คู่มือปั้นธุรกิจสู้สังคมสูงวัย และ 3 กุญแจสำคัญสู่การใช้ชีวิต Silver Age

คู่มือปั้นธุรกิจสู้สังคมสูงวัย และ 3 กุญแจสำคัญสู่การใช้ชีวิต Silver Age

อีกไม่ถึง 10 ปี ไทยจะก้าวสู่ ‘สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด’ และผู้สูงอายุจะกลายเป็นประชากร 1 ใน 3 ของประเทศ นี่ไม่ใช่แค่ความท้าทาย แต่คือโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี ชวนมองอนาคตของ Longevity Economy ตั้งแต่สุขภาพ เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการทำงาน ที่จะเปลี่ยนทุกอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

KEY

POINTS

ลองจินตนาการดูว่า อีกเพียง 10 ปีข้างหน้า เมื่อคุณเดินไปตามท้องถนน ทุก ๆ 3 คนที่คุณเดินสวน จะต้องมี 1 คนที่เป็นผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป! 

นี่คือความจริงเชิงโครงสร้างประชากรที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในฐานะ ‘สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด’ (Super-Aged Society) ที่ธุรกิจไทยทุกอุตสาหกรรมต้องตื่นตัวตั้งแต่วันนี้

อาจารย์ ‘ประเสริฐ ธวัชโชคทวี’ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ธุรกิจและการวิจัยตลาด เปิดประเด็นไว้อย่างน่าคิดในงาน Future Business Times Forum: Longevity Business ว่า ปัจจุบันประชากรไทยที่มีอยู่ราว 71 ล้านคน กำลังลดลงเรื่อย ๆ ทุกปี แต่อายุขัยเฉลี่ยกลับยืนยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยสูงถึง 82 ปี และผู้ชายอยู่ที่ 73 ปี ขณะที่อายุเฉลี่ยกลางของคนไทยในปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ 41 ปีแล้ว ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า ‘เศรษฐกิจอายุวัฒนะ’ (Longevity Economy) ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นทางรอดเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในอนาคตที่ต้องอาศัยความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง

อาจารย์ประเสริฐยังชี้ให้เห็นโอกาสทองว่า ประเทศไทยได้กลายเป็น ‘จุดหมายปลายทางการเกษียณอายุ’ (Retirement Destination) ของผู้สูงวัยจากทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเรามีระบบสาธารณสุขที่ดี ค่าครองชีพที่จับต้องได้ และมีความปลอดภัยสูง โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2040 สัดส่วนประชากรสูงวัยของไทยอาจจะพุ่งสูงจนแซงหน้าค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วหลาย ๆ ประเทศในโลก โดยเราสามารถศึกษาแนวทางการรับมือผ่าน ‘ญี่ปุ่นโมเดล’ ได้อย่างน่าสนใจ

ประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดคือ เรื่อง ‘Longevity’ หรือ ‘การมีอายุยืนยาว’ เป็นเรื่องเฉพาะของคนแก่เท่านั้น แต่อาจารย์ประเสริฐได้หักล้างความเชื่อนี้ด้วยผลงานวิจัยล่าสุดในกลุ่มผู้บริโภค Gen X, Gen Y และ Gen Z ที่พบว่า กว่า 75% ของทั้ง 3 เจเนอเรชัน หันมาเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพสูงเพื่อดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ Gen Y (ช่วงอายุ 31-45 ปี) และ Gen Z ที่ตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากเป็นพิเศษ โดยนิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพโดยตรง คิดเป็น 20%, อาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก 20% และอาหารที่ช่วยระบบย่อยและการขับถ่ายอีก 17%

ความใส่ใจในสุขภาพนี้สะท้อนออกมาในรูปของเงินในกระเป๋าอย่างชัดเจน โดยผลการวิจัยของอาจารย์ประเสริฐระบุว่า ผู้บริโภคทั้ง 3 เจเนอเรชันรวมกันกว่า 90% มีพฤติกรรมการรับประทานวิตามินและอาหารเสริมเป็นประจำทุกเดือน กลุ่ม Gen X มียอดใช้จ่ายในส่วนนี้สูงที่สุดคือตั้งแต่ 4,800 บาทขึ้นไปต่อเดือน ตามมาด้วย Gen Y ที่ประมาณ 3,000 บาท และ Gen Z ที่ราว ๆ 2,600 บาทต่อเดือน แม้ตลาดอาหารเสริมจะดูเหมือนอิ่มตัวแล้ว แต่ยังมีเซกเมนต์เฉพาะ (Segment) บางประเภทที่คนรุ่นใหม่มองหาแต่ตลาดยังไม่ตอบโจทย์ ซึ่งเป็นโอกาสของนักธุรกิจหน้าใหม่ที่จะเข้าไปเจาะช่องว่างนี้

