‘เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา’ จากบทกวีต้องห้าม สู่มรดกสีรุ้งที่ผลิบานเหนือสเปน

‘เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา’ จากบทกวีต้องห้าม สู่มรดกสีรุ้งที่ผลิบานเหนือสเปน

‘เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา’ กวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งสเปน ไม่ได้ถูกจดจำเพียงเพราะความงดงามของบทกวีและบทละคร หากยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้คนที่ถูกกดทับด้วยอำนาจ อคติ และความเกลียดชังทางเพศ บทความนี้พาย้อนรอยชีวิตของศิลปินผู้ใช้ปลายปากกาเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพ ก่อนจะถูกพรากชีวิตโดยระบอบเผด็จการ เพราะทั้งอุดมการณ์ทางการเมืองและตัวตนที่เขาไม่อาจซ่อนเร้นได้ พร้อมสำรวจเส้นทางอันยาวนานของสเปน จากวันที่ความรักบางรูปแบบเป็นอาชญากรรม สู่วันที่ธงสีรุ้งโบกสะบัดเหนือสังคมที่เปิดกว้างกว่าเดิม

KEY

POINTS

ท่ามกลางมวลกระแสชาตินิยมที่รุนแรงขึ้นในประเทศสเปนช่วงทศวรรษ 1930 มหันตภัยแห่งยุคสมัยที่เรียกว่า ‘สงครามกลางเมือง’ กำลังจะเริ่มขึ้น การเป็น ‘เกย์’ ในยุคนี้คือความผิดและถูกตีตราว่าเป็น ‘พวกผิดเพศ’ (invertidos sexuales) ‘พวกเสื่อมทราม’ (degenerados) หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็น ‘ปรสิต’ 

แต่นักเขียนคนหนึ่งกลับกล้าที่จะเขียนงานที่เปิดเผยถึงอัตลักษณ์และอุดมการณ์ของตน โดยมีเพียงปากกาและหน้ากระดาษเป็นอาวุธ จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ปี 1936 เขาถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม เพียงเพราะเชื่อในแนวคิดแบบสังคมนิยมและสนับสนุนการมีสาธารณรัฐ และเพียงเพราะว่าเขาเป็น ‘เกย์’ 

ชายคนนี้คือ ‘เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา’ (Federico García Lorca) 

“A dead man in Spain is more alive than a dead man anywhere in the world.”

(คนตายในสเปนมีชีวิตเสียยิ่งกว่าคนตายที่ใด ๆ บนโลก)

5 มิถุนายน ปี 1898 ชีวิตของเด็กชายลอร์กาเริ่มต้นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเมืองกรานาดา (Granada) แคว้นอันดาลูเซีย (Andalucía) ทางตอนใต้ของสเปน ลอร์กาเติบโตมาจากการเลี้ยงดูโดยแม่ผู้เป็นครูสอนเปียโน นี่จึงอาจเป็นเหตุให้เขามีความสามารถในทางศิลปะและวรรณศิลป์อันโดดเด่น

ตลอดชีวิตของลอร์กา เขาอุทิศตนให้กับการเป็นกวี นักเขียนบทละคร และผู้กำกับ และกลายเป็นหนึ่งในนักเขียนที่สำคัญที่สุดของวรรณกรรม ‘La Generación del 27’ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่นำร่องการสร้างผลงานศิลปะแนวเหนือจริง (Surrealism) และศิลปะแนวหน้า (Avant-garde) ศิลปินกลุ่มนี้หมายรวมถึง ‘ลุยส์ บุญญูเอล’ (Luis Buñuel) ผู้สร้างภาพยนตร์และผู้กำกับชื่อดังระดับโลก และ ‘ซัลบาดอร์ ดาลี’ (Salvador Dalí) จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่เจ้าของผลงานก้องโลกอย่าง ‘The Persistence of Memory ’ (1913) 

กวีผู้ส่งเสียงแทนสังคมกับตัวตนที่ต้องเก็บซ่อน

ประเทศสเปนในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากโลกเก่าสู่โลกใหม่ ศาสนจักรยังคงเรืองอำนาจ แต่ขณะเดียวกันกระแสความเป็นเสรีนิยมและสาธารณรัฐจากมุมต่าง ๆ ของโลกก็กำลังก่อตัวขึ้น ขนบและวิถีปฏิบัติของสังคมยังคงเป็นสิ่งที่เข้มงวดแต่ความรู้สึกโหยหาอิสระก็ยังสั่นสะท้านอยู่ในจิตใจ ลอร์กาไม่ได้เขียนงานที่พูดถึงการเมืองโดยตรง งานเขียนของเขาคือบทกวีและบทละคร แต่ทุกตัวอักษรจากปลายปากกาของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อและความรู้สึกอันลึกล้น ซึ่งส่งตรงมาจากประสบการณ์อันเจ็บปวดของคนที่รู้ดีว่าตนคือ ‘คนที่สังคมไม่มีพื้นที่ให้’

