อามัล คลูนีย์: ทนายสิทธิมนุษยชนผู้ต่อสู้กับ ‘ปีศาจ’ ในโลกจริง

อามัล คลูนีย์: ทนายสิทธิมนุษยชนผู้ต่อสู้กับ ‘ปีศาจ’ ในโลกจริง

‘อามัล คลูนีย์’ จากเด็กหญิงผู้หนีสงครามสู่ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ สู่ทนายสิทธิมนุษยชนผู้ต่อสู้กับ ‘ปีศาจ’ ในโลกจริง โดยเฉพาะคดีฟ้องร้องระหว่างกลุ่มผู้หญิงชาวยาซิดี กับบริษัทเอกชนของฝรั่งเศส ที่สะท้อนว่าอาชญากรรมคือผลของปัญหาเชิงระบบ

KEY

POINTS

จากกระแสร้อนแรงของซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ (The Evil Lawyer) สังคมกำลังให้ความสนใจเรื่องราวของ ‘ทนายจิตตรี’ ทนายสาวฝีมือเฉียบผู้ใช้ทุกช่องว่างของกฎหมายเพื่อพลิกเกมในชั้นศาล 

ทนายปีศาจพาผู้ชมดำดิ่งสู่คดีต่าง ๆ ที่ไม่เพียงตีแผ่ความบิดเบี้ยวของจิตใจมนุษย์ แต่ยังสะท้อนรอยร้าวของระบบความยุติธรรมและปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมที่เกิดขึ้นจริง 

หนึ่งในคดีที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดคือ คดีค้ามนุษย์บนเรือประมง ที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า เมื่อผู้มีอำนาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมที่ฝังรากลึกในสังคม กฎหมายจะยังคงเป็นเครื่องมือที่ทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่

บทความนี้ The People จะพาทุกคนไปรู้จักทนายความหญิงจากอีกฟากหนึ่งของโลก ผู้ใช้กฎหมายเป็นอาวุธในการต่อสู้กับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดรูปแบบหนึ่งของมนุษยชาติ ทั้งการค้ามนุษย์ ทาสทางเพศ และการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมาก เพื่อทำให้โลกตระหนักว่า ‘ปีศาจ’ ที่แท้จริงอาจไม่ใช่อาชญากรเพียงไม่กี่คน แต่เป็น ‘ระบบ’ และ ‘ผู้มีอำนาจ’ ที่พรากทั้งเสียง สิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คนไป 

เธอคนนี้คือ ‘อามัล อะลามุดดีน คลูนีย์’ (Amal Alamuddin Clooney) ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชาวอังกฤษเชื้อสายเลบานอน ผู้ยืนหยัดเคียงข้างเหยื่อที่โลกเคยมองข้าม และพยายามพิสูจน์ว่ากฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือในการนำความยุติธรรมกลับคืนมาได้

จากผู้อพยพหนีสงคราม สู่ ‘ความหวัง’ แห่งวงการกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน

ก่อนโลกจะรู้จักอามัลในฐานะภรรยาของนักแสดงชื่อดังอย่าง ‘จอร์จ คลูนีย์’ (George Clooney) วงการกฎหมายระหว่างประเทศรู้จักเธอในฐานะทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ผู้ทำงานในคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม การค้ามนุษย์ การเข่นฆ่าประชาชน และสิทธิเสรีภาพสื่อ

เด็กหญิงอามัล ผู้ที่ชื่อของเธอแปลว่า ‘ความหวัง’ (أمل ʾ) ในภาษาอาหรับ เกิดเมื่อปี 1978 ท่ามกลางความขัดแย้งของ ‘สงครามกลางเมืองเลบานอน’ ที่ครอบงำทั้งภูมิภาคในช่วงปี 1975 ถึง 1990 ด้วยเหตุนี้เอง ครอบครัวของเธอจึงเลือกอพยพออกจากเลบานอนในขณะที่อามัลมีอายุได้เพียง 2 ปี ไปตั้งรกรากใหม่ที่ประเทศสหราชอาณาจักร

