ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

เครื่องเงินไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือ ‘ชีวิต’ ที่บรรพบุรุษมอบให้

ข้อความข้างต้นปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของดอยซิลเวอร์ (Doi Silver) แบรนด์หัตถศิลป์ที่ลุกขึ้นมาสานต่อภูมิปัญญาช่างเงินโบราณกว่าร้อยปีไม่ให้เลือนหาย 

เริ่มด้วยเงินเพียง 1,700 บาท ผสมรวมกับสายเลือดอันเข้มข้นของชาว ‘อิ้วเมี่ยน’ คือต้นทุนทั้งหมดที่พ่อและแม่ของ ‘ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช’ ทายาทรุ่น 4 ของดอยซิลเวอร์ มีติดตัว ในวันที่ตัดสินใจนำวิชาความรู้ของบรรพบุรุษก้าวลงจากดอย เพื่อเปลี่ยนชะตาชีวิตครอบครัว

จากจุดเริ่มต้นติดลบต้องอาศัยอยู่ในบ้านดิน หลังคามุงหญ้า พื้นบ้านมีเพียงพลาสติกปูรองกันความเปียกชื้น ณ หมู่บ้านป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน วันนี้ ‘ดอยซิลเวอร์’ เติบโตกลายเป็นอาณาจักรเครื่องเงินแฮนด์เมดแถวหน้าของเมืองไทย ที่ส่งออกไปไกลถึงอเมริกาและยุโรป ทั้งยังเป็นเจ้าของผลงานกระเป๋าเงิน ซึ่ง ‘จ๋า-ธนนนท์ ชาญวีรกูล’ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของไทย เคยเลือกถืออวดสายตาชาวโลกในเวทีระดับนานาชาติ

และนี่คือเรื่องราวเบื้องหลังการต่อสู้ของเด็กชายชาวดอย ผู้เคยถูกล้อว่าเป็นลูกหลานชาวเขา สู่ผู้พาแบรนด์ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก และคืน ‘ลมหายใจ’ ต่อชีวิตเยาวชนในบ้านเกิดผ่านการศึกษา

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช ทายาทรุ่น 4 ดอยซิลเวอร์

บ้านดินเปียกชื้น ความทรงจำแรกในวัยเยาว์

ชัยพฤกษ์เป็นพี่ชายคนโตในบรรดาสามพี่น้อง เขาคือลูกชายของ ‘คุณพ่อสมชาย’ และ ‘คุณแม่พิมพร รุ่งรชตะวาณิช’ คู่ชีวิตผู้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่สืบสายเลือดของชาว ‘อิ้วเมี่ยน’ กลุ่มชาติพันธุ์ที่พาร่างกายและจิตวิญญาณ อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน ก่อนจะเลือกปักหลักอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของไทย เช่น เชียงราย พะเยา และน่าน

คำว่า อิ้วเมี่ยน แปลว่า ชนชาติมนุษย์ 

หรือถ้าแปลให้กระชับกว่านั้น อิ้วเมี่ยนก็สามารถแปลตรงตัวได้ว่า ‘คน’ 

คนที่ใช้ชีวิตโดยมีเครื่องเงินเป็นของสำคัญ และเป็นคนที่พยายามสืบทอดภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ตนให้คงอยู่บนผืนแผ่นดินไทย แม้ตัวจะไกลห่างจากรากที่จากมา

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

“สมัยเด็กตอนที่ผมเกิดมาต้องยอมรับว่าลำบากมาก ๆ คุณพ่อคุณแม่เริ่มมาจากศูนย์ ไม่มีอะไรเลย บ้านก็อยู่ในบ้านดิน หลังคามุงหญ้า พื้นบ้านก็ปูด้วยเสื่อน้ำมันที่เป็นพลาสติก ผมอยู่ที่บ้านนี้จนถึงอายุ 6-7 ขวบ” ชัยพฤกษ์ ย้อนความทรงจำถึงบ้านที่ติดอยู่ในความทรงจำ 

