07 พ.ย. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
อาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ในชีวิตของใครสักคนที่จะวิ่งไล่ไขว่คว้าบางสิ่งบางอย่างบนเส้นทางชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความฝัน ความสำเร็จ หรือแม้แต่ตัวตน ภายในสังคมที่เปี่ยมล้นไปด้วยผู้คนมากมาย การเป็น ‘somebody’ ที่ถูกมองเห็นในสังคม หรือแม้แต่ไปถึงการยอมรับและเป็นที่นิยม แต่หากมองลึกให้เลยพ้นไปจากการเป็นใครสักคนที่ถูกมองเห็นโดยสังคม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการเป็นใครคนนั้นคือการเป็นตัวเราอย่างแท้จริง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคนนั้นที่ประกอบสร้างขึ้นจากสังคมจะเป็นคนคนเดียวกับสิ่งที่ตัวเราต้องการอย่างแท้จริง
“And say all the shit I want to because that's all I wanna do. That's all I wanna do. I don't give a fuck. You all should live your life, do what you want. Nothing gets in your way. I was very young when I had that dream. I sang in my bathroom, I sang in the car, no one really knew what I was doing. And then I'm here. People are listening to the voice of my bathroom sound. And then they tell me I have to be something, I have to be someone, I have to act a certain way. Well, fuck you! Fuck you. I don't give a fuck. I'm making music. I love you all. I love you all so much.”
‘เฮเลน’ กล่าวบนเวทีการแสดงดนตรีของ KIKI คู่เคียงกับ ‘บอส’ และ ‘นนท์’ ที่ Melt Livehouse ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคมท่ามกลางแฟนคลับคับแน่นฮอลล์ที่ Cloud 11 แน่นอนว่าในแง่หนึ่งเรื่องราวที่ว่าคือภาพสะท้อนของการเดินทาง ต่อสู้ และฝ่าฟันสร้างสรรค์ผลงานเพลงของศิลปินไปจนถึงหูผู้ฟังจนกลายเป็นที่รู้จักมาถึงทุกวันนี้ ทว่าในอีกแง่หนึ่ง การยืนหยัดและ ‘ช่างหัวแม่ง’ ของเฮเลนก็คือภาพสะท้อนการก้าวผ่านตัวตนในแบบที่สังคมมอบให้ และย้อนกลับไปหาคำตอบที่สัตย์จริงต่อตัวตนของเธอในฐานะศิลปินที่กำลังสื่อสารความคิดและความรู้สึกออกไปผ่านตัวตนของเธอ อาจมองได้ว่า KIKI เป็นวงหัวขบถ อาจมองได้ว่าเฮเลนเป็นคนไม่ยอมใคร แต่สำหรับผู้เขียน สิ่งที่สัมผัสได้ในวันนั้นคือ พวกเขาเป็นวงที่จริงใจต่อตัวตนและสิ่งที่พวกเขาทำเหลือเกิน
หลายเดือนถัดมา ผู้เขียนได้พบกับวง KIKI อีกครั้งที่งานประกาศรางวัลดนตรีในกรุงเทพมหานคร ในการพูดคุยกับพวกเขา ผู้เขียนได้สื่อสารออกไปว่าติดตามและชื่นชมในผลงานในสไตล์การสร้างสรรค์ที่เฉพาะตัว ผสมผสานท่วงทำนองของกีตาร์และอิเล็กทรอนิกส์ไปพร้อมกับเสียงที่ล่องลอยชวนฝัน อีกทั้งให้ความสำคัญกับการเว้นว่างในท่วงทำนองของเสียงดนตรีให้มันค่อย ๆ ไหลซึมเข้าไปในความรู้สึกของผู้ฟัง จนชวนให้นึกถึงคำกล่าวหนึ่งของ ไมเคิล แจ็กสัน ในสารคดี This Is It (2009) ว่า “คุณต้องปล่อยให้ดนตรีกลืนกินคุณ คุณต้องถูกเคี่ยวด้วยมัน ราวกับว่ากำลังอาบแสงจันทรา” ทุกคราวที่ไปดู KIKI คุณจะสัมผัสได้ว่าพวกเขาไม่ได้เพียงพยายามนำเสนอท่วงทำนองที่ catchy ติดหู แต่ยังพาทำนองดนตรีของพวกเขาอาบคุณให้ท่วมท้นไปทั้งตัวด้วย
ผู้เขียนชักชวนพวกเขาว่าหากได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อมุมมองต่าง ๆ คงเป็นเรื่องสนุกน่าดู พวกเขาก็มองว่ามีประเด็นที่น่าสนใจที่สามารถพูดคุยกันได้ แต่ท่ามกลางประเด็นต่าง ๆ ที่คิดว่าคงจะเผ็ดร้อนที่จะนำมากล่าวถึงกัน เฮเลนบอกว่าหนึ่งในสิ่งที่เธออยากถ่ายทอดออกไปมากที่สุดไม่ได้เป็นเพียงตัวตนของ KIKI ในฐานะศิลปินสามคน เพราะ KIKI เองก็คงเป็น KIKI ไม่ได้แบบทุกวันนี้ หากขาดบุคคลมากมายที่อยู่ข้างหลังและคอยสนับสนุนพวกเขาตลอดเวลา…
หลายเดือนต่อมา นอกจากจะปล่อยซิงเกิล ‘Wait a Minute’ ที่กำลังจะปูทางไปสู่อัลบั้มใหม่ของพวกเขาแล้ว ในปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา KIKI ก็ยังปล่อยซิงเกิลลำดับที่สองของพวกเขาจากอัลบั้มเต็มลำดับที่สี่ที่จะเผยแพร่ในปีหน้า นอกจากสไตล์ดนตรีที่ยังคงการผสมผสาน Synth Pop, Nu-Disco, Funk และซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ชวนฝันแล้ว เนื้อหาของบทเพลงนี้ก็ยังชวนให้เราหันกลับมามองตัวตนและการเป็นตัวเองอีกครั้งด้วยว่าการที่เราพยายามจะเป็น ‘somebody’ ของใครสักคน อาจส่งผลอย่างไรกับตัวของเราเองบ้าง แล้วทำไมเราไม่ลองเป็น ‘nobody’ ดูบ้าง ไม่ต้องเป็นใครของใคร แต่เป็นเพียงแค่เราของตัวเราเอง เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่พึงพอใจและภูมิใจกับสิ่งที่เราทำและเป็นก็พอ นี่คือสิ่งที่ KIKI ได้ถ่ายทอดผ่านผลงานใหม่ล่าสุดของพวกเขา ‘Be Nobody’
