22 ต.ค. 2569 | 12:07 น.

KEY
POINTS
The People สัมภาษณ์ ‘ธงชัย วินิจจะกูล’ อดีตนักปราศรัยผู้เป็นหนึ่งในคนที่อยู่บนเวทีชุมนุมคืนวันที่ 5 ถึงเช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 ที่สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เขาถูกจับตั้งแต่เช้าวันที่ 6 ตุลาฯ แล้วถูกนำไปขังที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน กระทั่งได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากมีพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ประกาศวันที่ 16 กันยายน 2521 สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี
ธงชัยได้กลับมาเรียนต่อ เลือกเส้นทางเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เขากลับประเทศไทยเป็นระยะ ซึ่งมักจะได้รับเชิญไปบรรยายในสถาบันการศึกษา ในฐานะอาจารย์ และอีกบทบาทหนึ่งที่เขาได้รับการจดจำคือ นักศึกษาผู้ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
The People: 50 ปีรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ในขณะนั้นทหารมีหลายกลุ่ม ตอนนั้นอาจารย์คาดว่ากลุ่มใดจะทำรัฐประหาร
ธงชัย: ตอนนั้นเราเล็งว่าฝ่ายที่อาจจะทำรัฐประหารคือ ฝ่ายทหารที่เป็นพวกเดียวกับ ‘ประมาณ อดิเรกสาร’ ส่วนคนที่อยู่ข้างนอกคุกจะรู้เมื่อไหร่ว่าคนทำรัฐประหารเมื่อเย็นวันที่ 6 ตุลา 2519 เป็นอีกพวกหนึ่ง อันนี้ผมไม่ทราบ
คนอยู่ในคุกเราทราบข่าวมากขึ้น ได้ข้อมูลมากขึ้น หลังจากเหตุการณ์นั้น เราก็รู้ว่า ไม่ใช่ฝ่าย ‘ประมาณ อดิเรกสาร’ แต่เป็นฝ่าย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่, พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, พล.อ.เสริม ณ นคร
การต้านรัฐประหารในกรณีนั้นก็เกิดแบบกว้าง ๆ หมายความว่า คุยกันว่าจะชุมนุมเมื่อไหร่ จะชุมนุมยืดเยื้อข้ามคืนหรือไม่ เอาเข้าจริง เราประเมินแล้วว่า ไม่ยืดเยื้อ แต่สิ่งที่เราไม่ประเมินคือละครแขวนคอล้อการเมืองที่ลานโพธิ์ 4 ตุลา 2519 ภายหลังมีข่าวพนักงานการไฟฟ้าถูกแขวนคอที่จังหวัดนครปฐมเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน แล้วเป็นสิ่งที่เฮียวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ เรียกว่า ‘วิบากกรรมทางประวัติศาสตร์’ คนเล่นละครก็ไม่ได้คาดว่าจะบานปลายไปแบบนั้น
มีบางคนบอกว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อาจจะรู้เรื่องการแสดงละคร ก็เลยจงใจเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ ซึ่งก็ไม่ได้มีพรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ในแง่นี้ความเป็นไปได้ของการรัฐประหารเพื่อพยายามจะตัดสถานการณ์ มีมาตลอดตั้งแต่ปี 2518 หรือต้นปี 2519
ในสมัยนั้นพวกเรามีความรับรู้โดยทั่วไปว่ามีโอกาสเกิดการรัฐประหารขึ้น ทั้งเพราะเหตุการณ์ปฏิวัติในอินโดจีน และทั้งเพราะทางการเฝ้าสังเกตขบวนนักศึกษา ก็พอจะดูออกว่าสิ่งพิมพ์ เพลง กิจกรรมหลายอย่าง มันฟังดูคล้ายสำนวนภาษาและความคิดของคอมมิวนิสต์
ในแง่หนึ่งจึงถูกต้องช่วงนั้นมีอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ แต่ไม่ถูกถ้าจะบอกว่าเราเป็นแขนขาคอมมิวนิสต์แล้วถูกชักจูงให้ไปซ้ายไปขวา
ผมขอปฏิเสธการกล่าวหาว่าเรามีส่วนร่วมจงใจ ต้องการให้เกิดปฏิบัติการต่างๆ ในวันที่ 6 ตุลา 2519 ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของคนมากมาย กล่าวหาว่ารู้แล้วยังไม่ยอมเลิกชุมนุม
ใกล้ ๆ 6 ตุลา 2519 เราพยายามจัดการชุมนุมอย่างระวังกันมาก จะทำอะไรแค่ไหน เพราะรู้ว่ามีโอกาสเกิดการรัฐประหาร แต่เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดวันไหน ไม่มีทางรู้
หลังถูกโจมตีเมื่อบ่ายวันที่ 5 ตุลา 2519 โดยดาวสยามและการกระจายข่าวทางวิทยุยานเกราะอย่างหนัก ต่อมาค่ำวันที่ 5 ตุลาฯ เราจึงได้แถลงข่าว เพราะหวังว่าเช้าวันถัดไปจะมีข่าวคำชี้แจงของฝ่ายนักศึกษาออกไปบ้าง
เราจึงตระเตรียมการชี้แจง นั่นแสดงว่าเราไม่รู้ว่าเขากำลังจะทำรัฐประหาร จนตอนดึกเมื่อกระทิงแดงเริ่มปฏิบัติการ ใช้อาวุธเล็ก อาวุธเบา หรือระเบิดทำเอง มันไม่ได้ต่างกับการคุกคามที่มีมาก่อนหน้านั้น มันไม่ได้ทำให้เราตกใจหรือคาดว่าจะนำไปสู่การถล่มอย่างรุนแรงในตอนเช้า เพราะก่อนหน้านั้นเราเจอมามากแล้ว
เราเข้ามาชุมนุมในธรรมศาสตร์ เหตุผลก็เพราะเราไม่คิดว่าเขาจะมีวิธีการรัฐประหารแบบนั้น ถ้าเราคิด เราจะเข้ามาอยู่ในกับดักทำไม ในทางตรงข้าม การที่เข้ามาชุมนุมในธรรมศาสตร์ เพราะคิดว่า นี่เป็นชัยภูมิที่ป้องกันตัวเองได้ดีที่สุด เพราะตึกทั้งหลายสามารถปกป้องจากการรบกวนคุกคามของกระทิงแดงแบบขนาดเบาได้ ประตูที่มีอยู่ไม่กี่ประตู เราสามารถจะคุมได้ว่าจะเข้าออกอย่างไร เราปิดประตูด้านสนามหลวงทั้ง 2 ด้าน เปิดเฉพาะประตูท่าพระอาทิตย์กับท่าพระจันทร์ เพื่อกันทางเข้าออกฝั่งสนามหลวง เพราะมีผู้ชุมนุมต่อต้านนักศึกษาอยู่ที่สนามหลวง เรื่องเหล่านี้เป็นการป้องกันตัว เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนเช้า
