สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

สัมภาษณ์ ‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ นักการเมืองวัย 75 ปี คุณพ่อลูก 4 (ลูกชาย 3 คน ลูกสาว 1 คน) ครอบครัวนามสกุลดัง เจ้าของพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ครองตำแหน่งสส.เขตมายาวนานหลายสมัย ตระกูลการเมืองที่ทำงานต่อเนื่องจากรุ่นพ่อมาสู่รุ่นลูก

KEY

POINTS

 

ผมบอกกับลูก ‘มึงต้องเป็นดาวฤกษ์ มึงอย่าเป็นดาวเคราะห์ เขาไม่ได้เลือกมึงที่พรรค เขาเลือกที่เป็นมึง ถ้าเลือกที่พรรค พอกระแสพรรคหมด นักการเมืองคนนั้นก็จะหายไป’

 

The People สัมภาษณ์ ‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ นักการเมืองวัย 75 ปี คุณพ่อลูก 4 (ลูกชาย 3 คน ลูกสาว 1 คน) ครอบครัวนามสกุลดัง เจ้าของพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ครองตำแหน่งสส.เขตมายาวนานหลายสมัย ตระกูลการเมืองที่ทำงานต่อเนื่องจากรุ่นพ่อมาสู่รุ่นลูก

เขาเป็น 1 ใน ‘คนเดือนตุลา’ ทำกิจกรรมสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อมาเป็นนักการเมืองท้อนถิ่นที่ขึ้นสู่การเมืองระดับชาติสังกัดพรรคชาติไทย เคยเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ,รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ปัจจุบันหลังการเลือกตั้งปี 2569 ลูกชายของเขาได้รับเลือกตั้งเป็นสส.แบบแบ่งเขตทั้ง 2 คน คือ ‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ และ ‘กรวีร์ ปริศนานันทกุล’ โดยภราดร ลูกชายคนโตวัย 47 ปีได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว (อนุทิน ชาญวีรกูล 1) และเคยเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรตามรอยพ่อเช่นกัน

 

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

The People : สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล  1 ใน ‘คนเดือนตุลา’

ผมเริ่มเคลื่อนไหวครั้งแรกตอนเหตุการณ์ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงในขณะนั้นลบชื่อนักศึกษารามคำแหงออก 9 คน เช่น บุญส่ง ชเลธร, วิสา คัญทัพ กรณีทำหนังสือ ‘บันทึกมหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ’ มีข้อความ “สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ มีมติให้ต่ออายุราชการสัตว์ป่าอีก 1 ปี เนื่องจากสถานการณ์ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ” เป็นการเขียนเสียดสีการเมืองที่ผู้มีอำนาจขณะนั้นต่ออายุราชการกันเองและมีเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตก พบว่าเป็นการใช้เครื่องบินของทางราชการไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน (ก่อนหน้านั้นมีหนังสือ ‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’ โดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือศนท.)

ผมเห็นว่าการลบชื่อนักศึกษาทั้ง 9 คนนั้นไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องใหญ่เพราะมหาวิทยาลัยควรเป็นดินแดนที่เปี่ยมด้วยสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะเสรีภาพทางความคิดทางการเรียนรู้การแสดงออก ไม่สมควรจะไปลบชื่อนักศึกษาเพียงเพราะเขาไปแสดงความเห็นทางการเมือง ตอนนั้นผมเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว นักศึกษาก็เดินขบวนกัน นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ผมเชื่อว่าเจตนาและอุดมคติของมหาวิทยาลัยก็คือสร้างคน ให้เด็กเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการประชาชน ให้มองเรื่องส่วนรวมมากกว่าเรื่องส่วนตัว และควรเป็นดินแดนที่ให้เสรีภาพทางความคิด การลบชื่อนักศึกษาเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม
ผมเข้าไปเป็นนักศึกษารามคำแหงตั้งแต่ปี 2514 ปีแรกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิด สมัยนั้นที่มหาวิทยาลัย นักศึกษามีแนวคิดแบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจน นักศึกษาหัวก้าวหน้าจะมีพรรคสัจธรรม อีกขั้วหนึ่งชื่อพรรครามธรรม กลุ่มฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม ทั้ง 2 ขั้วเขาแข่งขันกันมี 2 แนวคิดที่แตกต่างกัน

ผมเห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีความสุดขั้วเกินไป จึงตั้งพรรคสัตยาเคราะห์เป็นการรวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาทำการเมือง มีความเป็นกลาง สัตยาเคราะห์คืออหิงสา เล่นการเมืองด้วยสันติวิธี ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานักศึกษารามคำแหง

ตอนเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย ผมทำกลุ่มการเมืองชื่อกลุ่มน้ำพุน้อย เคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย
นอกจากทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แล้ว ก็ไปทำที่บ้านอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เพราะตอนนั้นยังเป็นชนบท และยังไม่เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้ที่มีความตื่นตัวทางการเมืองช

ก่อนเกิดเหตุ 6 ตุลา 2519 ผมชวนน้องๆ ซึ่งมี ‘ผู้ว่าฯ ปู-วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี’ ตอนนั้นผู้ว่าฯ ปู เรียน ม.ศ. 2-3 พวกผมจะมาทำกำแพงข่าวทุกสัปดาห์ จะรวมน้องๆ ในตลาดที่เรียนหนังสือแล้วมีความคิดคล้ายๆ กัน มาช่วยกันทำหนังสือชื่อกำแพงข่าว บ้านผมเป็นตลาดบ้านนอกจะมีบอร์ด ขอสปอนเซอร์จากเป๊บซี่บ้าง โค้กบ้าง แล้วพวกผมก็จะมาวิเคราะห์ข่าวแต่ละสัปดาห์ มาช่วยกันเขียนข่าวสรุปข่าว ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองเห็นความเป็นไปของบ้านเมือง