เมื่อได้ลองฟังเพลงและสิ่งที่ KIKI พยายามสื่อสารผ่านผลงานใหม่ของพวกเขา ก็ทำให้ผู้เขียนได้นึกย้อนไปถึงครั้งต่าง ๆ ที่ KIKI ได้สื่อสารความคิดและความรู้สึกของพวกเขาตลอดมา จนทำให้เรื่องราวครั้งต่าง ๆ ที่เราได้กล่าวมาเชื่อมร้อยไล่เรียงต่อติดตั้งแต่คำกล่าวของเฮเลนในครั้งนั้น มาจนถึงซิงเกิลใหม่ ไปจนถึงอัลบั้มเต็มชุดที่สี่ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต
ด้วยเหตุนี้เอง The People จึงขอถือโอกาสนี้นำเอาถ้อยคำและเรื่องราวบทสัมภาษณ์ตลอดเส้นทางการเติบโตของพวกเขามาถ่ายทอดลงในบทความนี้ ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่งการพูดคุยระหว่าง The People และสมาชิก KIKI ทั้งสามคนที่ประกอบไปด้วย ‘เฮเลน - เอเลน่า อะมาร็องตินิซ์ พันธุ์สุข’ ‘บอส - ภูริช พันธุ์สุข’ และ ‘นนท์ - ธนญ แสงเล็ก’ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายหลังจากค่ำคืนงานประกาศรางวัล รวมถึงห้วงอารมณ์สดใหม่หลังจากที่วง KIKI เพิ่งเดินทางกลับจากการเป็นตัวแทนศิลปินขึ้นวาดลวดลายบนเวทีเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Fuji Rock Festival พร้อมทั้งเจาะลึกไปถึงมุมมองความคิด ทั้งเรื่องการคลี่คลายและเติบโต ปรัชญาความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ในท่วงทำนอง ตลอดจนทัศนะที่มีต่อการนิยามคุณค่าว่าด้วยบทเพลงที่ดีและไม่ดีในมุมมองของพวกเขา
“คอนเซปต์คือ no concept พอเราวางคอนเซปต์ให้กับตัวเอง มันจะเหมือนเป็นการตีกรอบให้กับตัวเอง แม้เราจะเป็นวงที่บอกว่าไม่ชอบการอยู่ในกรอบเท่าไหร่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรอบก็ยังคงอยู่ มันเป็น invisible frame มีไว้เพื่อให้เราไม่สะเปะสะปะจนเกินไป แต่จริง ๆ แล้วเราอยากจะทำอะไรเราก็ทำแหละ”
— เฮเลน
หนึ่งในการที่เราจะเห็นการเติบโตของศิลปินได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการมองไปที่การเปลี่ยนแปลงในผลงานชุดต่าง ๆ ของพวกเขา ด้วยเหตุนั้น จึงเป็นประเด็นที่ถูกเลือกในการเอ่ยถาม KIKI ทั้งสามคนว่าพวกเขามองการเปลี่ยนแปลงในผลงานที่ผ่าน ๆ มาในอัลบั้มของเขาอย่างไรบ้าง
นนท์กล่าวว่าเมื่อมองมาถึงผลงานเพลงในอัลบั้มใหม่ที่พวกเขาจะปล่อยชุดเต็มในปี 2027 นี้ เปรียบเทียบย้อนไปถึงอัลบั้มแรกอย่าง ‘Metamorphosis: Final Stage’ (2022) จะเป็นการที่ KIKI เริ่มจับจุดได้ เพราะมองย้อนกลับไปที่ผลงานของตัวเองในช่วงนั้นจะมีองค์ประกอบความเป็น ‘ทดลอง’ อยู่ไม่น้อย แต่เฮเลนเองก็เสริมว่าถึงจะทดลองแต่ก็ไม่ได้สะเปะสะปะขนาดนั้น พวกเขามีกรอบบางอย่างที่คอยพาพวกเขาไปในทางที่พวกเขาพยายามเดินหน้าไปอยู่
“ภายหลังจาก Metamorphosis: Final Stage เราก็จะเริ่มจับทางได้มากขึ้น พอมาถึงอัลบั้มที่สองเราก็เริ่มหยิบทางของเรามาขยายเพิ่มมากขึ้น” นนท์อธิบาย ก่อนที่บอสจะเสริมต่อว่าวิถีของ KIKI นับตั้งแต่อัลบั้มสองอย่าง ‘Post-Existential Crisis’ (2023) คือการขยายไปพร้อมกับการทดลอง “ในอัลบั้มสองคือจุดที่ทำให้เรารู้แล้วว่าชอบอะไร จะเป็นการที่เราเอาสิ่งที่ชอบมารวมกัน แต่พอมาถึงอัลบั้มสามจะเป็นชุดที่เราอยากทดลองกับเสียงสังเคราะห์มากขึ้นและลดบทบาทของกีตาร์ลงเมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มก่อนหน้า”
“แต่พอกลับมาถึงอัลบั้มสี่ ก็จะกลับมากีตาร์เยอะอีกแล้ว” นนท์กล่าวต่อก่อนที่เสียงหัวเราะของทุกคนจะไหลตามมา แต่แม้จะวนกลับมากีตาร์เยอะอีกครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าชุดสองกับชุดสี่จะเป็น KIKI ในแบบเดียวกัน บอสอธิบายว่าแนวทางของพวกเขาก็จะไหลเวียนไปพร้อมกับความสนใจและความอยากค้นคว้าหาสิ่งใหม่ของทั้งสามคน เพราะนนท์เองก็ยืนยันว่าพวกเขาไม่อยากทำอะไรซ้ำเดิม และอยากสร้างความแตกต่างให้กับทุก ๆ ผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ออกไป
“แต่เราก็เชื่อเสมอว่าพอเราลองทำอะไรแตกต่างไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็จะวนกลับ เพราะพอเราหายจากมันนานแล้วเราก็คิดถึงมัน” บอสกล่าว