ในฐานะลูกชายคนโตเขารับรู้มาโดยตลอดว่า พ่อกับแม่พยายามทำให้เขาและน้อง ๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ได้มากที่สุด เริ่มจากการทำเครื่องประดับชุดประจำชนเผ่าให้กับพี่น้องชาวอิ้วเมี่ยนในหมู่บ้าน ไม่มีแม้กระทั่งหน้าร้าน อาศัยฝากวางขายไปเรื่อย ๆ ซึ่งการทำเครื่องเงิน ถือว่าเป็นอาชีพส่วนใหญ่ของคนในบ้านป่ากลาง เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านที่อัดแน่นไปด้วยชุมชนชาวอิ้วเมี่ยนเลยก็ว่าได้

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

แต่ละวันทำสร้อยได้ไม่ถึง 5 เส้น พอเม็ดเงินที่ใช้สำหรับทำเครื่องประดับหมดเกลี้ยง พ่อของเขาเลยเลือกทำอีกอาชีพ นั่นคือการเป็นกระเป๋ารถเมล์ในจังหวัดน่าน แต่ก็ยังไม่เพียงพอเยียวยาความขัดสนในครอบครัวอยู่ดี

ถึงจะต้องเผชิญกับความไม่พร้อมมาตั้งแต่เด็ก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ชัยพฤกษ์ ลูกชายคนโตคนนี้รู้สึกเจ็บช้ำใจ ในทางกลับกัน เขารู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกหลานอิ้วเมี่ยน แม้จะเคยโดนล้อจากคนในเมืองว่าสายเลือดของเขาไม่มีวันเจริญเทียบเท่ากับคนเมืองก็ตาม 

“ตอนประถมน่าจะอายุ 8-9 ขวบ โดนเพื่อนล้อแหละครับว่าเป็นชาวเขา มาทำไมตรงนี้ 

“ตอนนั้นถามว่าโกรธไหม โกรธ ทำไมเราไม่ได้เกิดเป็นคนเมือง คนพื้นราบ ทำไมเราเป็นคนเย้า แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้เอามาใส่ใจมากมาย รู้สึกแค่ว่าก็เราเป็นคนเย้าแล้วจะทำไม ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์นี้ไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือเดินหน้าต่อ”

ชัยพฤกษ์ไม่นำความน้อยเนื้อต่ำใจระบายให้พ่อแม่ฟังที่บ้าน เพราะรู้ดีว่าชีวิตทุกคืนวันของทั้งสองต่างก็ลำบากมากพอแล้ว ไหนจะต้องหาเงินเลี้ยงลูก ไหนจะต้องดูแลความเป็นอยู่ของน้อง ๆ ในความคิดของเขามองว่าเรื่องการถูกล้อเลียนจากเพื่อน จึงไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

สิ่งสำคัญที่เขาได้รับการปลูกฝังจากพ่อกับแม่เสมอมา คือ ให้ตั้งใจเรียนหนังสือ และต้องทำเครื่องประดับเงินเป็นให้สมกับการเป็นลูกหลานชาวอิ้วเมี่ยน 

ชัยพฤกษ์เชื่อฟังทั้งสองเป็นอย่างดี พร้อมกับตั้งปณิธานในใจว่าสักวันหนึ่ง จะเป็นคนทำให้พ่อกับแม่สุขสบายด้วยสองมือของตน

ศรัทธาในแร่บริสุทธิ์ และสายเลือดช่างเงิน ‘ชาวอิ้วเมี่ยน’

สำหรับชนเผ่าอิ้วเมี่ยน ‘เครื่องเงิน’ ไม่ใช่แค่ของมีค่าเพื่อความสวยงาม หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณและพิธีกรรมตั้งแต่เกิดจนตาย ชัยพฤกษ์เล่าว่าสตรีชาวอิ้วเมี่ยนจะใช้เครื่องเงินประกอบชุดแต่งงานและพิธีหมั้นทั้งหมด ช่างเงินจึงเป็นอาชีพที่เลี้ยงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี

“เราเชื่อว่าเงินเป็นแร่บริสุทธิ์ที่ดูดสารพิษออกจากร่างกายได้ สมัยเด็ก ๆ เวลาไม่สบาย พ่อแม่จะเอาเหรียญเงินมาใส่ในไข่ต้มแล้วเอามาขูดหลัง ถ้าไข่หรือเงินนั้นเปลี่ยนเป็นสีดำ แปลว่ามันได้ดูดไข้และสารพิษออกไปแล้ว แม้วันนี้จะมีวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ เข้ามา แต่ความผูกพันเชิงจิตวิญญาณกับเครื่องเงินไม่เคยหายไปไหน”

อันที่จริงภูมิปัญหาการทำเครื่องเงินของครอบครัวชัยพฤกษ์เริ่มขึ้นในรุ่น ‘คุณปู่จั้นต้อง รุ่งรชตะวาณิช’ ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้ได้รับโอกาสอันสูงสุดในชีวิตให้เข้าไปร่วมรังสรรค์งานฝีมือกับกองช่าง ณ ศูนย์ศิลปาชีพจิตรลดา ทั้งยังได้รับเกียรติสูงสุดในการร่วมถวายงานใกล้ชิด ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ และพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์

จั้นต้อง รุ่งรชตะวาณิช (ด้านซ้าย)

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

และส่งต่อมายังทายาทรุ่นที่ 3 เมื่อ คุณพ่อของชัยพฤกษ์ได้รับโอกาสเข้าฝึกฝนเทคนิคชั้นสูงในรั้วศูนย์ศิลปาชีพจิตรลดาเป็นเวลากว่า 3 เดือน ก่อนจะนำเอาความรู้ที่ได้รับกลับมาพัฒนางานหัตถศิลป์เครื่องเงินของบ้านป่ากลาง จนสร้างรากฐานดอยซิลเวอร์ให้ยืนหยัดยาวนานมากว่า 32 ปี แต่หากเทียบช่วงเวลาที่ตระกูลนี้อยู่กับเครื่องเงินก็กินเวลาไม่ต่ำกว่า 70 ปีเลยทีเดียว

หากนับช่วงเมื่อถามว่าเขาได้รับการถ่ายทอดวิธีการทำเครื่องประดับมาตั้งแต่ช่วงไหน ชัยพฤกษ์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ตอนอายุราว 7-8 ขวบ เขาและน้องชาย (วัชระ รุ่งรชตะวาณิช) ถูกพ่อแม่เคี่ยวกรำให้ฝึกงานฝีมือทำเครื่องเงินขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่การเรียงห่วง ต่อห่วง บีบห่วง และถักสร้อย

แม้ชีวิตวัยเด็กจะไม่ได้วิ่งเล่นเหมือนอย่างบ้านอื่น แต่การซึมซับวิธีทำเม็ดเงินในทุก ๆ วัน ทำให้พี่คนโตของบ้าน ไม่เคยรู้สึกกดดันเมื่อรู้ว่าตนเองต้องรับหน้าที่เป็น ‘ผู้สืบทอด’ ตามธรรมเนียม

“ผมไม่กดดันเลย ผมชอบด้วยซ้ำ ตอนเรียนมัธยม ช่วงปิดเทอม ผมนั่งรถทัวร์จากน่านลงมากรุงเทพฯ คนเดียว เพื่อมาช่วยที่บ้านขายของในห้องเซ้งเล็ก ๆ ที่สวนลุมไนท์พลาซ่า เพราะเรามีความฝันว่า อยากทำธุรกิจนี้ และอยากพาครอบครัวไปให้ไกลกว่าจุดที่พ่อแม่เคยทำไว้”

เพจเจอร์เปลี่ยนชีวิต

หากย้อนรอยความสำเร็จของดอยซิลเวอร์ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจาก ‘ความกล้าเสี่ยง’ ของคนรุ่นพ่อ วันหนึ่งที่เงินทุนร่อยหรอ พ่อของเขาตัดสินใจนำสร้อยเงินที่อุตสาหะทำด้วยมือ 3-4 เส้น นั่งรถเมล์ไปฝากขายกับอาเฮียในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือขณะนั้น