 

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

 

The People : ถูกจับตาจากหน่วยงานความมั่นคง

สมศักดิ์: มีเรื่องตลก ตอนนั้นนายอำเภอมาจากภาคอีสาน เขามีชื่อเสียงด้านปราบปรามคอมมิวนิสต์ แกก็จับตามองผม พอผมไปติดเอกสารข่าว แกก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปฉีกออก ผมก็ไปติดใหม่ ก็เกิดความขัดแย้งกัน
พอเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แกก็ไปค้นที่บ้าน ผมเสียดายหนังสือดีๆ ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ซื้อหนังสือดีๆ เขาก็ยึดไปหมดเลย

แล้วเป็นเรื่องแปลก พอนายอำเภอ ไปเป็นผู้ว่าฯ ในจังหวัดอื่น แล้วผมมาเป็น สส.อยู่พรรคชาติไทย พอแกมีปัญหา แกก็มาหาผมให้ผมไปช่วยพูดคุยกับ สส.จังหวัดที่แกอยู่ตอนนั้น

ผมก็บอก “พี่จำได้ไหม ตอนผมเป็นนักศึกษา พี่แม่งไล่จับผม พี่ไปเผาหนังสือ" เขาก็บอก "ลืมๆ ไปเถอะน้อง ตอนนั้นพี่ทำไปเพราะหน้าที่

ผมยังนึกแปลกนะ “ตอนเราเป็นนักศึกษา ทำกับเราแบบนี้ แล้วต่อมาแกต้องมาอาศัยเรา สุดท้ายปัญหาของแกก็จบ ตอนนั้นท่านประมาณ อดิเรกสาร เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย

 

The People : ครอบครัวรุ่นเตี่ยกับแม่ที่จังหวัดอ่างทอง

สมศักดิ์: เตี่ยผมมาจากเมืองจีน เสื่อผีนหมอนใบ เตี่ยผมมีร้านค้าเล็กๆ ขายของชำอยู่ในตลาด ที่บ้านเตี่ยกับแม่มีลูกเยอะ มีลูก 12 คน ผู้ชาย 2 คนคือผมกับพี่ชาย คนที่ได้เรียนหนังสือมี 2 คน คือผมกับพี่สาวคนหนึ่งซึ่งต่อมาเป็นคณบดีพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นอกนั้นพี่ๆ ไม่ได้เรียน ผมเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว ผมโชคดีหน่อย ตอนผมเกิดมา ที่บ้านเริ่มมีฐานะ เตี่ยกับแม่ผมเขาก็ส่งเรียนหนังสือ ส่วนพี่ๆ ก็แต่งงานมีครอบครัว

 

The People : ตำแหน่งการเมืองท้องถิ่น

สมศักดิ์: ผมเริ่มทำงานการเมืองครั้งแรกสมัยปี 2523 เป็น สจ.(สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง) และเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง อยู่ในตำแหน่งถึงปี 2526 เมื่อก่อนผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นนายกอบจ. (ก่อนมีเลือกตั้งนายกอบจ.) พอถึงปี 2526 ผมลาออกจากประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง  ไปลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. อ่างทอง ครั้งแรกผมแพ้เลือกตั้ง

พอปี 2529 ลงสมัครรับเลือกตั้งไปสู้ใหม่ แล้วชนะ ตั้งแต่นั้นมาผมเป็นสส.อ่างทองมาตลอดและอยู่พรรคชาติไทยตลอด ไม่เคยเปลี่ยน คนที่สนับสนุนผมให้มาเล่นการเมือง คือ เสี่ยแหย สมชัย ฤกษ์วรารักษ์ เอาผมมาเล่นการเมืองท้องถิ่น มาเป็นสจ. เขาคงจะเห็นแวว ผมเป็นคนกล้าแสดงออกโดยเฉพาะแสดงออกทางการเมือง สมัยก่อนคนบ้านนอกไม่ค่อยมีแบบนี้ เพราะใครหัวการเมืองรุนแรงหน่อย เขาก็เรียกหัวเอียงซ้าย เสี่ยแหยก็อยู่ที่ตลาด เห็นผมที่ตลาดกล้าแสดงออก เวลามีเรื่องอะไรผมก็จะขึ้นพูดแทนชาวบ้าน แกก็เลยสนับสนุนให้มาลง สจ. จากนั้นก็หนุนให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง ปี 2523 พอปี 2526 ก็ชวนมาลงสส.พรรคชาติไทย

 

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

 

The People : สู่การเมืองระดับชาติ

สมศักดิ์: ปี 2538 ผมเป็นโฆษกรัฐบาล สมัยท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา หลังจากนั้นมา เกิดวิกฤตค่าเงินบาท ปี 2540 ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาขยับเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมัยนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ต่อมาพอยุบสภา ก็ได้รับการเลือกตั้งกลับมาใหม่ ตอนนั้นใช้รัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว ผมเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีท่านอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธาน ผมเป็นคู่กับบุญชง วีสมหมาย ต่อมาสุชาติ ตันเจริญ ก็มาเป็นแทนบุญชง

 

The People : ตำแหน่งที่รู้สึกภูมิใจที่สุด

สมศักดิ์: ผมค่อนข้างโชคดี เวลามีตำแหน่ง ผมมักจะได้รับเกียรติจากสื่อมวลชนตั้งฉายาดีตลอด เขาคงเห็นเราเป็นคนบ้านนอก เป็นคนซื่อๆ และทำงานจริงๆ ตอนเป็นรองประธานสภา ก็ได้ฉายา "คนดีศรีสภา" ตอนเป็นรัฐมนตรี ผมได้รับการชื่นชมเป็นรัฐมนตรียอดเยี่ยมโดยสื่อ INN ปีนั้นผมสู้กับปัญหา ‘ธัมมชโย’ วัดพระธรรมกาย