“การเติบโตของ KIKI ก็จะมีหลายส่วน นอกจากดนตรีแล้ว ในฝั่งของเฮเลนก็จะหนักไปทาง storytelling ที่จะเกี่ยวโยงกับประสบการณ์ชีวิต ตั้งแต่ช่วงที่ตั้งไข่ ช่วงที่ยังค้นหาตัวเอง ช่วงที่เจอ crisis ในชีวิต ไปจนถึงจุดที่ make peace กับตัวเองได้แล้ว มันอยู่ใน journey ของการทำ มาตั้งแต่ EP แรกจนถึงอัลบั้มที่สามเลย” เฮเลนกล่าว “มันเป็นการเดินทางที่ไม่ linear เลย แต่แท้จริงแล้ว การเดินทางจริง ๆ ของเรามันก็เป็นแบบนั้นนะ เพราะมันไม่มีอะไรที่เราคาดเดาได้เลย แล้วชีวิตมันก็เป็นอย่างนั้น คิดว่าดนตรีก็อยากให้เป็นอย่างนั้นด้วย”
สำหรับเฮเลนเอง เธอไม่อยากให้ใครมาคาดหวังว่า KIKI จะเดินทางไปทางไหนและแบบใด เพราะการเติบโตเป็นคนละเรื่องกับ ‘คณิตศาสตร์’ ที่มีลำดับชัดเจน เพราะการเติบโตของทั้งการสร้างสรรค์หรือแม้แต่ชีวิตของตัวเราเอง เป็นไปได้เสมอที่จะหวนกลับไปสู่อดีต หรือแม้แต่ก้าวหน้าไปสู่อนาคตที่อาจแตกต่างไปจากเดิม
“อัลบั้มสี่เราอาจจะเป็นเมทัลก็ได้”
นนท์ยกตัวอย่าง
บอสเล่าย้อนถึงอัลบั้มสาม ‘Death of a Daisy & Birth of an Oyster’ (2025) ว่าทั้งสามคนก็ได้มีการวางคอนเซปต์ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการแบบไหน แต่พอมาถึงอัลบั้มใหม่ พวกเขาจึงอยากจะลองเปลี่ยนบ้าง ลองลงมือทำในแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมากหรือวางกรอบที่ชัดเจนมากเท่ากับอัลบั้มก่อนหน้า
“คอนเซปต์คือ no concept พอเราวางคอนเซปต์ให้กับตัวเอง มันจะเหมือนเป็นการตีกรอบให้กับตัวเอง แม้เราจะเป็นวงที่บอกว่าไม่ชอบการอยู่ในกรอบเท่าไหร่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรอบก็ยังคงอยู่ มันเป็น invisible frame มีไว้เพื่อให้เราไม่สะเปะสะปะจนเกินไป แต่จริง ๆ แล้วเราอยากจะทำอะไรเราก็ทำแหละ” เฮเลนอธิบาย
บอสเล่าต่อว่าในอัลบั้มใหม่นี้พวกเขาอยากจะสร้างสรรค์เพลงให้ “down to earth ลงมามากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มที่อยู่บนอวกาศ” ส่วนนนท์ก็เสริมในมิติของดนตรีว่า “อยากได้แบบกลองจริง กีตาร์จริงมากขึ้น พวกเสียงสังเคราะห์น้อยลง แต่ก็อยากให้มันสนุก เพลงสนุก แล้วก็ดูสว่าง ไม่ดาร์กมาก”
ทว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนไปกว่านั้นในแง่ของการเปลี่ยนแปลงคือกระบวนการทำงาน เฮเลนเล่าว่าในอัลบั้มนี้พวกเขาอยากจะปรับจังหวะของการทำงานให้ช้าลง “ที่ผ่านมา KIKI เหมือน sprint ตลอดเวลาเลย ทุกคนชอบคิดว่าเราขยัน แต่จริง ๆ เราทำไปเรื่อย ๆ แล้วอันนั้นมันคือ pace ปกติของเรา มันคือสิ่งที่เราทำกันในเวลา เหมือนกับทุกคนทำงาน 9-5 เราก็อุทิศเวลานั้นในการทำดนตรีเหมือนกัน”
แต่ถึงกระนั้นเฮเลนก็มองว่าการสร้างสรรค์ผลงานที่เร็วและถี่เกินไปก็มีข้อเสียเช่นเดียวกัน “พอเราปล่อยเพลงเร็วเกินไป บางคนเขาตามไม่ทัน เหมือนเราปล่อยอัลบั้มสามไปแล้ว บางคนยังฟังอัลบั้มหนึ่งเราอยู่เลย บางอย่างมันต้อง take time จริง ๆ สำหรับการ absorb ซึ่งบางที pace ของเราอาจจะเร็วเกินไปสำหรับคนฟังด้วยก็ได้”
แต่ถึงกระนั้น สาเหตุของการที่พวกเขาอยากจะลอง ‘ช้าลง’ ก็ยังรวมไปถึงความรู้สึกที่พวกเขาทั้งสามคนอยากจะค่อย ๆ ไตร่ตรองกับงานแต่ละชิ้นให้มากกว่าเดิมด้วย เพราะพวกเขาไม่อยากให้มีความรู้สึกว่าปล่อยเพลงออกไปแล้ว แต่ยังรู้สึกอยากแก้ไขมันอยู่ “แต่ถึง take time แล้วก็ยังคิดมากอยู่ดี แต่ด้วยวัย อยาก take it slow บ้าง” เฮเลนทิ้งท้าย
The People : ในฐานะศิลปินรู้สึกอย่างไรกับการต้องมาอธิบายในสิ่งที่เขียนออกมาว่ามีความหมายอย่างไร ศิลปินควรอธิบายตัวเองมากน้อยเพียงไหนจากมุมมองของคุณ?
นนท์ : ผมว่ามันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งนะ ก็คือไม่ได้เล่าอะไรไปหมด มันอาจจะมีแบบกำกวมบ้างที่แบบ เฮ้ย มันคิดได้สองทางนี่หว่า
บอส : เหมือนเราอ่านหนังสือนิยายเรื่องหนึ่ง จินตนาการเราบางทีที่เราชอบ พอมาดูเวอร์ชันไลฟ์แอ็กชันแล้วมันไม่ใช่เลยว่ะ เพราะในหัวแต่ละคนรับรู้ข้อมูลไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ในชีวิตไม่เหมือนกัน เขาเลือกที่จะมีความสุขกับเรื่องราวสักอันได้มากกว่า ผมเลยรู้สึกว่าที่คุยกันมาตลอดว่าไม่อยากไกด์อะไรมาก ไม่งั้นมันเป็นชี้นำ เหมือนสปอยล์ ความสนุกในการคิด มันน่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สนุกเหมือนกัน ในการที่แบบ เฮ้ย เรามองเป็นอย่างนี้ว่ะ บางทีเราคุยกับแฟนเพลง เขามาเล่าเรื่องเพลงนี้ให้เราฟังในมุมมองของตัวเอง แล้วเรารู้สึกเฮ้ย แม่งเจ๋งว่ะ
นนท์ : เพราะจริง ๆ กูแต่งเกี่ยวกับกัญชา (หัวเราะ)
บอส : แต่ถ้าเราไปบอกเขาหมดมันคือชี้นำอะผมว่า ไม่งั้นมันจะไม่เกิดการคิด
The People : การไม่บอกจึงเปรียบเสมือนการเว้นว่างพื้นที่ในการคิดและจินตนาการของผู้ฟัง?