ถามว่าทำไมเราไม่สลายตั้งแต่คืนวันที่ 5 ตุลา 2519 คำตอบง่ายนิดเดียว กว่าเราจะรู้ตัว ตำรวจเริ่มมาล้อมเรา ตอนนั้นประมาณตีสอง แต่เขายังไม่ได้ยิง การยิงอย่างประปรายมาจากฝ่ายกระทิงแดง การยิงอย่างหนักเริ่มตอนตีสี่ ถึงตอนนั้น เราถอยด้วยการเลิกชุมนุมกลางคืนในขณะที่ไม่มีรถเมล์ รถประจำทาง กลางดึกเมื่อปี 2519 ซึ่งไม่มีโซเชียลมีเดีย การเดินทางโดยรถเมล์หรือเรือต่างๆ ไม่ได้สะดวกสบายอย่างปัจจุบัน สมัยก่อนเราจึงมีความเชื่อว่า อย่าเลิกชุมนุมกลางดึกหลังพระอาทิตย์ตกแล้ว เพราะอันตราย เป็นความไม่รับผิดชอบต่อผู้ชุมนุม
ด้วยเหตุนี้ มันแสดงว่าเราไม่รู้ และเมื่อเรารู้ มันก็สายเกินไปแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเรารู้ว่าจะมีการรัฐประหารแล้วตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์
ผมจำรายละเอียดของเช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 ยังได้เลย ฝ่ายเราตาย 41 คนฝ่ายเขาตาย 5 คน
เรา guilty ที่เรายังมีชีวิตอยู่ คนที่ผ่านเหตุการณ์จำนวนมาก เขาลบความรู้สึกผิดอันนี้ไม่ได้ ลบไม่ได้ ผมเข้าใจเหตุผล คุณให้เหตุผลมาเถอะว่าทำไมเราจึงไม่ควร guilty แต่อย่างไรเราก็ห้ามความรู้สึกนี้ไม่ได้ เรา guilty พอแล้ว แต่อย่าโยนสิ่งที่ไม่ควรเป็นความผิดของเรา มาให้เรา
ธงชัย: มีข้อกล่าวหาทำนองนี้รู้ว่าเขาจะทำรัฐประหารแล้วทำไมถึงไม่เลิกการชุมนุม 5 ตุลา 2519 ทั้งที่ตอนนั้นไม่รู้ แล้วสำหรับเราได้ทำสิ่งที่เรียกว่าเสี่ยงมาหลายครั้ง มองย้อนกลับไปก็ไม่ควรจะเสี่ยงขนาดนั้น แต่ในเมื่อระหว่างนั้นผ่านการเสี่ยง ผ่านการถูกระเบิดจากกระทิงแดง ผ่านการถูกใช้อาวุธมาตั้งเท่าไหร่ เราก็คิดว่า การชุมนุมเป็นไปได้ ขอแต่ว่าต้องป้องกันตัวเองให้ดี ซึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดีที่สุดใครจะคิดว่าเขาจะยิงระเบิด
การไม่เลิกชุมนุมแทนที่จะเป็นสัญญาณแห่งความดื้อด้าน แต่การไม่เลิกชุมนุมเป็นสัญญาณว่าเราไม่รู้ ถามว่าเราไร้เดียงสาไหม แล้วแต่คุณจะตัดสิน เรายินดีให้คนตัดสินว่าพวกเรานี่ไร้เดียงสา โง่ ตัดสินไปเลย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าเขาจะมาทำสงครามปิดกั้นเรา เราคิดว่าเรามีโอกาสแถลงข่าว เราคิดว่าการแถลงข่าวจะปรากฏในหนังสือพิมพ์ในเช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งตอนนั้นมีหนังสือพิมพ์จำนวนมากพอสมควรที่ sympathetic กับนักศึกษาในค่ำวันที่ 5 ตุลา 2519
ส่วนการแสดงละครเกิดวันที่ 4 ตุลา 2519 แต่ยังไม่เป็นข่าวอะไรเลย มาเป็นข่าวในเชิงกล่าวหา ในตอนบ่าย วันที่ 5 ตุลา 2519 บ่ายค่อนไปทางเย็นด้วยซ้ำไป สักพักหนึ่งเราก็ตระเตรียมแถลงข่าวเพื่อให้มีข่าววันต่อไป ตระเตรียมกระจายเสียง เหตุที่ไปมหาวิทยาลัยมหิดล เพราะมหิดลเป็นฐานเราอยู่แล้วใช้การเข้าออกการกระจายเสียงที่มหิดล และการทำโปสเตอร์ฐานอยู่มหิดล
The People: คนรุ่นหลังไม่ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เลิกชุมนุมค่ะอาจารย์ แต่เข้าใจว่าอันนี้อาจจะเป็นข้อถกเถียงของคนที่ทันรุ่นนั้น
ธงชัย: ผมแล้วแต่คุณคิด ผมบอกได้ว่ารายละเอียดเหล่านี้ เราต้องตอบแบบนี้ ถ้ามองกว้าง ๆ ไกล ๆ ก็จะถามว่าเรารู้ว่าจะมีรัฐประหารแล้วทำไมไม่เลิก คำตอบคือเราไม่รู้ ถามต่อนะฮะ แล้วพอถึงตอนที่เรารู้ประมาณกลางดึก มันก็เลิกไม่ได้แล้ว ถามว่าพอจะเลิกได้ไหมให้คนออก ได้สิ
แต่สมัยนั้น ความโง่ และความจำกัดของเรา ความโง่ สระโอ ง. งู ไม้เอก ทำให้เราคิดไม่ได้
เราอยู่ในกลุ่มผู้นำ อยู่ในกลุ่มการตัดสินใจ ส่วนสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นนักศึกษา ปี 1 ซึ่งเพิ่งเริ่มจะมีบทบาท ไม่เคยอยู่ในกลุ่มแกนนำเลย บางครั้งเขาก็เลยมาตั้งคำถามเพราะเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มแกนนำ เช่นคำถามนี้ คุณอาจจะบอกอยู่ในกลุ่มพวกผม แต่นี่ไม่ใช่เรื่องสมศักดิ์คนเดียว มีคนถามทำนองนี้ แล้วผมไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากย้อนกลับไปให้ดูเวลาสิ แล้วผมเน้นคำว่าโง่เพราะตอนนั้นเรามีลิมิตของการคิดจริงๆ สมัยนั้น เราคิดว่าการเลิกชุมนุมกลางดึกมันจะทำให้คนไม่ปลอดภัย
The People: อาจารย์นึกออกว่าอาจจะมีรัฐประหารแต่ที่อาจารย์คาดไม่ถึงคือการสังหารหมู่และการหมิ่นหยามร่างผู้เสียชีวิตใช่ไหมคะ
ธงชัย: คิดไม่ถึง ต่อให้มีการรัฐประหารเราก็ยังไม่เห็นวี่แวว จนกระทั่งตอนดึกคิดว่าถ้าแบบนี้อาจจะมีสิทธิเกิดขึ้น ถึงได้พยายามเจรจา เพื่อให้ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี มาเป็นข้างฝ่ายเรา เพราะเสนีย์ เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งเขาไม่อยากถูกรัฐประหาร เราถึงต้องเอาเสนีย์มาข้างฝ่ายเรา
เราส่งตัวแทนยกขบวนไปหา ม.ร.ว.เสนีย์เพื่ออะไร เพื่อชี้แจง ถามว่าตอนนั้นคิดไหมถ้าเสนีย์จับ คิดครับ go ahead เพราะอาจจะช่วยปลดล็อค เพราะเสนีย์ไม่อยากถูกรัฐประหาร ผลคืออะไร เสนีย์ไม่ได้เจอพวกเรา เพราะเสนีย์หมดอำนาจตั้งแต่เช้านั้น ตัวแทน 6 คน ไปบ้านนายกฯ โดยมีสุธรรมเป็นผู้นำ
1) สุธรรม แสงประทุม (เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ศนท.)