‘ตัวละครหญิงที่ทุกข์ระทม’ คือมุมมองสะท้อนสังคมสเปน

บทละครสามชิ้นที่ทำให้ชื่อเสียงของลอร์กากลายเป็นที่จดจำที่สุด ได้แก่ Bodas de sangre (1933) Yerma (1934) และ La casa de Bernarda Alba (1936) ทั้งสามชิ้นมีจุดร่วมที่การใช้ตัวผู้หญิงเป็นตัวละครในการเล่าเรื่อง และทุกเรื่องล้วนพูดในสิ่งเดียวกัน คือการที่มนุษย์ถูกกักขังจองจำไว้ในโครงสร้างที่ใหญ่กว่าซึ่งยากจะต้านทาน

ผลงานชิ้นสุดท้ายในชีวิต ‘La casa de Bernarda Alba’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘แม่หม้าย’ ผู้เรียกตัวเองว่า ‘ผู้รักษาเกียรติ’ ที่บังคับให้ลูกสาวทั้งห้าไว้ทุกข์หลังจากการตายของพ่อเป็นเวลา 8 ปี อยู่ในบ้านซึ่งไม่อนุญาตให้แม้แต่เปิดประตูหรือหน้าต่าง ชีวิตลูกสาวต้องจมอยู่ในความมืดมนและโดดเดี่ยว แต่ด้วยความรั้นแบบเด็กสาวที่มีความปรารถนาและต้องการอิสระ เรื่องวุ่นวายจึงเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้และนำไปสู่โศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด

บ้านหลังนี้ไม่ใช่เพียงบ้าน แต่คือภาพแทนของสังคมสเปนในขณะนั้น ความวุ่นวาย ความปั่นป่วน ความทุกข์ และความมืดมนต่างปกคลุมชีวิตและจิตใจของคนสเปนไม่ต่างจากการสวมชุดไว้ทุกข์สีดำในทุก ๆ วัน และความปรารถนาอันแรงกล้าที่ถูกกดทับไว้ในทุกตัวละครหญิงของเขา คือสิ่งเดียวกับที่เขากดไว้ในตัวเองมาตลอดชีวิต คือความปรารถนาที่จะได้เป็นอิสระ และอาจรวมไปถึงความปรารถนาในความรักและความปรารถนาทางเพศของเขาอันเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นบาป และเป็นอาชญากรรม 

ความรักที่ปรากฏได้แค่ในบทกวี

ตัวละครหลักของลอร์กามักจะเป็นผู้หญิง เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงในสเปนคือกลุ่มชายขอบที่ถูกกดทับโดยสภาพสังคมอยู่เสมอ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดแบบที่เขารู้สึกได้อย่างดี อีกทั้งเรื่องราวความรักของชายหญิงก็เป็นเรื่องที่กล่าวได้อย่าง ‘ปกติ’ หรืออีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะการเล่าเรื่องของผู้ชาย โดยเฉพาะ ‘ความต้องการของผู้ชาย’ อย่างเปิดเผย อาจฟังดูล่อแหลมและไม่สมควรอย่างยิ่งในประเทศที่ศีลธรรมทางเพศเป็นเหมือนกฎเหล็กอันแน่นหนาที่จองจำอิสรภาพและจินตนาการของเขาเอาไว้

“To burn with desire and keep quiet about it is the greatest punishment we can bring on ourselves.”