“พ่อเล่าว่าตอนนั้นมีเนื้อเงินอยู่ร้อยกว่ากรัม ซึ่งทำสร้อยคำได้แค่ 3-4 เส้น พอทำเสร็จแกก็เอาไปฝากเฉย ๆ เฮียเขายังไม่ซื้อ พ่อก็กลับมาลุ้นที่บ้าน ทำงานกระเป๋ารถเมล์ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมีข้อความเพจเจอร์ส่งมาให้โทรกลับ พ่อรีบวิ่งไปตู้โทรศัพท์ ใจหนึ่งก็คิดว่าเขาจะคืนของหรือเปล่า ปรากฏว่าผ่านไปอาทิตย์เดียว เฮียบอกว่า ‘ของขายหมดแล้ว ทำมาเพิ่มด่วน รอบนี้เอามาเลย 20 เส้นเลย’ แต่พ่อไม่มีทุน เฮียที่เชียงใหม่เลยส่งเม็ดเงินมาให้ทำก่อน นั่นคือลูกค้ารายแรกที่ทำให้เรามีเงินทุนสะสม”

เมื่อมีทุนก็เริ่มโยกย้ายเข้าสู่ตัวเมืองน่าน เช่าตึกแถวเปิดหน้าร้าน แน่นอนว่าเครื่องประดับเงินขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเมื่อขายดี ย่อมมีคนลงมาเล่นตลาดนี้กันมากขึ้นเช่นกัน ร้านรวงต่าง ๆ เริ่มขยายตัวและหันมาตัดราคากันเอง พ่อของชัยพฤกษ์จึงเป็นตัวตั้งตัวตีรวบรวมกลุ่มช่างเงินจัดตั้ง ‘ศูนย์เครื่องเงินชมพูภูคา’ เพื่อสร้างมาตรฐานราคาและเกื้อกูลกันนานนับสิบปี ก่อนจะขายหุ้นแยกย้ายกันไปเติบโต ส่วนพ่อแม่ของเขาก็เลือกกลับมาจดทะเบียนบริษัทที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2546 โดยใช้ชื่อ บริษัท ดอยซิลเวอร์ แฟคตอรี่ จำกัด 

หลังจากจัดตั้งบริษัทได้ระยะหนึ่ง ที่บ้านก็เริ่มมองหาโอกาสใหม่ในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น และหมุดหมายนั้นก็คือ กรุงเทพมหานคร

“ในสมัยนั้นน่ะเรายังไม่รู้อะไร ก็ไปดูกันที่แหล่งท่องเที่ยวที่กรุงเทพฯ มีตรงไหนบ้าง ก็เดินไปศึกษาไป ตอนนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ตนะครับ ก็ฟังที่เค้าพูดน่ะว่าแหล่งตรงนู้นนะเป็นแหล่งขาย

มีต่างชาติเดินเยอะนะ ตรงนี้แหล่งนี้นะ ก็ต้องเดินไปดูทุก ๆ แหล่ง แล้วก็ไปถูกใจที่สวนลุมไนท์พลาซ่าที่ตอนนั้นน่ะค่าเซ้งยังไม่แพง ที่อื่นนี่เซ้งกันแพงมาก เราก็เลยไปทดลองไปเปิดร้าน ก็ได้ลูกค้าฝรั่งมาจริง ๆ แต่ว่าลูกค้าฝรั่งที่มาซื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าจร ซึ่งไม่ใช่ลูกค้าแบบ B2B (Business to Business)”

ประจวบกับช่วงเวลานั้นชัยพฤกษ์เข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และได้มีโอกาสไปเปิดโลกกว้างผ่านโครงการ Work & Travel ณ ประเทศสหรัฐอเมริการาว 6 เดือน ยิ่งทำให้เป้าหมายของเขาชัดเจนมากขึ้นไปอีก นั่นคือการลบช่องว่างทางการค้า นำพาแบรนด์ส่งออกสู่ตลาดโลกโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เขาเริ่มมองเห็นว่าตลาดสวนลุมไนท์พลาซ่ามีแต่ลูกค้าขาจร (B2C) ที่ซื้อฝาก ไม่ใช่กลุ่มธุรกิจ (B2B)