ผมโชคดีเวลาทำงานแล้วสื่อมวลชนให้เกียรติผม

 

The People : คนรุ่นลูกได้เรียนโรงเรียนสวนกุหลาบกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมศักดิ์: พวกผมมาจากบ้านนอก การมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องใหญ่ พี่ๆ ที่บ้านผมจึงไม่ค่อยมีใครได้เรียน หรือได้เรียนไม่สูง คือเรียนมัธยม 3-6 อะไรแบบนี้ ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย ส่วนผมเรียนมัธยมที่อ่างทองถึง ม.ศ.3 แล้วพอมัธยมปลาย ผมมาเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงได้ทำกิจกรรมด้วย
ที่อ่างทอง ถ้าจะเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ก็จะเลือกสวนกุหลาบ (รัฐบาล) หรือ อำนวยศิลป์ (เอกชน) ลูกอยากเรียนสวนกุหลาบก็ให้เขาไปสอบ ลูกชายทั้ง 3 คนเรียนสวนกุหลาบหมด แล้วไม่รู้ว่าถูกบ่มเพาะจากโรงเรียนหรือเปล่า ส่วนใหญ่พวกเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จะไปต่อจุฬาฯ
ผมมีลูก 4 คน "แบด-แชมป์-เชน-โบว์"

(แบด) ภราดร เกิดปี 2522 ผมชอบคำนี้ ภราดรภาพ ชื่อภราดร มาจากภราดรภาพ หมายถึงความเสมอเหมือน เท่าเทียม เป็นพี่เป็นน้อง ผมตั้งชื่อลูกให้มีความหมาย

(แชมป์) กรวีร์ แปลว่า ผู้กล้าในการกระทำ เขาไม่กลัวใครตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กแก่น สมัยเด็กๆ กรวีร์ตัวแสบ แชมป์แววออกตั้งแต่ตัวเล็กๆ แล้ว

(เชน) ภคิน อารมณ์ดี ชื่อเขามีความหมายคือผู้ร่ำรวยทรัพย์ เป็น สส. 1 สมัยหลังจากพรรคชาติไทยถูกยุบ เป็นสส. 3 ปีเต็มๆ ตอนนี้เขาทำธุรกิจ ส่วนลูกคนสุดท้อง (โบว์) ธนยา ลูกสาวทำธุรกิจเช่นกัน ลูก 2 คนหลังไม่ได้สนใจการเมืองมากเท่ากับพี่ชาย 2 คนแรกที่ชอบการเมือง

ตอนก่อนพรรคชาติไทยถูกยุบพรรค ผมเป็นสส.คู่กับแบดปี 2550 ต่อมาเมื่อพรรคชาติไทยถูกยุบ แชมป์เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แล้วพอดีท่านบรรหาร ให้เด็กๆ คนรุ่นใหม่ๆ ไปสมัครสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา
ปรากฏว่า เชนมีคุณสมบัติครบเนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาครบกำหนดเวลา แล้วผมถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองพอดี จึงให้เชนมาลงสมัครสส. แล้วเชนก็ได้เป็นสส. จนครบวาระ เมื่อเชนออกไป ต่อมาแชมป์ก็มีคุณสมบัติครบพอดี จึงให้แชมป์มาลงสมัครรับเลือกตั้งสส.

 

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

 

The People : คุณสมศักดิ์ให้การสนับสนุนอย่างไรตอนคุณภราดรกับคุณกรวีร์ทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีบรรยากาศคึกครื้น ป้ายหาเสียงคึกคัก

สมศักดิ์: ลูกชายผม 3 คนเรียนธรรมศาสตร์ทุกคน แบดเป็นประธานสภานักศึกษาธรรมศาสตร์ แชมป์เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)

ผมจะไม่บังคับ ลูกอยากเรียนอะไร อยากสอบอะไร ว่าไปเลย แต่สิ่งที่ผมบอกกับลูกตลอดคือ เรียนมหาวิทยาลัยจะไปกอดตำราเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักทำกิจกรรม แล้วก็เล่าให้ลูกฟังว่าโลกทัศน์จะกว้าง จะเห็นทั้งในตำราเห็นทั้งของจริง จะเห็นหมดแล้วก็เลือกเอา จะเอาแบบไหน ผมก็สนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรม ให้เขาเลือกเองจะอยู่ชมรมไหนหรือทำอะไร ถ้าไปเรียนหนังสืออย่างเดียวจะได้แต่วิชาในห้องเรียน ไม่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในบ้านเมืองเป็นอย่างไร ผมสนับสนุนให้เขาไปออกค่าย ไปทำกิจกรรม

ไม่ได้คิดว่าเขาจะต้องมาเป็นนักการเมือง อยากให้ลูกเรียนรู้ชีวิต เรียนรู้โลก เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมจริงๆ เป็นอย่างไร

ส่วนอาชีพ ผมบอกกับลูกให้เลือกเองชีวิตจะเป็นอะไร ขอเพียงอย่าทำให้ใครเดือดร้อน

 

The People : ลูกชาย 2 คนมีตำแหน่งตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย คุณพ่อรู้สึกอย่างไร