2) ประพนธ์ วังศิริพิทักษ์
3) สุรชาติ บำรุงสุข
4) อนุพงษ์ พงษ์สุวรรณ (ประธานชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร)
5) วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ (นักแสดง)
6) อภินันท์ บัวหภักดี (นักแสดง)
ตอนนั้นสุธรรมเป็นคนที่มีบทบาทมากและผมว่าเขาตัดสินใจอะไรได้เฉียบขาดถูกต้อง หลัง ๆ การที่เขาจะเป็นอย่างไรคุณก็วิจารณ์กันไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทและคำพูดหลายอย่างของเขาในสมัยนั้นตรงเผงเลย ผมก็อยู่ในวงผู้นำ แต่สุดท้ายความคมอะไรต่าง ๆ เรายังสู้เขาไม่ได้
ตำรวจมากลางดึก ประมาณตีสองเข้าสู่เช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 จนเขาเริ่มยิง เริ่มยิงจริง ๆ อย่างไม่หยุดเลยประมาณตีสี่ ก่อนหน้านั้นมียิงประปราย
นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่บอกว่า เราพอเห็นเค้าลางอย่างทั่วไป เราพอเห็นเค้าลางชัดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ค่อนข้างแน่ใจเอากลางดึกนั้นแล้ว การพยายามไปหานายกฯ เสนีย์ เป็นความพยายามอย่างหนึ่งเพื่อปลดล็อคอันตรายนั้น การให้ข่าวสามทุ่มครึ่งคืนวันที่ 5 ตุลา 2519 เราถึงได้จัดการแถลงข่าวที่อภินันท์ที่หลายคนทำเมื่อสามทุ่มครึ่ง เพราะหวังว่าถึงตอนเช้าขอให้ข่าวเราได้เผยแพร่ ขอให้เรามีช่องทางประกาศ เราจึงได้ตระเตรียม
สมัยก่อนใช้รถกระจายเสียงตระเวนไปทั่วกรุง ส่วนจะมีประสิทธิภาพแค่ไหน ผมก็ยังสงสัยนะ เราสู้เขาไม่ได้ แต่วันนั้นคือสิ่งที่เราทำได้ เรากะว่าตอนเช้าข่าวออก ตอนเช้าตระเตรียมรถกระจายเสียง เราเตรียมเหมือนกันว่าถ้าเกิดถูกปิดบล็อคขึ้นมา แต่เราไม่ได้คิดถึงการฆ่า
รถกระจายเสียงที่พยายามจะสื่อสารไปข้างนอกก็คือชี้แจงเกี่ยวกับการเล่นละครซึ่งเกิดขึ้นบ่ายวันที่ 4 ตุลา 2519 การไม่เลิกชุมนุมแทนที่จะเป็นสัญญาณความดื้อด้าน แต่เป็นการไม่เลิกชุมนุมเป็นสัญญาณว่าเราไม่รู้ ถามว่าเราไร้เดียงสาไหม แล้วแต่คุณจะตัดสิน เรายินดีให้คนตัดสินว่าพวกเรานี่ไร้เดียงสา โง่ ตัดสินไปเลย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าเขาจะมาทำสงครามปิดกั้นเรา เราคิดว่าเรามีโอกาสแถลงข่าว เราคิดว่าการแถลงข่าวจะปรากฏในหนังสือพิมพ์ในเช้าวันรุ่งขึ้น วันที่ 6 ตุลาฯ ซึ่งตอนนั้นมีหนังสือพิมพ์มากพอสมควรที่ sympathetic กับนักศึกษาในค่ำวันที่ 5 ตุลา 2519
การส่งสุธรรม แสงประทุม และตัวแทนรวม 6 คน ทั้งกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) และคนที่มีส่วนเกี่ยวกับการแสดงละคร ไปพบม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นความพยายามเพื่อปลดล็อคอันตรายที่จะเกิดขึ้นในตอนเช้า และยังไม่ทันออก มันก็เริ่มเกิดขึ้นจริง คือระเบิด ซึ่งเราไม่คาดคิด มีการใช้ปืนยิงระเบิดข้ามตึกธรรมศาสตร์เข้ามา
เราเข้ามาชุมนุมในธรรมศาสตร์เพื่อป้องกันอาวุธเบา เราไม่ได้เข้ามาเพื่อหวังจะติดกับดัก เพราะตึกธรรมศาสตร์ เรารู้อยู่ว่าป้องกันอาวุธสงครามไม่ได้ แต่ใครจะคิดล่ะว่าเขาจะใช้อาวุธสงคราม ด้วยเหตุผลเหล่านี้ขอยืนยันว่า เรารู้เค้าลาง ว่ามีสิทธิจะเกิดการรัฐประหาร แต่เรารู้หรือไม่ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ กว่าเราจะรู้ตัวว่าเป็นไปได้มาก ว่าจะเกิด ก็คือกลางดึกวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งตามความเข้าใจสมัยนั้น เราไม่ควรเลิกชุมนุม
เมื่อถูกจับไปแล้ว ปัญหาหนึ่งที่ตำรวจพยายามจะถามตลอดการซักถาม คือ คุณรู้อะไรเกี่ยวกับการแสดงละคร ซึ่งเราไม่รู้จริงๆ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ยังไม่รู้เลย เพราะการแสดงละครทั้งหมด ชุมนุมนาฏศิลป์และการละครเขาคิดมา
สุธรรมก็ไม่รู้ เพราะการแสดงละครเกิดขึ้นวันที่ 4 ตุลา 2519 ที่ลานโพธิ์ เป็นการแสดงเพื่อเรียกร้องนักศึกษาธรรมศาสตร์ปี 1 ให้งดสอบ เป็นการแสดงของชุมนุมหนึ่งในธรรมศาสตร์ ขณะที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ไม่มีส่วนในเหตุการณ์ที่บานปลาย ละครไม่ได้แสดงต่อการชุมนุมประชาชนที่สนามฟุตบอล
