การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

บทสัมภาษณ์ ‘ดร.การดี เลียวไพโรจน์’ จากนักอนาคตศาสตร์ถึงบทบาทแคนดิตเดตนายกรัฐมนตรีแห่งพรรคประชาธิปัตย์กับภารกิจการกู้ความเชื่อมั่นและศรัทธากลับคืน

 

บางคนก็บอกว่าการเข้ามาของเรา
เหมือนเป็นการมารับภารกิจกู้ซากไททานิค

 

ในสนามการเลือกตั้งล้วนมีการแข่งขันมิติต่าง ๆ เฝ้ารอให้แต่ละพรรคเดินหน้าเฟ้นหาทางแก้ไขปัญหา นำเสนอนโยบายหรือแม้แต่อุดมการณ์ที่สะท้อนความต้องการของประชากร หรือแม้แต่เป็นภาพแทนของ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ที่สังคมร้องเรียกเพรียกหา ทว่านอกจากโจทย์ที่เฝ้ารออยู่ภายนอกแล้ว การแข่งขันกับตัวเอง โดยเฉพาะกับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและศรัทธาก็ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ ‘ประชาธิปัตย์’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ในฐานะนักอนาคตศาสตร์ผู้ผ่านประสบการณ์ทั้งในภาคเอกชน สตาร์ทอัพ การศึกษา และการวิจัยมาจนถึงบทบาทครั้งใหม่กับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ‘ดร.การดี เลียวไพโรจน์’ มองว่าการจะกำหนดอนาคตได้นั้นต้องริเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปัจจุบัน เพราะในฐานะที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับประเทศไทยในตอนนั้นที่เปี่ยมไปด้วย ‘ความหวัง’ ตัวของเธอเองอยากจะส่งต่อภาพของประเทศในวันวานไปสู่คนรุ่นถัดไป

พรรคประชาธิปัตย์เราคิดว่าเราจะเป็นการเมืองที่ไม่สร้างความแตกแยก และรับไม่ได้ว่าเอาข้อแม้ตรงนี้มาสร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทย เพราะเราเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว และส่วนตัวคิดว่าเราก็บอบช้ำกันมาก

จากเด็กหญิงคนหนึ่งที่เคยกล่าวตอบคุณตาว่าฝันอยากเป็นนายกรัฐมนตรีในวัย 7 ขวบ สู่คนที่เคยเบือนหน้าหนีการเมืองด้วยความเบื่อหน่ายในปัญหาอันแสนจำเจ มาจนถึงเวลาปัจจุบันที่เธอกำลังเป็นส่วนหนึ่งของบททดสอบอันท้าทายกับการกอบกู้ศรัทธาของพรรคในความเชื่อมั่นของประชาชนไปพร้อม ๆ กับแนวทางในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญดังที่เธอหวังไว้

แต่สำหรับนักอนาคตศาตร์ที่มองอนาคตไปข้างหน้าที่ต้องแลหลังอยู่เสมอ ถ้าลองหวนย้อนดูอดีตของประชาธิปัตย์ เธอจะเห็นอะไรที่รออยู่ในอนาคตบ้าง?

ในบทความนี้ The People ได้สัมภาษณ์ ‘ดร.การดี เลียวไพโรจน์’ ถึงพรรคประชาธิปัตย์ ปัญหาของประเทศไทย ไปจนถึงวิสัยทัศน์การพาประเทศไปข้างหน้าในแบบฉบับของนักอนาคตศาสตร์และพรรคประชาธิปัตย์ อ่านเรื่องราวทั้งหมดได้ที่บทความนี้

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

The People : วันนี้อยากจะชวนคุณการดีพูดคุยถึงเรื่องอนาคต แต่ก่อนจะมองไปข้างหน้าเราอาจจะต้องลองแลหลังกันเสียก่อน ถ้าคุณการดีมองย้อนกลับไปมองตัวเองตอนวัยเรียนหรือเริ่มต้นทำงาน คุณมองการเมืองไทยอย่างไร แล้วคิดว่าตอนนั้นเราคาดหวังอะไรกับการเมืองบ้าง?

สมมติถ้าย้อนไปสมัยเรียน ตอนนั้นก็ยังเด็กอยู่แต่ก็สนใจการทำงานการเมืองมากเลย จำได้ว่าครั้งแรกที่เคยนั่งคุยกับคุณตา ตอนนั้นน่าจะสักประมาณ 6–7 ขวบ คุณตาถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็เลยบอกไปว่า

 

อ้ออยากเป็นนายกรัฐมนตรีค่ะ

 

ซึ่งคุณตาก็หัวเราะขำใหญ่ เพราะมันเป็นเรื่องยากมาก แต่พี่ก็พูดไปแบบไม่รู้เรื่อง เพราะเราเห็นนายกฯ ในทีวีตลอดเวลาในช่วงนั้น

แต่จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นที่ได้แตะการเมือง คือช่วงที่ท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่านเคยชวนให้เข้าไปช่วยคิดว่า เทคโนโลยียุคนั้นจะทำอะไรให้ประชาชนอยู่กันง่ายขึ้นได้บ้าง เพราะตัวเราก็เป็นสายวิศวะ ก็เลยเข้าไปช่วย แล้วก็ได้มีโอกาสไปเป็นโฆษก กทม. ให้ท่านในวาระที่สอง ตอนนั้นพี่เพิ่งรู้ว่าการเมืองมันไม่ง่าย คนที่เสียสละตัวเองมาทำงานการเมืองนี่ถือว่าเสียสละมากจริง ๆ เพราะมันไม่มีความหรูหราอย่างที่เคยคิดเลย มันคือการต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชน ละทิ้งประโยชน์ส่วนตัวทั้งสิ้น

