง บางครั้งมีรถเร่ขับเข้ามาโฆษณาว่าจะถ่ายรูปให้ฟรี แต่มาเก็บค่าล้างรูปและกรอบรูปในราคา 30-100 หยวนในภายหลัง พวกเขาจึงขอเลือกที่จะเก็บออมเงินจำนวนนี้ไว้สำหรับใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวันมากกว่า
หยางซินเล่าว่า "ถ้าไม่นับรูปบนบัตรประชาชน ผู้สูงอายุบนเขาหรือในชนบทส่วนใหญ่ไม่มีรูปถ่ายอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย พอพวกท่านจากไป บางครอบครัวถึงกับหารูปถ่ายดี ๆ สักใบมาใช้ในงานศพไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"
หลายบ้านจำต้องเขียนชื่อแซ่ของผู้ตายลงบนกระดาษลังแทนป้ายวิญญาณ และหลายคนค่อย ๆ ลืมเลือนใบหน้าของผู้ล่วงลับไปทีละนิด
สำหรับคนซางลั่วก็มีความเชื่อและขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับความตายที่ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาว่า ผู้ใดมีอายุล่วงเลยผ่านวัย 60 ปี จะถือว่าได้ใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าอย่างสมบูรณ์
เมื่อเวลานั้นใกล้เข้ามา ครอบครัวก็จะเริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับพิธีงานศพไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นโลงศพ ชุดแต่งกาย รวมถึงรูปถ่ายหน้าศพ บางครอบครัวถึงขนาดขนโลงศพของตัวเองเข้ามาไว้ในบ้านเหมือนเป็นเรื่องปกติ หลังจากเตรียมการเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็จะจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเฉลิมฉลองร่วมกับญาติพี่น้องและมิตรสหาย
ถ้าลูกหลานในครอบครัวจัดเตรียมทุกสิ่งในพิธีศพไว้อย่างครบถ้วนก็จะได้รับคำชื่นชมถึงความกตัญญู ในทางกลับกัน หากผู้สูงอายุจากไปอย่างกะทันหันโดยไม่ได้ตระเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า จนต้องจัดพิธีอย่างฉุกละหุก ก็จะถูกมองว่าบกพร่องและน่าอับอายในสายตาของคนในชุมชน
ในฐานะช่างภาพ และผู้มีประสบการณ์ตรง หยาง ซินเกิดไอเดียที่จะตระเวนถ่ายภาพให้ผู้สูงวัยโดยเฉพาะ แต่ก็ทดทุกอย่างไว้ในใจ กระทั่งปี 2018 สำนักงานสลากกินแบ่งเพื่อสวัสดิการแห่งประเทศจีน (Chinese Welfare Lottery) มีนโยบายสนับสนุนองค์กรทางสังคมพอดี หยาง ซินจึงลองยื่นขอทุน และได้รับอนุมัติ ทำให้เธอสามารถจัดกิจกรรมถ่ายภาพหน้าศพให้ผู้สูงอายุในหมู่บ้านได้เป็นครั้งแรก
ลานกว้างของหมู่บ้านถูกเนรมิตเป็นสตูดิโอถ่ายภาพ จัดแสงและฉากหลังไว้พร้อมสรรพ ต้อนรับผู้สูงอายุให้เข้ามาถ่ายภาพ ส่วนคุณตาคุณยายที่เดินทางมาไม่ไหว ทีมงานก็พร้อมยกกองไปถ่ายให้ถึงที่บ้าน
นอกเหนือจากงานหลังเลนส์กล้องแล้ว ทีมงานยังดูแลเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม เพิ่มความมั่นใจให้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งช่วยหวีผม จัดทรง ฉีดสเปรย์ ไปจนถึงช่วยปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าและตรวจดูความเรียบร้อยก่อนเข้าฉาก
แม้จะถ่ายรูปตั้งหน้าศพที่ใช้ในพิธีไว้อาลัยจะเต็มไปด้วยความท้าทาย ผู้สูงอายุบางคนประหม่า ไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ตัวเอง หรือมีโรคประจำตัว ทว่าหยาง ซินและทีมงานอาศัยความใจเย็น ช่วยจัดท่าทางพร้อมทั้งประคับประคองอย่างใกล้ชิด ทำให้บรรยากาศกิจกรรมกลับคึกคักและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บ้างก็เป็นเสียงแซวเย้าแหย่ของผู้สูงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
“ถ่ายรูปคุณตาคุณยายบางคน ฉันต้องกดชัตเตอร์ซ้ำเป็นสิบ ๆ หน หรือบางทีอาจจะถึงยี่สิบครั้ง กว่าจะได้ภาพที่พวกท่านแสดงสีหน้าและรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติออกมา”