สมศักดิ์: ผมก็โอเค ผมยังจำได้ตอนผมเป็นรัฐมนตรี แล้วแชมป์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกอมธ. มีปราศรัย ผมไปยืนให้กำลังใจลูก ตอนนั้นเขากำลังหาเสียง ที่ลานโพธิ์ ส่วนแบดจะตามผมตั้งแต่สมัยเขาเป็นเด็ก ผมไปแจกปฏิทินแบดก็ไป เวลาจะเลือกตั้งผมจะไปปราศรัยจะต้องไปขอพรชาวบ้าน แบดก็ตามไป เขาก็คงจะซึมซับ ส่วนแชมป์ก็ไปบ้าง แต่แบดจะไปบ่อยกว่า
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยสอนลูกด้วยคำพูดนะ ส่วนใหญ่ผมจะทำให้เขาดู อย่างเราไปอยู่คลุกคลีกับชาวบ้าน ไปแก้ปัญหา หรือเวลาไปเยี่ยมชาวบ้าน ไปเยี่ยมโรงพยาบาลในจังหวัด เวลาปีใหม่ผมจะไปเยี่ยมทุกโรงพยาบาล แบดก็ตามไปดู ผมสอนลูกด้วยการทำให้ดู

 

The People : ความเป็น ‘บ้านใหญ่’

สมศักดิ์: ผมไม่ได้คิดว่าเป็นบ้านใหญ่เลยนะ ผมเป็นนักการเมืองที่ทุกคนรู้ว่า เตี่ยกับแม่ผมขายหอมขายกระเทียม ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นนักการเมือง แล้วพอมาเป็น ผมก็ไม่มีอิทธิพล ไม่มีมุ้ง ที่สำคัญคือ ผมไม่มีธุรกิจอะไรทั้งทางลับทางแจ้งก็ไม่มี เป็นนักการเมืองเพียวๆ เลย แล้วผมก็ไม่รู้ว่าทำไมมาเรียกว่าบ้านใหญ่

ส่วนหนึ่งที่ผมทำประจำจนถึงปัจจุบันก็คือการดูแลช่วยเหลือพี่น้องชาวบ้าน ซึ่งผมไม่ได้ดูแลแบบนักการเมืองคนอื่นที่อาจจะช่วยเหลือแต่งานศพ ส่วนผมดูแลเรื่องที่ชาวบ้านเดือดร้อน เขาบอกมา ผมดูแลทุกเรื่อง ช่วยประสานติดต่อ ผมช่วยทุกคน โดยที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากชาวบ้าน เวลาเขาเอาอะไรมาให้ผม ผมก็ให้เขาเอากลับไปทุกครั้ง ก็เลยผูกพันกัน จนกระทั่งบางเรื่องผมจำไม่ได้ แต่พวกเขาจำได้ว่าผมช่วยเขา

พอลูกๆ อย่างแบด อย่างแชมป์ เห็นพ่อทำ เขาก็ทำตาม ก็เลยกลายเป็น "บ้านใหญ่" ที่ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรทั้งนั้น มีแต่ความผูกพันกับชาวบ้านที่เป็นจุดแข็ง สิ่งเหล่านี้สร้างคุณค่าให้ตัวเอง

ตอนทักษิณ ชินวัตร มีอิทธิพลสูงมาก เขาพยายามดึงผมไปอยู่ด้วย แต่ผมไม่ไป ผมบอกว่าผมอยู่กับท่านบรรหาร ท่านสร้างผมมา ผมทรยศไม่ได้ ผมจะอยู่พรรคชาติไทย แล้วทักษิณแกพยายามจะเอาชนะตลอด แม้แต่ปีที่แกมีบารมีสูงสุดในเขตภาคกลาง เรียกว่าในเขตภาค 1  ตั้งแต่สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี ไปถึงสระบุรี ลพบุรี พรรคไทยรักไทยของนายกฯ ทักษิณชนะทุกเขต ยกเว้น 2 เขตคือ เขตผมที่อ่างทอง กับอีกเขต เอกพจน์ ปานแย้ม อยู่พรรคชาติไทยเช่นกัน นอกนั้นไทยรักไทยทั้งนั้น ปีนั้นที่ได้ 377 เสียง แกพยายามจะเอาชนะที่อ่างทองให้ได้ แต่ไม่เคยชนะผม พรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย ไม่เคยชนะผม ทักษิณไม่เคยชนะผม พูดแบบนี้ก็แล้วกัน

พรรคไทยรักไทยลงเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2544 ผมไม่เคยแพ้ เขตผมผมก็ชนะตลอด แต่อีกเขตคือ ท่านวิโรจน์ เปาอินทร์ แพ้ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย แล้วต่อมาท่านวิโรจน์จึงไปอยู่พรรคนายกฯ ทักษิณ

ตอนแรกท่านวิโรจน์ลงในนามพรรคประชากรไทย ชนะ นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ แล้วเป็นสส.คู่กับผม สมัยต่อมาท่านก็ย้ายจากประชากรไทยมาอยู่พรรคชาติไทยพรรคเดียวกับผม มาอยู่ชาติไทยน่าจะ 2 ปี ต่อมาแพ้ไทยรักไทยปี 2544 พอแพ้ท่านวิโรจน์ก็ย้ายไปพรรคคุณทักษิณ ผมไม่เคยแพ้ แม้แต่ปี 2550 ผมก็ชนะ จนกระทั่งผมเลิกลงสมัครเอง ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง

 

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

 

The People : คดีใหญ่ๆ ยุบพรรคชาติไทยกับเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน

สมศักดิ์: ตอนพรรคชาติไทยถูกยุบพรรค ผมถูกตัดสิทธิ 5 ปี ส่วนคดีถูกกล่าวหาแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งให้คนไปร้อง ตอนนั้นเพิ่งมีกฎหมายป.ป.ช.ครั้งแรก แล้วมีกรณีบ้านที่ปลูกขึ้นในนามครอบครัวของพ่อตาผมซึ่งท่านมีตังค์ มีโรงสี เงินที่สร้างก็เป็นเงินของโรงสี แต่ ป.ป.ช.มองว่าเป็นเงินผม เพราะเวลาผมมีตังค์ไม่ได้ใช้ทำอะไร ผมก็นำเงินไปให้โรงสีเขาไปซื้อข้าวเปลือกอะไรแบบนี้ เวลาผมจะใช้เงินผมก็เอาเงินผมออกมา

