ยุทธนา ศรีสวัสดิ์: ปลุกพลังคนตัวเล็ก ทวงคืนการเมืองให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว

ยุทธนา ศรีสวัสดิ์: ปลุกพลังคนตัวเล็ก ทวงคืนการเมืองให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว

การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเรื่องของภาษี แอปฯ รัฐที่ใช้งานไม่ได้ และงบประมาณที่ถูกใช้ไปโดยไร้ประสิทธิภาพ บนเวที Creative Talk 2026 ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ชวนคนตัวเล็กลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจผ่านการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมกับสังคม ด้วยโมเดล ‘ส.ต.ง.’ ที่เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อประชาชนไม่ยอมเป็นเพียงผู้ชมอีกต่อไป

KEY

POINTS

“เราเคยสงสัยไหมว่า ทุกวันนี้ การเมืองเป็นเรื่องของใคร?” 

หลายคนอาจมองว่า เป็นเพียงเรื่องของการแย่งชิงอำนาจในสภา หรือเป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจต้องจัดการกันเอง ทว่าเมื่อเราหันมามองสิ่งรอบตัว ทั้งแอปพลิเคชันภาครัฐ ที่ดาวน์โหลดมาแล้วกลับใช้งานไม่ได้ หรือเสาไฟกินรีสุดวิจิตร ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางที่ดินรกร้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความจริงที่เจ็บปวดว่า การเมืองไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่กลับแฝงอยู่ในชีวิตประจำวันและถูกขับเคลื่อนด้วย ‘ภาษี’ จากหยาดเหงื่อของเราทุกคน 

แต่ด้วยความรู้สึกที่ว่าเราเป็นเพียง ‘คนตัวเล็ก’ ที่แทบไม่มีสิทธิมีเสียง หลายคนจึงเลือกที่จะถอนหายใจ ก้มหน้าก้มตาทำงาน และปล่อยให้การเมืองกลายเป็นเรื่องของคนอื่นต่อไปแบบที่เคยคุ้นชิน 

แล้วท่ามกลางความบิดเบี้ยวเหล่านี้ เราจะยอมทนและปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องไกลตัวแบบนี้ ไปอีกนานแค่ไหน? 

บนเวที Creative Talk ในหัวข้อ ‘การเมือง สปช. (สร้างเสริมประเทศไทย ใช่ไหม?)’ ได้พาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า การเมืองในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว แต่มันคือเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลต่อทั้งธุรกิจและชีวิตของเราทุกคน โดย ‘อาจารย์มิกซ์’ ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ CEO ผู้ก่อตั้ง iTAX และรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ได้มาร่วมบรรยายเพื่อชี้ทางสว่างว่า ประชาชนคนธรรมดาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง 

ในยุคดิจิทัล ‘แอปพลิเคชันภาครัฐ’ ควรจะเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่ช่วยลดขั้นตอน ลดการใช้เอกสาร และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐได้ง่าย ๆ สอดรับกับวิถีชีวิตที่ทุกอย่างควรจบครบได้บนสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว 

แต่เมื่อหันกลับมามองความเป็นจริง สิ่งที่ควรจะสร้างความสะดวกสบายให้ประชาชนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น กลับกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางและผลาญภาษีไปอย่างมหาศาล อาจารย์มิกซ์เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแอปพลิเคชันของภาครัฐมากถึง 2,700 แอป ซึ่งหากประเมินมูลค่าการสร้างแอปฯ ละ 1 ล้านบาท นั่นหมายความว่าเราผลาญงบประมาณประเทศไปแล้วหลักพันล้านบาท 

ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่วิธีคิดของผู้มีอำนาจแบบ “อยากมีแอปไว้ก่อน” เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของหน่วยงานที่สังกัด ภาครัฐมักจะทำแค่การ ‘Digitize’ หรือการเปลี่ยนกระดาษให้เป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่ยอมทำ ‘Digitalize’ ที่ยึดเอาความสะดวกของประชาชนเป็นที่ตั้ง 

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ระบบข้อมูลออนไลน์ของภาครัฐที่อัปเดตแบบเรียลไทม์อยู่แล้ว แต่กลับบังคับให้ประชาชนต้องเสียเงิน 200 บาท เพื่อปรินต์เอกสารกระดาษออกมายื่นให้รัฐดูอีกที กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่มุ่งเน้นแค่ให้งาน ‘เสร็จ’ เพื่อส่งมอบและรับเงิน แต่ไม่เคยใส่ใจว่าจะ ‘สำเร็จ’ ในการใช้งานจริงหรือไม่ สิ่งนี้ถูกพิสูจน์อย่างตรงไปตรงมาผ่านคะแนนรีวิว 1-2 ดาวของแอปฯ ภาครัฐส่วนใหญ่ 

นอกจากเรื่องการใช้ภาษีอย่างสูญเปล่าแล้ว สิทธิขั้นพื้นฐานในการตรวจสอบผู้มีอำนาจก็ถูกลิดรอนไปเช่นกัน หากย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 ประชาชนสามารถเข้าชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระได้ แต่ในปัจจุบัน สิทธินั้นกลับเหลือเพียงการเข้าชื่อถอดถอน ป.ป.ช. ได้อย่างเดียว