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

นอกจากนั้น การเข้ามาสนใจการเมืองแบบจริงจัง เริ่มตอนที่ได้มีโอกาสมาช่วยทำงานด้านวิเคราะห์นโยบายในช่วงทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยที่ท่าน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นประธาน นั่นก็น่าจะซักประมาณปี 2000 ก่อนปี 2015 ค่ะ ก็ได้มีโอกาสทำ ก็ทำให้เข้าใจว่า การเป็นการเมืองที่ดีควรจะมาจากฐานของข้อมูลและความเข้าใจความต้องการของประชาชนที่ดี จึงออกมาเป็นนโยบาย และที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดก็คือเรื่องของการลงมือทำ

แต่ก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่ามันก็มีช่วงหนึ่งของชีวิตเหมือนกันที่ไม่สนใจการเมืองเลย เพราะมีความรู้สึกว่ามันไม่ดีเลย มันไม่ได้สุจริต การเมืองไม่ได้พูดถึงประชาชนเลย การเมืองกลายเป็นเรื่องของขั้วอำนาจ สิ่งนี้ก็เป็นคำที่บอกกับทางหัวหน้าพรรค (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เหมือนกันค่ะว่าไม่ได้สนใจการเมืองมานานแล้ว เพราะตอนนั้นยิ่งมาทำอยู่ในภาคธุรกิจ ภาคเอกชน เราก็รู้สึกว่า…

จากเคยที่วันหนึ่งเด็ก ๆ บอกว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร อยากเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะคิดว่าการพัฒนาประเทศคือต้องได้อยู่ในตรงนั้นเท่านั้น แต่พอโตขึ้นเราก็รู้ว่าจริง ๆ แล้วบทบาทไหนก็ตามในการเป็นคนไทยก็สามารถเป็นคนที่ช่วยพัฒนาประเทศได้เหมือนกัน เป็นอาจารย์ก็พัฒนาประเทศได้ มาอยู่ในฟากสตาร์ทอัพฟินเทคก็พัฒนาประเทศได้ มาอยู่ในผู้บริหารของเอกชนก็พัฒนาประเทศได้

ก็ต้องเรียนว่ามีช่วง 10 ปีที่เราไม่สนใจการเมืองเลย แล้วก็มีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจเลย มันมีความตกต่ำในเรื่องของวิธีคิดและมาตรฐานทางจริยธรรมมาก

จนกระทั่งตอนนี้ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คุณอภิสิทธิ์ ซึ่งเราเคยทำงานร่วมกันมาอยู่แล้ว ก็ชวนเข้ามาทำ เราก็เลยเล่าให้คุณอภิสิทธิ์ฟังไปตามตรงว่าไม่ได้สนใจ ที่ผ่านมาไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองเลย คือทำเอกชนคือตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน แล้วก็สิ่งที่เราทำมันก็เป็นประโยชน์กับสังคมอยู่แล้ว โดยธรรมชาติการเป็นนักวิจัยวิเคราะห์ด้านอนาคตศาสตร์ 

แล้วก็คิดว่าถ้าเราจะมาครั้งนี้ก็เป็นจุดช่วงเปลี่ยนของชีวิตที่น่าสนใจ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราอยากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เราคงจะลองกันมาสักครั้งนึง ไม่เวิร์คไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยเราได้ลองอย่างดีที่สุดแล้ว

 

The People : จากการเมืองในวันนั้นที่คุณรู้สึกว่ามันไม่ค่อยดี มาจนถึงวันนี้ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่ไหม มีความรู้สึกต่อการเมืองไทยในยุคปัจจุบันอย่งไรบ้าง มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างไหมจากสายตาของคุณ?

ต่างกันค่ะ สมมติตอนที่ยังเป็นเด็ก เราจะชื่นชมความเป็นการเมือง เพราะว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่ประเทศไทยรุ่งโรจน์มาก เรารู้สึกว่ามีความหวังว่าเมื่อเราโตขึ้น ตอนเราเรียนจบ ตอนเรามีลูก ลูกเราจะเติบโตในประเทศที่พัฒนา อันนั้นคือในอดีต เรามองอย่างนั้น เรามองว่าช่วงนั้นเป็นยุคเห็นความหวัง น้อง ๆ หลายคนอาจจะยังไม่เกิด อาจจะรู้สึกไม่เข้าใจว่าประเทศไม่มีใครเคยมีความหวังด้วยหรอ

แต่พอมาถึงช่วงนึงก็รู้สึกว่าสภาพการเมืองแบบนี้มันไม่ไหว ก็เกิดเป็นคำถามเหมือนกันว่าเราจะทำยังไงกับสิ่งที่เราไม่ชอบ มันก็ง่ายมาก ก็เริ่มต้นจากการที่เราจะไม่ทำแบบนั้น แล้วเราก็รู้สึกว่าถ้ามันจะเป็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนให้เกิดการเมืองน้ำดี การเมืองเพื่อประชาชน แล้วเป็นการเมืองเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ของวันนี้เนี่ย แต่เป็นประโยชน์ของลูกหลานในวันข้างหไน้า เราก็คิดว่าเราก็น่าจะอาสามาลงมือทำ

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

ในวันที่หัวหน้าอภิสิทธิ์รวบรวมไพร่พลและเราก็ไปทานข้าวกันก็มีอาจารย์สุวิทย์ เมษินทรีย์ด้วย ท่านอาจารย์ก็พูดไว้คำหนึ่งว่า “อ้อ วิจัยมาตั้งเยอะแล้ว ให้คนอื่นเขาไปทำตั้งเยอะแล้ว นี่แหละถึงเวลาแล้วที่อ้อต้องมาทำเอง” อาจารย์พูดอย่างนี้เลย เราก็เลยบอกว่า ใช่ จริงด้วยเนอะ เพราะเมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ เราเคยมีพลังจิตพลังใจ แรงกล้าที่อยากทำให้ประเทศดีขึ้น แล้ววันนี้พร้อมแล้ว ทั้งประสบการณ์ ทั้งช่วงชีวิต พร้อมทั้งครอบครัวที่สนับสนุน โดยเฉพาะลูก ๆ ก็เลยรู้สึกว่า ทำไมจะไม่ลองสักครั้งหนึ่ง แล้วก็เป็นการอาสาอย่างถึงที่สุด แล้วก็ดุเดือดจริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ)

 

The People : เมื่อได้ลองตามที่คิดไว้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?

