นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เวลาของประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศต้องหยุดชะงักและถอยหลังไปตลอด 20 ปี

KEY

POINTS

ถ้าคุณจะมีนาฬิกาสักเรือนติดตัวไปจนวันสุดท้ายของชีวิต นาฬิกาเรือนนั้นอาจเป็นของขวัญจากคนที่คุณรัก จากพ่อ จากแม่ จากคนที่คุณเคารพ หรือใครสักคนที่มีความหมายกับชีวิตทุกครั้งที่มองมัน นาฬิกาเรือนหนึ่งจึงอาจไม่ได้มีค่าเพราะมันบอกเวลาได้แม่นยำแค่ไหน แต่อาจมีค่าเพราะใครเป็นคนมอบมันให้เรา คุณอาจไม่ได้เห็นแค่เข็มวินาทีที่กำลังเดิน แต่เห็นความทรงจำบางอย่างของตัวเองอยู่ในนั้น

แต่ลองจินตนาการดูว่า ในชีวิตของคุณมีนาฬิกาเรือนหนึ่งคุณไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำไขลานนาฬิกา คุณไม่ได้เป็นคนเลือกมัน และที่สำคัญคุณไม่สามารถปฏิเสธที่จะรับมันได้ มันติดตัวคุณไปทุกที่ เดินไปพร้อมกับชีวิตของคุณอยู่กับคุณในทุกช่วงเวลา เพียงแต่มันมีบางอย่างที่ไม่เหมือนนาฬิกาเรือนอื่น 

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ

“มันไม่ได้เดินไปข้างหน้า… มันเดินทวนเข็ม”

20 ปีที่ผ่านมา เด็กคนหนึ่งเกิด เติบโต เข้าโรงเรียน เรียนจบ เริ่มทำงาน แต่งงาน และมีลูก

บางคนใช้เวลา 20 ปีสร้างธุรกิจ
บางคนใช้เวลา 20 ปีสร้างบ้าน
บางคนใช้เวลา 20 ปีเดินทางไปถึงความฝันที่เคยคิดว่าไกลเกินเอื้อม 

ชีวิตไม่มีการย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ เด็กที่อายุ 20 ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตอนอายุ 10 ใหม่ได้ คนที่พลาดโอกาสบางอย่างตอนอายุ 30 ไม่สามารถย้อนกลับไปคว้าโอกาสนั้นในวัย 30 ได้อีก

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ

ชีวิตของคนเดินไปข้างหน้าเสมอแต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ นาฬิกาของประเทศไม่ได้เดินไปพร้อมกับชีวิตของผู้คน และยิ่งเวลาผ่านไป คุณกลับยิ่งพบว่า นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้อยู่บนข้อมือของคุณเพียงคนเดียว มันอยู่บนข้อมือของคนทั้งประเทศ

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ

19 กันยายน 2549 

คืนหนึ่ง รถถังเคลื่อนออกมาบนถนน รัฐบาลไทยรักไทย 2 รักษาการภายใต้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกคณะทหารยึดอำนาจ รัฐธรรมนูญถูกยกเลิก และกลไกทางการเมืองที่กำลังเดินหน้าถูกตัดตอนลงในเวลาไม่กี่ชั่วโมง 

ลองย้อนกลับไปดูภาพเหล่านั้นอีกครั้ง ภาพรถถังบนถนน ภาพทหารยืนอยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล ภาพผู้คนมุงดูเหตุการณ์ ภาพกรุงเทพฯ ในคืนที่ไม่มีใครรู้ว่าเช้าวันรุ่งขึ้น ประเทศจะตื่นขึ้นมาเป็นอย่างไร

คนในภาพเหล่านั้นไม่รู้ว่า พวกเขากำลังอยู่ตรงหน้าของ 20 ปีข้างหน้า พวกเขาไม่รู้ว่าการตัดสินใจในคืนนั้นจะพาประเทศผ่านรัฐประหาร รัฐธรรมนูญใหม่ การเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลใหม่ และความขัดแย้งทางการเมืองอีกกี่ครั้ง