การชุมนุมที่สนามฟุตบอลเริ่มวันที่ 4 ตุลาฯ ตอนเย็น ส่วนการแสดงละครเริ่ม 4 ตุลาฯ ตอนกลางวัน เพราะต้องการให้นักศึกษางดสอบแล้วไปเริ่มการชุมนุมตอนเย็น เป็นการตระเตรียมของพวกเราในธรรมศาสตร์กันเอง
สุธรรมรู้ตอนบ่ายวันที่ 5 ตุลา 2519 เมื่อฝ่ายนั้นออกมาโจมตี เพราะเราลืมไปแล้วว่าวันที่ 4 ตุลาฯ เกิดอะไรขึ้น มีกิจกรรมที่หน้าตึกศิลปศาสตร์ เป็นกิจกรรมของชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร การชุมนุมเวทีสนามฟุตบอลยังไม่เริ่ม
กล่าวอย่างถึงที่สุด คนที่แสดงเอง เขายังไม่รู้เลยว่า จะออกมาเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เฮียวิโรจน์เรียกว่า ‘วิบากกรรม’ เพราะว่า มีสิทธิ์ที่เมื่อคุณไปดูหน้าอภินันท์ที่ลงในหนังสือพิมพ์มีส่วนคล้าย แต่ใครจะคิด ในจำนวนพยานทั้งหลาย ที่ไปให้การกับตำรวจ ที่อยู่ในเหตุการณ์มีคนเดียวที่บอกว่าเขาเห็นตั้งแต่ต้นว่าจงใจล้อเลียนรัชทายาท ที่เหลือทั้งหมดแม้แต่ฝ่ายขวาเองเขาบอก เขาไม่รู้สึกแบบนั้นเลย แสดงว่าคนที่บอกนักศึกษาจงใจล้อเลียนนั้นโกหก แล้วคนนั้นก็ไม่ใช่คนที่ประโคมข่าวในวันที่ 5 ตุลาฯ
ธงชัย: ตอนนั้นเสนีย์รู้แล้วตัวเองนับชั่วโมง นับนาทีลงแล้ว ตอนนั้นยังไม่รัฐประหารอย่างเป็นทางการ เสนีย์หมดอำนาจแล้ว แต่เสนีย์ยังไม่โดนยึดอำนาจ เพราะเสนีย์ยังออกมาแถลงข่าวตอนบ่ายสอง เสนีย์พูดตรงกับสิ่งที่วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเผยแพร่ มีทั้งการสัมภาษณ์เสนีย์เอาเสียงออกอากาศ และอ่านแถลงการณ์จากรัฐบาลซึ่งเนื้อหาเหมือนที่เสนีย์พูด เสนีย์พูดด้วยคำพูดบทสนทนาที่คำเหมือนแถลงการณ์เป๊ะเลย ผมไม่รู้ว่าอะไรมาก่อนมาหลัง เราไม่มีทางรู้
เนื้อหาคือความผิดอยู่ที่พวกเรา พวกเราก่อความรุนแรงที่ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นผมโกรธเสนีย์ แต่ผมมารู้ทีหลัง รู้ทีหลังมากด้วยเพราะตอนนั้นผมอยู่ในคุก ผมมารู้หลังจากนั้นเป็นปี เมื่อผมเริ่มค้นคว้าศึกษา ถึงได้มาฟังเทปม้วนนี้ เสนีย์ต้องเล่นเกมเดียวกับฝ่ายนั้น ผมว่าเพื่อความอยู่รอดนะ ผมเดาว่าเสนีย์อำนาจลดน้อยถอยลงแล้ว
ถึงที่สุด พูดอย่าง precisely เราไม่มีทางรู้เสนีย์สูญอำนาจแค่ไหน เรารู้แต่ว่าระยะนั้น น่าจะอยู่ในระหว่างการต่อรองแล้วเสนีย์คงสูญอำนาจลงไปเรื่อย ๆ ถามในทางเทคนิคว่าถูกยึดอำนาจหรือยัง น่าจะยัง แต่ประกาศอย่างเป็นทางการตอน 6 โมงเย็นตอนนั้นโดนยึดแล้ว
บ่ายสอง 6 ตุลา 2519 เขายังออกมาพูด ด้วยภาษาเบลมพวกเรา มีอยู่ในบันทึก 6 ตุลาฯ วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย มีทั้งคำสัมภาษณ์เสนีย์และเสียงอ่านแถลงการณ์รัฐบาล
ธงชัย: กลับมาเรื่องนี้ก็ดี ผมคิดว่า พวกชนชั้นปกครองเป็นฝ่ายจงใจ สร้างความโง่ให้กับผู้คน จงใจเผยแพร่ข้อมูลผิด ๆ เหล่านี้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้การปราบปรามเป็นการใช้กำลังที่จำเป็น ต้องมี 2 อย่างบวกกัน 1) คือเป็นคอมมิวนิสต์ 2) ฝ่ายนักศึกษาใช้อาวุธ
ภายใต้บรรยากาศที่บอกว่า สามารถเกิดรัฐประหารได้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่เขากลัวว่าเราจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะการปฏิวัติในอินโดจีน กัมพูชา เวียดนามและลาว ถ้าเขามองอย่างนั้น มันแสนจะเข้าใจได้ เขาเห็นเพลง เห็นหนังสือ เขาต้องรู้สึกว่า คอมมิวนิสต์อยู่ทั่วๆ รอบๆ ในเมืองเลย
ในแง่นี้สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมพวกชนชั้นปกครองถึงคิดอย่างนั้น ผมไม่เคยบอกเข้าใจได้ว่าทำไมใช้ความรุนแรงหรือไม่ใช้ความรุนแรง อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อันนั้นเป็นเรื่องแอคชั่นที่เขาเลือกทำ
การที่เห็นเราเป็นคอมมิวนิสต์เป็นเรื่องผิด มีการต่อสู้กันจริง แต่ไม่ได้เท่ากับยอมรับการให้ข้อมูลผิดว่าธรรมศาสตร์มีอุโมงค์ ใครก็ตามที่ทำให้การต่อสู้ในช่วงนั้นกลายเป็นเรื่องแค่คอมมิวนิสต์สู้กับฝ่ายรัฐ การชุมนุมทุกอย่างถือเป็นความผิด เพราะกำลังสู้กันในสงครามกลางเมือง นี่เป็นสิ่งที่ฝ่ายรัฐเขาพยายามกระทำมาตั้งแต่ 6 ตุลา 2519 เขาถึงได้จัดนิทรรศการปี 2520 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แล้วคนไทยจำนวนหนึ่งกลับยอมรับเรื่อง 6 ตุลาฯ อาจจะเป็นสงครามกลางเมือง