“ผมกับน้าสาวเลยพากันไปเดินสำรวจแถวเจริญกรุง แหล่งค้าส่งเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุด เดินดูแล้วใช่เลย ฝรั่งที่นี่ไม่ได้ซื้อทีละชิ้น แต่เขาซื้อทีละหลายกิโลกรัมเพื่อเอาไปขายต่อในประเทศเขา เราเลยตัดสินใจเซ้งร้านที่สวนลุม แล้วมาปักหลักที่เจริญกรุงเต็มตัว นั่นทำให้เราขยายโรงงานดอยซิลเวอร์ได้อย่างในทุกวันนี้”

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

ความขัดแย้งของสองเจเนอเรชัน

หลังเรียนจบปริญญาตรี ชัยพฤกษ์กลับมาทำงานในโรงงานของที่บ้านทันที เริ่มจากคลุกคลีอยู่ในฝ่ายการตลาด จากนั้นไปดูแลพี่ ๆ ช่างฝีมือ หลังจากนั้นจึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดการโรงงานในภายหลัง 

“ผมไม่ค่อยเจอแรงต้านจากพี่ ๆ ช่าง เนื่องจากว่าก่อนที่ผมจะเข้าก่อนที่ผมจะมาเป็นผู้จัดการ ผมเรียนรู้งานกับเขาทุกคน เรียนรู้งานมาหลายปี จนเขารู้ว่าเรารู้กระบวนการนะ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และเรารู้เพราะทำเป็นด้วย ไม่ใช่แค่รู้อย่างเดียว ก็เลยไม่ค่อยเจอแรงต้านอะไร ถ้าเราวางเราวางตำแหน่งของเราให้ถูกก่อนที่เราจะมาทำ การต่อต้านก็จะน้อย แต่ถ้าเกิดว่าผมไม่ได้เข้าไปอยู่ในโรงงาน ไม่ได้เข้าไปคลุกคลีกับช่าง หัวหน้าช่างเลย ผมก็เชื่อว่าด้วยความเป็นศิลปินของช่าง เขาชอบลองของอยู่แล้ว อาเฮียเขาจะรู้จริงหรือเปล่า ลองดูหน่อยซิ มันก็จะเป็นแบบนั้นไป”

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

แน่นอนว่าการรับไม้ต่อของทายาทรุ่น 4 อาจเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้ว แต่การรันธุรกิจต่อไม่ใช่เรื่องง่าย ชัยพฤกษ์ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายระดับโลก ทั้งวิกฤตโควิด-19 ที่โรงงานต้องสลับวันทำงาน คอยปลอบขวัญช่างเงินว่า “เราอยู่กันแบบครอบครัว เราจะไม่ทิ้งใคร” พอวิกฤตโรคระบาดคลี่คลาย สงครามรัสเซีย-ยูเครนก็ปะทุซ้ำ ส่งผลให้ราคาเนื้อเงินดิบพุ่งสูงขึ้น 100-200% ในชั่วข้ามคืน ตามมาด้วยสงครามการค้าในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสูงลิ่ว จนคู่ค้าหลักในอเมริกาชะลอการสั่งซื้อ

“ตอนนี้ช่างฝีมือของเราเหลืออยู่ประมาณ 60-70 คน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดที่ช่างฝีมือของเรามีเป็นร้อยคน แต่พอโควิดมาการจะประคองให้ไปต่อเหมือนเดิมก็ยาก สำหรับตัวผมในทุกวันนี้ ผมตั้งความหวังและแผนงานไว้ว่าอีก 5 ปีเราจะต้องกลับมาที่จุดเดิมให้ได้