พวกเขาไม่รู้ด้วยว่า เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ได้มีเพียงรัฐบาล

แต่คือ “เวลาของประเทศ” เพราะรัฐประหารอาจเกิดขึ้นเพียงคืนเดียว แต่ผลของมันไม่ได้จบลงในคืนเดียว

คำถามจึงไม่ใช่แค่ “รัฐประหารทำอะไรกับประเทศ”

แต่อาจต้องถามให้ไกลกว่านั้นว่า “ถ้าวันนั้นไม่เกิดขึ้น ประเทศไทยจะเดินมาไกลกว่านี้แค่ไหน”

นี่คือคำถามเรื่อง Opportunity Cost ต้นทุนของโอกาสที่ไม่ได้เกิดขึ้น เราอาจไม่มีทางรู้คำตอบอย่างแน่นอน เพราะไม่มีใครสามารถสร้างประเทศไทยอีกประเทศหนึ่งขึ้นมาเพื่อทดลองว่า หากการเมืองเดินต่อไปโดยไม่เกิดรัฐประหาร หน้าตาของประเทศจะเป็นอย่างไร?

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ แต่เราสามารถมองเห็นบางสิ่งได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านตัวเลขเศรษฐกิจ ในช่วงก่อนรัฐประหาร ประเทศไทยเคยมีช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตในระดับสูง โดยข้อมูลมิติเศรษฐกิจมหภาค GDP ของไทยเติบโตเฉลี่ยราว 9.3% ต่อปีในช่วง พ.ศ. 2530–2539  ขณะที่ช่วงหลังรัฐประหารในทศวรรษถัดมา พ.ศ. 2550–2559 อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.2% ต่อปี

ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถตอบได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของการเติบโตที่ชะลอลง และคงไม่สามารถเอาความแตกต่างของตัวเลขทั้งหมดไปผูกกับรัฐประหารได้โดยตรง แต่สิ่งที่มันทำให้เห็นคือ 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงเวลาทางการเมืองที่ถูกใช้ไป หากยังเป็นช่วงเวลาที่ประเทศต้องเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงด้วย

เมื่อมองลงมาจากตัวเลขระดับประเทศ เราจะเห็นเรื่องนี้ในระดับโครงการได้ชัดขึ้น มีการยกกรณีโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงเงินราว 2.2 ล้านล้านบาท และระบุว่าความไม่ต่อเนื่องทางการเมืองมีส่วนทำให้การพัฒนาโครงข่ายรถไฟบางส่วนล่าช้าออกไป

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ ตัวเลขเหล่านี้อาจไม่ได้แปลตรง ๆ ว่า รัฐประหารทำให้ประเทศเสียเวลาเท่านั้น แต่กำลังชี้ให้เห็นสิ่งสำคัญกว่า โครงการของประเทศมีนาฬิกาของมันเอง  แม้หลังรัฐประหาร 2557 ประเทศจะมีกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นหมุดหมายระยะยาว แต่สิ่งนี้เองกลับทำให้เห็นความแตกต่างของ ‘เวลา’ สองแบบได้ชัดขึ้นแผนของประเทศอาจวางยาวถึง 20 ปี ขณะที่อำนาจทางการเมืองสามารถเปลี่ยนทิศทางของประเทศได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นอย่างที่ประจักษ์ รถไฟหนึ่งเส้นใช้เวลาหลายปี เมืองหนึ่งเมืองใช้เวลาหลายสิบปี การสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใช้เวลาหลายทศวรรษ การเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนกติกาทางการเมืองอาจเกิดขึ้นได้ภายในคืนเดียว นี่คือความไม่สมดุลของเวลา เวลาของการเมืองอาจสั้นกว่าเวลาที่ประเทศต้องใช้ในการสร้างอนาคต

