ถอดรหัส ‘ดีไซน์ที่มองไม่เห็น’ ที่อาจช่วยปกป้องชีวิตผู้คนในยุควิกฤตภูมิอากาศ

ถอดรหัส ‘ดีไซน์ที่มองไม่เห็น’ ที่อาจช่วยปกป้องชีวิตผู้คนในยุควิกฤตภูมิอากาศ

‘อาซุก ทาชิคาว่า’ ชวนถอดบทเรียนจากธรรมชาติและวิวัฒนาการ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ช่วยให้เมืองและผู้คนอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตภูมิอากาศ พร้อมพิสูจน์ว่า AI และความคิดสร้างสรรค์อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องชีวิตในอนาคต

KEY

POINTS

“การออกแบบคืออะไร?” 

คำถามสั้น ๆ นี้ถูกโยนขึ้นบนเวที เพื่อสะกดและดึงดูดความคิดของผู้เข้าร่วมฟังทุกคนทันที ก่อนที่ผู้พูดจะนำพาทุกคนไปร่วมแกะรอยหาความหมายอันแท้จริงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าสิ่งที่ดวงตาคู่ใดจะมองเห็นได้

ฉากทัศน์ชวนคิดนี้เกิดขึ้นในงาน SITE 2026 มหกรรมนวัตกรรมและสตาร์ตอัปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดโดย ‘สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ’ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้แนวคิดหลัก ‘Global Innovation Impact: The Year of Investment’ ระหว่างวันที่ 25 - 27 มิถุนายน 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน 

โดยผู้ที่ตั้งคำถามสำคัญนี้คือ ‘เอซึเกะ ทาชิคาว่า’ (Eisuke Tachikawa) ดีไซเนอร์ระดับแนวหน้าชาวญี่ปุ่น  

ทาชิคาว่าอธิบายบนเวทีว่า หากเรามองตามรากศัพท์ภาษาละตินดั้งเดิมของคำว่า ‘ดีไซน์’ (Design) นั้น มันจะมีความหมายที่สื่อถึง ‘สิ่งที่เรามองเห็นได้ภายนอก’ แต่ในมุมมองส่วนตัวของเขากลับมองว่าการออกแบบเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เราจับต้องได้เหล่านั้นอย่างมาก

เพื่ออธิบายความจริงข้อนี้ให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น ทาชิคาว่าได้อภิปรายโดยยกประโยคที่ถอดรหัสแก่นของการทำงานออกแบบว่า

“เพราะการออกแบบไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสิ่งที่เรามองเห็นได้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากคุณออกแบบเก้าอี้ มันคือเรื่องของความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์กับร่างกายหรือสะโพกของคุณ วิธีการสร้างมันขึ้นมา หรือบริบทของมัน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการออกแบบจึงเป็นเรื่องของ ‘สิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้’ เสมอ”

ทาชิคาว่ายังระบุต่อว่า แนวคิดการเชื่อมโยง ‘มิติที่มองเห็น’ เข้ากับ ‘สิ่งที่มองไม่เห็น’ นี้ สอดคล้องอย่างลงตัวกับปรัชญาทางพุทธศาสนาในเรื่องความสัมพันธ์ของนามธรรมและรูปธรรม ความเชื่อลึก ๆ นี้เองที่เป็นเข็มทิศนำทางให้เขาอุทิศตนเพื่อแก้ไขปัญหาจุดเปราะบางต่าง ๆ ในสังคมและการรับมือภัยพิบัติจากวิกฤตธรรมชาติ