ตอนนี้รู้สึกเหมือนกับว่ามีพลังอย่างมากและอย่างน่าอัศจรรย์จิต จากคนที่ไม่ได้ชอบการเมืองแล้วมาถึงจุดนี้ก็มีความรู้สึกว่าเราเราเรียนรู้ได้เร็ว ต้องบอกว่าเรามีความจำเป็นต้องเรียนรู้ให้เร็วมากกว่า แล้วก็รู้สึกว่ามีพลังเวลาเราได้มีโอกาสไปพบกับพี่น้องประชาชนที่ตลาด เวลาไปปราศรัยและได้มองตาพี่น้องประชาชนชาวบ้านเรารู้สึกว่าเรามีความหมาย แต่สิ่งหนึ่งที่อยากพูดจริง ๆ แบบเปิดใจสุด ๆ เลยตรงที่ว่า

การที่เราทำงานเป็นภาคเอกชน เป็นอาจารย์อยู่นาน เรามีโอกาสน้อยมากที่สัมผัสกับความยากลำบากที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน จนกระทั่งเมื่อมาเริ่มงานตรงนี้ แม้ว่าเราจะเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจและทำเพื่อคนอื่นอยู่แล้ว แต่ว่าการมาเริ่มงานครั้งนี้แล้วได้มีโอกาสไปที่จังหวัดสุรินทร์ เจอพี่น้องอพยพ ที่ต้องย้ายจากที่บ้านมาด้วยสายตาที่เขาเห็นเราไป เขาก็ดีใจมาก แล้วเขาบอกว่ามันอึ้งสุดขั้ว ตอนนั้นในขณะเดียวกันก็มีเรื่องหาดใหญ่ด้วย แล้วปรากฏว่าคุณยายคนหนึ่งก็บอกว่าอย่าลืมไปช่วยหาดใหญ่ด้วยนะ เพราะว่าหาดใหญ่ลำบากกว่าพวกเขาเพราะบ้านเขาไม่มีแล้ว ส่วนใหญ่เนี่ยยายแค่หลบออกจากบ้านชั่วคราวเดี๋ยวยายก็จะได้กลับไป

เหตุการณ์นั้นทำให้มีความรู้สึกว่า คนไทยเป็นคนที่เอื้ออาทรมาก แล้วจำได้ว่าน้ำตาไหลเลย รู้สึกว่า แล้วนี่เราไปอยู่ที่ไหนมา พี่น้องประชาชน คุณยายเนี่ย เขายังมีความรักกับทุกคนได้มากขนาดนี้ ทำไมเราจะอาสาแล้วก็เสียสละต่อไปมากกว่านี้ไม่ได้ เราก็ต้องทำให้ได้ค่ะ ก็กลายเป็นพลังใจที่สำคัญที่ยังจำได้มาถึงวันนี้

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

The People : มองว่า ‘ประชาธิปัตย์’ จะเปลี่ยนแปลงไปทางไหน อะไรที่ยังคงเดิม และอะไรที่จำต้องเปลี่ยนแปรไป?

เราอาจจะรู้จักประชาธิปัตย์เวอร์ชันก่อนหน้านี้นานมาก ๆ ก็คือประมาณสัก 15 ปี มาจนถึงวันนี้สิ่งที่ยังคงเดิมคือ ‘อุดมการณ์’ ที่คงเดิม อุดมการณ์ของ สัจจะวาจา อุดมการณ์ของ เสรีประชาธิปไตย อุดมการณ์ความซื่อสัตย์ของท่านชวนที่เราเห็นเป็นนายกต้นแบบตั้งแต่สมัยเรายังเด็ก ๆ ส่วนตัวคิดว่ากรอบอุดมการณ์นั้นยังคงเดิม

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วตามยุคสมัย ซึ่งตัวเราเองก็ไม่ได้อยู่ก่อนหน้านี้ บางคนก็บอกว่าการเข้ามาของเรา (ไม่รู้ว่าชมหรืออะไรกันแน่) เหมือนการมารับภารกิจ ‘กู้ซากไททานิค’ (หัวเราะ) มันแรงดี เราก็หัวเราะตามแต่ก็คิดว่ามันก็จริง

แล้วยิ่งถ้าทุกคนเห็นแบบนั้นก็ยิ่งทำให้เราฮึกเหิม เพราะนั่นแปลว่าเราอาจสามารถมีส่วนช่วยทำให้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสถาบันการเมืองอยู่หนึ่งเดียวตอนนี้สามารถดำรงอยู่ได้ ส่วนตัวคิดว่ามันคือแรงพลัง แล้วก็เป็นพลังใจให้เราอย่างมาก