ขณะที่ความจริงมันต่างกันลิบลับ เพราะโดยพื้นฐานขบวนนักศึกษา ไม่ใช่ขบวนการติดอาวุธ นอกจากไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่มีอิทธิพลคอมมิวนิสต์ เราก็ยังไม่ใช่ขบวนการติดอาวุธด้วย
ขบวนนักศึกษาจะมีคอมมิวนิสต์หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ก็ยังไม่ชอบธรรมสำหรับการปราบปราม ตราบเท่าที่เราไม่ใช่ขบวนการติดอาวุธ ส่วนเรื่องเราเป็นแขนขาของคอมมิวนิสต์หรือไม่นั้น ไปอีกเรื่องหนึ่งค่อยว่ากัน ซึ่งผมก็มีข้อเถียง เถียงแรงถึงขนาดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ต่างหากที่ถูกเราฉุดกระชากลากถู จน พคท.ในเมืองตั้งตัวไม่ติด เราไม่ได้เป็นแขนขาพรรคคอมมิวนิสต์
ในเมื่อเราไม่ใช่ขบวนการติดอาวุธ เราไม่ได้ตระเตรียมลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ เพื่อโค่นล้มรัฐบาล นี่ไม่ใช่สงครามกลางเมือง คนในธรรมศาสตร์เช้าวันที่ 6 ตุลาฯ ก็ไม่สมควรจะถูกปฏิบัติรุนแรงแบบนั้น
ขบวนนักศึกษามีอาวุธไหมในแง่การตระเตรียม เราไม่มี ถามว่ามีคนนำอาวุธเข้าไปป้องกันตัวไหม มี บอกได้เลยว่ามี เกือบทั้งหมดเป็นอาวุธปืนพก ส่วนใครจะมีอาวุธมากกว่านั้น ผมไม่ทราบ เท่าที่รู้คือเป็นปืนพก
ลองฟังเสียงก็รู้ เสียงปืนออโตเมติคของทางการ สลับด้วยเสียงแป๊ะๆๆๆ ซึ่งเสียงแป๊ะๆๆๆ อันนั้นเป็นเสียงฝ่ายเรา เป็นไปได้ เพราะตำรวจใช้ปืนหนักกว่านั้น
ธงชัย: ความเป็นไปได้ของการรัฐประหารมีมาก่อนหน้านั้นหลายเดือน หมายถึงว่า เรามีแอคชั่นทางการเมือง จัดชุมนุมประท้วงในช่วงนั้น เราต้องคำนึงถึงเรื่องประมาณนี้ทั้งนั้น
ต่อให้ไม่ใช่เหตุการณ์ประท้วงจอมพลถนอม กิตติขจร กลับมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ การเป็นเรื่อง local ก็ต้องระวังบานปลาย เพราะ ความไม่พอใจขบวนนักศึกษาเอง และในบริบทที่ 3 ประเทศอินโดจีน เปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2518 ตอนนั้นมองย้อนกลับไปยิ่งเห็นได้ชัดว่า ‘เขา’ กลัว ทั้งทหารหรือกลุ่มการเมืองที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย เหนือทหารหรืออยู่ใต้ทหารก็แล้วแต่ พวกเขากลัว ถามว่าความกลัวของเขามีมูลไหม คอมมิวนิสต์จะยึดประเทศไทยไหม ผมว่าตอนนั้นยังไม่มี
แต่ถามว่าเขากลัวได้ไหม ได้สิ ทั้งโลกกลัวแทนประเทศไทยว่าประเทศไทยมีสิทธิจะกลายเป็นโดมิโน่ตัวต่อไป
แถมจู่ ๆ พวกเราโผล่ขึ้นมา สมัยนั้นออกซ้ายเชียวล่ะ ไม่ว่าจะคำขวัญ การเขียนบทความการพูดจาอภิปราย หรือแม้กระทั่งเพลง ฝ่ายกอ.รมน. ทหาร เขาก็ฟังเพลงวิทยุคลื่นสั้น สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย หรือ สปท. เขาต้องเจอสิ เพลงนั้นน่ะเพลงของพวกคอมมิวนิสต์ แล้วเอามาแปลง แล้วลบนัยยะทางคอมมิวนิสต์ออกไป ก็แปลว่าเราก็ฟังเหมือนกัน ทหารก็ต้องรู้ รวมถึงหนังสือที่ตีพิมพ์
คืออันนี้ผมไม่ได้แปลว่าพรรคคอมมิวนิสต์ บงการทำทุกอย่าง ถ้าจะว่าเรื่องนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมเห็นตรงข้าม ส่วนอิทธิพลมีแน่ สมัยนั้นมีคนแปลหนังสือเลนิน ตั้งเยอะที่เขาไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเลย แต่ถามว่ามีส่วนหนึ่งไหมที่ supply มาจากพรรค มีที่เกี่ยวข้องกับพรรคแล้วอยากจะตีพิมพ์ ก็มี
ในบรรยากาศอย่างนั้น ชนชั้นนำไทย รู้สึกโอ๊ะโอ ความน่ากลัวไม่ได้อยู่เพียงกัมพูชา เวียดนาม ลาว แต่ความน่ากลัวอยู่ตรงนี้
แต่อย่าเคลมว่าเป็นข้อเท็จจริง คอมมิวนิสต์มีอิทธิพลถึงขนาดขบวนนักศึกษาทำอะไรตามใจชอบเขาหรือ ผมว่าไม่มีทาง ผมว่ามีอิทธิพลต่อแนวคิด ถึงได้ทำให้การแสดงออกของเรา ทำให้ชนชั้นนำ "ชนชั้นปกครอง" กลัว ไม่ได้กลัวว่าเราจะไปโค่นเขาได้หรอก แต่กลัวว่ากลัวว่าคอมมิวนิสต์มาแล้ว
The People: คนรุ่นอาจารย์กำลังรณรงค์ผลักดันให้ยกเลิกการเพิ่มโทษมาตรา 112 โดย ‘สงัด ชลออยู่’ หัวหน้าคณะรัฐประหาร 6 ตุลา 2519