เขาเล่าถึงประสบการณ์ในชีวิตการทำงานของเขาที่ผ่านมาว่า เขาเคยร่วมงานออกแบบแผนที่ป้องกันภัยพิบัติที่มอบให้แก่ชาวโตเกียวกว่า 8 ล้านครัวเรือน ตลอดจนการเข้าไปช่วยเหลือออกแบบและฟื้นฟูพื้นที่หลังภัยพิบัติสึนามิที่โทโฮคุเมื่อปี 2011 ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่โลกต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด-19 เขายังได้ใช้ทักษะความรู้สร้างแพลตฟอร์มแบบเปิด เพื่อสอนคนทั่วไปในการทำหน้ากากป้องกันใบหน้า (Face Shield) จากแผ่นพลาสติก A4 ในเวลาเพียง 30 วินาทีด้วยการตัดเพียง 3 ครั้งเท่านั้น

เมื่อกล่าวถึงคำว่า ‘นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์’ ทาชิคาว่าได้จุดประกายความท้าทายใหม่ ๆ บนเวทีด้วยการคัดค้านความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนส่วนใหญ่ เขาระบุอย่างหนักแน่นว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มคนที่มี ‘พรสวรรค์’ มาแต่กำเนิด หากแต่ ‘ธรรมชาติ’ ต่างหาก คือต้นแบบของดีไซเนอร์ที่สร้างสรรค์งานออกมาได้สมบูรณ์แบบที่สุดผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ

ในประเด็นเรื่องพรสวรรค์และวิวัฒนาการตามธรรมชาตินี้ ทาชิคาว่าได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ไอเดียหนึ่งที่ผมเกลียดที่สุดก็คือ ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของพรสวรรค์ เป็นสิ่งที่ถูกมอบให้มา และคุณจะไม่สามารถสร้างมันได้หากคุณไม่ได้รับมันมา เพราะผมรู้ว่านั่นไม่เป็นความจริงเลย และผมก็ถูกหลอกหลอนด้วยคำถามที่ว่า อะไรคือความคิดสร้างสรรค์ของเรา จนกระทั่งผมได้พบคำตอบเล็ก ๆ จากธรรมชาติ นั่นคือ ‘วิวัฒนาการ’”

ด้วยความหลงใหลในกลไกของธรรมชาติ ทาชิคาว่าได้อธิบายเพิ่มว่าเขาได้ใช้เวลาศึกษาลึกซึ้งในด้านชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการจนกลายมาเป็นวิธีการคิดค้นนวัตกรรมที่ชื่อว่า ‘Evolutionary Creativity’ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เขานำไปใช้บรรยายแก่สถาบันการศึกษาและบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota และ Sony 

ถอดรหัส ‘ดีไซน์ที่มองไม่เห็น’ ที่อาจช่วยปกป้องชีวิตผู้คนในยุควิกฤตภูมิอากาศ

กระบวนการดังกล่าวประกอบไปด้วยสองเสาหลักที่เปรียบเหมือนการคิดค้นสิ่งใหม่ นั่นคือ ‘การกลายพันธุ์’ (Mutation) หรือการสร้างความหลากหลายจากข้อผิดพลาด และ ‘การคัดเลือก’ (Selection) ซึ่งหมายถึงการประเมินเพื่อหาทางเลือกที่อยู่รอดและจำเป็นอย่างแท้จริง เขายังย้ำต่อว่านักคิดที่ดีต้องรู้จักสลับบทบาทระหว่าง ‘ความบ้าคลั่ง’ ในการสร้างไอเดีย ร่วมกับการมีสายตาที่เฉียบคมในการสังเกตมิติของพื้นที่และเวลาด้วย

บทสนทนาบนเวทีขยับความเข้มข้นขึ้นเมื่อทาชิคาว่าเชื่อมโยงมุมมองนี้เข้ากับวิกฤตธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง โดยเขาชี้ให้เห็นว่า ทุกวันนี้โลกสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไปอย่างมาก และเกิดภัยพิบัติถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่เขาตัดสินใจจับมือกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่น เพื่อออกแบบกรอบพัฒนาเมืองรับมือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่เรียกว่า ‘adap’ เพื่อช่วยออกแบบความพร้อมและหาแนวทางการปรับตัวให้กับผู้คน