ครอบครัวพ่อตา เป็นระบบกงสี เขาก็ปลูกบ้านให้ลูกๆ ซึ่งก็มีบ้านที่ผมไปอยู่ด้วย ปรากฏฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งให้คนไปร้อง ไปเหมาว่าเงินที่ผมให้โรงสีไปซื้อข้าวเปลือก เป็นเงินที่ผมนำมาปลูกบ้าน จึงกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ผมชี้แจง ป.ป.ช. แล้ว แต่เขาไม่เชื่อ ทางป.ป.ช.เขาก็ชี้มูลว่าปกปิด

อย่างไรก็ตาม การทำงานการเมืองของผมมักจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่หลายท่าน

 

The People : ได้รับการสนับสนุนเพราะผู้ใหญ่หลายท่านถูกชะตาหรือเพราะอะไร

สมศักดิ์: ถูกชะตากันส่วนหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งผู้ใหญ่ท่านก็อยากจะมีลูกพรรคสนับสนุนด้วยอย่างท่านสมบุญ ระหงษ์ ท่านใจดีมาก ใครๆ ก็เรียกซานตาคลอส

ผู้ใหญ่อย่างพี่เสนาะ เทียนทอง ท่านบรรหาร พี่จองชัย เที่ยงธรรม จังหวัดติดกันท่านก็สนิทกับผมมานาน ท่านก็ช่วยสนับสนุน
ผมอยู่กับชาวบ้านตลอด สมัยก่อน สส. ประชุมแค่ 3 เดือนจะมีครั้งหนึ่งวิสามัญประชุมงบประมาณ ประชุมไม่เกิน 2 สัปดาห์ เมื่อก่อนถ่ายทอดประชุมสภาทางวิทยุ ทางทีวียังไม่มี ทีวีสภาเพิ่งมามีตอนผมเป็นรองประธานสภาแล้ว ส่วนใหญ่ผมผูกพันทุกหลังคาเรือนในอ่างทอง ผมไปหมด

 

The People : ความสัมพันธ์กับคุณเนวิน ชิดชอบ

สมศักดิ์: เนวินเข้ามาตอนผมเป็นเลขารัฐมนตรีสรอรรถ กลิ่นประทุม ตอนนั้นสรอรรถเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา สรอรรถเป็นสส.จากราชบุรี เนวินอยู่บุรีรัมย์เขาสนิทกับสรอรรถ เขาก็มากับสรอรรถซึ่งเป็นรัฐมนตรี ผมเป็นเลขาของรัฐมนตรีช่วยฯ เป็นตำแหน่งที่ครม. ตั้ง

เนวินมาตอนนั้น แล้วเริ่มสนิทกันตอนเขาทำ ‘กลุ่ม 16’ มาอภิปราย สปก.4-01 เราไป ‘เข้าค่าย’ ด้วยกัน กำหนดประเด็นว่าใครจะต้องพูดประเด็นไหน ก็ไปเข้าค่ายกันอยู่ที่บ้านเนวิน

เข้าค่าย’ พวกที่จะอภิปรายเราจะแบ่งประเด็นกัน มีผม มีวราเทพ รัตนากร มีทรงศักดิ์ ทองศรี เนวินก็อยู่รวมกัน เอาข้อมูลมาแชร์ เพื่อเรียงเป็นซีรีย์ ใครเปิดประเด็นไหน ใครมาประเด็นไหน แล้วคนอภิปรายสรุป คือเนวิน ก็เลยสนิทกัน แล้วก็ออกไปดูพื้นที่จริง ไปดู สปก. ที่ภูเก็ต ผมกับเนวินก็ผูกพันกันมา

เมื่อก่อน สส.รุ่นหนุ่มๆ ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนเนวินเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเขาเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, วิรัช รัตนเศรษฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อนุรักษ์ จุรีมาศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

เราจะไปไหนไปต่างจังหวัดกันก็ไปเป็นกลุ่ม ชาวบ้านก็มากันคึกคัก ก็ผูกพันสนิทสนมกับเนวิน

ผมมองว่ากลุ่ม 16 ก็เหมือนกับกลุ่มก้าวหน้าของพรรคอนาคตใหม่ คือเป็นคนรุ่นใหม่ แล้วก็กล้าแสดงออก ศึกษาจับประเด็น แล้วเขาก็เคลื่อนไหว เป็นคนรุ่นใหม่

พรรคประชาชน (ส้ม) ก็คล้ายๆ กับกลุ่ม 16 เมื่อก่อน เป็นคนรุ่นใหม่ นำประเด็นร้อนของสังคมตอนนั้นมาวิพากษ์วิจารณ์ จึงมีบทบาทแสดงออก ตอนนั้นมีเนวิน มีท่านสุชาติ ตันเจริญ เป็นกลุ่มหนุ่มๆ ทั้งนั้น

ผมกับเนวิน เป็นสส. รุ่น ๆ เดียวกัน ก็เลยคุยกันง่าย

 

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

 

The People : คุณเนวิน ถูกมองว่าเป็น ‘ผู้ร้าย’ ‘ตัวแสบ’ แต่ในมุมคุณสมศักดิ์มองเขาเป็นอย่างไร

สมศักดิ์: ผมมองเนวินเป็นคนจริงใจนะ ภาษานักเลงเรียกว่าเป็น "คนเอาพวก" ถ้าเป็นพวกกันก็ดูแลช่วยเหลือกันเต็มที่ มีอะไรก็มาร่วมทุกข์ร่วมสุข เวลาผมจะไปปราศรัย ตอนนั้นกลุ่ม 16 เริ่มดังแล้ว เนวินก็มาช่วยผมปราศรัย เวลาผมจัดงานอะไรเขาก็มาขึ้นเวทีปราศรัย เป็นกลุ่มกัน