ส่วนที่ว่าต่างกันไป คิดว่าต่างกันไปเยอะ เพราะด้วยบทบาทที่อยู่ที่นี่ด้วย การเอาแนวคิดการบริหารเชิงเอกชน การเอาแนวคิดที่เราทำสตาร์ทอัพคือเริ่มจากศูนย์มาตลอดมันไม่ง่ายอยู่แล้วค่ะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากเกินกว่าเหตุ แล้วเราเห็นว่าในระยะเวลาเพียงแค่ 12 สัปดาห์ จากพรรคที่หลายคนแทบจะหมดความหวังไปแล้ว สามารถกลับมาเป็นพรรคที่คนให้ความสนใจและมีความหวัง คนที่เคยเป็นแฟน ๆ ของท่านชวน ท่านหัวหน้า และพี่ ๆ ท่านอื่น ๆ ก็เริ่มกลับเข้ามา สิ่งนี้ก็ทำให้ใจฟูเหมือนกัน

ในแง่ของการทำงานและแนวความคิด ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เปลี่ยนไปมาก เพราะที่ฟังจากพี่ ๆ ทุกคนว่า พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมันเป็นสถาบัน ก็เป็นพรรคไม่มีเจ้าของ เพราะฉะนั้นวิธีคิด แนวคิด การถกเถียงมันจะถกเถียงกันอย่างแพร่หลาย ได้ข่าวว่าเมื่อก่อนเคยดุเดือด วันนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ว่าไม่ได้ดุเดือดเพราะว่าเราไม่ชอบกัน เราแค่ไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง ถ้าเราถกเถียงแล้วเข้าใจกันได้ แล้วมูฟออนไปต่อได้ ในฐานะทีม เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ

พี่จะชอบบอกว่า ‘I love my job, I love my job’ หัวหน้าชอบหัวเราะพี่ตลอดแล้วก็สงสัยว่าคำนี้มันคืออะไร (หัวเราะ)

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

The People : จะเห็นได้ว่าหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการกอบกู้ความหวังและความเชื่อมั่นใช่ไหมครับ 

หรือจะใช้คำว่า ‘กู้ซากไททานิค’ ก็ได้นะคะ เริ่มจะชอบคำนี้แล้วเหมือนกัน (หัวเราะ)

 

The People : คิดว่าตัวแปรสำคัญ หรือว่าหัวใจสำคัญที่จะทำให้พรรคบรรลุภารกิจนี้ได้คืออะไร?

คิดว่ามันเป็นความผสมผสานว่าเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกเรื่องทุกอย่างจากเดิมเป็นของใหม่ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือการเลือกดำรงอยู่ในโครงสร้างหรืออุดมการณ์ที่หล่อหลอมจิตใจให้เรามาอยู่ที่นี่ด้วยกัน คนเหมือนกันมันจะอยู่ด้วยกัน แต่เราต้องปรับตัวในบริบทของสภาพใหม่ ซึ่งก็คือการทำงานที่ agile มากขึ้น มีความคล่องตัวมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน แทนที่ระบบคิดที่เคยเป็นรวมศูนย์ วันนี้เราขยับสู่การเป็นระบบคิดที่กระจายศูนย์ มีการตัดสินใจ มีการรับผิดชอบของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น 

สิ่งนี้ข้อดีที่เราได้มีโอกาสทำงานจากภาคเอกชน แล้วก็ทำงานในภาคสตาร์ทอัพ ก็ประยุกต์โหมดการทำงานลักษณะคล้าย ๆ แบบนี้มาใช้ในสถาบันการเมือง ซึ่งก็รู้สึกว่ามีการปรับตัวได้เป็นอย่างดี แล้วคนที่นี่ก็ชอบ

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

ในขณะเดียวกัน เราก็มีคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทำงาน หลายคนมองจากข้างนอกว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็น ‘พรรคแก่’ ตอนแรกไปไหนคนก็มักจะถามว่าไหวหรอ? แต่เราก็ก็บอกว่า เรามีผู้ที่มีประสบการณ์ หน้าที่ของท่าน ๆ ก็เป็นลักษณะของโค้ช วันนี้พี่ ๆ หลายท่านอย่างหัวหน้า แน่นอน พี่กรณ์ จาติกวณิช หรือท่านอลงกรณ์ พลบุตร ที่เป็น สส. มายาวนาน ก็ทำหน้าที่เป็นโค้ชเลยค่ะ

แล้วในขณะเดียวกัน การทำงานก็สามารถกระจายศูนย์ได้ มีน้อง ๆ รุ่นใหม่ ๆ เข้ามา ทำให้ประชาธิปัตย์แบบวันนี้มันเปลี่ยนไปมากแล้วในเรื่องของการทำงานมี energy เยอะมาก หลายอย่างเราคิดแล้วเราทำเลย แล้วเราก็เน้นแบบ start up ว่า ถ้าอะไรที่มันไม่ได้ผิดกรอบ ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ผิดกรอบจริยธรรมของเรา คิดได้ลองทำเลย ไม่เวิร์คไม่เป็นไร เอากลับมาใหม่ เราเริ่มใหม่ได้  คนชอบไหม คนชอบเราก็ไปต่อ ถ้าไม่ชอบเราก็ปรับปรุงค่ะ

 

The People : ในยุคสมัยนี้ สัดส่วนของประชากรก็มีความแตกต่างกันไปเมื่อ สัดส่วนของคนรุ่นใหม่ที่อาจมีความต้องการทางนโยบายหรือแม้แต่อุดมการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม ประชาธิปัตย์มีแนวทางอย่างไรในการปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปนี้?