ทาชิคาว่าอธิบายว่า การปรับตัวต่อสภาพอากาศ (Climate Adaptation) เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมทุกมิติชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องง่าย ๆ อย่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) เท่านั้น เพราะการปรับตัวครอบคลุมไปถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ การทำเกษตร ไปจนถึงการวางโครงสร้างเมือง ซึ่งเขาสรุปหลักการเรียนรู้จากธรรมชาติของโครงร่าง adap ไว้ด้วยประโยคว่า 

“เราสามารถเรียนรู้การวางผังเมือง (Master plan) ได้จากภูมิศาสตร์สามมิติ, เรียนรู้การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ได้จากร่างกายของเรา และเรียนรู้การสร้างชุมชน (Community) ได้จากพฤติกรรมของเรา”

ในการวางผังเมืองนั้น ทาชิคาว่าเปิดเผยว่าคนส่วนใหญ่มักหลงลืมการทำแผนที่สามมิติของพื้นที่จริง และหันไปใช้แผนที่แบบสองมิติที่แบนราบแทน ตัวเขาเองได้ใช้แผนที่ลุ่มน้ำแบบสามมิติในการวางแผนฟื้นฟูคาบสมุทรโนโตะของญี่ปุ่นหลังแผ่นดินไหว ซึ่งแนวคิดการวิเคราะห์พื้นที่ตามแนวสายน้ำนี้ นำมาสู่ระบบป่าไม้แบบพิเศษที่เขาเรียกว่า ‘Leaf forest strategy’ หรือยุทธศาสตร์ป่ารูปใบไม้ และเขายังทิ้งท้ายไว้ว่าเขามีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะร่วมพัฒนาโครงร่างการอนุรักษ์ป่ารูปใบไม้นี้ร่วมกับประเทศไทยในอนาคตด้วย

ถอดรหัส ‘ดีไซน์ที่มองไม่เห็น’ ที่อาจช่วยปกป้องชีวิตผู้คนในยุควิกฤตภูมิอากาศ

นอกจากผังเมืองแล้ว ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทาชิคาว่าเสนอว่าเมืองควรจะก้าวข้ามการสร้างอาคารและถนนที่เน้นความแข็งทื่อมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่ควรรวมเอาความยืดหยุ่นและการยอมรับความเสียหายเพื่อรักษาชีวิตผู้คนตามแบบสติปัญญาของร่างกายมนุษย์ ดังที่เขายกตัวอย่างว่า

“ตัวอย่างเช่น เราสามารถออกแบบการพัฒนาเมืองให้มีพื้นที่รองรับน้ำในบริเวณตอนบน เพื่อที่ว่าเมื่อเกิดเหตุอุทกภัย เมืองนี้อาจจะจมอยู่ใต้น้ำชั่วคราว แต่จะช่วยรักษาพื้นที่ปลายน้ำเอาไว้ได้โดยปราศจากความเสียหายรุนแรง”

ช่วงท้ายของการบรรยาย ทาชิคาว่าได้เปิดเผยนวัตกรรมเด่นที่เพิ่งเปิดตัวสู่ตลาดสากลได้เพียงสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ นั่นคือ เว็บแอปพลิเคชัน ‘ออดิโอไกด์ AI นำเที่ยว’ ที่ปฏิวัติระบบเสียงนำเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก โดยแอปพลิเคชันนี้นำ AI มาช่วยลดต้นทุนมหาศาลในการแปลเนื้อหาได้หลากหลายภาษา รวมถึงใช้ระบบ AI ในการเขียนสคริปต์และแปลภาษาควบคู่ไปกับการควบคุมของมนุษย์