ธงชัย: ผมเห็นด้วยอยู่แล้วล่ะ แต่ถ้าใช้คำว่ารุ่น ผมไม่ค่อยเห็นด้วย ผมเชื่อว่าคนที่สนใจเรื่องนี้มีสิทธิจะอยู่ในรุ่นผม แต่เป็นจำนวนนิดเดียวไม่ใช่ทั้งรุ่น คือมีแต่คนที่ได้รับผลกระทบ ต่อให้ต่างรุ่น ถ้าไปถามอานนท์ นำภา เขารู้ไหม โอเคเขาเป็นนักกฎหมาย เขารู้ดี ถามผู้ต้องหาที่ไม่ใช่นักกฎหมาย ผมว่าเขาก็รู้ เพราะกรณีนี้กระทบกับเขา
ผมเห็นด้วยอยู่แล้วการรณรงค์ผลักดันให้ยกเลิกการเพิ่มโทษมาตรา 112 เพราะเป็นคนร่วมสมัยและได้รับผลกระทบ เรารู้ ไม่ว่าคนรุ่นผมที่ไม่รู้เรื่องเลยจะเห็นอย่างไรก็ช่างเขา เป็นหน้าที่ที่เราต้องพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ
The People: ได้รับการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลา 2519 ซึ่งมีจำเลยจำนวน 18+1 คนสุดท้ายที่ได้รับการปล่อยตัว อาจารย์มีความเห็นทั้งบวกและลบต่อการนิรโทษกรรมอย่างไร
ธงชัย: ตอนแรกก็คุยกันหนัก เพราะเวลามีคนมาคุย อย่างที่ผมเขียนในหนังสือ (MOMENTS OF SILENCE ห้วงแห่งความเงียบงัน โดย ธงชัย วินิจจะกูล แปลโดย สุภัตรา ภูมิประภาส) ว่ารัฐบาลส่งคนมาคุยกับเรา ไม่ใช่คุยวันนี้แล้วพรุ่งนี้ผ่านนิรโทษกรรม จำไม่ได้กี่วันแต่ไม่เกินอาทิตย์หนึ่งก่อนหน้านั้น
ตอนนั้นเหตุการณ์ยัง fluctuate มีความเป็นไปได้ที่จะนิรโทษกรรมมากที่สุด แต่ยังไม่ settle เพราะมีคนไม่เห็นด้วยเยอะ
ในคุกมีเสียงบางคนไม่รับการนิรโทษกรรม ไม่รับการประกันตัว ตอนนั้นมาเป็นแพคเกจ ไม่ได้มีมาอย่างเดียว ตั้งแต่ประกันตัวไปก่อน ยังไม่ใช่ข้อเสนอ แต่บรรดาความเป็นไปได้ จนกระทั่งถึงไม่กี่วันก่อนหน้านิรโทษกรรมความเป็นไปได้ ก็ยังมีมากกว่าหนึ่ง
แล้วมีอีกแนวทางที่ให้เอาผิดรับโทษไปก่อน เพื่อต้องการให้เราเป็นฝ่ายขอพระราชทานอภัยโทษ นั่นเป็น 2 กระแสใหญ่ ๆ
พอคนในคุกแบคกราวน์ต่างกัน เงื่อนไขต่างกันแล้วสถานการณ์ fluct ขนาดนั้น พื้นฐานถามว่าอยากออกจากคุกไหม อยากสิ ใครก็อยากออก แต่ถามว่ารู้สึก guilty ไหม รู้สึกสิ เพราะ 1)เรารู้ว่ารัฐบาลต้องไปประโคมโหมว่านี่เป็นฝีมือ เป็นผลงานรัฐบาล เรารู้
กับ 2) เรื่องมีฝ่ายที่คิดไม่ตรงกันจะให้อภัยโทษ หรือนิรโทษกรรม มีความต่าง 2 คำนี้ นิรโทษคือ ออกมาโดยถือว่าไม่มีความผิด กับให้อภัยโทษ หมายถึงต้องปล่อยให้ศาลตัดสิน แล้วเมื่อไปถึงจุดที่ตัดสินว่ามีความผิดแล้ว เราต้องเป็นฝ่ายไปขอพระราชทานอภัยโทษ ต่างกันตรงนี้
สำหรับพวกเรา ทำอย่างหลังก็ทำไม่ค่อยลงนะ แต่ถ้ามีคนอยากออกจากคุกถึงขนาดทำอย่างนั้น ก็เข้าใจได้ แสนจะเข้าใจได้ ไม่ว่ามองตอนนั้นหรือมองตอนนี้ เป็นเรื่องที่พูดง่ายๆ ว่าตัดสินใจกินกันไม่ลง แล้วถ้าจำไม่ผิด สุดท้ายเราแทบทุกคนก็บอก ออกเถอะ แต่ตอนนั้นรายละเอียดก็ยังไม่ชัด
สุดท้าย ทางเขาฝ่ายรัฐ ตัดสินแทนเรา ก็ดี คือไม่ต้องให้เรามาบอกว่าเราชอบวิธีไหน เพราะเราไม่มีทางเลือก
ทางฝ่ายรัฐเขาทะเลาะกันเองตัดสินกันเอง อย่างที่ผมเขียนไปแล้วในหนังสือ ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่รู้จนกระทั่งออกมาจากคุกหลายปี มาค้นหนังสือพิมพ์เก่า จึงได้เห็น ว่า มีการโหวตกันในสภา บางฝ่ายถึงขนาด walk out ผมก็มาเห็นหนังสือพิมพ์ทีหลังเหมือนกัน
เหตุผลในพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เขาเขียนไว้ชัดว่า นักศึกษาเป็นฝ่ายกระทำผิดและยังเยาว์วัย จึงปล่อยออกมาเพราะไม่อยากให้เสียการศึกษาเสียอนาคต นี่เท่ากับคนผิดมีฝ่ายเดียว แต่พอนิรโทษกรรม เขานิรโทษกรรมให้ทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันนั้นตั้งแต่เช้า ถือว่าไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้น 4-6 ตุลาคม 2519 เหตุผลการนิรโทษกรรม เขาเบลมเราฝ่ายเดียว แต่พอบอกให้นิรโทษกรรมให้หายไป เขาให้ทุกฝ่ายทั้งหมดเลย
ถ้าชัด ๆ บอกว่า 2 ฝ่ายก็ผิดนะ ฝ่ายรัฐก็ผิดนะไม่น่าไปฆ่าเขา เราน่าจะแฮปปี้กว่านี้ แต่ก็ไม่ได้เขียนแบบนั้น
แล้วยิ่งวันถัดมา เกรียงศักดิ์ ให้ไปรับประทานอาหารที่บ้านเขา เขาย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าเราเป็นผู้ผิด