บอส : ใช่ เพราะเรารู้สึกว่าศิลปินที่เราชอบสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งตอนนี้หลายคน ก็ไม่บอกอะไรกันขนาดนั้น เหมือนอย่าง ธอม ยอร์ก (Thom Yorke) โห เขียนเพลงอย่างลึกเลย ก็ไม่ได้มาบอกว่าอะไรหมายถึงอะไร
เฮเลน : ยกเว้นมีคนอยากรู้ว่า “พี่หมายความว่าไงคะ” ก็คือสามารถบอกได้ แต่มันจะไม่ใช่สิ่งที่อยากจะมานั่งอธิบาย จริง ๆ แล้วมันมาจากการที่เฮเลนเป็นคนชอบอยู่ในหัวตัวเองมากกว่า แล้วอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้ ก็เลยตอบคนอื่นไปว่าไม่อยากบอก แต่จริง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอกหรอก แต่เราเองมีปัญหาในการ explain ตัวเองว่าทำไมถึงคิดในแบบที่คิด เพราะบางทีก็ไม่รู้ว่ามันมาไงเหมือนกันนะ เหมือนเนื้อเพลงล่าสุดที่แต่งบนเครื่องบิน ก็รู้สึกว่ากูเข้าใจคนเดียวนี่หว่า
แต่ที่สำคัญกว่าคือ พอเรามีพื้นที่ให้คนสามารถเอาชีวิตตัวเองไป adapt กับบทเพลงบางบทเพลง เฮเลนว่ามันงดงามกว่านะ อย่างเช่นบางเพลง คนหนึ่งตีความเป็นเรื่องแฟน เรื่องความรักไปเลย อีกคนหนึ่งแบบมันเป็นเรื่องพ่อแม่ เรื่องอะไร
นนท์ : ผมว่ามันก็เหมือนกับภาพวาดศิลปะ ว่าจะเห็นเป็นอะไร และรู้สึกอย่างไรกับมัน ตามประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน
บอส : แต่ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ไม่มีแบบไหนถูกหรือผิด แต่แค่แบบนี้เป็นแนวทางที่พวกเราชอบ
The People : KIKI รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนไปเร็วแบบนี้อย่างไร มันเกี่ยวกับการที่เราต้องช้าด้วยไหม?
บอส : ตรงนี้รู้สึกว่าพวกเราพยายามจะเข้าใจทุกอย่าง ตอนนี้ช้าลง ค่อย ๆ คิดกับหลาย ๆ อย่าง เพราะศิลปินยุคนี้มีทั้งคอนเทนต์ ต้องเข้าใจนู่นนี่นั่นเต็มไปหมดเลย ซึ่งจริง ๆ ผมว่าเราควรจะเข้าใจในระดับพื้นฐานของทุกอย่างที่เปลี่ยนไปบนโลก ไม่งั้นเราก็จะตามอะไรไม่ทัน แต่ว่าเราจะมา adapt ใช้กับความเป็นเรายังไงให้มันมีเราอยู่ในนั้นด้วย เราจะต้องคิดช้าลง
เฮเลน : เราไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนผ่านขนาดนี้ แค่รู้สึกว่ามันอาจจะจำเป็นด้วยซ้ำไป แต่สำหรับเราแล้ว ช้าลงเพราะสิ่งนี้ไหม ก็ไม่เชิง แค่รู้สึกว่ามันคือด้วยวัยที่เปลี่ยนไป เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เฮเลนก็ไม่ได้เป็นคนแบบที่ตัวเองเป็นอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งมันก็ไม่ได้นานมากนะ มันก็แค่ 3 ปีอะ แต่ตอนนี้คิดว่าตัวเองดีขึ้น หมายถึงหุบปากเป็นบ้าง ปกติทำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เพราะเป็นคนที่เชื่อมาตลอดในเรื่องความ honest กับอะไรสักอย่าง หรือการพูดทุกอย่างแบบตรงไปตรงมา มันก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป บางทีมันสร้าง conflict มากกว่า ซึ่งเราไม่รู้จะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร อาจจะเป็นอีโก้ก็ได้ ซึ่ง 3 ปีที่แล้วคือจัดการตรงนั้นไม่เป็น ตอนนี้คือเป็นมากขึ้น มีความสุขกับการเลือกพูดมากขึ้น รู้สึกว่าในโมเมนต์ที่เราเสียงดังขึ้นมาเมื่อไหร่ มันมีน้ำหนัก เฮเลนว่ามันดีกว่าการยิงไปเรื่อย (หัวเราะ)
การทำความเข้าใจเส้นทางการเติบโตของใครสักคน การพินิจลงไปถึงสิ่งที่พวกเขาโอบรับและเติบโตมาด้วยกัน คงเป็นภาพสะท้อนที่ฉายให้เห็นชัดเจนว่าตัวตนของเขาถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นศิลปินบนเวทีหรือคนธรรมดา ทุกคนต่างมีบทเพลงที่เติบโตมาเคียงข้าง คอยโอบอุ้มจิตใจ และช่วยประกอบสร้างตัวตนขึ้นมาเสมอ ด้วยเหตุนี้ The People จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักความคิดและชีวิตของ KIKI ทั้งสามคน ผ่านผลงานดนตรีที่มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมตัวตนของพวกเขา
นนท์เป็นผู้อาสาตอบคำถามสุดหินนี้เป็นคนแรก ซึ่งอัลบั้มที่เขาเลือกมาก็คือ ‘Is This It’ (2001) โดย The Strokes “ผมเป็นคนเล่นกีตาร์อยู่แล้ว ปกติเวลาเล่นกีตาร์ เราฝึกเล่นกีตาร์โปร่ง แต่พอได้ฟังอัลบั้มนี้ รู้สึกว่ากีตาร์มันเล่นอยู่กับที่ แค่โน้ตเดียว ก็คิดว่าทำไมมันดูเท่อย่างนี้ ไม่ต้องเล่นยากด้วย ตอนนั้นก็เลยชอบทางนี้มากเลยครับ” ซึ่งนนท์ก็ได้ขยายต่อว่าเพลงที่ชอบที่สุดของเขาคือ ‘Someday’