ทว่าความเฉียบคมที่เหนือไปกว่าเรื่องเทคโนโลยีนำเที่ยวทั่วไปตามที่ทาชิคาว่าชี้ให้เห็น คือนวัตกรรมนี้ถือเป็นแอปแรกของโลกที่มีการนำข้อมูล ‘แผนที่เสี่ยงภัยพิบัติ’ (Hazard Map) ไปเชื่อมประสานซ้อนทับลงบนแผนที่การท่องเที่ยวในจุดเดียวกัน โดยเขาได้จัดเตรียมคิวอาร์โค้ดเนื้อหานำเที่ยวพิเศษรอบอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา เพื่อแจกให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองสแกนดูพิกัดจุดสีน้ำเงินที่เคยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอดีตไปพร้อม ๆ กับเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของพื้นที่

ทาชิคาว่าเล่าถึงเบื้องหลังและเหตุผลที่ตนเองตัดสินใจจับคู่สิ่งที่ดูจะตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง ระหว่างข้อมูลความปลอดภัยด้านภัยพิบัติกับการเดินทางเพื่อสันทนาการไว้อย่างลึกซึ้งว่า 

“ทำไมผมถึงทำแบบนี้? นั่นเป็นเพราะผมพยายามต่อสู้กับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการป้องกันภัยพิบัติมาโดยตลอด และบางครั้งมันก็น่าท้อแท้เพราะผู้คนไม่สนใจ หรือพยายามจะเพิกเฉยต่อมันด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาอยากรู้สึกปลอดภัย ดังนั้น พวกเขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่คิดถึงความเปราะบางของตนเอง”

ความท้าทายนี้เองกระตุ้นให้เขาคิดนำเอาพลังที่แข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวมาผสมผสานเข้ากับข้อมูลวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพื่อทำให้เรื่องราวด้านความปลอดภัยและภัยพิบัติเข้าถึงผู้คนได้ง่ายดาย เป็นมิตร และลึกซึ้งโดยที่ไม่มีการยัดเยียดให้กลัว

ความมหัศจรรย์ของแอปพลิเคชันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่แนวคิดเท่านั้น ทาชิคาว่าเผยเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจเพิ่มเติมแก่เหล่าสตาร์ตอัปว่า ตัวเขาเองในวัย 45 ปีที่ไม่มีพื้นฐานการเขียนโค้ดหรือไม่เคยเป็นโปรแกรมเมอร์มาก่อนเลยในชีวิต สามารถลงมือเขียนและพัฒนาแอปพลิเคชันนี้ขึ้นมาได้สำเร็จด้วยตนเองผ่านการทุ่มเทเวลาร่วมครึ่งปีและทดสอบระบบมากถึง 20,000 ครั้ง ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะเครื่องมือล้ำค่าอย่างเทคโนโลยี AI ในยุคปัจจุบัน

ถอดรหัส ‘ดีไซน์ที่มองไม่เห็น’ ที่อาจช่วยปกป้องชีวิตผู้คนในยุควิกฤตภูมิอากาศ

ก่อนจะจบปาฐกถาที่น่าประทับใจ ทาชิคาว่าได้กล่าวสรุปและฝากถ้อยคำที่กระตุ้นความกล้าในการริเริ่มนวัตกรรมใหม่ ๆ ของคนในยุคนี้ไว้ว่า

“ด้วยเหตุนี้ มูลค่าของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างนักออกแบบหรือวิศวกรจึงกำลังลดน้อยลง แต่นั่นก็หมายความว่าในเวลาเดียวกัน หากคุณมีความคิดสร้างสรรค์มากพอ และมีสปิริตแห่งการท้าทาย คุณก็มีโอกาสมากมายมหาศาล และผมมั่นใจว่าคุณจำเป็นต้องมีมุมมองของการออกแบบเพื่อทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมา”

การนำเสนอของทาชิคาว่าบนเวที SITE 2026 คือการยืนยันว่าเมื่อเราเชื่อมโยงความสร้างสรรค์ นวัตกรรมเทคโนโลยี และความใส่ใจต่อสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน เราทุกคนจะสามารถเปลี่ยนสิ่งล้ำค่าในธรรมชาติให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยนำพาโลกนี้ให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนสืบไป

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า