ด้านการออกกำลังกาย แม้กิจกรรมยอดนิยมจะยังคงเป็นการเดินและการวิ่ง แต่อาจารย์ประเสริฐได้ค้นพบ insights สำคัญว่า “แรงจูงใจหลักที่ทำให้ทั้ง 3 เจนอยากออกกำลังกายคือ community หากมีสังคมที่ดี มีกลุ่มเพื่อนที่ดี จะเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนมีสุขภาพหรือมีอายุวัฒนะที่สูงมากขึ้น” ดังนั้น การทำธุรกิจฟิตเนสหรือบริการสุขภาพในอนาคตจึงต้องเน้นสร้างพื้นที่แห่งการแบ่งปันและกิจกรรมกลุ่มร่วมกันของครอบครัวหรือเพื่อนฝูงด้วย

เมื่อพูดถึงบริการด้านสุขภาพระดับพรีเมียมอย่าง ‘Wellness Center’ หรือ ‘สถานฟื้นฟูสุขภาพ’ (Retreat) ผลวิจัยชี้ว่ากลุ่ม Gen X มีความสนใจใช้บริการสูงถึง 87% เพราะใกล้เข้าสู่วัยสูงอายุและพร้อมจ่ายเงินเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยอัตราค่าบริการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์ใน Longevity Center ที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทต่อครั้ง

แต่กลุ่มที่เป็น ‘Big Spender’ หรือผู้ยอมจ่ายหนักที่สุดตัวจริงกลับเป็นกลุ่ม Gen Y ซึ่งอาจารย์ประเสริฐเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า คนกลุ่มนี้ยอมจ่ายค่าบริการ Retreat เพื่อพักผ่อนสงบจิตใจและอารมณ์สูงถึง 25,000 บาทต่อครั้ง และมีความถี่ในการใช้บริการสูงมาก บางรายไปแทบทุกเดือน ยิ่งไปกว่านั้น ในด้านที่อยู่อาศัยระยะยาว (Longevity Residence) กลุ่ม Gen Y ก็พร้อมจะจ่ายค่าบริการที่มีคุณภาพในราคาที่มากกว่า 30,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ซึ่งเปิดโอกาสให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หันมาพัฒนาโครงการเพื่อตอบรับความต้องการนี้

ในฝั่งของผู้สูงอายุยุคปัจจุบัน หรือกลุ่ม Silver Age (อายุ 50 ปีขึ้นไป) อาจารย์ประเสริฐได้ลบภาพจำเดิม ๆ ที่คิดว่าผู้สูงอายุจะไม่ยอมรับเทคโนโลยี โดยจากกลุ่มตัวอย่างวัย 50+ ที่มีการศึกษาดีจำนวน 600 คน ซึ่งมีพฤติกรรมดูแลสุขภาพอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว (ตรวจสุขภาพประจำปี 81%, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 56%) พบว่ามีอัตราการใช้งานเทคโนโลยี AI (เช่น ChatGPT, Gemini และ Copilot) สูงถึง 94% สะท้อนว่า “Silver Age ไม่ได้เป็นคนล้าหลัง... แต่เป็นกลุ่มที่มีความทันสมัยและพร้อมจะใช้บริการและเข้าถึง AI เป็นปัจจุบัน”

นวัตกรรม Tech และ AI สำหรับผู้สูงอายุที่กำลังได้รับความสนใจอย่างเร่งด่วนสูงสุดในขณะนี้ ได้แก่ แอปพลิเคชันพบแพทย์ทางไกล (Telemedicine), อุปกรณ์ติดตามสุขภาพ (Health Monitoring Device) และแอปพลิเคชันที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีอิสระและมั่นใจในความมั่นคงทางการเงินไปจนสิ้นอายุขัย นอกจากนี้ ระบบเตือนภัยฉุกเฉิน (Emergency Alert) ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ซึ่งสถิติในประเทศญี่ปุ่นมีคนเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในบ้านสูงถึงปีละประมาณ 77,000 คน

สำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อตอบโจทย์ผู้สูงวัย อาจารย์ประเสริฐเน้นย้ำสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือหวือหวาเลย แต่ต้องการแอปพลิเคชันที่มีประโยชน์ชัดเจน (Clear Benefit) และการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย (Simple UX/UI) โดยให้คำแนะนำว่า “ไม่จำเป็นต้องมีแอปพลิเคชันที่เลิศหรูอลังการ หรือมี UX/UI ที่มันแปลกประหลาดมาก แต่ขอให้มีปุ่มที่มันชัดเจน แล้วสามารถจะนำทางให้ลูกค้าสามารถเข้าไปใช้บริการรายการได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น”

เมื่อผู้ใช้งานรู้สึกสบายใจและใช้งานได้ง่าย ความพึงพอใจนี้จะสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับแบรนด์ในระยะยาว (Reliability, Delight & Trust) จนกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจในที่สุด