(การปล่อยให้ความปรารถนาลุกโชนแต่เก็บงำไว้เป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงที่สุดที่เราสามารถกระทำต่อตนเองได้)

ในปี 1935 ลอร์กาได้เขียนบทกวีชุดหนึ่งชื่อว่า Sonetos del amor oscuro (Sonnets of Dark Love) บทกวีรักที่เข้มข้นและเผยความเป็น ‘โฮโมอีโรติก’ (Homoerotic) มากที่สุดเท่าที่เขาเคยเขียน ในการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธจากอดีตคนรักที่เป็นประติมากร ‘เอมิลิโอ อาลาเดรน ปาโรโฆ’ (Emilio Aladrén Parojo) ที่ทิ้งเขาไปแต่งงานกับผู้หญิง หลังจากการเลิกรา ลอร์กาต้องจมอยู่กับสภาวะซึมเศร้ารุนแรง รวมไปถึงความรักอันลึกซึ้งที่เขามีให้ ‘ซัลบาดอร์ ดาลี’ ที่สุดท้ายต้องลงเอยด้วยความผิดหวัง

งานชิ้นนี้ไม่ได้รับการตีพิมพ์ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ และครอบครัวของเขาเลือกที่จะปิดบังเอาไว้เป็นเวลาเกือบ 50 ปีหลังจากที่เขาเสียชีวิต จนกระทั่งได้นำกลับมาตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในปี 1984 เพราะครอบครัวของเขามองว่าเนื้อหาในบทกวีนี้เต็มไปด้วยเรื่องต้องห้ามที่จะปลุกกระแสความเกลียดชังแบบที่ลอร์กาเคยเผชิญในอดีต และจะบั่นทอนชื่อเสียงของเขาจนหมดสิ้น 

ช่วงแรกของการตีพิมพ์บทกวีฉบับนี้ ครอบครัวของลอร์กาเลือกที่จะตัดชื่อ ‘del amor oscuro’ (Of Dark Love) เหลือเพียง ‘Sonetos’ เนื่องจาก ‘Amor oscuro’ ไม่ได้พรรณาถึงความเศร้าหรือความรักอันหมองหม่นเพียงเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงการอธิบาย ‘อัตลักษณ์เควียร์’ (Queer identity) ที่ดำรงอยู่ในสังคมสเปนช่วงทศวรรษ 1930 และจำเป็นต้องถูกซ่อนให้อยู่ภายใต้เงามืด เพราะหวาดกลัวการถูกตีตราจากสังคมที่เกลียดชังกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน เฉกเช่นที่ ‘ออสการ์ ไวลด์’ (Oscar Wilde) กวีเควียร์ชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า “The love that dare not speak its name.” (รักที่ไม่กล้าเอ่ยนาม)

ศัตรูทางอุดมการณ์ของรัฐ

“I will always be on the side of those who have nothing and who are not even allowed to enjoy the nothing they have in peace.”

(ฉันจะอยู่เคียงข้างผู้ที่ไม่มีอะไรเลย และผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้มีความสุขกับสิ่งที่ตนมีอย่างสงบสุขเสมอ)

ช่วงปี 1932 คือช่วงเวลาหนึ่งที่รุ่งเรืองที่สุดในชีวิตลอร์กา เขาได้รับทุนจากรัฐบาลของสาธารณรัฐที่สองแห่งสเปนในการก่อตั้งคณะละครและมหาวิทยาลัย ‘ลา บาร์รากา’ (La Barraca) เพื่อจุดมุ่งหมายในการพาศิลปะและวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของวรรณกรรมยุคทองไปสู่สายตาของผู้คนในชนบทโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการรับชม ลอร์กาเชื่อว่านอกพื้นที่มาดริด ‘โรงละคร’ ซึ่งเป็นที่อยู่ของชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คนล้วนตายไปแล้ว ราวกับว่าพวกเขาต้องสูญเสียดวงตา หู หรือลิ้นที่ใช้รับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ไปหมดสิ้น การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะมอบสิ่งเหล่านั้นให้ผู้คนในชนบทได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ลอร์กาใช้ความสามารถของตนเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนคุณค่าของวัฒนธรรมและวรรณกรรม รวมไปถึงอุดมการณ์ของเขาซึ่งกระตุ้นให้ผู้คนเรียนรู้และตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นอยู่ เมื่อสาธารณรัฐเริ่มสั่นคลอน กระแสชาตินิยมเร่ิมกลับมารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามอำนาจหลักและถูกจับจ้องมากที่สุด

หนึ่งสิ่งที่กลุ่มฝ่ายขวาในยุคนั้น นำโดย ‘ฟรานซิสโก ฟรังโก’ (Francisco Franco) หวาดกลัวและรังเกียจมากที่สุดคือ ‘คอมมิวนิสต์’ เราไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าลอร์กาเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ แต่เขาเชื่อในเสรีภาพ และพาละครและศิลปะไปสู่ชนชั้นรากหญ้าในชนบทอันห่างไกล ทั้งผลงานเหล่านั้นยังอัดแน่นไปด้วยการตั้งคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างสังคม บทบาททางเพศ กฎระเบียบ และขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิมที่ระบอบฟรังโก (Franquista) ต้องการอนุรักษ์ไว้

