จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ : นักปฏิวัติจากรั้วมหาวิทยาลัย ผู้สืบสานตำนาน ‘สี่เสืออีสาน’

จุฑาทิพย์  ศิริขันธ์ : นักปฏิวัติจากรั้วมหาวิทยาลัย ผู้สืบสานตำนาน ‘สี่เสืออีสาน’

'อั๋ว-จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์' หลานของ 'เตียง ศิริขันธ์' หนึ่งในแกนนำกลุ่ม ‘สี่เสืออีสาน’ และเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ลงสมัคร สส. เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ในการพัฒนาภาคอีสาน

KEY

POINTS

“อีสาน”

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักจะมาพร้อมภาพจำที่แร้นแค้นแสนสาหัส ดินแตกระแหงจากอดีตถึงปัจจุบันการพัฒนาในภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ยังต้องการการพัฒนา บรรดาหนุ่มสาวเดินทางละถิ่นฐานเพื่อแสวงโชคในสิ่งที่ดีกว่า

ไม่ว่าจะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยพื้นที่อีสาน และเป็นภูมิภาคที่มีการตอบรับการเมืองเชิงนโยบายมาตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน 

ตั้งแต่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ. 2475 คนอีสานแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าผ่านระบอบใหม่ และกลุ่มนักการเมืองคนรุ่นใหม่จากอีสานในยุคนั้นที่อยากจะเห็นชีวิตคนอีสานดีขึ้นถูกขนานนามว่า

“สี่เสืออีสาน” หรือบ้างก็เรียกว่า “สี่ขุนพลแดนอีสาน”

อันประกอบด้วยทองอินทร์ ภูริพัฒน์ จาก จ. อุบลราชธานี, จำลอง ดาวเรือง จาก จ.มหาสารคาม, ถวิล อุดล จากร้อยเอ็ด และคนที่ถือเป็นหัวหอกแกนนำที่สำคัญอย่าง เตียง ศิริขันธ์ จาก จ.สกลนคร พวกเขาเหล่านี้ถือว่าเป็นกำลังสำคัญและสนับสนุนแนวคิดของปรีดี พยมยงค์ ผู้อภิวัฒน์สยาม

และในการเลือกตั้งนี้หนึ่งในทายาทของสี่เสืออีสานอย่าง ‘อั๋ว- จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์’ หลานของเตียง ศิริขันธ์ คนรุ่นใหม่อาสาลงเลือกตั้งใน จ.จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 1 ในนามพรรคประชาชน เพื่อหวังจะยกระดับชีวิตชาวอีสานบ้านเกิด

จุฑาทิพย์  ศิริขันธ์ : นักปฏิวัติจากรั้วมหาวิทยาลัย ผู้สืบสานตำนาน ‘สี่เสืออีสาน’

DNA ‘ศิริขันธ์’ นักปฏิวัติจากสังคมสู่สนามการเมือง

การเล่าเรื่องของตระกูล ‘ศิริขันธ์’ นั้นแตกต่างจากบ้านใหญ่ในพื้นที่อื่น เพราะนี่คือประวัติศาสตร์สามัญชน ที่ต่อสู้ตั้งแต่ในพื้นที่เชิงสังคม และเลือกที่จะใช้สนามเวทีเลือกตั้งในการผลักดันประเด็นของคนในท้องถิ่น เพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับบ้านเกิด

เตียง มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีกว่าค่าเฉลี่ยในภาคอีสาน ทำให้ได้มีโอกาสรับการศึกษาที่ดี และเชื่อว่าการศึกษาจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ โดยเข้าเรียนต่อเป็นนิสิตรุ่นแรกในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระดับประโยคครูมัธยม (ป.ม.) เพราะขณะนั้นยังไม่เปิดสอนถึงระดับปริญญา (คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในปัจจุบัน) และตัดสินใจเดินบนถนนสายความรู้เพื่อเป็น ‘ครู’

นอกจากเรื่องของความรู้ในตำราแล้วเตียงสนใจการเมืองผ่านการอ่านหนังสือระหว่างศึกษา ครั้งหนึ่งเตียงถูกแจ้งข้อหา ‘คอมมิวนิสต์’ ก่อนที่ศาลจะพิสูจน์แล้วเป็นแต่เพียงแนวคิด ‘สังคมนิยม’ และจากนั้นก็ได้ผันตัวมาทำงานเชิงความคิดกับการทำงานหนังสือพิมพ์เสรีราษฎร์ และยังมีงานแปลหนังสือหลายเล่ม จนถึงปี พ.ศ. 2480 ประเทศสยามได้จัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร หรือ สส. โดยตรงครั้งแรก เตียง ศิริขันธ์ อาสารับใช้พี่น้องชาวสกลนคร และไ้ด้รับความไว้วางใจเรื่อยมา

ในโลกคู่ขนาน อั๋ว-จุฑาทิพย์ เข้าศึกษาในคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมักจะถูกเปรียบเทียบร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในกิจกรรมต่าง ๆ และเริ่มทำกิจกรรมกับพรรคโดมปฏิวัติ ในมหาวิทยาลัยซึ่งเน้นในเรื่องสวัสดิการของนักศึกษาและบุคลากร เช่น เรียกร้องให้ติดตั้งตู้กดผ้าอนามัย ในมหาวิทยาลัยเพื่อการเข้าถึงผ้าอนามัยซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิง และ ทำเรื่องต่อต้านการเข้ามารับสัมปทานและจัดการโรงอาหารโดยทุนใหญ่ที่จะเข้ามาผูกขาดร้านค้าภายในมหาวิทยาลัย

จุฑาทิพย์  ศิริขันธ์ : นักปฏิวัติจากรั้วมหาวิทยาลัย ผู้สืบสานตำนาน ‘สี่เสืออีสาน’

จากรั้วธรรมศาสตร์ สนามของจุฑาทิพย์ใหญ่ขึ้นในบทบาท ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) โดยกิจกรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในยุคนั้นคือ #MobFromHome ในช่วงโควิดที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุขขณะนั้นรับมือโควิด-19 ได้ล้มเหลว รวมไปถึงการวิพากษ์กรณีการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตกงานในช่วงโควิด-19 ผ่านเว็บไซต์ ทำให้มีคนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบดิจิทัลตกหล่นเป็นจำนวนมาก

จุฑาทิพย์  ศิริขันธ์ : นักปฏิวัติจากรั้วมหาวิทยาลัย ผู้สืบสานตำนาน ‘สี่เสืออีสาน’

จุฑาทิพย์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่ได้อยากให้คนบูชา ‘เตียง ศิริขันธ์’ ในแบบลัทธิบูชาตัวบุคคล แต่เธอชื่นชมปู่ของเธอ ในฐานะผู้ที่อยากเห็นคนเท่าเทียมกัน คนที่กล้าออกมาเรียกร้องในโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมมากกว่า นี่คือ DNA แบบ ‘ศิริขันธ์’

จุฑาทิพย์  ศิริขันธ์ : นักปฏิวัติจากรั้วมหาวิทยาลัย ผู้สืบสานตำนาน ‘สี่เสืออีสาน’

อนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน บนเส้นทางสีส้มของจุฑาทิพย์

เส้นทางของจุฑาทิพย์กับ ‘พรรคส้ม’ นั้นบรรจบกันมาตั้งแต่ยุคที่มีการตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ภายใต้การนำของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในขณะนั้น เธอร่วมกิจกรรมการแขวนป้าย ‘ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม’ ที่ลานโพธิ์ หน้าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่ออุดมการณ์ถูกส่งต่อให้กับพรรคก้าวไกล ภายใต้การนำของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ชัยธวัช ตุลาธน หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566 ที่พรรคก้าวไกลหักปากกาเซียนชนะการเลือกตั้ง ด้วยจำนวน สส. 151 เสียง แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยกลไก สว. ที่ขณะนั้นมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี และศาลมีคำสั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. จากกรณี ‘หุ้นไอทีวี’ ทำให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลไหลไปอยู่ในมือของพรรคเพื่อไทย และนำไปสู่การโหวตเลือกเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ

จุฑาทิพย์  ศิริขันธ์ : นักปฏิวัติจากรั้วมหาวิทยาลัย ผู้สืบสานตำนาน ‘สี่เสืออีสาน’ ในครั้งนั้น จุฑาทิพย์ได้เข้ามาทำงานในพรรคก้าวไกล โดยเป็นผู้ช่วยดำเนินงานของ แบงค์-ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.คนรุ่นใหม่ที่น่าจับตา โดยทำหน้าที่ประสานงานท้องที่และนำประเด็นปัญหาที่ศึกษามาส่งมอบให้ศุภณัฐผลักดันผ่านกลไกรัฐสภา 

เรื่องหนึ่งที่เธอเคยเสนอผ่านศุภณัฐ ก็คือการปรับปรุงพื้นที่ขนส่งหมอชิต 2 ที่อยู่ในพื้นที่เขตจตุจักรของศุภณัฐ โดยจุฑาทิพย์มองว่า อาคารมีสภาพทรุดโทรม ไม่ปลอดภัย ต้องปรับปรุงให้เหมาะสม เพราะทั้งคนเหนือและคนอีสานบ้านเดียวกับเธอต้องใช้งานจำนวนมาก และเมื่อมีการยุบพรรคก้าวไกล ส่งต่ออุดมการณ์ไปยังพรรคประชาชน จุฑาทิพย์ก็ร่วมเดินทางต่อไปกับพรรค ภายใต้การนำของ เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

โดยหลังมีการประกาศยุบสภาในช่วงต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หลังจากบริหาราชการแผ่นดินได้เพียงสองเดือนเศษ จุฑาทิพย์ประกาศเป็นผู้รับสมัคร สส. อำนาจเจริญ เขต 1 โดยชูแนวคิด “อำนาจเจริญต้องเจริญทุกด้าน” โดยเฉพาะประเด็นเกษตร แรงงาน และความเป็นอยู่ของชาวอีสาน 

ต้องติดตากันว่า ท้ายที่สุดเธอจะได้รับเลือกจากพี่น้องชาวอีสาน เหมือนที่เคยให้ความไว้วางใจกับ เตียง ศิริขันธ์ ที่เป็นหัวหอกพัฒนาพื้นที่อีสานในยุคคณะราษฎรหรือไม่

 

เรื่อง : ตินตินผจญภัย

ภาพ : Jutatip Sirikhan / Facebook