เวลาไม่ได้มีแค่ในปฏิทินมันมีราคา

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ

มีการประเมินโดย ‘ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ’ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจสะสมจากผลกระทบหลังรัฐประหาร 2549 ในช่วง พ.ศ. 2549–2561 อาจอยู่ที่ประมาณ 10.97 ล้านล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวอาจถกเถียงกันได้ว่าอะไรคือความเสียหายโดยตรง อะไรคือผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยอื่น แต่สิ่งที่ตัวเลขนี้ทำให้เห็นได้ชัดคือ เมื่อเวลาของประเทศสะดุด ต้นทุนไม่ได้ปรากฏขึ้นเฉพาะในงบประมาณ หากยังปรากฏในโอกาสที่ไม่เกิดขึ้นด้วย

เมื่อประเทศเสียเวลา สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่แค่ ‘ปี’ แต่อาจเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดขึ้น โครงการที่ไม่ต่อเนื่อง โอกาสทางเศรษฐกิจที่พลาดไป หรือความสามารถในการแข่งขันที่ไม่สามารถย้อนกลับมาเอาคืนได้ และ ‘เวลา’ จึงเป็นทรัพยากรชนิดเดียวที่ใช้แล้วไม่มีวันเติมกลับ

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ 20 ปีผ่านไป เราจึงไม่ได้กำลังมองแค่ภาพเก่า เรากำลังมองตัวเองในอดีต คนในภาพเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 วันนี้แก่ขึ้น 20 ปี เด็กที่เพิ่งเกิดในปีนั้น วันนี้อายุ 20 ปี นักศึกษาที่กำลังเริ่มต้นชีวิตในเวลานั้น วันนี้อาจกลายเป็นคนวัยกลางคน ขณะที่คนรุ่นใหม่อีกชุดกำลังถามคำถามเดิมกับประเทศว่า “ทำไมมันถึงยันวนเวียนกับเหตุการณ์แบบนี้” นี่คือสิ่งที่ภาพถ่ายทำให้เราเห็นได้ชัดกว่าตัวเลขใด ๆ

การพาสังคมกลับไปสู่อดีตจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนกติกา แต่เกี่ยวข้องกับคำถามว่า อดีตแบบไหนที่กำลังถูกทำให้กลับมา และโครงสร้างอำนาจแบบใดที่เคยอยู่เบื้องหลังอดีตนั้น 

แม้ว่าจะมีความการให้ประเทศถูกรีเซต แต่ชีวิตของคนไม่เคยมีปุ่มรีเซตคนยังต้องโต ยังต้องทำงาน ยังต้องจ่ายภาษี ยังต้องเลี้ยงลูก ยังต้องวางแผนชีวิต นาฬิกาของพวกเขายังคงเดินไปข้างหน้าคำถามคือ  นาฬิกาของประเทศเดินไปพร้อมกับพวกเขาหรือไม่

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ 20 ปีหลังคืนที่นาฬิกาถูกหมุนกลับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการมองย้อนกลับไป ไม่ใช่การหาคำตอบว่าใครถูกหรือใครผิด แต่คือการลองวัดดูว่า 20 ปีที่ผ่านมา เราใช้เวลาไปกับอะไร เราใช้เวลาไปกับการสร้างสถาบันหรือการสร้างกติกาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้เวลาไปกับการพัฒนาประเทศ หรือใช้เวลาไปกับการเริ่มต้นใหม่ ใช้เวลาไปกับการสร้างอนาคต หรือใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาที่เกิดจากการหยุดชะงักของอดีต

เราอาจไม่มีทางรู้ว่า ถ้าวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่เกิดขึ้น ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนในวันนี้ แต่เรารู้สิ่งหนึ่งแน่ ๆ 20 ปีนั้นผ่านไปแล้ว คือ รัฐธรรมนูญ 2550 เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 และรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดจากกระบวนการร่างภายใต้รัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร 2557; กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 มีคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งโดยฝ่ายที่มาจาก คสช. ตามโครงสร้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใต้กติกาใหม่

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ ส่วนตัวเรานึกถึงปาฐกถา จาก ‘ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในงานงานเสวนา “นิธิ 20 ปีให้หลัง” ในวันที่ 18 ธันวาคม 2557  จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน ที่ยอมรับว่าจากประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะคนสะสมนาฬิกา เขามองว่า นาฬิกามีความพิเศษตรงที่เราสามารถหมุนเข็มกลับไปหาอดีตได้