หลังถ่ายภาพเสร็จแล้ว ทีมสายรุ้งยังพิถีพิภันกับการแต่งภาพเป็นพิเศษ พวกเขาจะคงริ้วรอยตามวัยเอาไว้ เพราะต้องการสะท้อนภาพลักษณ์ธรรมชาติให้มากที่สุด ยกเว้นจุดบกพร่องภายนอกอันเนื่องมาจากโรคประจำตัว เช่น ปากเบี้ยวตาเบี้ยวจากโรคหลอดเลือดสมอง อาการใบหน้าอัมพาต รอยแผลเป็นขนาดใหญ่ จะมีการปรับแต่งภาพให้ดูเรียบร้อยยิ่งขึ้น และเพื่อป้องกันไม่ให้ภาพสีซีดหรือดูเก่าก่อนใช้งานจริง หยาง ซินจะใช้น้ำยาคุณภาพสูงในการเคลือบและรักษาสีของภาพให้ดูใหม่และคมชัด
และขั้นตอนสุดท้าย คือการส่งมอบต่อเจ้าของภาพ หยางซินและทีมงานจะนำภาพถ่ายทั้งหมดที่ใส่กรอบรูปแล้วมาแขวนเรียงรายกันบนบอร์ด ณ ลานกว้างกลางหมู่บ้าน และจัดเป็นนิทรรศการภาพถ่ายขนาดย่อมในแต่ละชุมชน เลยเป็นโอกาสให้คุณตาคุณยายมาล้อมวงพบปะพูดคุยกัน ชื่นชมภาพถ่ายที่ออกมาสวยงามด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันและความตั้งใจของกลุ่มสายรุ้ง
“ฉันไม่ได้พูดเกินจริงเลยว่า งานนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตที่พวกท่านจะได้มาเจอหน้ากัน เพราะผู้สูงอายุในหมู่บ้านบางคนก็อายุ 70-80 ปีเข้าไปแล้ว ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลยว่าพวกท่านจะอยู่กับเราได้อีกนานแค่ไหน พวกเราก็เลยหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้พวกท่านมาร่วมสนุกกันสักครั้ง” หยางซินกล่าว
เสียงหัวเราะและรอยยิ้มความสุขของคนวัยบั้นปลายที่กำลังอุ้มภาพถ่ายของตัวเอง คือผลตอบแทนที่คุ้มค่าของหยาง ซิน
เจ้าตัวยอมรับว่า แรกเริ่มเธอและทีมอาสาสมัครรู้สึกหวั่น ๆ อยู่เล็กน้อยว่าจะไม่มีใครยอมให้ถ่ายรูปประเภทนี้ จึงเลี่ยงไปใช้คำเรียกอ้อม ๆ อยู่หลายครั้ง ทว่าบรรดาคุณตาคุณยายต่างเข้าใจในจุดประสงค์ของเธอดี ไม่ได้มองเป็นเรื่องต้องห้ามหรืออัปมงคล แต่มองชีวิตและความตายเป็นเหมือนการผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล
อีกทั้งผลตอบรับก็ดีเกินคาด กิจกรรมถ่ายภาพรูปหน้าศพเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ผ่านการบอกเล่ากันปากต่อปากของคนในชุมชน ผู้คนทยอยเข้ามาต่อแถวรอถ่ายรูปไม่ขาดสาย จากที่เคยคิดว่าจะจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว ก็เปลี่ยนใจทำโปรเจกต์นี้ในระยะยาวในที่สุด
หยาง ซินยังได้โพสต์ภาพและคลิปกิจกรรมถ่ายรูปหน้าศพนี้ลงบนช่อง Douyin ของเธอที่ชื่อ ‘高妹爱摄影’ (สาวโย่งรักการถ่ายรูป) มีชาวเน็ตหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมและขอบคุณ หลังจากเห็นรูปปู่ย่าตายายของตัวเองผ่านฝีมือการถ่ายรูปของเธอ
คลิปเหล่านี้เปรียบเสมือนสิ่งเตือนใจให้หาเวลาเดินทางกลับไปเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่บ้าง เพราะลึก ๆ แล้ว พวกท่านยังคงเฝ้ารอความอบอุ่นและการเอาใจใส่จากครอบครัวอยู่เสมอ
ในปี 2026 โครงการเล็ก ๆ ของหยาง ซินได้ตระเวนเดินทางไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ กว่า 70 แห่ง และมอบภาพถ่ายแห่งความสุขให้กับผู้สูงอายุไปแล้วมากกว่า 7,000 คน องค์กรสายรุ้งที่เริ่มต้นไม่ถึง 20 คน ในตอนนี้มีอาสาสมัครมากกว่า 150 คนแล้ว
"ทุกคนต่างต้องแก่ตัวลง และทุกชีวิตล้วนควรค่าแก่การได้รับความเคารพ ฉันหวังว่าจะได้เห็นใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของผู้สูงอายุผ่านเลนส์ของฉันมากขึ้น”
จากความตั้งใจเล็ก ๆ ของคนคนหนึ่งสามารถส่งต่อความสบายใจไปถึงคนต่างสายเลือดได้มากกว่าที่คิด และจุดประกายให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาใส่ใจคนในครอบครัวก่อนที่จะสายเกินไป
ภาพ: Douyin 高妹爱摄影
อ้างอิง
Their Last Portraits: Photographing 3,000 Elders in the Countryside
Photographer gives rural elders an image to cherish
With Funeral Portraits, a Photographer Gives Dignity to Rural Elderly
Photographer Gives 3,000 Free Funeral Portraits To Elderly People
Foundation offers memorial photo service
Framing time: Photographer helps rural elderly capture portraits
Feature: Photographer provides lasting images of beloved rural elder