เมื่อประชาชนไม่อยู่ในสมการ การทำงานของภาครัฐก็ไม่จำเป็นต้องแคร์ประชาชน นี่จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนรวบรวมรายชื่อ 7,584 รายชื่อ เพื่อเสนอแก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระอย่าง กกต. หรือ สตง. ได้อีกครั้ง เพื่อทำเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวคนทำงานและคนตัวเล็กสามารถกลับมาถูกควบคุมโดยมือของเราเองได้อีกครั้ง

“แล้วเราในฐานะเจ้าของอำนาจ เป็นคนเสียภาษี เราจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง?”

คำตอบของอาจารย์มิกซ์ที่ฟังดูตลกร้าย แต่คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับว่า

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยการด่า” 

ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘การด่า’ คือสิ่งที่ทำให้คนตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอำนาจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง คือ ‘มหากาพย์เสาไฟกินรี’ 7,000 ต้นที่ตำบลราชาเทวะ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่แม้กระทั่งในที่ดินรกร้างว่างเปล่า ทันทีที่ประชาชนในพื้นที่เริ่มสังเกตเห็น ตั้งคำถาม และถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นข่าว พลังของการจับจ้องนี้เองที่บีบให้ผู้มีอำนาจไม่อาจนิ่งนอนใจ จนนำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายที่ผู้บริหาร อบต. ชุดนั้นต้องติดคุก 

เพื่อเป็นการสานต่อพลังการขับเคลื่อนของคนตัวเล็กให้เป็นเกิดขึ้นจริง อาจารย์มิกซ์ได้นำเสนอโมเดลทวงคืนอำนาจฉบับคนธรรมดา ที่เรียกว่า ‘โมเดล ส.ต.ง.’ อันประกอบไปด้วย 

ส. ย่อมาจาก ‘สงสัย’ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงคือความสงสัย เมื่อเจอเรื่องที่ผิดปกติ ให้เรากล้าที่จะตั้งคำถามกับสิ่งนั้นอย่างตรงไปตรงมา 

ต. ย่อมาจาก ‘ตัวแทนหมู่บ้าน’ เลือกลุกขึ้นมาเป็นตัวแทนในเรื่องที่เราสนใจหรือรู้ลึกที่สุดเพียงสักเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้สังคมได้รับรู้ โดยอาจารย์มิกซ์ได้กล่าวเสริมว่า “หากคนไทยกว่า 60 ล้านคน ช่วยกันเป็นตัวแทนหมู่บ้านคนละเรื่อง เราก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ถึง 60 ล้านเรื่อง”

ง. ย่อมาจาก ‘งัดกันซักตั้ง’ เมื่อถึงเวลาต้องลุกขึ้นสู้ ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าแลกเสมอไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อชีวิต หากเป็นข้าราชการก็สามารถแอบรวบรวมหลักฐานส่งให้สื่อ หรือหากเป็นประชาชนธรรมดาก็สามารถใช้บัญชีไม่ระบุตัวตน ถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลได้ เพียงแค่นี้ก็ถือเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว 

เรื่องราวทั้งหมดนี้คงเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ‘การเมือง’ ไม่เคยเป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่เราเคยเข้าใจ หากเรายังคงเพิกเฉยและปล่อยให้มันเป็นเพียงเรื่องของผู้มีอำนาจต่อไป ความไร้ประสิทธิภาพอย่างเสาไฟกินรี หรือแอปพลิเคชันรัฐที่ผลาญงบประมาณ ก็จะยังคงตั้งตระหง่านและกัดกินเงินภาษีของเราต่อไปเรื่อย ๆ  

ในวันที่โลกผันผวนและเต็มไปด้วยวิกฤตที่ถาโถมในแทบทุกวัน คนตัวเล็กอย่างพวกเรายิ่งต้องกล้าที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามและร่วมกันขับเคลื่อนสังคม เพราะเมื่อเรื่องแวดล้อมในชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานถูกตรวจสอบจนเกิดการพัฒนาให้ดีขึ้น เราก็จะสามารถเอาเวลาและพลังงานไปโฟกัสกับการทำมาหากิน และสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องมาแบกรับภาระหรือปวดหัวกับปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกต่อไป

อย่าปล่อยให้ความเหนื่อยล้ามาทำให้เราหลงลืมไปว่า เราทุกคนคือ ‘เจ้าของอำนาจ’ ตัวจริง จงจดจำและเชื่อมั่นในประโยคที่อาจารย์มิกซ์ได้ฝากทิ้งท้ายเอาไว้ว่า 

“ไม่ว่าคุณจะเชื่อแบบไหน ถ้าคุณคิดว่ามันเปลี่ยนไม่ได้จริงเว้ย มันก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเปลี่ยนได้จริงเว้ย มันก็เปลี่ยนได้” 

 

เรียบเรียง: รัฐศาสตร์ สรรพกุล (The People Junior)