ชาติพันธุ์ก็คือคน : เมื่อความรุนแรงถูกเคลือบด้วยคำว่า ‘รักชาติ’ กับคำถามถึงความเป็นไทย วัดที่ความเป็นคนหรือบัตรประชาชน?

ชาติพันธุ์ก็คือคน : เมื่อความรุนแรงถูกเคลือบด้วยคำว่า ‘รักชาติ’ กับคำถามถึงความเป็นไทย วัดที่ความเป็นคนหรือบัตรประชาชน?

เกิดเหตุการณ์สมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองทำร้ายร่างกายชายไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง โดยอ้างว่าเป็นการกู้ศักดิ์ศรีให้คนไทย และใช้ความรักชาติเป็นเหตุผลในการใช้ความรุนแรง

KEY

POINTS

ภาพของ ‘เดช’ คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงวัย 27 ปี ที่มีคราบเลือดติดอยู่บนริมฝีปากกำลังปลิวว่อนไปทั่วโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว หลังจาก ‘เฮียตี๋ สเต็กกระทะร้อน’ หรือ ‘เฮียตี๋ ไทยไม่ทน’ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน โพสต์คลิปวิดีโอผ่านโซเชียลมีเดียของตน โดยในคลิปเป็นเหตุการณ์การเผชิญหน้ากับเดช ณ สถานบันเทิงแห่งหนึ่งในพัทยา หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนความขัดแย้งระหว่างเดชกับเพื่อนร่วมงาน และได้ ‘ตบสั่งสอน’ ชายคนนี้ถึงสองครั้งโดยอ้างเหตุผลว่าทำลงไปเพราะต้องการ ‘กู้ศักดิ์ศรี’ ให้คนไทย

และมีช่วงหนึ่งในคลิปวิดีโอมีบทสนทนาที่พุ่งเป้าไปยัง ‘อัตลักษณ์’ ของเดชอย่างตรงไปตรงมา ทั้งการเรียกตรวจบัตรประชาชน และการตั้งคำถามถึงความเป็นไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หลังจากที่เดชยื่น ‘บัตรสีชมพู’ ออกมาแสดงเพื่อยืนยันตัวตน พร้อมบอกว่าเขากำลังอยู่ระหว่างการขอสัญชาติ กลับยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเดช ‘ไม่ใช่ไทยแท้’ คุณค่าความเป็นมนุษย์จึงถูกลดทอนลงเพียงเพราะสีของบัตรประชาชนต่างออกไป

แม้ในวันนี้ ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ประกาศใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะคนไทย แต่เหตุการณ์ที่พัทยากลับสวนทางกับเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างสิ้นเชิง

คำถามคือการกระทำความรุนแรงใดก็ตาม โดย ‘เคลือบ’ คำว่ารักชาติเอาไว้ สามารถใช้เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดรอดพ้นจากข้อครหาหรือถูกสังคมตีตราได้หรือไม่ เมื่อเราอยู่ในยุคสมัยที่คุณค่าความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีเชื้อชาติใด สัญชาติใด หรือชาติพันธุ์ใด ‘ทุกคน’ มีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่ต่างกัน

ทลายกำแพง ‘โน่นพวกเธอ’ ‘นี่พวกฉัน’

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นการแบ่งพรรคแบ่งพวก แต่สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนมีไม่ต่างกันคือหัวจิตหัวใจของความเป็นมนุษย์ ดังเช่นที่ ‘อภินันท์ ธรรมเสนา’ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พยายามสื่อสารมาโดยตลอด คือ คนทุกคนมีความเป็นชาติพันธุ์ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นไทยเชื้อสายจีน มอญ ไทใหญ่ หรือกะเหรี่ยง ความเป็นชาติพันธุ์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้สังคมแตกแยก แต่คือสิ่งที่ส่งผ่านทางสายธารแห่งวัฒนธรรม และได้หล่อหลอมให้เกิดความเป็นไทยขึ้นบนผืนแผ่นดินนี้

ความหลากหลายคือสิ่งที่ทำให้มนุษยชาติคงอยู่

และเป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้ประเทศไทยยืนยงอยู่จนถึงทุกวันนี้