พวกเราทุกคนอ่านตัวพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เราเห็นอยู่ว่า เขาเบลมเรา แต่สุดท้ายเรารู้เขานิรโทษทุกฝ่าย เราเห็น สุดท้ายรู้สึก guilty ไหมที่เราออกมา ใช่รู้สึก แต่ไม่ได้ guilty ในความหมายเราเป็นฝ่ายผิด น่าเสียดายที่ต้องยอมรับเงื่อนไขแบบนี้แล้วออกมาจากคุก แต่จะไม่ให้เราออกมาก็ขอความกรุณาเข้าใจเราอยากออก ประสามนุษย์คนหนึ่ง
โดยทั่วไปการนิรโทษกรรม 18+1 มองย้อนกลับไปมีความชัดเจนมาก เป็นประตูแรกของฝ่ายทหารซึ่งตอนนั้นนำโดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ สนับสนุนโดยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งสนับสนุนให้นิรโทษกรรม เป็นกุญแจดอกแรก หรือเป็นประตูบานแรก เพื่อจะนำไปสู่การผ่อนคลาย หรือ เปลี่ยนนโยบายหลักๆ กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ แล้วตอนหลังในท้ายที่สุดนำไปสู่ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 ในระหว่างทางก็มีการเจรจาสร้างความไว้ใจกัน ในระหว่างทางมีบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสำคัญ คือ ด้านหนึ่ง เวียดนามทะเลาะกับจีน ความสัมพันธ์ในบรรดาพรรคคอมมิวนิสต์ ก็เปลี่ยนแล้ว การส่งกำลังการมีหลังพิงก็เปลี่ยนสถานการณ์ ที่สำคัญคือ มันเข้ามาทำให้ในคอมมิวนิสต์เองทะเลาะกัน ซึ่งเป็นด้านที่ 2 คือพรรคคอมมิวนิสต์ทะเลาะกัน
จากที่รัฐบาลเคยรู้สึกว่าเป็น threat เราจะแย่แล้วนะถ้าเราไม่ทำให้คอมมิวนิสต์อ่อนแอลง
ภายในเวลาผ่านไปแค่ 1-2 ปี สถานการณ์อันนั้นหายหมดเลย คือคอมมิวนิสต์แตกกันเป็นเสี่ยงๆ ถ้าเขาปราบต่อก็อาจจะส่งผลอีกอย่างต่อประวัติศาสตร์ แต่เขากลับเลือกอีกทางหนึ่งคือ 66/2523 ประกาศในจังหวะที่เขารู้ว่า ในคอมมิวนิสต์มีความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษามีความไม่พอใจสหายเดิม ๆ ผู้นำรุ่นเก่า ๆ สมัยนั้นการออก 66/2523 มา จึง target ถูกต้อง
คือ ให้นักศึกษา ออกมาก่อน ให้กลับเข้าเมือง กลุ่มแรกๆ ที่ออกจากป่า คือ กลุ่มเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คิดดูมีการประโคมข่าวใหญ่โตว่าเสกสรรค์มามอบตัว มันสะเทือนพรรคคอมมิวนิสต์ขนาดไหน แล้วเป็นข่าวกลับไปถึงนักศึกษา ซึ่งมีเหตุการณ์เดือดทะเลาะกับคอมมิวนิสต์ในฐานต่างๆ ทั่วประเทศ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่รัฐไม่รู้ รัฐก็รู้ มีคนออกจากป่าตั้งหลายคนเขารู้ กลับมาเรียน
คนออกจากป่ามีคนถูกลากไปเป็นฝ่ายเขา ผมเชื่อว่ามี ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เขารู้ว่ามีความขัดแย้ง ความขัดแย้งมีตั้งแต่ปีแรกๆ เลย ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ ระหว่างนักศึกษากับสหายเก่า ๆ เริ่มปีแรก ๆ ด้วยซ้ำทางภาคใต้ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เขียนใน น้ำป่า ยังไม่ครบปีความขัดแย้งเริ่มเกิดแล้ว คนเริ่มทยอยออกจากป่าแล้วเงียบ ๆ
แต่ 66/2523 ทำให้เปิดประตูกว้างขึ้น ทำให้กลับเข้าเมือง คิดดูคนอย่างเสกสรรค์ถ้ากลับมาอย่างเงียบๆ ก็น่าห่วงอันตราย เสกสรรค์ก็ได้โอกาสนี้ที่จะกลับมา ต่อให้เป็นเรื่องครึกโครม เอิกเกริกครึกโครม เขาก็ไม่ว่าอะไร เขาก็บอกว่าเขาเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์แล้ว เท่ากับประกาศชัดเจนว่ามีปัญหาในพรรค
ในแง่นี้ต้องชมทางฝ่ายรัฐว่า การปล่อยตัวจำเลย 18+1 คนในความสัมพันธ์กับภาพใหญ่ของการเปลี่ยน strategy ของรัฐทั้งหมด สุดท้ายมันเวิร์ก