สำหรับเฮเลน เธอเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนที่สมุย และได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับรุ่นพี่อยู่บ่อยครั้ง เธอจึงได้มีโอกาสแชร์เพลงฟังกับรุ่นพี่จนพาให้เธอได้รู้จักกับ Red Hot Chili Peppers ซึ่งถือเป็นประตูสู่การฟังเพลงสากลของเธอ แต่ภายหลังจากนั้นก็ฟังอยู่เรื่อยมาจนไปตกหลุมรักเข้ากับ ‘Revelry’ ของ Kings of Leon จากอัลบั้ม ‘Only by the Night’ (2008) ซึ่งเฮเลนเองก็ได้ขยายต่อว่า
“ตอนนั้นก็มีโอกาสได้ไปเรียนต่างประเทศ แล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดกับใคร จะใส่หูฟังแล้วชอบฟังเพลงไปเรื่อย ๆ เพราะตอนนั้นพ่อก็อยู่เมืองไทย อยู่ที่นั่นคนเดียว มันเป็นเหมือนเพื่อนคนเดียวของเรา แล้วเฮเลนก็รู้สึกว่าตัวเองแชร์ความรู้สึกกับเพลงนี้มากเป็นพิเศษ ไม่รู้ทำไม ทั้งที่จริง ๆ ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของเพลงเลยด้วยซ้ำ เผลอ ๆ มันอาจจะเกี่ยวกับเขาตอนที่ติดเหล้าติดยาก็ได้ แต่มันเหงามากเลย มันสัมผัสได้ถึง solitude แล้วตอนนั้นเรากำลังอยู่ในวัยที่กำลังซนด้วย กำลังอยากมีใครสักคน อยากอยู่กับครอบครัวมาก ๆ แต่เรากลายเป็นอยู่คนเดียว สู้โลกอยู่คนเดียว ก็เลยเป็นอัลบั้มที่มีผลกับใจมากในตอนนั้น”
เมื่อถึงคิวของบอส หลังจากที่ใช้เวลาพินิจถึงคำตอบอยู่พักหนึ่ง เขาก็ตัดสินใจว่า ‘Hybrid Theory’ (2000) โดย Linkin Park เป็นผลงานเพลงชุดที่มีอิทธิพลต่อเขาอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นอัลบั้มสากลแรกที่เขาเก็บตังค์ซื้อด้วยตัวเอง ภายหลังจากเดินผ่านร้านซีดีขณะที่อัลบั้ม Live in Texas (2003) กำลังฉายอยู่ จนอดไม่ได้ที่จะไปหาผลงานของวงที่ว่านี้มาฟัง
“ตอนนั้นก็คือทำให้ชอบดนตรีมาก ๆ ขึ้นมา เพราะมันสนุก คนเป็นแสนกระโดดโลดเต้นกันแบบบ้าไปแล้ว ตอนนั้นชอบ Linkin Park มากครับ ชอบถึงขั้นที่ว่าต้องไปร้องคาราโอเกะตามห้าง ซึ่งผมก็จะเป็นทั้ง ไมค์ ชิโนเดะ (Mike Shinoda) และเชสเตอร์ (Chester Bennington) ในคนเดียวกัน (หัวเราะ) ซึ่งผมก็เริ่มชอบดนตรีมากขึ้นนับตั้งแต่ได้ฟังอัลบั้มนั้น”
แต่ไม่ว่าจะเติบโตและฟังเพลงแตกต่างกันมากอย่างไร ก็มีความชอบหนึ่งที่ผสานพวกเขาทั้งสามเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งก็คือคู่หูศิลปินในคราบหุ่นยนต์อย่าง ‘Daft Punk’ ด้วยเหตุนั้น จุดตั้งต้นแรกที่สุดที่เราต้องเอ่ยถามพวกเขาก็คือ
The People : ชอบอะไรใน Daft Punk
นนท์ : จริง ผมชอบเพราะหุ่นยนต์เลย
ทุกคน : (หัวเราะ)
นนท์ : แว้บแรกไง คือมันเท่
บอส : ชอบความที่เขาพยายามสร้างตัวตนหนึ่งขึ้นมา แล้วก็ที่เหมือนเขาเป็นหุ่นยนต์ แต่พยายามจะเรียนรู้ความเป็นมนุษย์
นนท์ : ก็เหมือน AI สมัยนี้นี่แหละ
บอส : เออใช่! มาก่อนกาล เพราะจะเห็นได้ว่าช่วงแรก ๆ ของ Daft Punk คือการที่พวกเขาเอา sample จากเพลงอื่น ๆ มาสร้างสรรค์เป็นเพลง เหมือนอย่างเพลง One More Time
นนท์ : มันก็เหมือนวิธีเรียนรู้ของ AI นั่นแหละ
บอส : ใช่ จนไล่เรียงไปถึงอัลบั้มที่ผมชอบที่สุด ซึ่งก็คือการที่หุ่นยนต์หรือ AI เนี่ย พยายามจะเป็นมนุษย์ ซึ่งก็คืออัลบั้ม ‘Random Access Memories’ (2013) ซึ่งเป็นอัลบั้มที่เขาเลือกที่จะเอามนุษย์มาอัดตอนเล่นจริง ๆ เลย ผมเลยมองว่าเนี่ยแหละคือคนที่ใช้ AI ที่ถูกต้อง! ถ้าอยากได้แบบนี้ งั้นไปเอาคนนี้มาเพราะคิดว่าเก่งทางนั้น แล้วก็เอาพวกเขามาอัดตอนที่เล่นเอาไว้ เคยเห็นเบื้องหลัง เขาปล่อยอัดเลยนะ เขาก็ปล่อยให้ ไนล์ โรเจอร์ส เล่นไปเลยสองชั่วโมง แต่ตอนเอามาใช้ กูก็เอามาใช้แค่นี้แหละ (หัวเราะ) คือแบบเฮ้ย แม่งเขาคือ AI มาก่อนกาลเลยนี่หว่า
นนท์ : จริง ๆ มันก็คือ DJ นั่นแหละ ฟังเพลงเยอะ แล้วมันรู้ว่าเฮ้ย กูเอาเพลงท่อนนี้มาผสมกับเพลงนี้อย่างละนิดอย่างละหน่อย… ซึ่งมันก็เหมือนวิธีทำงานของ AI อยู่ดี (หัวเราะ)
บอส : คือผมก็ชอบ Daft Punk อยู่แล้ว เพราะมองว่าพวกเขาเท่เว้ย แต่พอ Random Access Memories มานี่แบบเฮ้ย ไปฟังรายละเอียดแล้วแบบ โอ้โห เค้าเอาเครื่องจริงหมดเลย แล้วแม่งเจ๋งมาก เพลงโคตรเท่ แต่ก็ catchy ในเวลาเดียวกัน แบบได้ทุกอย่าง ได้ทั้งตำนานได้ทั้งถ้วย
นนท์ : แต่พอหลังจากถอดหมวกแล้ว งานเดี่ยวนี่โคตรมนุษย์เลย (หัวเราะ) เพราะเหมือนตอนนี้เขา (โธมัส แบงกอลเตอร์ (Thomas Bangalter)) ก็มาทำแนวคลาสสิกเลย
บอส : ซึ่งพวกเขาก็เป็นคนทำให้มันเกิดคำว่า ‘French Touch’ เหมือนที่ฝรั่งเศสเพิ่งสถาปนาให้เป็นแนวดนตรีแห่งชาติอะไรแบบนี้ครับ เกิดจากยุคที่ Daft Punk ทำอิเล็กทรอนิกส์นี่แหละ
นนท์ : อีกหน่อยต้องมีรูปปั้นแน่นอน
เฮเลน : แล้วฉันจะบอกลูก ๆ ว่านี่คือเอเลี่ยน (หัวเราะ)
The People : แล้วใน Random Access Memories พวกคุณชอบเพลงไหนกันบ้าง?