แม้จะเป็นเวลาเนิ่นนานที่กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยถูกฉาบทับด้วยอคติ จนพลอยทำให้กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มในประเทศไทยมองตัวเองว่าด้อยกว่า ‘คนไทย’ เพราะความอคติที่รัฐไทยพยายามปลูกฝังความเชื่อว่าประเทศไทยเป็นของคนไทย หากมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากคนไทย พูดภาษาไทยไม่ได้ ย่อมถูกหมายรวมว่าไม่ใช่คนไทย หากแต่คือ ‘คนอื่น’ ที่อาศัยแผ่นดินอยู่

แต่ในวันนี้ ดูเหมือนว่ากำแพงแห่งอคติถูกทลายลงด้วย พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ที่ระบุอย่าวชัดเจนว่า กลุ่มชาติพันธุ์ คือ ชาวไทย โดยมีข้อความดังนี้

หมวด 1 มาตรา 3 ให้นิยามคำว่า ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ หมายถึง ชาวไทยที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มเดียวกันหรือหลายกลุ่ม ซึ่งกำเนิดและมีถิ่นฐานในประเทศไทย มีอัตลักษณ์ และสั่งสมวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญหา และความเชื่อตามจารีตประเพณีร่วมกัน หรือมีความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสังคมไทย

ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.​ฉบับนี้ยังคุ้มครองศักดิ์ศรีของชาวชาติพันธุ์เอาไว้อย่างรอบด้านโดยระบุไว้ในหมวดที่ 1 มาตรา 5 ยืนยันว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิขั้นพื้นฐานและการเคารพสิทธิอันติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถดำรงชีวิตตามจารีตประเพณีได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับบุคคลอื่น การเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งชาติพันธุ์จะกระทำมิได้

ส่วนในมาตรา 6 ก็ได้วางเกราะป้องกันเรื่องเกียรติยศและชื่อเสียง ห้ามมิให้รัฐหรือองค์กรเอกชนกำหนดนโยบายหรือกระทำการใด ๆ ในลักษณะที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือเสื่อมเสียศักดิ์ศรี

นี่คือตัวบทกฎหมายที่เกิดจากการต่อสู้ของพี่น้องชาติพันธุ์ที่ลุกขึ้นมาทวงสิทธิอันพึงมีของตน และอีกอย่างจะเห็นได้เลยว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้มองตัวเองด้อยกว่าใครอีกต่อไป พวกเขาลุกขึ้นมาต้านสายตาแห่งอคติ พร้อมบอกเล่าเรื่องราวของบรรพบุรุษตนอย่างภาคภูมิ เพราะสุดท้ายแล้วชาติพันธุ์ก็คือคน ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเกิดบนพื้นราบหรืออยู่บนภูเขาห่างไกลก็ตาม

การดำรงอยู่ของพี่น้องชาติพันธุ์ช่วยให้ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ หาใช่วายร้าย จอมทำลายล้างที่เข้ามาแผ้วถางป่าจนมอดไหม้ เหมือนกับในหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่จารึกว่าพวกเขาเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะวิถีเกษตรแบบไร่หมุนเวียนที่ในตำรามักบอกว่าเป็นไร่เลื่อนลอย คอยทำลายป่าจนย่อยยับ ในทางกลับกันไร่หมุนเวียนนับเป็นภูมิปัญญาล้ำค่าในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้

และอีกอย่างพวกเขามักถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุก นำความเสื่อมโทรมไปยังผืนป่า จนทำให้การดูแลทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปได้ยาก ทั้งที่ในความเป็นจริง บรรพบุรุษของพวกเขามาตั้งรกรากก่อนเส้นแบ่งจะถูกกำหนดขึ้นเสียอีก นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสาระสำคัญใน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ ที่ได้นำเสนอแนวคิดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อรับรองสิทธิชุมชนในการดูแลธรรมชาติร่วมกับรัฐ

ทว่าในความเป็นจริงยังมีอุปสรรคซ่อนอยู่ เพราะในขั้นตอนการร่างกฎหมาย ข้อเสนอของภาคประชาชนที่ขอให้มีการยกเว้นกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎหมายป่าไม้หรืออุทยานฯ) ในพื้นที่คุ้มครองฯ กลับถูกภาครัฐปัดตกไป ทำให้สิทธิในที่ดินของพวกเขาจึงยัง 'ติดล็อก' อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดิมของกรมป่าไม้