โฮโมเซ็กชวลคือ ‘อาชญากรรม’ ในยุคเผด็จการฟรังโก

19 สิงหาคม 1936 ณ เนินเขาในบิซนาร์ (Víznar) กรานาดา ประเทศสเปน สงครามกลางเมืองได้เริ่มขึ้นไปแล้ว แต่นั่นเป็นวันที่ชีวิตของลอร์กาจบลง เขาเสียชีวิตจากกระสุนปืนของทหารฟาสซิสต์ด้วยวิธีที่ทำลายเกียรติและความเป็นมนุษย์ของเขาจนหมดสิ้น หนังสือชีวประวัติของลอร์กาเรื่อง ‘Lorca: A Dream of Life’ (1998) โดย ‘เลสลี สเตนตัน’ (Leslie Stainton) กล่าวถึงการตายของเขาว่ามือสังหารจากกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายขวาพูดถึงการเสียชีวิตของเขาว่ารสนิยมรักเพศเดียวกันของเขามีส่วนทำให้เขาเสียชีวิต

การเป็นโฮโมเซ็กชวลนับว่าเป็นความผิดทางกฎหมายขั้นร้ายแรงในยุคเผด็จการฟรังโก ในปี 1933 มีการปฏิรูปกฎหมาย ‘Ley de vagos y maleantes’ (กฎหมายว่าด้วยคนเร่ร่อนและผู้กระทำผิด)ให้มีความร้ายแรงมากขึ้น ซึ่งเน้นไปที่การมองว่าโฮโมเซ็กชวลคือ ‘สภาวะอันตราย’ ของสังคม 

ปัญหาของกฎหมายฉบับนี้คือการตีความที่คลุมเครือ แม้ว่าจะไม่มีการระบุถึงพฤติกรรมรักเพศเดียวกันไว้โดยตรง แต่ในช่วงทศวรรษ 1940 มีกรณีที่ผู้พิพากษาใช้ช่องโหว่นี้เป็นลู่ทางในการกวาดล้างกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเพื่อมาตรการป้องกันศีลธรรม และในปี 1954 มีการทำให้กฎหมายข้อนี้ชัดเจนขึ้นโดยระบุว่า “กลุ่มคนรักเพศเดียวกันเป็นอันตรายต่อระเบียบสังคมและความสงบสุขของสาธารณะ” นำไปสู่การส่งตัวพวกเขาไปยัง ‘สถาบันเฉพาะทาง’ เพื่อแยกพวกเขาออกจากสังคมอย่างเด็ดขาด

ลอร์กาไม่เพียงเสียชีวิต แต่รัฐพยายามลบให้เขาหายไปอย่างสมบูรณ์ หลังจากเสียงปืนคืนนั้นดังขึ้น การพูดถึงลอร์กาคือความเสี่ยงถึงชีวิต ผลงานของเขากลายเป็นสิ่งต้องห้าม และถูกเผาจนมอดท่ามกลางสายตาสาธารณชน

จากวันที่การเป็นเกย์คือเรื่อง ‘ต้องห้าม’

สู่วันที่สเปนมี ‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’

การสูญเสียของลอร์กาทิ้งบาดแผลที่ไม่มีวันหายและบทเรียนที่สำคัญไว้ให้กับโลก ลอร์กากวีเอกผู้ยิ่งใหญ่แห่งสเปน ผู้ซึ่งต่อสู้เพื่อผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังท่ามกลางทุ่งนาอันว่างเปล่านอกกรุงมาดริด เป็นหนึ่งในนักเขียนที่โดดเด่นและมีพลวัตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสเปน และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายของระบอบเผด็จการซึ่งมองการเห็นต่างและความหลากหลายเป็นศัตรู 

จากวันที่ลอร์กาจากโลกนี้ไป เป็นเวลาเกือบ 70 ปี จนกระทั่ง 3 มิถุนายน 2005 สเปนได้อนุมัติกฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ และในปัจจุบันสเปนนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่โอบรับกลุ่ม LGBTQIA+ มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

อะไรคือสาเหตุของความก้าวหน้าด้านสิทธิความเท่าเทียมทางเพศในสเปน?