อามัลเข้าศึกษาที่วิทยาลัยเซนต์ฮิวจ์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (St Hugh's College, Oxford) เธอได้รับทั้งทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาผลการเรียนดี (Exhibition Scholarship) และรางวัลชริกลีย์ (Shrigley Award) ซึ่งเป็นรางวัลด้านความเป็นเลิศทางกฎหมายของวิทยาลัย 

ต่อมาในปี 2001 เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งระหว่างนั้นเธอได้รับคัดเลือกให้เข้าฝึกงานที่สำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง

หลังจากจบการศึกษา เธอได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทนายความของรัฐนิวยอร์กในปี 2002 และเริ่มต้นทำงานในบริษัทกฎหมายระดับโลก ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มตัว

อามัลตระหนักถึงอภิสิทธิ์ที่ตนมีอยู่เสมอในฐานะผู้ที่รอดพ้นออกมาจากพื้นที่สงคราม ทั้งยังเติบโตมาอย่างปลอดภัย และได้รับการศึกษาชั้นเยี่ยม ในขณะที่เด็กผู้หญิงจำนวนไม่น้อยจากดินแดนเดียวกับเธอ ไม่เคยมีโอกาสได้รับสิ่งเหล่านั้นเลย เธอจึงใช้เสียง เวทีที่เธอยืนอยู่ และทำงานอย่างหนักในนามของผู้คนที่เสียงของตนไม่ดังพอที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเองได้

เมื่อ ‘การค้ามนุษย์’ อยู่เบื้องหลังสงครามและอำนาจทางธุรกิจ

ตลอดเส้นทางการเป็นนักกฎหมายของอามัล เธอมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากอาชญากรรมรุนแรงหลายประเภท 

หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในเส้นทางอาชีพของเธอและถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ คือ ‘คดีอาญาฟ้องร้องนายทาฮา เอ. เจ.’ ซึ่งอามัลรับหน้าที่เป็นตัวแทนหญิงชาวยาซิดีรายหนึ่งผู้ที่ลูกวัย 5 ขวบของเธอถูกสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ กลุ่ม ‘IS’ ซื้อขายเป็นทาส ทรมาน และเข่นฆ่า

ในปี 2021 ศาลอุทธรณ์ระดับสูงแห่งแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Higher Regional Court) ประเทศเยอรมนี มีคำพิพากษาให้ ทาฮา เอ. เจ. สมาชิก IS มีความผิดฐานเข่นฆ่าชาวยาซิดี ซึ่งนับเป็นคำพิพากษาแรกของโลกที่รับรองว่าอาชญากรรมของ IS เข้าข่ายการเข่นฆ่าประชาชนอย่างเป็นระบบภายใต้หลักการเขตอำนาจศาลสากล (Universal jurisdiction)

นอกจากนี้ เธอยังเป็นตัวแทนทางกฎหมายของ ‘นาเดีย มูราด’ (Nadia Murad) หญิงชาวยาซิดี กลุ่มชาติพันธุ์ในอิรัก ผู้รอดชีวิตจากการถูกกลุ่ม IS ลักพาตัวและจับเป็นทาสทางเพศในปี 2014  ในคดีฟ้องร้องกับบริษัทลาฟาร์จ (Lafarge) ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ของฝรั่งเศส

อามัลกล่าวว่าคดีนี้ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมสงคราม แต่เป็น ‘เครือข่ายค้ามนุษย์’ และ ‘การเข่นฆ่าประชาชน’ อันโหดร้ายที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่มนุษยชาติต้องเผชิญในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากที่นาเดีย มูราดรอดชีวิตและหลบหนีออกมาจากกระบวนการค้าทาสของ IS ได้ เธอพยายามเป็นกระบอกเสียงให้กับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเธอและเด็กหญิงชาวยาซิดี โดยมีอามัลเป็นที่ปรึกษาและเป็นทนายความของเธอ 