กลับไปคำถามเมื่อกี้ผมเชื่อว่าฝ่ายรัฐ ฝ่ายชนชั้นนำทุกวันนี้ ไม่ได้โง่ไม่ได้ฉลาดไปกว่ายุคนั้น ผมอยากฝากให้ฝ่ายรัฐคิดให้ดี คิดสะระตะให้ดี เหตุที่บอกว่าจะเป็นคุณและเป็นเรื่องบวกสำหรับฝ่ายที่มีอำนาจ ผมคิดว่าผมคิดสะระตะพอสมควรแทนเขา เพียงแต่ไม่ใช่หน้าที่ผมที่จะต้องบอกเขา เพราะอย่างไรผมก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ผมอยากให้พวกเขาคิดให้ดีว่า อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงที่นอกจากปลดล็อคความขัดแย้ง ความตึงเครียดของความแตกต่างทางความคิด อาจจะทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในระดับที่สูงขึ้นซึ่งจำเป็น สำหรับการจะผลักดันประเทศให้คืบหน้า ไม่ว่าจะเศรษฐกิจหรือด้านอื่น ๆ จำเป็นในสังคม ทุกสถาบัน ความร่วมใจเหล่านี้ อย่างน้อยที่สุดจะปลดล็อคถึงขนาดว่า มาคุยกันได้นะ การให้มาคุยกันได้ ผมว่าสำคัญ ฟังดูง่ายๆ เพราะทุกวันนี้ต่อให้ผมจะอยากผลักดันการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยหรือใหญ่กว่านั้นคือกระบวนการยุติธรรม ผู้คนสิ้นหวังนะ ผมก็ hopeless ผมจะไปผลักทำไม ป่วยการ
เพราะฉะนั้นคุณปลดล็อคเถอะ เปิดประตูนี้ เราคุยกันได้นะ ผมเชื่อว่าจะคลายบรรยากาศ และจะทำให้การทะเลาะกันที่ยังดำรงอยู่ เป็นการทะเลาะกันในดีกรีที่ต่ำ ไม่อันตราย และกลับจะเปิดประตูบานถัดไป ไม่ใช่เพื่อทำให้เกิดความสามัคคี ผมเกลียดคำนี้ เพราะมีนัยยะการคิดอะไรตรงกัน คิดอะไรเหมือนกัน ซึ่งไม่จำเป็น แต่จะเปิดประตูไปสู่สังคมซึ่งอารยะ ขัดแย้งกันอย่างอารยะ อยู่กันได้ ความขัดแย้งทั้งหลายเป็นดีกรีต่ำ ไม่ใกล้เคียงการจับกุม ไม่ใกล้เคียงการฟ้อง SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ไม่ใกล้เคียงการทำร้ายร่างกาย สังคมที่ดีขอแค่นั้น เพราะคิดตรงกัน ไม่ดีหรอก (หัวเราะ) ปล่อยความต่างอยู่ แต่ทำให้ความขัดแย้ง และความต่างทั้งหลายเป็นความขัดแย้งในดีกรีต่ำ
ผมกลับเห็นว่าการนิรโทษกรรมเป็นโอกาสที่จะปลดประตูนั้น แต่ไม่ใช่ปลดแล้วเลิกทันที มีขั้นตอนไม่ต่างจากปลดปล่อย นิรโทษกรรม 18+1 คน มีขั้นตอน มีประตู 2-3 บานที่สุดท้ายทำให้คนกลับจากป่าเยอะแยะ
ผมวาดภาพอย่างนั้น เวลาผมคิดถึงนิรโทษกรรม คือผมคิดไปไกลว่า เป็นไปได้ ลองคิดดูจริงๆ มันเป็นโอกาสนะ
ธงชัย: ถ้าการนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องขังคดีการเมืองปัจจุบันรวมมาตรา 112 จะเป็นประโยชน์ทางการเมืองต่อทุกฝ่ายแน่ๆ อันนี้ผมสนับสนุนและต้องชมว่า ถึงแม้เราอาจจะบอกว่าเงื่อนไขปัจจัยบริบทต่างกัน แน่นอนต่างกันเยอะมาก
ผมว่าในสายตาผม แม้เงื่อนไขจะต่างกันมากมาย คิดสะระตะดูแล้ว การนิรโทษกรรมจะช่วยปลดล็อคทางการเมือง คลี่คลายปัญหาต่างๆ อีกเยอะ เวลาเขานิรโทษกรรมพวกผม คุณคิดว่าพวกผมอยากจะกระเหี้ยนกระหือรือวิ่งเข้าป่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่?
นอกจากเราไม่อยากจะเดือดร้อนอีก ไม่อยากให้พ่อแม่เราเดือดร้อนอีกกังวลอีก ยังมีอื่นๆ จิปาถะ เราจะต้องระมัดระวังตัว
ผมเชื่อว่าถ้าหากนิรโทษกรรมให้คนปัจจุบัน คนเหล่านั้น ก็จะมีประสบการณ์ทำนองเดียวกัน ตัดสินใจทำนองคล้าย ๆ กันคือระมัดระวังการพูดจา แต่ไม่จำเป็นต้องไปห้าม และที่สำคัญที่สุด สำคัญมากด้วยอย่าคาดหวังว่าการนิรโทษกรรมต้องเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเขาเปลี่ยนความคิด อย่าคาดหวังว่าการนิรโทษกรรมจะทำให้เขาเปลี่ยนความคิด
ผมแน่ใจว่า ถ้านิรโทษกรรมตอนนี้ ไม่เกิดภัยอันตรายต่อรัฐ และน่าจะได้คะแนนบวกจากเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ผมคิดว่าจะเป็นบวกต่อทุกคนทุกฝ่ายในฝ่ายรัฐ แต่คนจำนวนน้อยนิด อาจจะไม่รู้สึกบวก เพราะยังอาจขี้กลัว กลัวเกินเหตุเกินไป คนเหล่านั้น เป็นไม้แก่ดัดยาก
เด็กทุกคน เวลาผ่านไป เติบโตขึ้น เรียนรู้อะไรมากขึ้น อาจจะไม่เปลี่ยนความคิด ขนาดหัวเป็นหาง แต่เราจะเข้าใจบทบาทสถานะที่เปลี่ยนแปลงไป เข้าใจโลกมากขึ้น เพราะฉะนั้น การนิรโทษกรรม ผมไม่คิดว่าจะเป็นการปลุกให้คนก่อปัญหา โดยเฉพาะคนที่ได้รับการปล่อยตัว สร้างปัญหาขึ้นอีกในฉับพลันทันที ผมค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ ผมรับปากแทนเขาไม่ได้ ผมไม่ได้มีบทบาทหน้าที่อะไรพูดแทนเขา แต่ผมเชื่อว่านั่นคือคุณสมบัติของมนุษย์
สังคมที่แฟร์ ควรจะเป็นสังคมที่เคารพในความเห็นที่แตกต่าง แล้วค่อย ๆ เถียงกันไป ค่อย ๆ ว่ากันไป
สัมภาษณ์: ฟ้ารุ่ง ศรีขาว
ถ่ายภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์