หลังจากการเสียชีวิตของฟรังโกในปี 1975 สเปนกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย (La transición española) มีการผลักดันสเปนสู่แนวคิดแบบเสรีนิยมมากขึ้น นั่นรวมไปถึงเสรีภาพในการแสดงออกทางเพศวิถีด้วย สังคมสเปนในสมัยนั้นจึงได้รับการส่งเสริมให้มีบรรยากาศที่เปิดกว้างและก้าวหน้ามากขึ้น แม้ว่ายังคงความใกล้ชิดกับศาสนจักรคาทอลิกไว้อย่างแน่นแฟ้นก็ตาม

สังคมสเปนถูกกดให้อยู่ภายใต้อำนาจและกฎระเบียบที่เคร่งครัดของรัฐเผด็จการมานาน ทำให้ลึก ๆ แล้วผู้คนต่างโหยหาอิสระ ตัวตน และความใหม่ เราจึงเห็นหลักฐานของการปลดแอกตัวเองของคนสเปนผ่านงานวรรณกรรมที่เล่าเรื่องเพศหรือยาเสพติดอย่างสุดโต่งโดยไม่ปิดกั้น ซึ่งสะท้อนแนวคิดแบบ ‘สุญนิยม’ (Nihilism) ที่มองว่าทุกสิ่งล้วนไร้ความหมายและปราศจากการกำหนดคุณค่าผ่านศีลธรรม

ปรากฏการณ์เหล่านี้อาจกล่าวได้ว่าคือปฏิกิริยาเหวี่ยงกลับเพื่อใช้ต่อต้านระบอบเผด็จการในอดีต เมื่อระบอบเก่าพยายามควบคุมสิทธิเสรีภาพของผู้คนอย่างเข้มงวด คนรุ่นใหม่จึงหันไปสนับสนุนเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างล้นหลามในเวลาเพียงไม่นาน การเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งหลังการตายของฟรังโกคือ ‘La movida madrileña’ ขบวนการต่อต้านวัฒนธรรม (Countercultural movement) ที่เกิดมาพร้อมกับการยกเลิกการลงโทษทางอาญาสำหรับกลุ่มโฮโมเซ็กชวล การจำหน่ายยาคุมกำเนิด รวมไปถึงการกลับมาของกระแสสตรีนิยม (Feminism)

อีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ‘โฆเซ่ ลุยส์ โรดริเกซ ซาปาเตโร’ (José Luis Rodriguez Zapatero) จากพรรค Partido Socialista Obrero Español (PSOE) ชนะการเลือกตั้งในปี 2004 เขาคือผู้วางรากฐานและผลักดันเรื่องสิทธิพลเมืองหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิสตรี กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว และสิทธิสำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ จนกระทั่งในปี 2005 สเปนได้กลายเป็นประเทศที่ 3 ของโลกต่อจากเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมที่รองรับกฎหมายสมรสเท่าเทียม (Matrimonio entre personas del mismo sexo) อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

ต่อมาในปี 2007 ภายใต้รัฐบาลของซาปาเตโรได้มีการรับรองกฎหมาย ‘Ley de memoria histórica’ คือกฎหมายที่รับรองและขยายสิทธิของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในช่วงสงครามกลางเมืองและยุคเผด็จการฟรังโก รวมถึงเรียกคืนเกียรติยศและความทรงจำให้ครอบครัวของเหยื่อ หนึ่งในผลที่เกิดจากข้อกฎหมายนี้คือการขุดค้นพื้นที่ที่บิซนาร์เพื่อตามหาร่างของลอร์กาในปี 2009 

“Cometimos un fallo y yo ahora me arrepiento. Aquel día que aprobamos la ley deberíamos haber puesto la bandera (arcoíris) en Moncloa”

(เราทำผิดพลาด และตอนนี้ผมเสียใจ วันที่เราผ่านกฎหมาย เราควรจะชักธง (สีรุ้ง) ขึ้นที่มอนโกลอา)

โฆเซ่ ลุยส์ โรดริเกซ ซาปาเตโรกล่าว ณ งานมอบรางวัลที่จัดโดยสหพันธรัฐกลุ่มเลสเบี้ยน เกย์ คนข้ามเพศ และไบเซ็กชวล (FELGTB)