“ส่วนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ‘การอดทนและไม่ยอมแพ้’ ถ้าเรายอมแพ้วันนั้น โรงงานคงปิดไปแล้ว แต่เราเชื่อมั่นว่า เครื่องเงินอยู่คู่โลกมาสองพันกว่าปี มันไม่มีทางจบลงที่รุ่นเราหรอก อยู่ที่ว่าเราจะหาทางเจอมันไหม” 

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

ชัยพฤกษ์และน้องชายที่เรียนจบด้านมาร์เก็ตติ้ง จึงเบนเข็มกลับมาลุยตลาดในประเทศ ขยายแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง

แต่ในระหว่างทาง ชัยพฤกษ์ตัดสินใจแตกแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘วานิชจิวเวลรี่’ (Vanich Jewelry) ในปี พ.ศ. 2560 ดึงภรรยา (เน็ต - เชาวภัณฑ์ รุ่งรชตะวาณิช) มาร่วมออกแบบเครื่องประดับชิ้นเล็ก ๆ น่ารัก น่าสะสม เจาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ผ่านช่องทางออนไลน์

“เอาความจริงเลยไหมครับ

“ช่วงแรกโดนบ่นยับเลย (หัวเราะ) เพราะท่านอยากให้เราทุ่มเทสร้างดอยซิลเวอร์ให้แข็งแกร่งและดังที่สุด แต่ในมุมของเรา การมีอีกแบรนด์มันคือการเพิ่มโอกาส ขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยที่ฐานการผลิตหลักก็ยังคงส่งงานป้อนให้ช่างที่ดอยซิลเวอร์เหมือนเดิม จนปัจจุบันท่านเข้าใจและเห็นตรงกันแล้วว่านี่คือการสร้างความมั่นคงให้โรงงาน”

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง

วันนี้ อัตลักษณ์ดอยซิลเวอร์ยังคงอัดแน่น ผ่านงานถักสร้อยกระดูกงูซิกเนเจอร์ของแบรนด์ นำมาดีไซน์ใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย 

ส่วนที่สร้างความภาคภูมิใจสูงสุดคือ ‘กระเป๋าเงินแฮนด์เมด’ เทคนิคตอกลายสลักดุนโบราณ ที่ได้รับความไว้วางใจจาก ‘จ๋า-ธนนนท์ ชาญวีรกูล’ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ถือออกงานระดับโลก ทั้งที่เกาหลีใต้ และช่วงการเยือนรัสเซีย 

จ๋า-ธนนนท์ ชาญวีรกูล เครดิตภาพ Jaa Thananon จาก Facebook “ตอนแรกเรานึกว่าเป็นเลขาฯ แต่กลายเป็นว่าคุณจ๋าติดต่อมาทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กเพจโดยตรง ของคุณจ๋าเท่าที่นับดูน่าจะมีประมาณ 3-4 ใบ ใบแรกที่ท่านถือไปที่เกาหลีใต้ อันนั้นก็คือลายศรีอโยธยา ใบที่สองท่านเป็นลายแก้วชิงดวง แล้วล่าสุดท่านถือไปรัสเซีย ใบที่รัสเซียนั่นก็จะเป็นลายศรีอโยธยา แต่ว่าปรับฟอร์มจากวงกลมเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

“ต้องบอกว่าเป็นความภูมิใจที่ภรรยาท่านนายกฯ ถือกระเป๋าของเรา เพราะความภูมิใจของคนทำเครื่องประดับ ก็คือถ้ามีคนผู้หลักผู้ใหญ่เขาให้ความสำคัญกับสินค้าของเรา กับแบรนด์ของเรา มันก็คือที่สุดแห่งความภูมิใจ”

แต่นอกเหนือจากความสำเร็จเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ชัยพฤกษ์ยึดมั่นคือคำสอนของพ่อแม่เรื่องความประณีต เปอร์เซ็นต์เงินที่ซื่อสัตย์ และที่สำคัญคือการไม่ลืมรากเหง้า