เฮเลน : เฮเลนชอบ Fragments of Time
นนท์ : ผมชอบเพลงแรกเลย ตืด ดือ ดื้อออ (ฮัมเสียงอินโทรของ Give Life Back to Music)
เฮเลน : Dragon Quest จัดอะ
บอส : ผมชอบ Giorgio by Moroder ที่เขาให้ จอร์โจ มอโรเดร์ (Giorgio Moroder) ที่เขามาพูดเกี่ยวกับเรื่องโมดูลาร์ พูดชีวิตตัวเอง ผมคิดว่าไอเดียทั้งอัลบั้มมันหลากหลาย มันอิ่ม ไม่ล้น ไม่น้อยไป และพอดีไปหมดเลย
นนท์ : แต่จริง ๆ ผมชอบเพลง Demo ที่เขาปล่อยมานะ ที่ชื่อว่า Infinity Repeating
บอส : ผมว่าเพลงนี้ก็เจ๋ง ตอนนั้นเขาน่าจะเลือกกันว่าจะเอา Instant Crush เข้าหรือว่าเพลงนี้ หรือเอาเพลงนี้แหละ เพราะมันมี 2 เพลง
The People : Give Life Back to Music ก็ดีมากนะครับ
บอส : ใช่ครับ มันเข้าคอนเซปต์ที่เขาจะเป็นหุ่นยนต์ที่เอาการเล่นสดเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นในยุคที่ทุกคนกำลังวิ่งไปหาเสียงสังเคราะห์ล้วน ๆ เพราะ EDM กำลังบูมมาก ยุคนั้นคือซีนดีเจบูมมาก แต่ Daft Punk ที่เป็นเจ้าพ่อซีนนี้เลือกที่จะทำสดหมดแล้วก็ give life back to music จริง ๆ \
นนท์ : แล้วก็ไม่เล่นสดอีกเลย
เฮเลน : วงแตก .
ทุกคน : (หัวเราะ)
เฮเลน : อีกไม่นานหรอกมั้ง เดี๋ยวเขาก็กลับมา กลับมาตบ AI
บอส : หรือที่เขาไม่กลับมาอาจเป็นเพราะว่าเขาคิดว่ามันมีกูแล้วในเวอร์ชันนี้ (AI) เพราะในตอนนั้นเขาอยากจะสมมุติตัวเองให้เป็นหุ่นยนต์ เป็น AI แต่ในตอนนี้สิ่งนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว ผมก็อยากเห็นแนวคิดของเขาเหมือนกันนะ ในยุคที่เรามี AI แบบนี้
นนท์ : นี่ไง อัลบั้มเดี่ยวเขาไง
ทุกคน : (หัวเราะ)
ภาพจำของ Daft Punk คือบทบาทของหุ่นยนต์ที่มุ่งมั่นเรียนรู้หัวใจอย่างมนุษย์ โดยเฉพาะผ่านผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Random Access Memories ซึ่งเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญอันสะท้อนว่า ท่ามกลางองค์ประกอบสังเคราะห์ที่จัดวางไว้อย่างเป็นระบบ รสชาติอันแท้จริงกลับอบอวลไปด้วยคุณค่า ลึกซึ้ง และงดงามในแบบฉบับที่คงมีเพียงมนุษย์เท่านั้นจะเนรมิตขึ้นมาได้
ด้วยเหตุนั้น เราจึงเอ่ยถามพวกเขาทั้งสามคนว่าคิดอย่างไรกับ AI ในฐานะหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกใช้ในงานสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบัน
พวกเขามองว่า AI ก็เป็นสิ่งที่มีข้อดีและข้อเสีย นอกจากนั้นยังเป็นสิ่งที่มนุษย์เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบอสก็ได้ขยายต่อว่าตัวเขามองว่า AI ควรถูกใช้ในขอบเขตของการทุ่นแรง รีเสิร์ช หรือคิดคำนวณรายละเอียดต่าง ๆ ให้มีความแม่นยำมากขึ้น แต่สำหรับการทำงานศิลปะ ตัวเขาก็ยังมองว่าควรเป็นสิ่งที่มาจากฝีมือของมนุษย์
“ซึ่งฝีมือที่ว่าไม่ได้หมายถึงการเขียนพรอมต์” เฮเลนเสริม ก่อนที่บอสจะอธิบายต่อว่า “เพราะการเขียนพรอมต์อาจจะเป็นการที่เราเอางานคนอื่นมาสาดยำจนกลายเป็นงานของเรา”
“ตอนนี้มันก็จะมีดีเบตกันเนาะว่า AI artist ยังนับว่าเป็นอาร์ตอยู่มั้ย เพราะว่าสุดท้ายแล้วคนที่ทำเพลง AI ขึ้นมาเขาก็จะบอกว่า ฉันเป็นคนคิดพรอมต์ทั้งหมดนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณได้ยินคือฉันพิมพ์เอา เพราะฉันใส่ detail เข้าไปอะ แล้วมันออกมาเป็นแบบเนี้ย แล้วฉันไม่ใช่ศิลปินตรงไหน?” เฮเลนเล่าถึงข้อถกเถียงในปัจจุบัน
แต่นนท์อธิบายมุมมองของเขาต่อว่าบางทีอาจจะอยู่ที่คนสร้างสรรค์เองด้วยว่าเขารู้สึกอะไรหรือเปล่า เพราะสำหรับบางชิ้นงานที่ AI ทำขึ้นมา ก็อาจสร้างความรู้สึกได้ว่าตัวเขาไม่ได้ทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง “เพราะปกติเวลาเราทำเพลงเองเราก็จะมีความสุขว่าเราได้อัดเอง แต่พอมาเป็นแบบนี้ จิตวิญญาณตรงนี้อาจจะหายไป”
แต่นอกจากเรื่องของจิตวิญญาณแล้ว พวกเขาก็ยังมองว่า AI อาจนำไปสู่ช่องโหว่ของการหาผลประโยชน์หรือแม้แต่สแกมเมอร์รูปแบบต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่ในโลกของดนตรีเอง เช่นการตั้งชื่อคล้ายกับศิลปินที่มีชื่อเสียง หลังจากนั้นก็อัปเพลงไปในโปรไฟล์เหล่านั้น หรือแม้แต่อัปเพลงที่อาจมีความเข้าใจผิดว่าเป็นของศิลปินเหล่านั้นซึ่งอาจนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาจากมุมมองของพวกเขาคือแพลตฟอร์มต้องเข้ามาหาวิธีจัดระเบียบ โดยเฉพาะในมิติของการหารายได้ (monetization)
“เฮเลนรู้สึกว่าแบบตอนนี้เท่าที่เห็นนะ คือคนที่ไม่ได้รู้สึกแย่เลยกับการ monetize เพลง AI เลย คือมันจะมีกลุ่มนึงเลยนะ มันเหมือนเป็นอีกโลกนึงสำหรับเราเลยอ่ะ แล้วพวกเขา normalize สิ่งนี้ด้วยการเพิกเฉยต่อคนเป็นศิลปินจริง ๆ โดยการบอกว่า ถ้าคุณเก่งจริง ๆ คุณไม่ต้องกลัว AI แต่คุณกลัว AI แย่งงานเพราะ AI ทำได้ดีกว่าใช่ไหม ทำได้เร็วกว่าใช่ไหม แต่ว่าปัญหามันไม่ใช่ตรงนั้นไง ปัญหามันคือเฮเลนคิดว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณได้ยินมา มันมาจากของคนอื่นหมดเลย
“เหมือนกับภาพที่โดน generate ออกมา มันคือ license ของใครสักคนอะ มันคืองานของใครสักคนมาก่อน คือสิ่งพวกนี้มันไม่ได้เสกนิ้วขึ้นมานะ หรือแม้กระทั่งบางคนเค้าอยากทำแอนิเมชันอะไรสักอย่าง เขาใส่ reference เข้าไป พรอมต์เข้าไปก็ได้ลายเส้นแบบเหมือนจริง ๆ แล้วถามว่าอันนี้คือไม่ใช่การขโมยลายเส้นคนอื่นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องว่า เอ้ย มึงเก่งสู้ AI ไม่ได้ดิเลยต้องมาว่า AI
“แต่ว่าถ้าไม่ได้เป็นอาร์ติสต์เองก็คือไม่เข้าใจงาน มันเลยเกิดสิ่งนี้ขึ้น เพราะว่าความเข้าถึงของ AI อะ มันเข้าถึงแม้กระทั่งคนในระดับที่เล่นดนตรีไม่เป็นเลย ชีวิตนี้ไม่เคยต้องเรียน บางทีก็ได้คนที่วาดรูปไม่เป็นเลย สิ่งเดียวที่คุณมีก็คือคอม อินเทอร์เน็ต คีย์บอร์ด แล้วคุณก็พร้อม เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณจะไม่มีวันเข้าใจเลยอะ คือความเป็น musicianship จริง ๆ แล้วก็สิ่งที่คุณ [ต้อง] achieve skill เหล่านี้มา มันผ่านการฝึกซ้อมมาไม่รู้กี่สิบปี ต้องทั้งเรียน ทั้งฝึก ทั้งซ้อม มันคือ delegation อีกรูปแบบหนึ่งอะ ที่คุณไม่ต้องใช้เครดิต หรือว่านั่งรอ 10 นาที เพื่อให้มันพร้อมออกมา มันประสบการณ์มันต่างกันมาก ต่างกันมากเลย เข้าใจว่าทำไมมันไม่มีทางเข้าใจกันได้ แต่ว่าเราสามารถ educate เค้าได้ในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ว่าคุณจะทำอะไรในแบบที่คุณทำ คุณทำไปเถอะ แต่ว่าอย่าเอาตัวเองมา include กับคนที่มันเป็นคนทำงานสิ่งนี้จริง ๆ แบบเรา acknowledge กัน อยู่กับสิ่งนี้ เพราะว่ามันเกิดขึ้นไปแล้ว เราห้ามไม่ได้ และเราอยู่ร่วมกันได้นะ แต่ว่ามันไม่เหมือนกัน มันคนละโลกเลย”
นอกจากนั้นเฮเลนก็ได้กล่าวต่อว่าการทะเลาะกันก็ไม่ได้ช่วยอะไร แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างความเข้าใจต่อสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะกับทรัพย์สินทางปัญญาน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่า ก่อนที่บอสจะเสริมว่า “ผมว่าเราต้องทำให้คนเข้าใจว่าจะใช้ AI แบบไหนโดยไม่ทำลายความเป็นมนุษย์ของคนอื่น หรืองานสร้างสรรค์ของคนอื่นมากที่สุด”
แต่เฮเลนก็ยังกังวลเพราะการจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริงก็เป็นเรื่องท้าทาย เพราะสิ่งหนึ่งที่ผู้คนที่สร้างสรรค์งานศิลปะเหมือนกันเข้าใจคือกว่าใครสักคนจะสามารถประสบความสำเร็จหรือแม้แต่สร้างสรรค์งานสักชิ้นออกมาได้ พวกเขาเหล่านั้นต้องผ่านการฝึกซ้อมมานับสิบปี ผ่านทั้งการเรียน การฝึก การซ้อม ซึ่งแตกต่างจากการพรอมต์และนั่งรอ ด้วยเหตุนั้นการก้าวผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างกันก็ย่อมส่งผลถึงความเข้าใจที่แตกต่างกันด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือการสื่อสารและสร้างความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
“แต่อย่างน้อยมันก็ทำได้แค่เพลงนะ มันออกไปเล่นสดไม่ได้” นนท์กล่าว “AI ไป Fuji Rock ไม่ได้นะเว้ย! เว้นแต่เขาจะไปจัด Fuji Rock AI (หัวเราะ)”
ภายหลังจากพูดคุยกันตั้งแต่เรื่องศิลปะและการอธิบายตัวเอง การเปลี่ยนผ่านของโลก ไปจนถึงเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ บทสนทนาของพวกเราก็วนกลับมาเรื่องพื้นฐานที่สุด ว่าด้วยเรื่องราวของผลงานและนิยามของคำว่า ‘ดี’ และ ‘ไม่ดี’
The People : เพลงที่ดีกับไม่ดีบนโลกนี้มันถือว่ามีมั้ย แล้วใครเป็นคนตัดสิน?