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ เขาพาย้อนมองงานเขียนของตัวเองเมื่อ 20 ปีก่อน แล้วพบว่าหลายเรื่อง ‘เชย’ ไปแล้ว เพราะสังคมไทยเปลี่ยนไป สิ่งที่เขาเคยมองว่าเป็นลักษณะของวัฒนธรรมไทย เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ หรือวิธีเล่าเรื่องในหนังและนิยายไทย ไม่สามารถนำมาอธิบายสังคมปัจจุบันได้ทั้งหมด เพราะ

“วัฒนธรรมมีพลวัต มันเปลี่ยนไปตามเวลา”

เพราะ ‘วัฒนธรรม’ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่สังคมรับต่อกันมา แต่ยังเป็นวิธีที่สังคมถูกสอนให้ คิด เชื่อ และยอมรับว่าอะไรคือเรื่องปกติ และเมื่อความคิดความเชื่อเหล่านั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม วัฒนธรรมก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว 

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชวนให้มองว่า วิธีที่เรามองประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างคน หรือแม้แต่ภาพของสังคมที่ควรจะเป็น ล้วนมีที่มาจากโลกทัศน์ของผู้คน และโลกทัศน์นั้นก็สัมพันธ์กับอำนาจและผลประโยชน์เสมอ ดังนั้นการพยายามพาสังคมกลับไปสู่วัฒนธรรมแบบเดิม จึงอาจไม่ใช่เพียงการรักษาอดีตเอาไว้ แต่คือการรักษา โครงสร้างอำนาจที่เคยทำให้อดีตแบบนั้นดำรงอยู่ ไปพร้อมกัน 

“นาฬิกามันสอนใจเรา แม้หมุนกลับเวลาไปนาน หรือไกลแค่ไหนก็แล้วแต่ แล้วเมื่อคุณพอใจกับเวลาที่ตั้งใหม่ซึ่งเป็นอดีต อย่าลืมว่านาฬิกามันไม่หยุด มันเลือกเดินก้าวหน้ามาถึงยังจุดที่คุณไม่อยากจะเจอมันอีกตลอดไป”

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ มองว่า แม้ว่ากลุ่มอำนาจที่อยากจะทำให้รัฐประหารอาจพยายามหมุนประเทศกลับไปสู่อดีต แต่ไม่มีใครสามารถหยุดเวลาของสังคมได้

วันนี้เมื่อเราหมุนเข็มกลับไปดูภาพคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า วันนั้นเกิดอะไรขึ้น ? แต่คือหลังจาก 20 ปีผ่านไป เราจะปล่อยให้นาฬิกาของประเทศถูกหมุนกลับอีกกี่ครั้ง 

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ เพราะสุดท้ายแล้ว

ประเทศอาจเริ่มต้นใหม่ได้อีกกี่ครั้งก็ได้

แต่คนเราไม่มีวันได้ชีวิตเดิมกลับคืนมาอีกแล้ว

และนี่คือ “ต้นทุนของเวลา” ที่มีเลือดมีเนื้อ

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ

นาฬิกาที่เดินทวนเข็ม 20 ปีที่เวลาของประชาธิปไตยถูกหมุนกลับ เรื่อง : นัฐพงษ์ โห้เฉื่อย

ภาพ : NationPhoto

 

อ้างอิง

ศูนย์ข้อมูลภาพเครือเนชั่น กรุ๊ป

Consequences of Thailand’s 2006 military coup: Evidence from the synthetic control method

World Bank — Thailand Country Partnership Framework 2019–2022

Thailand: A Democratic Failure and Its Lessons for the Middle East, 

ConstitutionNet — Constitutional History of Thailand

นักเศรษฐศาสตร์นักเศรษฐศาสตร์ประเมินรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ทำความเสียหายทางเศรษฐกิจ 10.97 ล้านล้านบาท

"นิธิ เอียวศรีวงศ์" ชี้ "หมุนเข็มนาฬิกาย้อนไปเท่าไหร่ เข็มก็เดินหน้าอยู่ดี"