ถ้าพูดถึงนโยบายจริง ๆ แล้ว เวลาที่เรามองนโยบายและทำนโยบาย การปรับตัวมันเกิดขึ้นอยู่ แต่เราจะมองเส้นทางชีวิตของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน เริ่มจากเส้นทางชีวิตตั้งแต่เกิด โต เรียน ต้องทำงานมาทำงานแล้วใกล้จะเกษียณแล้ว แล้วเกษียณไปชราภาพ เรามองเส้นทางชีวิตที่มีความต้องการ มีทั้งจุดเจ็บ แล้วก็มีโอกาสที่ไม่เหมือนกัน เราก็เอาตรงนั้นเข้ามาวิเคราะห์มาเป็นนโยบาย

ในขณะเดียวกัน สำหรับตัวเราที่มาจากสายอนาคตศาสตร์ ถ้าเกิดมุ่งมองปัญหาปัจจุบันอย่างเดียว โดยไม่มี คาดการณ์ต่อไปในอนาคต เราก็อาจจะติดกับดักของพวกเราเองว่าแบบนี้ แบบเดิม ไปเรื่อย ๆ ในขณะที่โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว แล้วเราควรจะต้องรองรับนโยบายในลักษณะนี้

เพราะฉะนั้นตอบโจทย์ว่าเมื่อกี้ถามถึงเรื่องของโครงสร้างประชากร เด็กเกิดน้อยลงจริงค่ะ แต่มั่นใจว่าประชากรที่เกิดน้อยลงเนี่ย เขาควรต้องมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น การรับข้อมูลข่าวสารของเขาแตกต่างไปจากรุ่นหลาย ๆ รุ่น แล้วการตัดสินใจก็ต่างกันไป เพราะฉะนั้นถ้าไปถามในมุมของการรับข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจนั้นเนี่ย เราก็เลยจะมีความจำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์ที่หลากหลายที่เฉพาะจุดมากยิ่งขึ้น

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

The People : ประชาธิปัตย์มีการจำแนกอย่างไรระหว่างนโยบายที่ ‘ท้าทาย’ กับ ‘เพ้อฝัน’ อะไรคือปัจจัยที่เป็นเส้นแบ่งของสองสิ่งนี้ที่ประชาธิปัตย์คำนึงถึง?

ในการตั้งเป้าหมายจะต้องใช้คำว่า ‘ท้าทาย’ เสมอ เพราะว่าการตั้งเป้าท้าทายมันทำให้เกิดการทำงานที่ดี ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็ได้ค่ะ GDP ของประเทศ ถ้าเป็นมองให้เหมือนกับ KPI ในบริษัท แล้ววันนี้เราทำได้สิบ แล้วเราตั้งเป้า 10 ก็อาจจะยากที่จะเติบโตไปมากกว่านั้น แต่จริง ๆ ถ้าวันนี้เราได้ 10 เราควรจะตั้งเป้า 12 แล้วถามตัวเองว่าแก๊ปที่เหลือ 2 อันนี้ เราควรจะต้องเร่งทำอะไรเพิ่ม ลดอะไรบ้าง

สิ่งนี้เป็นคำถามที่เราเองก็ทำอยู่ในกลุ่มของนโยบายทุก ๆ ครั้ง รวมถึงในครั้งนี้ด้วย อย่างวันนี้ประชาธิปัตย์บอกว่า ถ้าเรามาเป็นผู้บริหารหลัก เราจะทำให้เศรษฐกิจ GDP ของเราเติบโตในอัตรา 5% ภายใน 4 ปี หลายคนก็จะบอกว่าเป็นไปได้ไง ตอนนี้ได้ 2% ก็แทบจะปิดซอยเลี้ยงกันแล้ว แต่ต้องอย่าลืมค่ะว่าทำไมเพื่อนบ้านทำได้กันหมดเลย มาเลเซียก็ทำได้ เวียดนามก็ทำได้

มาสู่ปัจจุบันว่าเป้าที่เราตั้งจะทำให้คน ๆ หนึ่งมีเงินในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ คุณภาพชีวิตจะดีมากขึ้นแค่ไหน ลูกของเราคนที่จบใหม่และทำงานจะต้องมีงานที่ดีและมีมูลค่าสูงด้วย เราก็คือเริ่มทำงานถอยหลังกลับมาจากเป้าหมายสู่กลวิธีว่า ถ้าเป้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ เราก็คำนวณตัวเลข ถ้าโตแบบ 5% เราพูดถึง 22 ล้านล้าน แต่ถ้าโตปกติอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านล้าน แปลว่าเรามีช่องว่างอยู่ 2 ล้านล้าน

เรามีความเชื่อมั่นว่าถ้าเกิดเราเป็นรัฐบาลหลัก เราสามารถทำได้ เพราะหนึ่ง - เราลดต้นทุนค่าใช้จ่ายแฝงที่มันไม่จำเป็นทั้งหมด เอาหลัก ๆ เลยคือเรื่องของคอร์รัปชันกับสแกมเมอร์แค่สองสิ่งนี้รวมกันปีละประมาณกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว มันควรจะอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ไปตกอยู่ในกระเป๋าของใครคนใดคนหนึ่ง

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

จากนั้นเรามองว่า ถ้าเราอยู่บนโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ยังไงเราก็โตไม่ได้ เราก็เน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ตอบโจทย์อนาคต ต่อจากอุตสาหกรรมเดิม ท่องเที่ยวเป็นท่องเที่ยวมูลค่าสูง Wellness Longevity การเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมอาหารคุณภาพสูง รวมถึง Digital Service ที่วันนี้เราเป็นผู้ใช้ แต่ยังไม่ค่อยได้สร้างมูลค่าสูงจากตรงนี้ หรือแม้แต่แนวคิดที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศให้ได้มากยิ่งขึ้นเพื่อปลดล็อกศักยภาพประเทศไทย

แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยปัญหาปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ เรื่องผู้สูงอายุที่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัญหากลุ่มแซนด์วิชเจเนอเรชันที่มีทั้งพ่อแม่ต้องดูแลและลูกต้องเลี้ยง เพราะถ้าเขามีความเป็นอยู่ที่ดีได้ ผลิตภาพในการทำงานก็จะดีขึ้น และตอบโจทย์ภาพเศรษฐกิจในภาพรวมได้เช่นเดียวกัน

 

The People : ปัญหาคอร์รัปชันนับเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าเป็นปัญหาที่ยากจะสลัดออกจากการเมืองไทย พรรคประชาธิปัตย์มีมุมมองหรือแนวทางอย่างไรในการจัดการกับปัญหานี้?