บอส : ดีไม่ดีไม่น่ามีครับ มีแต่ชอบหรือไม่ชอบ
ทุกคน : ใช่
เฮเลน : โคตรปรัชญา
บอส : บางคนอาจจะชอบร็อก แต่บางคนอาจจะไม่ชอบก็ได้ หรือว่าเป็นเพลงที่เราไม่เคยมีประสบการณ์ในการฟังเพลงแนวนี้มาก่อนเลย เราก็อาจรู้สึกว่าฟังยากจัง แต่คนที่ฟังเค้าก็จะแบบเฮ้ย แม่งดีนะเว้ย มันมีความเฉพาะกลุ่มของมันแหละ ทุกแนวดนตรี ผมเลยคิดว่าคงไม่มีคำว่าดีหรือไม่ดี มีแต่ชอบไม่ชอบ
เฮเลน : ใช่ แต่คนดีคนไม่ดีเนี่ยอาจจะมีนะ แต่ว่าเพลงดีไม่ดีอ่ะตัดสินยาก
บอส : มันก็เหมือนกับงานศิลปะ น่าจะมีทั้งคนที่ชอบกับไม่ชอบ
นนท์ : หรือต่อไปในอนาคตอาจจะเป็นคำถามว่า “AI หรือ ไม่ AI”
ทุกคน : (หัวเราะ)
เมื่อบทสนทนาเดินทางมาจนถึงช่วงท้าย The People จึงเอ่ยถามพวกเขาว่าวงที่มีนามว่า KIKI ประกอบไปด้วยใครบ้าง บอสกล่าวตอบว่าวง KIKI ประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งสามคน ซึ่งก็คือบุคคลที่เรากำลังพูดคุยกับพวกเขาอยู่ตลอดบทสนทนานี้ แต่นอกจากเฮเลน บอส และนนท์แล้ว KIKI ก็ยังประกอบไปด้วยทีมงานคนอื่น ๆ ที่เข้ามาเติมเต็ม KIKI ในทุก ๆ การแสดงสด
ในบรรดาผู้ที่ร่วมสร้างเสียงดนตรีให้กับ KIKI บนเวที มีทั้ง ที จากวง Door Plant ในตำแหน่งมือกลอง บุ๊ค จาก TELELLAMA มือเบส มัดหมี่ จาก GYMV มือคีย์บอร์ดและซินธ์ ปกป้อง จาก GYMV มือเพอร์คัสชัน และเพลง นักร้องคอรัสที่นอกจากจะร้องให้ KIKI แล้วก็ยังร้องให้ Varis และ Plastic Plastic ด้วย ขณะที่เบื้องหลังเสียงทั้งหมดนั้นมีพี่กบเป็นซาวด์เอนจิเนียร์ และหากพี่กบไม่ว่างก็อาจเป็นเติร์กหรือจูเนียร์ที่มารับหน้าที่แทน ส่วนหัวหน้าเทคฯ คือน้องตี๋ ผู้จัดการคือน้องเต๋ยกับพี่ปูม และบางครั้งก็ยังมีน้องตองมาเป็นผู้ช่วยอีกแรงหนึ่ง
“ทีมของเราจะค่อนข้างใหญ่ แต่ว่าอย่างที่เห็นเนอะ ถ้าทำกัน 3 คนไม่มีทางอยู่รอดหรอก ทุกคนคือจิ๊กซอว์ที่เราต่างต้องการกันและกัน” เฮเลนอธิบายถึงผู้คนมากมายที่อาจไม่ได้อยู่บนหน้าสปอตไลต์แต่ก็ล้วนเป็นโครงสร้างที่สำคัญของ KIKI แต่พวกเขาก็ขยายความต่อว่าสิ่งที่สำคัญไปมากกว่านั้นคือ ‘เคมี’ ในการเล่นด้วยกัน ซึ่งบางคราวอาจสำคัญกว่า ‘สกิล’ เสียด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยสกิลก็เป็นสิ่งที่พอจะฝึกได้
“การเป็นวงมันคือทีมเวิร์ก ถึงแม้จะมีคำว่า frontman แบบที่เฮเลนเป็นอยู่ แต่มันไม่มีสปอตไลต์ที่เฉพาะเจาะจงอ่ะ เพราะทุกคนสำคัญหมดเลย”
และบางที ประโยคที่ว่าทุกคนสำคัญหมดเลยนั้น ก็อาจไม่ได้มีความหมายอยู่เพียงแค่ภายในวงดนตรีวงหนึ่ง เพราะในปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา KIKI ได้ปล่อย ‘Be Nobody’ ซิงเกิลลำดับที่สองจากอัลบั้มเต็มชุดที่สี่ภายใต้สังกัด Parinam Music ซึ่งมีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2027 บทเพลงที่ชวนให้เราวางหมวกและหน้ากากที่สวมเดินผ่านวันเวลามากมายลงเสียบ้าง แล้วกลับมาเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
และในบางที ‘nobody’ ในความหมายของ KIKI นั้นอาจไม่ได้แปลว่าการเป็นคนที่ไม่มีความหมาย เพราะต่อให้ไม่ได้เป็นใครในสายตาของสังคม ไม่ได้ถูกมองเห็น หรือไม่เคยมีสปอตไลต์ส่องมาถึง ทุกคนก็ล้วนมีความสำคัญในแบบของตัวเอง และล้วนเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของใครสักคนได้เสมอ ไม่ต่างอะไรกับพี่น้องทุกคนที่ร่วมเดินทางและสร้างสรรค์เสียงดนตรีกับ KIKI และได้กลายเป็นส่วนประกอบที่ทำให้ KIKI เป็น KIKI อย่างทุกวันนี้
เส้นทางการเติบโตของ KIKI จึงไม่เคยเป็นเส้นตรง มันคือเส้นที่เดินไปข้างหน้าแล้ววนกลับมาหาที่เดิมได้เสมอ เป็นคอนเซปต์ที่เลือกจะไม่มีคอนเซปต์ เป็นจังหวะที่ยอมช้าลงเพื่อให้ได้ไตร่ตรองมากขึ้น เป็นบทเพลงที่เลือกจะไม่อธิบายตัวเองเพื่อเว้นที่ว่างเอาไว้ให้คนฟัง และเป็นความเชื่อที่ว่าไม่มีเพลงไหนดีหรือไม่ดี มีเพียงคนฟังที่ชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น บางทีการเติบโตที่แท้จริงอาจไม่ได้วัดกันที่การไปให้ถึงจุดที่สูงกว่าเดิม แต่อยู่ที่การได้กลับมาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น
หลังจากอ่านบทสัมภาษณ์อันแสนยาวเหยียดนี้แล้ว เราออกไปเป็น ‘nobody’ ในแบบของเรากันดีกว่า!