‘บัตรสีชมพู’ อคติที่ผลักให้ออกจากความเป็นไทย

คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า บัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย จะเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติ (หรือที่เราคุ้นชินว่าเป็นคนต่างด้าว) ไปเสียหมด ทั้งที่ตามระเบียบของกรมการปกครอง บัตรใบนี้คือเอกสารยืนยันตัวตนของผู้ที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นพำนักในประเทศไทยเกิน 6 เดือน ซึ่งครอบคลุมไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่หยั่งรากลึกบนแผ่นดินนี้มานานแต่ยังอยู่ระหว่างการจัดการสถานะ

ทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่พัทยาครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกว่า ชายที่ก่อเหตุทำการเหมารวมว่าเดช คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงเป็นคนต่างด้าว หาใช่ ‘คนไทย’ เหมือนตน แม้ในภายหลังผู้ก่อเหตุจะออกมาขอโทษและพร้อมเยียวยาต่อการกระทำที่เกิดขึ้น แต่การกระทำของเขาก็ได้ทิ้งความบอบช้ำขนาดใหญ่เอาไว้ เพราะยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองหาคุณค่าของคน เพียงแค่สีของบัตรประชาชน

แต่ในขณะเดียวกัน มีบางกลุ่มเชื่อว่าการที่รัฐมอบบัตรสีขมพูให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทย กำลังกรุยทางให้พวกเขาเหล่านั้นเข้ามาฟอกสัญชาติหรือเปล่า ซึ่ง CoFact ได้เผยแพร่บทความความจริงจากมหาดไทย “บัตรสีชมพู” เปิดช่องแรงงานข้ามชาติ ได้สัญชาติไทยจริงหรือ? ในปี 2024 ระบุว่านี่เป็นเพียงความพยายามในการปลุกกระแสความกลัวขึ้นมา เพราะในความเป็นจริง ผู้ถือบัตรไม่ได้มีสิทธิในการเลือกตั้งหรือถือครองที่ดิน แต่บัตรสีชมพูเป็นตัวแบ่งแยก ‘ไทยแท้’ ออกจาก ‘ผู้มาอาศัย’ จนทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ตั้งรกรากมานานถูกผลักไสให้กลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านของตนเองไปอย่างน่าเศร้า

แม้ในวันนี้เราจะมี พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ ขึ้นมาดูแลเกียรติและศักดิ์ศรีของพี่น้องชาติพันธุ์ แต่ดูเหมือนว่าสังคมไทยยังต้องเรียนรู้อีกไม่น้อย เพื่อที่จะทำความเข้าใจความหลากหลาย เพราะการคงอยู่ของทุกคนไม่ว่าจะเหมือนหรือต่างจากความเป็นไทยที่คุ้นเคย คือตัวชี้วัดให้เห็นถึงความก้าวหน้าของสังคมในการโอบรับทุกความแตกต่าง โดยไม่ปล่อยให้อคติมาด่วนตัดสินคุณค่าความเป็นคน เพียงเพราะเขามีสีบัตรประชาชนไม่เหมือนเรา

 

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : คมชัด หมั่นการ

 

อ้างอิง

- ความจริงจากมหาดไทย “บัตรสีชมพู” เปิดช่องแรงงานข้ามชาติ ได้สัญชาติไทยจริงหรือ?

- ชนเผ่าพื้นเมืองจากทั่วประเทศไทย ร่วมกล่าวปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ 

- ชาติพันธุ์ ≠ ชนเผ่าพื้นเมือง ชาติพันธุ์คือใครแล้วทำไมต้องชนเผ่าพื้นเมือง. 

- ประเทศไทย ทำไมต้องมี “กฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” 

- พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 

- พิธีกรรมเดปอทู่. 

- เหตุการณ์สมาชิกไทยไม่ทนตบหนุ่มกะเหรี่ยงที่พัทยา "กู้ศักดิ์ศรีคนไทย" หรือสะท้อนอคติแรงงานข้ามชาติ 

- อภินันท์ ธรรมเสนา ชาติพันธุ์ 101 : ห้องเรียนไม่เคยสอน แล้วอคติมันเกิดขึ้นตอนไหน.