เรื่องนี้อยากจะชวนทุกคนว่า เราไม่ควรจะชินกับมัน แล้วเราควรจะบอกว่าเราจะยอมไม่ได้ เอาแค่ตัวเลขที่เมื่อสักครู่ที่เล่าให้ฟัง เอาแค่ตัวเลขที่รู้นะ ประมาณมากกว่า 300,000 ล้านต่อปี ปีนึงเราได้รถไฟฟ้ากี่สายแล้วล่ะพูดง่าย ๆ เลย เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะต้องยอม

ตอบได้อย่างชัดเจน เพราะก่อนหน้านี้ที่ทำงานอยู่เอกชน แล้วเวลาเราต้องไปพิทช์งานภาครัฐ เราก็เจอในลักษณะนี้แหละที่ต้องแบ่ง 40% 30% แต่เราก็โชคดีมากที่บริษัทบอกว่าเราจะไม่ทำทุจริตไม่ว่าจะรูปแบบใด ๆ เราก็ไม่ทำ พอมันไม่ทำเสร็จเราก็เห็นว่า นี่ไง เราเสียเสียโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุด ระบบเตือนภัยพิบัติ ระบบการวิเคราะห์ทางน้ำ จริง ๆ แล้วทำได้แต่ไม่ทำ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะยอมมาโดนกัดกร่อนภาษีของเราไป

คำถามต่อว่าแล้วเราจะแก้ไขได้ยังไง วันนี้ถ้าพูดถึงบทลงโทษของคอร์รัปชัน มันมีอยู่แล้ว แต่เราคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน เขาคิดว่า ถ้าเราเปลี่ยนเรื่องแรกเรื่องหลัก จะช่วยลดคอร์รัปชันได้อย่างมีนัยสำคัญ คือการทำให้กระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง และเส้นทางเงินภาษีมันโปร่งใส เพราะวันนี้รัฐก็มีหน่วยงานตรวจสอบกันเอง เราก็ไม่มั่นใจว่าตรวจสอบจริงหรือเปล่า

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

ถ้าเรามองมุมใหม่ เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐควรเป็นการเปิดข้อมูลให้ประชาชน องค์กรอิสระ องค์กรข้างนอก ร่วมกันตรวจสอบ แล้วสามารถเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลกใบนี้ เพราะเรากำลังพูดถึง Open Contract System อันเป็นมาตรฐานที่ประเทศอื่น ๆ ก็มี ดังนั้นงานว่าจ้างภาครัฐประชาชนต้องตรวจสอบได้ เหมือนที่เราเห็นมีการขุดมีการซ่อมถนน ทั้ง ๆ ที่ไม่กี่ปีที่แล้วที่เพิ่งทำไปเอง หรือบริษัทที่เพิ่งจัดตั้งมาเมื่อเดือนที่แล้วและมีการลงทุนไม่กี่บาทแต่รับงานใหญ่ได้ ลักษณะเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องเปิดกว้างให้ตรวจสอบ

หรืออีกทางคือการใช้เทคโนโลยีปัจจุบัน เอา AI มาดูความผิดปกติของ TOR ก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าไม่เปิดตั้งแต่ต้น การตรวจสอบก็ไม่มีตั้งแต่ต้น เราก็เลยพยายามแก้ปัญหาไปที่ต้นทาง ไม่ใช่รอตามจับอย่างเดียว เพราะทุกวันนี้กฎหมายตามจับก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่จับไม่ได้ ดังนั้นเราต้องเปิดข้อมูลให้โปร่งใส เปิดข้อมูลให้สาธารณชนที่เป็นเจ้าของภาษีร่วมตรวจสอบไปด้วยกัน 

 

The People : หนึ่งในปัญหาหนึ่งที่หลายประเทศทั่วโลกพบเจอรวมถึงประเทศไทยด้วยคือการแบ่งขั้วทางความคิดและการเมืองที่นำไปสู่ความแตกแยกของการที่ผู้คนในประเทศ พรรคประชาธิปัตย์มองเรื่องนี้อย่างไร?

เรื่องนี้เรื่องใหญ่เลยค่ะ เราพูดกันเรื่องนี้เยอะมาก เรารู้สึกว่า ถ้าเราแตกแยกในเชิงแนวคิดนโยบายว่ามันคนละขั้ว เสรีไม่เสรีก็ว่าไป แต่วันนี้การแตกแยกของบ้านเรา เราเดินไปอ้างถึงสถาบันบ้าง หรือแนวคิดชาตินิยมบ้าง พรรคประชาธิปัตย์เราคิดว่าเราจะเป็นการเมืองที่ไม่สร้างความแตกแยก และรับไม่ได้ว่าเอาข้อแม้ตรงนี้มาสร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทย เพราะเราเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว และส่วนตัวคิดว่าเราก็บอบช้ำกันมาก แล้วเราก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาว่า แตกแยกในเชิงความคิดเท่านั้นยังไม่พอ ดันมาแตกแยกในเชิงของรุ่น นำไปสู่ generational bullying ซึ่งคิดว่ามันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น

การเมืองควรจะเป็นต้นแบบที่ไม่ควรจะประทับตราคน ในวันนี้เรามีการพูดถึง ‘สี’ มากมาย เราอาจจะเป็นคนหนึ่งที่ไม่อิน เพราะคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือการเอานโยบายมาคุยกัน มาคุยกันที่ขีดความสามารถของแต่ละพรรคกันดีว่าเราควรจะเดินไปทิศทางไหน

ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับเราด้วย และอยากจะบอกว่าโลกยุคนี้เราอยู่ในโลกโซเชียลมีเดีย เรามี echo chamber สูงมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่ากลัวคือ เราคาดหวังว่าเราจะมีความรู้ความเท่าทันของเทคโนโลยี แล้วสามารถวิเคราะห์ได้มากยิ่งขึ้น เรื่องนี้อยากเชิญชวนทุกคนด้วยเช่นเดียวกันค่ะ

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

The People : การเห็นอนาคตที่แจ่มชัด เราอาจต้องย้อนกลับไปสำรวจอดีต เมื่อมองไปในอดีตของประชาธิปัตย์ คุณเห็นอนาคตของพรรคนี้อย่างไร?

อดีตของประชาธิปัตย์มันมีหลากหลายด้านและหลากหลายช่วงตอน แต่ว่าเราก็ต้องเลือกอดีตและประวัติที่เราภาคภูมิใจ เรื่องที่หนึ่งคือ ‘ความซื่อสัตย์สุจริต’ ของผู้ที่เคยเป็นผู้นำระดับสูงสุดของประเทศมาก่อน แล้วต้องเข้าใจก่อนนะคะว่าบางทีคนที่บอกซื่อสัตย์ เป็นเพราะว่าเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้อยู่ในจุดนั้น แต่วันนี้เรามีผู้นำอย่างน้อยสองท่านในพรรค ที่เคยอยู่ในจุดสูงสุดของการบริหารประเทศแล้ว จนถึงวันนี้ผ่านไปกี่สิบปีก็ยังพิสูจน์ยืนยันได้ว่าเขาคือความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน พอเข้ามาทำงานด้วยกัน จริง ๆ ก็จริงแบบนั้น เพราะการตัดสินใจก็มาจากความหวังดีกับประเทศชาติเป็นหลักทั้งสิ้น

อันนั้นคือประวัติที่รู้สึกว่าหลายคนชื่นชมและยึดถือเป็นแบบอย่าง อีกอย่างคือการยึดถือ ‘เสรีประชาธิปไตย’ และอีกอย่างคือ ‘พรรคของเราไม่มีเจ้าของ’ เพราะฉะนั้นถ้าเรามองสิ่งนี้ต่อยอดไปในอนาคต ส่วนตัวก็คิดว่าคุณลักษณะของสามสิ่งนี้ ยังถือว่าเป็นแบบอย่างของประชาธิปัตย์ต่อไปด้วยเหมือนกัน คนที่มาอยู่ตรงนี้ก็เน้นย้ำความซื่อสัตย์สุจริตเป็น DNA ถ้าใครผิดพลาดก็ต้องมีการลงโทษอย่างชัดเจน โดยไม่รอให้สังคมลงโทษก่อน

แล้วก็อีกอันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประชาธิปัตย์คือ เราเคยเป็นตัวแทนผู้นำประเทศในเวทีโลกมาแล้วหลายคนมาก ย้อนอดีตต่อไปในอนาคต วันนี้ก็เช่นเดียวกัน เรามีบุคลากรที่สามารถเป็นผู้นำประเทศ และพาประเทศไปอยู่ในเวทีโลกได้อย่างไม่อายใครอยู่หลายคน และนี่คือจุดแข็งที่เทรนด์หน้าของพรรคประชาธิปัตย์ค่ะ

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

The People : พรรคประชาธิปัตย์มองจุดอ่อนในอดีต หรือว่าข้อผิดพลาดในอดีตยังไงบ้าง เพื่อที่จะนำมาพัฒนาต่อไปในอนาคตได้จริง ๆ?

หัวหน้าก็ได้พูดไปแล้วนะคะ อย่างเช่นสมมติ ถ้ามีการผิดคำพูดแล้วลาออก แล้วทำให้ที่เหลือมันเป๋ไปหมดเลยเนี่ย อย่างครั้งนี้เราก็เรียนรู้ คือเราเคยมีคำโดนต่อว่าครั้งเลือกตั้งครั้งก่อนนั้น แล้วหัวหน้าลาออกจากการจับมือกับอีกฟากหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เคยประกาศไว้แล้ว พอมาวันนี้เราก็บอกว่า “ไม่ เราจะไม่ลาออก” เพราะฉะนั้นเราจะคงดำรงสัจจะของพรรคเอาไว้ต่อเนื่องไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต และไม่เอาทุนเทาค่ะ 

 

The People : ถ้ามองประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้า คุณอยากเห็นอะไรในประเทศไทยในนั้น?

ส่วนตัวเป็นคนเต็มไปด้วยความหวังของประเทศนะคะ และพี่มีความรู้สึกว่า ถ้า 10 ปีข้างหน้าเราตั้งต้นวันนี้ที่ดีได้ ประเทศไทยจะกลับไปสู่ผู้นำภูมิภาคได้อีกครั้งหนึ่ง เรามีทรัพยากรที่ดี เรามักจะพูดว่าเวลาไปประชุมต่างประเทศ คนก็จะบอกว่าประเทศไทยน่าจะดีกว่านี้ได้ “Thailand deserves better!” เพราะมันไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีคนเก่ง ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีทรัพยากร แต่มันขาดเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำให้ประเทศไทยเดินต่อไปได้ในระยะยาว ก็ยังคิดว่าถ้ามาถึงจุดนี้ เราก็เต็มไปด้วยความหวังว่า 10 ปีข้างหน้า เราจะเป็นประเทศที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เป็นผู้นำของภูมิภาคในอุตสาหกรรมใหม่ และลูกหลานของเราที่โตมา สามารถมีงานดี ๆ ทำได้

 

The People : บางคนที่รู้สึกผิดหวังกับบ้านเมือง หรือเบื่อกับความเป็นไปของการเมือง อาจรู้สึกว่าไม่อยากคาดหวังอีกแล้ว คุณการดีมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร หรืออยากบอกเขาอะไรกับพวกเขา?