จนกระทั่งในปี 2018 นาเดียกลายเป็นหญิงสาวชาวยาซิดีคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และยังคงต่อสู้คดีไปกับอามัลอย่างต่อเนื่องพร้อมกับบาดแผลที่ไม่เคยจางหาย

อามัล คลูนีย์ยังเป็นตัวแทนของชาวอเมริกันเชื้อสายยาซิดีกว่าอีก 800 คน ในการยื่นฟ้องบริษัทลาฟาร์จต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในปี 2023 ซึ่งถือเป็นคดีแพ่ง ‘คดีแรก’ ในศาลสหรัฐฯ ที่ฟ้องร้องเอาผิดบริษัทที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่ม IS ตาม พ.ร.บ. ต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กลุ่ม IS ก่ออาชญากรรมร้ายแรง เช่น การค้ามนุษย์ การเข่นฆ่าประชาชน และการกดขี่ชาวยาซิดี

คดีดังกล่าวถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากเหตุแห่งผลประโยชน์ทางธุรกิจ

‘สิทธิมนุษยชน’ คือสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อแลกมา

“นี่คือช่วงเวลาแห่งนูเร็มเบิร์กของพวกท่าน คือโอกาสที่จะเลือกยืนอยู่ในฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์ พวกท่านติดค้างสิ่งนี้ต่อนาเดีย และต่อเด็กผู้หญิงอีกหลายพันคน ที่ต้องทนมองสมาชิกกลุ่ม IS โกนหนวดเครา และกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ ในขณะที่พวกเธอซึ่งตกเป็นเหยื่อ ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกเลย”

อามัล คลูนีย์ กล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council) เมื่อปี 2019

อามัลไม่ได้เป็นเพียงนักกฎหมายที่ชาญฉลาด แต่เธอยังเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเจ็บปวดของเหยื่อและปัญหาอันเป็นเหตุแห่งความอยุติธรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างสังคม ซึ่งสิ่งที่เธอมองว่าเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการแสวงหาความยุติธรรมคือ ‘ความเฉยเมย’ ต่อสิ่งที่ผิดของผู้คนและผู้มีอำนาจ 

อามัลเชื่อว่าความอยุติธรรม อาชญากรรม หรือการได้อำนาจมาโดยมิชอบย่อมจะเกิดขึ้นในสังคมอยู่เสมอ หากคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งเหล่านั้น รวมไปถึงผู้ที่ถืออำนาจหลักในสังคม ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน เลือกที่จะเงียบแทนที่จะแสดงความกล้าหาญ การเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นปัญหาคงเกิดขึ้นได้ยาก

ในปี 2016 อามัลและสามีของเธอ จอร์จ คลูนีย์ ร่วมกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม’ (Clooney Foundation for Justice) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ให้การช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิสตรีในกว่า 40 ประเทศ ซึ่งมุ่งไปที่การช่วยปลดปล่อยเหยื่อ และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ภาพสะท้อนจาก ‘ทนายปีศาจ’ สู่ ‘ปีศาจ’ ในโลกจริง

หากซีรีส์ทนายปีศาจคือกระจกที่สะท้อนความบิดเบี้ยวในกระบวนการยุติธรรมของไทย อามัล คลูนีย์ก็คือกระบอกเสียงที่กล่าวขานความทุกข์ทรมานของเหยื่อตัวเล็ก ๆ ท่ามกลางโลกที่ความรุนแรงเกิดขึ้นจริง คือผู้ที่ต่อสู้กับปีศาจที่แฝงตัวอยู่ในโครงสร้างสังคม และปีศาจแห่งความเฉยเมยที่ซ่อนตัวอยู่ในจิตใจมนุษย์

“ฉันเพียงตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นว่าเกิดขึ้นในโลก โลกที่คนผิดยังลอยนวล ขณะที่ผู้บริสุทธิ์กลับถูกคุมขัง โลกที่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นอิสระ แต่ผู้ที่ออกมาป่าวประกาศความผิดนั้นถูกจองจำ ในฐานะทนายความ ฉันสามารถทำอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้ได้ หรืออย่างน้อยฉันก็พยายามทำมัน”