ภาพลักษณ์ที่คนอื่นมองว่าน่ากลัว อาจจะตั้งแต่ช่วงมีข่าว "ยี้ห้อย ร้อยยี่สิบ" เลยกลายเป็นมองภาพคุณเนวินว่าน่ากลัว แต่จริงๆ แล้ว ผมมองว่าต้องยอมรับในระหว่างรุ่นเดียวกัน เขาคม คือคิดอะไรแล้วมันใช่

 

The People : คุณเนวิน เคยไปอยู่พรรคคุณทักษิณ

สมศักดิ์: ผมเข้าใจบริบทนักการเมือง ตอนนั้นกระแสพรรคทักษิณดังมาก ใคร ๆ ก็ไป แต่พรรคชาติไทยก็ยังอยู่ มีท่านบรรหาร มีผมและอีกหลายคนรุ่นหนุ่มๆ

 

The People : ไม่เคยไปอยู่พรรคทักษิณและไม่เคยย้ายพรรค

สมศักดิ์: เขาเคยชวนผมไปอยู่ด้วย แต่ผมไม่ไป เพราะผมรู้สึกเขาไม่ใช่นักประชาธิปไตยจริงๆ ผมรู้เลย เพราะถ้าหากเขามีความเป็นประชาธิปไตย ต้องเคารพและฟังเสียงประชาชน

เขาชอบพูดเรื่อย ยกตัวอย่าง “มึงไม่เลือกกู กูไม่เอางบฯ ไปให้” ผมก็รู้แบบนี้มึงไม่ใช่ละ เขาเป็นของปลอม
ผมเคยคุยกับเพื่อนๆ ที่เป็น ‘คนเดือนตุลา’ ผมถามว่า “มึงคิดว่าเขาเป็นของจริงเหรอเนี่ย” ถ้าเป็นประชาธิปไตยมันไม่ใช่แบบนี้นะ เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมา มันไม่เคยมีอย่างนี้

เขาเป็นนายทุน เราก็มองๆ “กูว่าไม่ใช่” แล้วเราสังเกตเขาไม่ค่อยเคารพคนอื่น พอเขาชนะขึ้นมาเขาจะเป็นใหญ่อย่างเดียว จะไม่ฟังเสียงอะไรเลย ถ้าจะอ้างเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เขาก็ไม่เคยมาต่อสู้กับพวกเรา สมัยไล่ทรราชย์ (เดือนตุลา) “มึงมาสู้อย่างนั้นสิ มึงก็เปล่าเลย” ชีวิตเขาเป็นอีกแบบหนึ่ง แก่นของระบอบประชาธิปไตยมันต่างกัน

ส่วนคนเดือนตุลาที่ไปอยู่กับเขา เราก็โอเค เหมือนนับถือพระเจ้าคนละองค์ เราก็ไม่ดูถูกเขาที่เขาไปนับถือต่างจากเรา ความเชื่อเราต่างกัน แต่ส่วนตัวผมเท่าที่ผมสัมผัส ผมไม่ชอบแบบนี้

 

The People : เนวินตั้งพรรคใหม่ ‘ภูมิใจไทย’ ปี 2551

สมศักดิ์: ผมก็ดีใจกับเขา วันที่เขาเปิดพรรค ผมก็ไปกับท่านบรรหาร นำกระเช้าไปแสดงความยินดี ถือว่าเป็นนักการเมืองร่วมอุดมการณ์ เป็นเพื่อนกัน ไม่เคยโกรธเคืองกัน

 

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

 

The People : ‘แบด-แชมป์’ ไปพรรคภูมิใจไทย

สมศักดิ์: หลังจากท่านนายกฯ บรรหารถึงแก่อนิจกรรมปี 2559 พวกผมก็คิดกันว่าเราจะทำพรรคของคนรุ่นใหม่ ซึ่งตอนนั้นคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เพิ่งจะกระโดดออกมา

ผมก็คุยกับคุณนา-กัญจนา ศิลปอาชา, คุณท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา และคนใกล้ชิดท่านบรรหาร คุยกันว่าอยากจะทำพรรคให้คนรุ่นใหม่ พวกเราก็ถอยมา ตอนนั้นจะให้ท็อปเป็นหัวหน้าพรรค ให้โต้ง-สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นเลขาธิการพรรค แล้วก็แบดเป็นรองหัวหน้าพรรค ให้ลูกพี่จองชัยซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่มาขับเคลื่อน ทุกคนก็เห็นด้วย ก็เคลื่อนมาจนเป็นรูปเป็นร่าง
วันดีคืนดีท่านประภัตร โพธสุธน มาถึงก็ทุบโต๊ะ บอก ทำแบบนี้พรรคไปไม่ได้หรอก มีแต่โนเนมทั้งนั้น เพราะคนรุ่นใหม่ก็เด็กๆ ไง

แล้วต่อมากลายเป็นมีการตกลงกันว่าจะเอาท่านประภัตรมาเป็นเลขาธิการพรรค แล้วคุณนามาเป็นหัวหน้าพรรค ตอนนั้นโต้งก็ไปพรรคภูมิใจไทยแล้ว

พอประภัตร มาเป็นเลขาธิการพรรค ทำพรรคแบบเก่า หลังจากโต้ง สิริพงษ์ออกเป็นคนแรก คนรุ่นใหม่ๆ ก็ออกจากพรรค ผมก็ออกเพราะเกรงพรรคจะได้รับผลกระทบเพราะผมเป็นคนนอกพรรค ถูกตัดสิทธิจากคดีแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ส่วนคดียุบพรรคชาติไทยโดนตัดสิทธิไปก่อนนั้นแล้ว 5 ปี