สมชาย รุ่งรชตะวาณิช และ พิมพร รุ่งรชตะวาณิช กับรางวัลนักธุรกิจสตรีดาวรุ่ง ส่วนภูมิภาค ภาคเหนือ ประจำปี 2562

“ถามว่าภูมิใจอะไรเป็นพิเศษไหมที่มีสายเลือดอิ้วเมี่ยน ก็ภูมิใจที่เรามีตำนาน พิธีกรรม และภาษาเป็นของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่เราภูมิใจ อย่างในรุ่นผม สมัยก่อนเรายังใช้ภาษาเย้าอยู่ในหมู่บ้าน แต่ถ้ารุ่นลูก ๆ ของผมมาแล้ว เราย้ายมาอยู่ในเมืองเยอะขึ้น ก็จะมีบ้างที่ผมคุยกับลูกเป็นภาษาเย้า ก็พยายามสอนลูกอยู่ แต่อาจจะด้วยความที่ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านเหมือนสมัยก่อน คือตอนที่ผมอยู่ในหมู่บ้านทุกคนพูดภาษาเย้า แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ในเมืองแล้ว ก็พูจะดเฉพาะในบ้าน ซึ่งมันไม่ได้ติดหูขนาดนั้น

“ก็กลัวอยู่ว่ามัน(ภาษา)จะหายไป แต่ผมก็เห็นองค์กรของชาวอิ้วเมี่ยนหลาย ๆ องค์กรก็ตื่นตัวในด้านนี้ อย่างทางคุณพ่อก็ได้เป็นประธานมูลนิธิอิ้วเมี่ยนแห่งประเทศไทย ก็ตื่นตัวในด้านที่จะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี จะมีการสอนภาษาเย้าให้กับคนรุ่นต่อไป มีการทำไว้เป็นประเพณีไว้เป็นเล่ม ส่งต่อ บันทึกไว้ และในส่วนตัวของผม ผมเป็นผู้ช่วยคุณพ่ออยู่ข้างหลังมากกว่า เพราะแกเป็นประธานมูลนิธิฯ และผมคิดว่าภาษาของเราไม่เลือนหายแน่นอน เพราะอยู่ในแผนระยะยาวว่าลูกหลานจะต้องพูดเป็น”

นอกจากการอนุรักษ์ภาษาไม่ให้เลือนหายไปแล้ว ดอยซิลเวอร์ได้ทำข้อตกลง (MOU) ร่วมกับกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เปิดพื้นที่รับเยาวชนและกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยในจังหวัดน่านเข้ามาฝึกอาชีพช่างเงิน กินฟรี อยู่ฟรี เรียนฟรีทุกอย่าง เพื่อมอบวุฒิ ปวช. และวิชาชีพติดตัวให้พวกเขาสามารถเติบโตไปพึ่งพาตนเองได้

ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช : ทายาทรุ่น 4 ‘ดอยซิลเวอร์’ ผู้ต่อลมหายใจเครื่องเงิน ‘อิ้วเมี่ยน’ ให้เป็นมรดกส่งถึงคนรุ่นหลัง “นิยามของพวกเรา ‘ดอยซิลเวอร์’ มองว่าเครื่องเงินไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือ ‘ลมหายใจ’ ที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ สิ่งที่เราทำคือการส่งต่อให้กับรุ่นอื่น เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเองเพียงอย่างเดียว ยังมีคนข้างหลังอีกเยอะแยะที่ต้องการอยู่กับเรา เพราะฉะนั้นเราจะท้อไม่ได้ ถอยไม่ได้ ต้องเดินไปข้างหน้าเท่านั้น

“อย่างช่างฝีมือหลายคนที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ยุคบุกเบิก วันนี้เขาสามารถส่งลูกเรียนจบไปเป็นครู เป็นพยาบาล เป็นหมอได้สำเร็จ มันพิสูจน์ว่าเราไม่ได้มุ่งหวังให้ครอบครัวเราดีขึ้นแค่คนเดียว แต่คนรอบข้างและชุมชนต้องเติบโตและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปด้วยกัน” 

 

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ที่มาภาพ : ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช