07 ต.ค. 2569 | 16:01 น.

KEY
POINTS
คำว่า 'เพื่อน' มักเกิดขึ้นได้ง่ายในวันที่ชีวิตเราเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่ 'มิตรแท้' จะปรากฏขึ้นในวันที่เราเผชิญกับมรสุมชีวิต
เช่นเดียวกับ แพทริก เกรย์ (Patrick Gray) ที่อยู่เคียงข้าง จัสติน สกีซัก (Justin Skeesuck) เพื่อนรักที่ป่วยด้วยโรคทางระบบประสาทและต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต ในวันที่จัสตินมีความฝันที่จะจาริกแสวงบุญในแดนไกล แพทริกก็ตัดสินใจออกเดินทางไปกับเขา เพื่อทำความฝันของเพื่อนรักให้เป็นจริง
"พวกเราโตมาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้กันในวันแต่งงาน สร้างครอบครัวมาพร้อม ๆ กัน และใช้ชีวิตร่วมกันมาตลอด ผมรู้จักเขาดีทุกซอกทุกมุม เหมือนกับที่เขารู้จักทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวผม"
จัสตินและแพทริก เกิดที่โรงพยาบาลเดียวกันในเมืองออนแทริโอ รัฐออริกอน โดยจัสตินเกิดก่อนแพทริกเพียง 36 ชั่วโมง
มากกว่านั้น พ่อแม่ของพวกเขาก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย แล้วมิตรภาพของผู้ใหญ่จึงถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูก
ด้วยความที่บ้านของทั้งสองครอบครัวอยู่ไม่ไกลกันนัก ทำให้ได้เจอกันบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่โบสถ์ หรือที่โรงเรียน และพวกเขาก็เรียนที่เดียวกันตั้งแต่ชั้นประถม มัธยมต้น ไปจนถึงมัธยมปลาย
นอกจากนี้ พวกเขายังเป็นคู่หูตัวแสบ สดใสร่าเริง สนุกกับความท้าทาย ชอบการแข่งขัน และชอบเล่นกีฬาเหมือนกัน โดยเฉพาะจัสตินที่ชอบเล่นฟุตบอลกับเทนนิส สำหรับเขา นั่นเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข อบอุ่น และสนุกสนานเหมือนวัยรุ่นทั่วไป
แต่แล้ว… เรื่องราวไม่คาดฝันก็คืบคลานเข้ามาหาเขาอย่างเงียบเชียบ
ย้อนกลับไป ก่อนที่อายุของจัสตินจะย่างเข้า 16 ปี เขามีนัดแข่งบาสเก็ตบอลที่เมืองใกล้ ๆ ระหว่างเดินทาง รถที่เขานั่งไปพร้อมเพื่อนเกิดพลิกคว่ำ จัสตินรอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ มีเพียงรอยฟกช้ำและรอยถลอกเพียงเล็กน้อยตามร่างกาย
ทว่า 6 เดือนให้หลัง จัสตินเริ่มสังเกตว่า เท้าซ้ายเริ่มอ่อนแรง วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังวิ่งอยู่กลางสนามฟุตบอล จู่ ๆ เขาก็ไม่สามารถควบคุมเท้าของตัวเองได้ เลยไปพบหมอโรคเท้าเพื่อหาสาเหตุ แต่หลังจากตรวจดู หมอกลับแนะนำให้ไปพบแพทย์ระบบประสาทแทน
ทุกคน รวมถึงหมอระบบประสาทต่างคิดว่าเขาเป็นแค่โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) และพยายามหาทางรักษาให้อาการดีขึ้น ช่วงแรกเขาจึงใช้ชีวิตด้วยอุปกรณ์พยุงเท้า และวอล์กเกอร์ไปก่อน
แม้กราฟสุขภาพร่างกายจะค่อย ๆ ดิ่งลง แต่ชีวิตส่วนตัวยังคงเดินต่อไปอย่างสวยงาม ช่วงอายุ 20 กว่า จัสตินปรับตัวและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ อาชีพกราฟิกดีไซน์เนอร์ที่เขาทำอยู่ก็กำลังก้าวหน้า ความรักก็รุ่ง เขาแต่งงานกับเคอร์สติน แฟนสาวที่คบหากันมานาน และสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกัน
แต่นานวันเข้า อาการก็ลุกลาม จากเท้าซ้ายลามขึ้นสู่ขาซ้าย ตามด้วยเท้าขวาและขาขวา สุดท้ายเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวช่วงล่างได้ และต้องเปลี่ยนมาใช้วีลแชร์แบบเข็นด้วยมือ
ผ่านไป 13 ปี หมอได้ข้อสรุปและวินิจฉัยว่า เขาเป็นโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อหายากชนิดหนึ่งชื่อว่า Multifocal Acquired Motor Axonopathy หรือ MAMA ซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเกิดความผิดปกติ และเข้าไปทำลายเส้นประสาทของผู้ป่วย
หมอบอกกับจัสตินให้เห็นภาพว่า สิ่งที่เขากำลังเผชิญคล้ายกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) แต่อาการอ่อนแรงจะลุกลามขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีทางรักษาให้หายขาด และมีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน หมอคาดว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ช่วงวัยรุ่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้โรคที่นิ่งสงบในร่างกายถูกกระตุ้นขึ้นมา
แต่บททดสอบครั้งใหญ่ก็กลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง เมื่อร่างกายช่วงบนของจัสตินไม่สามารถใช้งานไปประมาณ 60-70% ต้องเปลี่ยนมานั่งวีลแชร์ไฟฟ้า และปรับตัวกับวิถีชีวิตใหม่ที่ยากขึ้นกว่าเดิม
ความเลวร้ายถัดมาคือ เขาไม่สามารถจับดินสอวาดภาพ หรือออกแบบงานได้อีกต่อไป เขาจึงลาออกมารักษาตัวที่บ้าน ส่วนภาระในบ้าน ทั้งการดูแลลูกชายทั้ง 2 คน และลูกสาวคนเล็กเลยตกเป็นของภรรยา และเคอร์สตินจะต้องดูแลตัวเขาที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ไปพร้อมกันด้วย
เนื่องจากภาวะความพิการของเขาจำเป็นต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ต่างจากทารก ต้องมีคนแปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำให้ ต้องมีคนช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า ป้อนอาหาร พาเข้าห้องน้ำ อุ้มขึ้นเตียงเข้านอน
เวลามีเรื่องเครียด นอกจากการพูดคุยกับคนในครอบครัว จัสตินจะโทรศัพท์ไปหาแพทริกเพื่ออัปเดตอาการ และระบายสิ่งที่อยู่ในใจให้เพื่อนฟัง แล้วแพทริกก็มักจะมาเยี่ยมจัสตินที่บ้าน หรือพาออกไปเที่ยวข้างนอกด้วยกัน
ประกอบกับตัวแพทริกเองทำงานด้านพยาบาลอยู่แล้ว การที่เขาอาสามาช่วยดูแลเพื่อนก็ทำให้เคอร์สตินได้พัก และยิ่งทำให้มิตรภาพของทั้งคู่แน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
แพทริกเสริมว่า “การช่วยดูแลเขาไม่ใช่สิ่งที่ผมเป็นฝ่ายมอบให้ แต่เป็นสิ่งที่ผมได้รับกลับมาเสียมากกว่า เพราะเมื่อเราเปิดใจและเต็มใจทำบางสิ่งเพื่อใครสักคน เราก็จะได้รับสิ่งดี ๆ ตอบแทนกลับมามากมายจากการได้ช่วยเหลือเขา”
รากฐานครอบครัวที่เข้มแข็ง บวกกับการมีเพื่อนอย่างแพทริกเป็นพื้นที่ปลอดภัยกลายเป็นพลังที่ทำให้จัสตินผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากครั้งหนึ่งในชีวิตไปได้ แล้วกลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง
วันหนึ่งจัสตินอยากไป ‘เส้นทางแสวงบุญกามิโน เด ซานเตียโก (Camino de Santiago)’ ที่ประเทศสเปน หลังจากดูรายการท่องเที่ยวของ ‘ริก สตีฟส์’
เส้นทางแสวงบุญนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกจากยูเนสโก ซึ่งประดิษฐานอัฐิธาตุของนักบุญยากอบ บุตรเศเบดี หรือนักบุญเจมส์องค์ใหญ่ หนึ่งในอัครสาวกสิบสององค์ของพระเยซูคริสต์เอาไว้
จัสตินเลยตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปเส้นทางแสวงบุญ และแพทริกก็ยินดีที่จะไปเป็นเพื่อนเขา
หลังฝึกซ้อมร่างกาย 2 ปีเต็ม แม้ช่วงแรกจะกังวลอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป
จนวันเดินทางมาถึง จัสตินและแพทริกกอดลาครอบครัวขึ้นเครื่องบินเพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
สัปดาห์แรก จัสตินกับแพทริกเดินทางไปกับเท็ด ฮาร์ดี นักฉุกเฉินการแพทย์ คอยดูแลเรื่องความปลอดภัย และเพื่อนแพทริก ผู้กำกับสารคดี I’ll Push You คอยเก็บเรื่องราวระหว่างทางไปด้วย
เส้นทางจากเมืองแซ็ง ฌ็อง ปีเย เดอ ปอร์ (Saint-Jean-Pied-de-Port) จนถึงเทือกเขาพิรินี (Pyrenees) จัสติน แพทริก และเท็ดต้องขึ้นเนินเขาสูงชัน กลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด บางจุดไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา
แพทริกกับเท็ดคอยสลับเข็นลากรถเข็นสามล้อของจัสตินไปตลอดทางแทบไม่ได้หยุดพัก จัสตินเองก็ต้องพยายามอดทนต่อแรงสั่นสะเทือนและแรงกระแทกขณะล้อวิ่งบนพื้นผิวขรุขระ และถ้าเจอทางลาดเอียง พวกเขาจะใช้ผ้าช่วยยกจัสตินขึ้นมา
"รถเข็นของผมรวมตัวผม น้ำหนักของสัมภาระ ตัวเก้าอี้ และอะไรต่อมิอะไรอีก รวม ๆ แล้วก็หนักประมาณ 250 ปอนด์ (ราว ๆ 113 กิโลกรัม) เลย มันค่อนข้างหนักมาก เวลาลงเนินมันจะฉุดคุณดิ่งลงเขาตรง ๆ เวลาขึ้นเขามันก็จะเคลื่อนที่ได้ช้ามาก ๆ"
แม้จะเจออุปสรรคมากมาย ทั้งล้อรถเข็นที่หลุดจนทำให้ต้องพักการเดินทางชั่วคราว หรือ ลุยป่าที่เต็มไปด้วยดินโคลนหนาทึบและเปียกแฉะ และการเดินทางไกลเป็นเวลานานกว่า 10 ชั่วโมง แต่ด้วยความแข็งแรงทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงน้ำใจของเพื่อนร่วมทาง ทำให้พวกเขาผ่านมาได้สำเร็จ
เมื่อพระอาทิตย์ลับฟ้า พวกเขาจะพักในโรงแรมตามเมืองต่าง ๆ แพทริกใช้ทั้งทักษะพยาบาลและความใส่ใจคอยดูแลเพื่อนรักอย่างดี ทุก ๆ วันเขาจะเป็นคนช่วยอาบน้ำ แปรงฟัน ป้อนข้าว พอถึงเช้าวันใหม่ก็ช่วยแต่งตัว เตรียมสัมภาระ และอุปกรณ์เดินทางให้เรียบร้อย รวมถึงคอยอุ้มและยกจัสตินขึ้นเตียงนอนอย่างระมัดระวังเสมอ
ในที่สุด บทบันทึกการแสวงบุญอันยาวไกลก็สิ้นสุดลงในสัปดาห์ที่ 5 หรือคิดเป็นเวลาประมาณ 34 วัน ตลอดเส้นทาง 500 ไมล์ พวกเขาต้องเผชิญกับบททดสอบมากมาย คนหนึ่งต้องใช้แรงลากและเข็นวีลแชร์ขึ้นเขาจนร่างกายอ่อนล้า ขณะที่อีกคนต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดและความกังวลที่เกิดขึ้น แต่ทั้งคู่ยังหยอกล้อ ร้องเพลง และหัวเราะไปด้วยกัน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดและก้าวผ่านความยากลำบากไปพร้อมกัน
ท้ายที่สุด บทบันทึกนี้ก็สิ้นสุดลงอย่างสวยงาม ด้วยความเชื่อใจของคนสองคน และเป้าหมายที่อยากเห็นอีกฝ่ายมีความสุข
"พวกเราทิ้งความคาดหวังทุกอย่างไป อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้าเขาแค่ต้องการใครสักคนที่คอยรับฟัง ผมก็นั่งฟัง ถ้าเขาต้องการใครสักคนที่จะหัวเราะไปด้วยกัน ก็หัวเราะไปด้วยกัน หรือถ้าเขาต้องการใครสักคนที่จะร้องไห้ไปด้วยกัน เขาก็มีคนที่พร้อมจะร้องไห้ไปด้วย ผมแค่ต้องการอยู่ตรงนั้นเพื่อเขาจริง ๆ"
คำพูดและการกระทำสะท้อนถึงความรัก ความผูกพัน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่พวกเขาสองคนมีให้แก่กัน
ก่อนหน้านี้ แพทริกเป็นคนที่ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการทำงาน และถ้าใครขอความช่วยเหลือจากเขาหรือมอบหมายให้ทำงานอะไรสักอย่าง เขาจะทำมันอย่างเต็มที่ โดยแทบไม่ขอความช่วยเหลือใคร
แต่หลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็ถึงเวลาที่เท็ดต้องกลับไปทำงานที่สหรัฐฯ ทำให้จัสตินและแพทริกต้องเดินทางด้วยกันเพียงสองคน
ลำพังแค่การเดินเท้าเพียงคนเดียวยังนับเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากเทือกเขาพิเรนีสเป็นเนินเขาสูงชันที่มีทางหินกรวดขรุขระ และสภาพอากาศที่แดดร้อนจัด ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเสี่ยงเป็นโรคลมแดด หรือฮีทสโตรกได้
ทว่าพวกเขาก็ได้พบกับนักแสวงบุญใจดีที่ประทับใจในมิตรภาพและความพยายามของทั้งคู่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคนละไม้คนละมือ ทั้งช่วยเข็น ช่วยลาก และช่วยถือสัมภาระ ยิ่งมีผู้ร่วมทางเพิ่มมากขึ้น บรรยากาศการเดินทางก็ยิ่งเต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน
แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่พวกเขาทั้งสองคนจำได้ไม่ลืม คือวันที่พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองเล็ก ๆ บนภูเขาโอ เซเบรย์โร (O Cebreiro) นักแสวงบุญและเพื่อนร่วมทางคนอื่น ๆ หลายสิบคนต่างร่วมแรงร่วมใจ และแบ่งหน้าที่ช่วยเหลือพวกเขาอย่างแข็งขัน ทำให้พวกเขาสามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ
วินาทีนั้นจัสตินและแพทริกได้รับบทเรียนชีวิตที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขา นั่นคือ “การรู้จักขอความช่วยเหลือ” ฟังแล้วอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่บางครั้งผู้คนอยากจะทำเป้าหมายให้สำเร็จด้วยตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ความจริง การตอบรับคำช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่าไร้ความสามารถ แต่เป็นการมอบความสุขและความสนุกให้พวกเขาเหมือนกัน
จัสตินเสริมว่า “หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดและเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ผมได้รับกลับมา คือการได้รู้ว่าโลกใบนี้ยังมีคนดี ๆ อีกมากมายที่กำลังทำสิ่งดี ๆ และน่าทึ่งอยู่ น่าเสียดายที่ในวัฒนธรรมยุคปัจจุบันเราอาจไม่ได้เห็นภาพเหล่านั้นบ่อยนัก”
หลังกลับจากสเปน แพทริกยอมทิ้งอาชีพที่มั่นคงและตัดสินใจมาร่วมก่อตั้งบริษัทกับจัสตินในชื่อ Push, Inc. เพื่อทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างเต็มตัว และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีเวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น พวกเขาสองคนได้ร่วมกันเดินทางไปบรรยายส่งต่อแรงบันดาลใจ พร้อมทั้งแบ่งปันมุมมองเรื่องความสัมพันธ์และภาวะความเป็นผู้นำให้แก่สังคม
นอกจากนี้พวกเขายังจัดโปรแกรมเดินทางอย่าง Accessible Caminos หรือการจัดทริปเดินทางสำหรับผู้พิการ ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างสายสัมพันธ์ของเพื่อนมนุษย์และส่งเสริมความเท่าเทียมของผู้พิการ
วันนี้ มิตรภาพของชายสองคนเดินทางมาเกินครึ่งชีวิต ไม่เคยปล่อยมือกัน แต่คอยเติมเต็มแง่คิดและนำทางชีวิตให้กันอยู่เสมอ
อีกทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ทายาทรุ่นถัดไปของพวกเขา และผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ความงดงามของคำว่า ‘เพื่อน’ ผ่านสารคดี I’ll Push You และหนังสือที่ทั้งสองคนร่วมกันเขียน รวมถึงงานบรรยายและรับเชิญเป็นวิทยากร
เรื่องราวของจัสติน สกีซัก และแพทริก เกรย์ สะท้อนให้เห็นว่า การมีเพื่อนสักคนอยู่เคียงข้างในวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับความยากลำบาก เป็นสิ่งมีค่าที่หาได้ไม่ง่ายนักในปัจจุบัน เพราะมิตรภาพที่แท้จริงอาจไม่ได้หมายถึงการช่วยให้อีกคนไม่ต้องเจอกับอุปสรรค แต่คือการไม่ทอดทิ้งและก้าวผ่านมันไปด้วยกัน ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม
ภาพ : เฟสบุ๊ก I'll Push You
อ้างอิง
Alumnus of Point Loma (APL) Awardee: Justin Skeesuck / Viewpoint
I’ll Push You: The Adventure Begins / caminoways
The Inspiring Story Behind New Film ‘I’ll Push You’ / Guide Posts
500 Miles, Two Best Friends, One Wheelchair / CBN
I'll Push You: A Story of Radical Friendship | Justin Skeesuck & Patrick Gray | Calvin University