ลอร์กา: สัญลักษณ์แห่งการต่อต้านความอยุติธรรม

ของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน

ถ้า Pride Month จะมีความหมายอะไรที่มากกว่าการเป็นเดือนแห่งสีสันและการเฉลิมฉลองให้กับความหลากหลาย นั่นคือการรำลึกถึงอดีตที่กลุ่ม LGBTQIA+ พยายามต่อสู้เพื่อสิทธิของตนมาตลอด ลอร์กาคือหนึ่งในความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราทุกคนในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน คือผลจากความรุนแรงจากอคติทางเพศในยุคที่การเป็นเกย์คืออาชญากรรมร้ายแรง

เดือนสิงหาคมปี 2026 นี้จะครบรอบ 90 ปีแห่งการจากไปของกวีเอกของโลก ‘เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา’ แต่ยังคงน่าเศร้าที่แม้จะผ่านไปเกือบหนึ่งศตวรรษแล้ว ในบางพื้นที่ของโลกยังคงมีประเทศที่มองอัตลักษณ์และความรักเช่นนี้ว่าเป็นอาชญากรรมอยู่ และยังคงมีผู้คนอีกมากที่เผชิญชะตากรรมที่ไม่น่าพึงปรารถนาเช่นเดียวกับลอร์กา  

การที่เราเอ่ยชื่อของเขาในเดือนมิถุนายน ไม่ใช่การมองว่าเขาเป็นฮีโร่หรือเป็นเพียง ‘เควียร์ไอคอน’ (Queer icon) แห่งวงการวรรณกรรมสเปน และการตายของเขาก็ไม่ใช่แรงบันดาลใจ “ลอร์กาไม่ได้อยากตาย” แต่เราเอ่ยชื่อของเขาเพื่อจดจำถึงการต่อสู้ เพื่อยอมรับว่าเขามีตัวตน เพื่อรับรู้ว่าเขาถูกกระทำอย่างไร้ความยุติธรรม และเพื่อที่จะตระหนักว่าเราควรมีโลกที่ดีกว่านี้ที่เขาไม่สมควรต้องตาย

เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา จาก กรานาดา 1898 ถึง กรานาดา 1936

 

เรื่อง: ดรัลพร อ่อนดี (The People Junior)

ภาพ: Getty Images 

 

อ้างอิง:

Federico García Lorca. (n.d.). Retrieved from Poetry Foundation: https://www.poetryfoundation.org/poets/federico-garcia-lorca 

LGBT History Month: Federico Garcia Lorca. (2017, October 4). Retrieved from Colorado State University: https://english.colostate.edu/news/lgbthistoryfedericogarcialorca/ 

Federico García Lorca: A Life of Art, Passion, and Tragedy. (2025, April 3). Retrieved from La Opera: https://www.laopera.org/discover-la-opera/explore/blog/federico-garcia-lorca-a-life-of-art,-passion,-and-tragedy 

Vivar, P. L. (2022). Homosexualidades póstumas: poéticas queer en Sonetos del amor oscuro de Federico García Lorca. Retrieved from Scielo: http://www.scielo.org.pe/pdf/des/v14n3/2415-0959-des-14-03-e0040.pdf 

Ryder, K. (2009, March 19). “Lorca and the Gay World”. Retrieved from The New Yorker: https://www.newyorker.com/books/page-turner/lorca-and-the-gay-world 

Nash, E. (2009, March 14). Lorca was censored to hide his sexuality, biographer reveals. Retrieved from Independent: https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/theatre-dance/news/lorca-was-censored-to-hide-his-sexuality-biographer-reveals-1644906.html 

Vázquez, C. G. (2025, May 15). La figura de García Lorca: memoria y resistencia queer en Bones of Contention. Retrieved from Eschorlaship: https://escholarship.org/content/qt40j5b9mv/qt40j5b9mv.pdf 

MIGNARD, M. (n.d.). Federico Garcia Lorca. Retrieved from Lysias Partners: https://www.lysias-avocats.com/en/valeurs/federico-garcia-lorca-2/ 

Urzáiz, I. H. (n.d.). CONTROL Y EXCLUSIÓN SOCIAL: LA LEY DE VAGOS Y MALEANTES EN EL PRIMER FRANQUISMO. Retrieved from Institución Fernando el Católico: https://ifc.dpz.es/recursos/publicaciones/28/93/08heredia.pdf 

Forcada, D. (2014, April 25). Zapatero consuma su "matrimonio con la comunidad gay" al recibir el premio Pluma. Retrieved from El Confidencial: https://www.elconfidencial.com/espana/2014-04-25/zapatero-saca-pecho-teniamos-que-haber-puesto-la-bandera-arcoiris-en-moncloa_121272/