เพื่อความเข้าใจในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพองค์รวม (Longevity Ecosystem) อาจารย์ประเสริฐระบุว่า ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านแนวคิดจากการโฟกัสแค่ ‘Lifespan’ (จำนวนปีของอายุขัย) ไปสู่ ‘Healthspan’ ซึ่งหมายถึงการมีช่วงเวลาชีวิตที่มีสุขภาพแข็งแรงดี โดยมี 5 เสาหลักสำคัญคือ (1) การออกกำลังกายและการเคลื่อนไหว (2) การนอนหลับและการฟื้นฟู (3) สารอาหารและการเผาผลาญ (4) สุขภาพจิตใจและอารมณ์ (เช่น การจัดคลาสทำสมาธิร่วมกันในตึกที่พักอาศัย) และ (5) ระบบนิเวศสุขภาพองค์รวม

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลกระทบและบังคับให้เกิดการปรับโครงสร้างใหม่ใน 9 อุตสาหกรรมหลักของประเทศ ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ต้องปรับปรุงพื้นที่รองรับรถเข็นและทางลาด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอาคารสาธารณะจะต้องออกแบบอารยสถาปัตย์ (Universal Design) โดยอาจารย์ประเสริฐแนะว่า ต่อไปห้องน้ำสาธารณะอย่างน้อย 1 ใน 3 ห้องของทุกที่ จะต้องติดตั้งราวจับอย่างเลี่ยงไม่ได้

การปฏิวัติครั้งใหญ่ยังจะเกิดขึ้นในโลกของการทำงาน (Workplace & HR) สัดส่วนประชากรที่เปลี่ยนไปจะกดดันให้ภาคธุรกิจต้องจ้างงานผู้สูงอายุกลับมาทำงานจนถึงอายุ 65-70 ปี และนี่คือมุมมองการบริหารทรัพยากรบุคคลของอาจารย์ประเสริฐในประเด็นนี้

“ผู้สูงวัยเริ่มกลับมาทำงาน เค้ามีทักษะมีสกิล แต่เค้าอาจจะไม่เข้าใจเรื่องการใช้ AI... ให้เวลาสัก 1-2 เดือน พอเค้าเริ่มใช้ AI เป็น บวกทักษะประสบการณ์ที่เค้าเคยอยู่มา เผลอ ๆ ผมว่าเค้าจะเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสูงกว่าเด็กเจนใหม่”

ดังนั้น แผนก HR ยุคใหม่จึงต้องสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่อย่างลงตัว นอกเหนือจากนี้ อุตสาหกรรมฟิตเนส การจัดแต่งคลาสที่เหมาะสมกับสรีระผู้สูงวัย รวมถึงภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและครอบครัว (Retiree Tourism) ก็เป็นโอกาสในการฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเทคโนโลยีอัจฉริยะ 5 ตัวเป็นตัวขับเคลื่อนเบื้องหลัง (Intelligence Enablers) ได้แก่ Data, AI, Biomarkers (ตัวชี้วัดทางชีวภาพ), Personalization (การออกแบบเฉพาะบุคคล) และ Consumer Signals

สุดท้าย อาจารย์ประเสริฐฝากแง่คิดที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับทั้งคนที่เตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุและนักธุรกิจทุกคนไว้ว่า “ปัจจุบันนี้ไม่ใช่เป็นการเพิ่มจำนวนปีให้กับชีวิตมนุษย์ แต่ผมมองว่ามันเป็นการเพิ่มพลังชีวิตหรือ vitality เป็นการเพิ่มสังคมชุมชนที่น่าอยู่มากขึ้น”

ตลาดผู้สูงวัยไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) อีกต่อไป เพราะผู้สูงอายุจะครองสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของประเทศ และนั่นอาจหมายถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนสูงถึง 40% ของระบบเศรษฐกิจไทยทั้งหมดในอนาคตอันใกล้ อาจารย์ประเสริฐจึงทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ให้คน 3 กลุ่มลงมือทำทันทีคือ (1) CEO/เจ้าของธุรกิจ ต้องปันงบประมาณทำวิจัยผู้บริโภคกลุ่มนี้เชิงลึกในอุตสาหกรรมของตน และรีบปั้นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (MVP) ออกมาทดลองตลาด (2) นักลงทุน (Investors) แนะนำให้ปรับพอร์ตการลงทุน 8-12% ไปยังกลุ่มหุ้น Longevity/Wellness หรือสตาร์ทอัพด้าน HealthTech ตั้งแต่ระยะ Series A และ (3) ผู้นำกลยุทธ์ ต้องจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจ (Task Force) สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และตั้งเป้าหมาย KPIs เพื่อเจาะตลาดกลุ่มอายุวัฒนะนี้อย่างจริงจังในอนาคต

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า