เนื่องจากผมเป็นคนใกล้ชิดท่านบรรหาร ผมก็อยู่ที่พรรคทุกวัน เวลาใครมีปัญหาเรื่องอะไรก็จะพากันมาหาผม ตอนนั้นปี่กลองการเมืองเริ่มดัง กำลังจะมีการเลือกตั้ง ผู้สมัครสส. ก็มาหาผม แต่ตอนนั้นก็คล้ายๆ นายกฯทักษิณ ถ้าคนไปหาเยอะเดี๋ยวพรรคจะถูกยุบ หาว่าคนนอกแทรกแซงพรรค ตอนนั้นผมถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแล้ว ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ถ้ามีข้อกล่าวหาว่าเข้ามายุ่งกับพรรค อาจจะมีปัญหา

เราเกรงว่าจะทำให้พรรคถูกยุบ จากชาติไทยเคยถูกยุบ มาเป็นชาติไทยพัฒนา ถ้าจะถูกยุบอีก ผมอาจจะเป็นต้นเหตุ ผมจึงตัดสินใจออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา ตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใด

 

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”

 

The People : ก่อนและหลังมีสื่อโซเชียลมีเดีย

สมศักดิ์: บริบททางการเมืองแตกต่างกันร้อยล้านเปอร์เซนต์ คือ ตอนแรกคนยุคอนาล็อกอาจจะประเมินต่ำว่าคนรุ่นดิจิทัล ไม่น่าจะเป็นไปได้ จนกระทั่งมาสังเกตพฤติกรรมคุณธนาธร ทำไมได้รับความนิยมขนาดนั้น ปรากฏว่าเวลาเปิดสมาร์ทโฟนขึ้นมาปุ๊บ ต้องมีข่าวธนาธร กับข่าวพรรคส้มตลอด เราก็คิดว่า อย่างเก่งน่าจะได้ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่มีทางได้เขต

ที่ไหนได้ ตั้งแต่ปี 2562 คะแนนเขาก็มาเยอะ ยังไม่เยอะเท่าพรรคเพื่อไทย แต่คะแนนเขาก็มา เราก็ตกใจตรงที่ปกติเวลาเราหาเสียง เราจะมีรถแห่ เราจะมีป้ายไวนิลประชาสัมพันธ์ เราจะมีบัตรเล็กแจกแนะนำตัวรณรงค์ตามแบบสมัยเก่า ๆ

แต่ปรากฏว่าพรรคอนาคตใหม่ เขาไม่ได้มีบัตรเล็ก ไม่มีรถโฆษณา ไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่คะแนนได้ที่ 3 ส่วนภูมิใจไทยได้ที่ 2 แล้วที่ 1 คือผมที่อ่างทอง พรรคส้มคะแนนชนะพรรคพลังประชารัฐ ดูอ่างทองเป็นบรรทัดฐาน เขาไม่ได้ใช้สื่อกระดาษ แล้วคนก็ไม่มีใครรู้จัก คะแนนหมื่นกว่าตัวเลขก็น่าตกใจถ้าเทียบว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเยอะ คะแนนมาเป็นหมื่น แล้วคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ก็เยอะ

เราก็รู้แล้วว่าบริบททางการเมืองยุคใหม่เปลี่ยนไปแล้ว จึงมาคุยกับเนวินและใครต่อใครว่าจะทำอนาล็อกแบบรุ่นเราแบบสมัยก่อนไม่ได้แล้ว ก็รู้ว่าต้องมาเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์

เราต้องปรับตัว เมื่อรู้ว่าคะแนนออกมาแบบนี้ ไม่ปกติแล้ว บริบททางการเมืองเริ่มเปลี่ยน แล้วการเข้าถึงสื่อง่ายกว่าสมัยหนังสือพิมพ์ เห็นไหมหนังสือพิมพ์ตายเป็นแถวแล้ว เดี๋ยวนี้คนไม่อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว คนมาดูในสมาร์ทโฟนไวกว่าและสามารถดูได้ตลอดเวลา

 

The People : ชัยชนะภูมิใจไทย ปี 2569 เป็นเพราะการปรับตัวเรื่องโซเชียลมีเดียด้วยไหม

สมศักดิ์: การปรับตัวก็มีส่วน และอีกส่วนหนึ่งเราเล่นการเมือง จะอาศัยสื่อออนไลน์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะจะได้แต่เฉพาะในเมืองเป็นคนอีกกลุ่มระดับหนึ่ง แต่สำหรับชาวบ้านที่อยู่ในระบบอุปถัมภ์ยังมี งานศพ งานแต่ง ช่วยเหลือกันจัดงานไปร่วมงาน ราคาปุ๋ยแพงก็ต้องสู้ให้เขาด้วยอะไรแบบนี้ ระบบอุปถัมภ์ยังมีอยู่ โลกความเป็นจริงกับโลกความฝัน เป็นคนละเรื่อง

 

The People : เลือกตั้งปี 2569 พรรคภูมิใจไทยจำนวนสส.มาอันดับหนึ่ง

สมศักดิ์: ลูกผมอยู่พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ยังไม่ใช่พรรคการเมืองอันดับ 1 สมัยปี 2562 พรรคเล็กจะเอานโยบายอะไรไปสู้ก็ยาก จะไปพูดว่าจะทำโน่นทำนี่ ถ้าเป็นพรรคอันดับ 1 พูดได้ เพราะเป็นพรรคใหญ่ เช่น พรรคเพื่อไทย
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง ที่ผ่านมาผู้สมัครสส.เขตจะไม่ค่อยถูกถามถึงเบอร์พรรค ประชาชนจะกาเลือกคนที่เป็นผู้สมัครสส.เขตซึ่งการได้สส.เขตพรรคก็พอใจแล้ว แต่การเลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทยมีกระแส พอมีกระแส คะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ก็มาเอง