ข้อความนี้คือคำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมอามัล คลูนีย์จึงเลือกทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ปกป้องผู้หญิง และอยู่เคียงข้างผู้ถูกกดขี่

เพราะการเปลี่ยนแปลงปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบที่ใหญ่กว่าไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยแรงของทนายเพียงคนเดียว หากแต่เป็นหน้าที่ของหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นศาล นักกฎหมาย ผู้มีอำนาจ หรือแม้กระทั่งใครก็ตามที่เลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อความอยุติธรรมทั้งปวง

ถึงเวลาแล้วที่ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนจะกลายเป็นวาระสำคัญ ที่เราควรเรียนรู้และจดจำจากเหตุการณ์ในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมอันเจ็บปวดเหล่านี้ซ้ำรอยอีกครั้ง และเพื่อไม่ให้ใครก็ตามต้องมีบาดแผลและฝันร้ายที่ลบไม่หาย เฉกเช่นที่เหยื่อความรุนแรงทุกคนเคยเผชิญ

“ความยุติธรรมคือสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อได้มา มันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” – อามัล คลูนีย์

 

เรื่อง: ดรัลพร อ่อนดี (The People Junior)

ภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

Amal Clooney. (n.d.). Retrieved from Doughty Street Chambers: https://www.doughtystreet.co.uk/barristers/amal-clooney 

Gale, C. (2025, January 14). How Human Rights Lawyer Amal Clooney Uses Her Platform for Change. Retrieved from PCMA Convene: https://www.pcma.org/how-human-rights-lawyer-amal-clooney-uses-platform-change/ 

Statement: Nadia Murad is Lead Plaintiff in Lawsuit in U.S. Court Against Lafarge S.A. Seeking Accountability for Genocide Against Yazidis. (2023, December 15). Retrieved from Nadia's Initiative: https://www.nadiasinitiative.org/news/nadia-murad-is-lead-plaintiff-in-lawsuit-in-us-court-against-lafarge-sa 

Clooney, A. (2019, April 23). UN SECURITY COUNCIL OPEN DEBATE WOMEN, PEACE AND SECURITY – SEXUAL VIOLENCE IN CONFLICT. Retrieved from Doughty Street Chambers: https://www.doughtystreet.co.uk/sites/default/files/media/document/FINAL%20Security%20Council%20speech%20230419%20.pdf 

Raby, C. (2025, December 22). Amal Clooney (née Alamuddin) “Justice doesn’t just happen”. Retrieved from Verfassungsblog: https://verfassungsblog.de/outstanding-women-12-25/ 

Miller, M. (2016, September 17). Amal Clooney Denouces ISIS 'Genocide' in Emotional Speech While Introducing Yazidi Survivor at UN. Retrieved from People: https://people.com/celebrity/amal-clooney-introduces-yazidi-isis-survivor-as-un-goodwill-ambassador/ 

Devaney, S. (2019, April 24). Amal Clooney Spoke Up For Victims Of Sexual Violence In A Powerful Speech To The UN. Retrieved from British Vogue: https://www.vogue.co.uk/article/amal-clooney-un-security-meeting-speech-sexual-violence-war 

Newbold, A. (2026, June 12). “Things Will Change”: Amal Clooney On Finding Light In The Darkness. Retrieved from British Vogue: https://www.vogue.co.uk/article/amal-clooney-cartier-womens-initiative-awards

Marks, O. (2025, June 13). “I Believe That Justice Must Be Waged, It Is Not Something That Happens On Its Own”: Amal Clooney On What Keeps Her Fight As A Human Rights Barrister Alive. Retrieved from British Vogue: https://www.vogue.co.uk/article/amal-clooney-vogue-25-interview 

Ressa, M. (2022, March 3). Amal Clooney Won't Back Down. Retrieved from TIME. https://time.com/6150539/amal-clooney-2/