ตัวของเราเองเคยเป็นคนหนึ่งในนั้นมาก่อนเหมือนกัน จนกระทั่งได้มีโอกาสลงพื้นที่จริง ๆ ได้พบพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยที่หาดใหญ่ ที่สุรินทร์ ที่บุรีรัมย์ก็รู้สึกว่าเราหมดหวังไม่ได้เลยค่ะ

เพราะว่าวันนี้พี่น้องประชาชนเขาคาดหวังให้พวกเราทำในสิ่งที่ควรทำ ถ้าพูดถึงนักการเมืองด้วยกัน เราจะหมดหวังไม่ได้ มันยังมีอีกหลายล้านชีวิตที่เขายังมีความหวัง และยังมีความโอบอ้อมอารีอยู่มาก สำหรับตัวเราเองแล้ว มันง่ายมากที่จะคิดว่าเราจะไม่ยุ่งก็ได้ ไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ แต่พอเห็นสายตาของคนที่พี่ได้เจอแล้วมีโอกาสได้คุย พี่ก็รู้สึกว่าไม่ควรเป็นแบบนั้น

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่กระทบใจมากคือทหารที่อยู่ชายแดนที่สุรินทร์ ท่านกำลังรอผ่าตัด ตอนนั้นถามเขาว่า “ให้พวกเราช่วยอะไรได้บ้างคะ” เขาบอกว่า “ช่วยให้หมอมารักษาเร็ว ๆ หน่อยได้ไหม เพราะผมจะกลับไปแนวหน้าเดี๋ยวนี้แล้ว” จนทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจใหญ่ ความเสียสละของเขา เราไม่มีทางเทียบได้เลย ในขณะที่ของเรา แค่ทำงานเหนื่อยนิดเดียวเรายังบ่น แต่ตอนนี้ไม่บ่นแล้วค่ะ อะไรที่เราทำได้ก็จะทำ เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์

 

ส่วนตัวคิดว่าสามเหตุการณ์ที่พี่ได้เจอ คุณยาย ทหาร และเด็กน้อยที่บอกว่าเขาติดอยู่บนหลังคาสองวัน แล้วต้องมาเรียนในสัปดาห์ถัดมา เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตอีกครั้งหลังเข้ามาการเมือง มันทำให้พี่ยิ่งมั่นใจว่า เวลาเราเลือกงาน เราไม่ได้เลือกจากรายได้ (เพราะแทบไม่มีเลยนะคะ) แต่ต้องเลือกจากเป้าหมาย

ตอนแรกก็มาแบบงง ๆ แต่พอได้เจอทั้งสามคนนั้น พี่รู้สึกว่าชีวิตพี่เปลี่ยนเลยค่ะ เขายังไม่เคยหมดหวัง แล้วทำไมเราจะหมดหวังกับเรื่องแค่นี้ได้ ในเมื่อเรามีทั้งโอกาสและประสบการณ์ที่ช่วยเขาได้

 

The People : การเมืองที่ดีจากมุมมองของคุณการดีมีหน้าตาเป็นแบบไหน?

อย่างแรกเลยคือ การเมืองที่สุจริตค่ะ อย่างที่สอง พี่คิดว่าเป็นการเมืองที่มีความตั้งใจมาทำเพื่อพี่น้องประชาชน และเป็นการเมืองที่คิดถึงอนาคตของลูกหลานเราเหนือประโยชน์ของพรรคหรือประโยชน์ของพวกในปัจจุบันค่ะ

 

The People : จากมุมมองของคุณ ‘ประชาธิปไตย’ คืออะไร?

ประชาธิปไตยคือการอยู่ร่วมกันได้ แม้ว่าจะมีความแตกต่างค่ะ เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เพราะเรื่องของความแตกต่างในความคิดเห็นมันเป็นเรื่องปกติ และเป็นการเคารพกฎกติกาของความเป็นประชาธิปไตยด้วยค่ะ

 

The People : อยากส่งต่อประเทศไทยแบบไหนให้คนรุ่นถัดไป?

วันนี้ที่ผู้ใหญ่มันเป็นแบบนี้ เป็นเพราะว่าสิ่งที่เราทำมา เราไม่ได้คิดถึงลูกหลาน เรามีความรู้สึกว่าวันนี้ที่เราใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมนั่นนี่นู่น เหมือนเราปล้นอนาคตของลูกหลานไปแล้ว มันไม่แฟร์

สิ่งที่เราอยากจะส่งมอบให้กับลูกหลาน ก็เหมือนในแนวคิดที่อาจจะสุดโต่งไปนิดนึง พี่อยากส่งมอบประเทศให้ดีเหมือนวันที่พี่เกิดมา พอมองย้อนไป พี่มีความรู้สึกว่าวันนั้น แม้ว่าเทคโนโลยีอาจจะไม่ได้ก้าวไกลมากนัก แต่มันมีความสุข และมันสามารถทำงานหนักแล้วเติบโตได้ ทำงานหนักแล้วรวยได้ ทำงานหนักแล้วลูกหลานสามารถเรียนในสิ่งที่ดี ๆ ได้ พี่อยากให้เราได้เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวัง และการเติบโตของประเทศของเรา

 

การดี เลียวไพโรจน์ : พรรคประชาธิปัตย์กับการกู้ซากไททานิคของนักอนาคตศาสตร์