ก่อนเลือกตั้งครั้งนี้ กระแสมาพรรคภูมิใจไทยทำคนละครึ่งพลัสก็โดนใจคน รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยสู้เรื่องชายแดนก็โดนใจคน
ทั้ง 2 เรื่องนี้กระแสพรรคมา กระทั่งชาวบ้านยังถามว่า พรรคภูมิใจไทยเบอร์อะไร อยากจะเลือกพรรคด้วย ซึ่งเดิมเขาจะไม่ค่อยถาม เขาจะสนใจเบอร์คนเป็นหลัก เป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมเล่นการเมืองแล้วมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แล้วเขาถามถึงเบอร์พรรค

 

The People : พรรคชาติไทยกับพรรคภูมิใจไทยมีความคล้ายกันคือเป็น ‘พรรคบ้านใหญ่’ ส่วนตัวคุณสมศักดิ์มองอย่างไร

สมศักดิ์: พรรคชาติไทยกับพรรคภูมิใจไทยเป็น ‘พรรคยึดโยงกับชาวบ้าน’ มีความยึดโยงจริงๆ ไม่ใช่บอกว่า ‘หัวใจคือประชาชน’ แต่ไปดูสิ ไม่งั้นเขาจะแพ้หมดเหรอ เราเนี่ยอยู่กับชาวบ้าน จะฝนตกแดดออกน้ำท่วมเราไม่เคยทิ้ง เราจะอยู่กับพื้นที่ตลอด อยู่กับชาวบ้านตลอด

แบด,แชมป์ เวลาลงพื้นที่ก็หัวหกก้นขวิด อยู่กับชาวบ้านตลอด เขาทุกข์มาเราก็ดูแลเขา เขาสุขเราก็ไปร่วมกับเขา
ผมบอกลูก ถ้ารักจะเป็นนักการเมืองอยู่กับชาวบ้านจริงๆ ต้องอย่าคิดว่าเป็นผู้แทนฯ ต้องพยายามคิดให้ได้ว่า เราคือคนในครอบครัวเขา แล้วก็ให้เขารู้สึกว่า เราไม่ใช่ สส. เราคือคนในครอบครัวเขา เขาจึงจะกล้าเปิดใจมาคุยกับเรา ทุกเรื่องมาคุยกับพวกเรา ตั้งแต่เกิดยันตาย

 

The People : พรรคประชาชน (ส้ม) ผู้สมัครสส.เขต ยังไม่ทราบชะตากรรมตัวเองจะได้เป็นผู้สมัครเขตเดิมในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ วิธีคิดแบบนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างไรกับเรื่องความเป็นตัวแทน

สมศักดิ์: วิธีคิดก็ไม่เหมือนกัน ถ้าผมเป็นผู้สมัครของพรรค ผมไม่แคร์หรอก ผมบอกกับลูก “มึงต้องเป็นดาวฤกษ์ มึงอย่าเป็นดาวเคราะห์ เขาไม่ได้เลือกมึงที่พรรค เขาเลือกที่เป็นมึง ถ้าเลือกที่พรรค พอกระแสพรรคหมด นักการเมืองคนนั้นก็จะหายไป”
ผมจะยกตัวอย่างเสมอ พรรคการเมืองสมัยก่อนตอนกำลังดังๆ เอาใครก็ได้มาเป็นผู้แทนฯ พอหมดยุค ก็มีพรรคใหม่มา แต่สุดท้ายเดี๋ยวก็หายไปทั้งคนทั้งพรรค

ผู้สมัครพวกนี้เป็นดาวเคราะห์ อาศัยแสงพรรค “เราแม่งต้องเป็นดาวฤกษ์” จะใส่เสื้อสีอะไร จะอยู่พรรคไหน เขาก็เลือกมึง ต้องทำให้เป็นแบบนี้ซึ่งวิธีก็อย่างที่ผมว่า เราต้องอยู่กับชาวบ้าน ต้องทำให้เขารู้สึกว่าเราคือคนในบ้านเขา

ผมถึงได้เปรียบเทียบ คนที่มากับกระแสพรรคจะมาสู้อะไร ในเมื่อเราอยู่กับชาวบ้าน พอเลือกตั้งแพ้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสส. ก็กลับไป พอปี่กลองการเมืองดังก็มาอีก จะมาสู้อะไรคนในพื้นที่ นี่คือจุดแข็งของภูมิใจไทย เขาเอาคนอย่างนี้มา

สังเกตผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยที่ได้เป็นสส.ในเขตภาคกลาง ส่วนใหญ่ยึดโยงอยู่กับพื้นที่กัน ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ค่อยมีบทบาทในสื่อเท่าไหร่หรอก แต่ชาวบ้านเลือกเขา เวลาคนจะเลือกสส. ต้องพึ่งได้,ใกล้ชิด,ผูกพัน,รู้จักกัน 

 

The People : หลาย ๆ พรรค ก็พยายามจะบอกว่าตัวเองยึดโยงประชาชน

สมศักดิ์: เขายึดโยงเฉพาะเวลาหาเสียงตอนจะเลือกตั้ง แต่เวลาปกติ มีเสียงสะท้อนไม่เคยเห็น สส.พรรคนั้นมาพื้นที่เลย มีแต่คนบอกว่าอยากมาอยู่อ่างทอง อยากได้สส. แบบแบด แบบแชมป์ เดี๋ยวนี้สื่อโซเชียลมีเดียไปถึงหมดเขาก็รู้ต้องลงพื้นที่แบบนี้

 

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : ‘ตัวพ่อ’ สส.เขตอ่างทอง “ลูกต้องเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์”