อับราฮัม มาสโลว์ : ปลายยอดที่ถูกลืมของพีระมิดความต้องการ

อับราฮัม มาสโลว์ : ปลายยอดที่ถูกลืมของพีระมิดความต้องการ

เรื่องราวของ ‘อับราฮัม มาสโลว์’ (Abraham Maslow) ‘ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์’ (Maslow’s Hierarchy of Needs) ที่ทำให้เราเข้าใจลำดับความต้องการของตัวเองมากกว่าเดิม กับปลายยอดที่ถูกลืม

KEY

POINTS

ไม่มากก็น้อย ในวิชาจิตวิทยาหรือการบริหารจัดการ เราทุกคนล้วนเคยผ่านตากับ ‘ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์’ (Maslow’s Hierarchy of Needs) หรือพีระมิด 5 ขั้นที่อธิบายความต้องการของมนุษย์ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างอาหาร การนอน ไปจนถึงจุดสูงสุดที่เราถูกพร่ำสอนว่ามันคือ ‘นิพพาน’ ของการพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ เงินทอง หรือการยอมรับจากสังคม จนบางครั้งเราก็หลงลืมไปว่ายิ่งเราปีนสูงขึ้นไปเท่าไหร่ ตัวตนของเรากลับยิ่งขยายใหญ่ขึ้น จนอาจเบียดบังความหมายที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์

หากเปรียบความสำเร็จของมนุษย์เป็นการปีนเขาที่เป็นลำดับขั้นเรื่อย ๆ หลายคนเชื่อว่า จุดสูงสุดที่เราพอใจแล้วนั้นคือการที่เราบรรลุเป้าหมายหรือศักยภาพอันสูงสุดที่ตั้งไว้ของตัวเอง หรือที่เรียกว่า ‘Self-Actualization’ ที่เป็นจุดที่อยู่สูงที่สุดบนยอดทฤษฎีพีระมิดของ ‘อับราฮัม มาสโลว์’ (Abraham Maslow) 

แต่แท้จริงแล้วพีระมิดที่โลกจดจำนั้น กลับไม่ใช่พีระมิดที่มาสโลว์เขียนไว้จนจบ ก่อนที่ อับราฮัม มาสโลว์ จะจากโลกนี้ไปเพียงไม่กี่ปี เขาได้ทิ้งความลับที่น่าตกใจไว้ในงานเขียนชิ้นสุดท้าย เล่มที่ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในบทเรียนทั่วไป เล่มที่บอกเราว่าบนปลายยอดสุดที่ขยายตัวตนจนยิ่งใหญ่นั้น ยังมีอีกขั้นหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นไปกว่าการทำเพื่อตัวเอง

ปลายยอดของพีระมิดของมาสโลว์ที่ถูกลืมนี้อาจเปลี่ยนนิยามของคำว่าความสำเร็จไปตลอดกาล และเป็นคำตอบที่แท้จริงว่า สุดท้ายแล้ว มนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร?

จุดเริ่มต้นชีวิตของ
‘อับราฮัม มาสโลว์’

ชีวิตของมาสโลว์นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่แรก เขาเกิดที่บรูคลิน นิวยอร์ค เป็นลูกชายคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 7 คน ในครอบครัวผู้อพยพชาวยิวจากรัสเซียที่ต้องดิ้นรนเพื่อสร้างตัว แต่ความยากลำบากที่แท้จริงของเขาไม่ได้มาจากฐานะ แต่มาจากความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยเฉพาะกับแม่ของเขา

มาสโลว์เติบโตมาด้วยความรู้สึกเกลียดชังต่อแม่ของตนเองอย่างรุนแรง เขาบันทึกไว้ในภายหลังว่าแม่ของเขาเป็นคนขาดความเมตตาและมีความโหดร้ายทางอารมณ์ ความรุนแรงและความเย็นชาในบ้านประกอบกับการถูกเพื่อนบ้านเหยียดเชื้อชาติ ทำให้มาสโลว์กลายเป็นเด็กที่เก็บตัวและมองว่าตนเองเป็นคนนอกของสังคมอยู่ตลอดเวลา

ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งทางอารมณ์จากที่บ้าน ทำให้เขาเข้าไปซ่อนตัวในห้องสมุดสาธารณะ เขาขลุกอยู่ที่นั่นทั้งวัน อ่านหนังสือทุกประเภทตั้งแต่ปรัชญาคลาสสิกไปจนถึงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

สำหรับมาสโลว์แล้วหนังสือไม่ใช่แค่เครื่องมือหาความรู้ แต่มันคือ ‘เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ’ เขาพยายามหาคำตอบถึงวงจรความโหดร้ายของมนุษย์ ความสงสัยนี้ฝังรากลึกจนกลายเป็นอุดมการณ์ชีวิต แต่เส้นทางของเขาไม่ได้เริ่มด้วยการศึกษาด้านจิตวิทยาตั้งแต่ต้น พ่อของเขาอยากเห็นเขาเป็นนักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จ มาสโลว์พยายามทำตามความฝันนั้นด้วยการเข้าเรียนกฎหมายที่ City College of New York แต่เพียงแค่ 2 สัปดาห์ผ่านไป เขาก็ตระหนักว่า กฎหมายไม่ใช่อาหารที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเขาได้ เขาจึงตัดสินใจทิ้งตำรากฎหมายและมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย Cornell ก่อนจะย้ายไปที่มหาวิทยาลัย Wisconsin เพื่อเริ่มต้นศึกษา ‘จิตวิทยา’ อย่างจริงจัง

มาสโลว์ไม่ได้ต้องการเรียนจิตวิทยาเพื่อจะไปรักษา ‘คนบ้า’ ในโรงพยาบาล แต่เขาเรียนเพื่อที่จะเยียวยาแผลใจในสมัยเด็กที่เคยถูกแม่ทำร้าย มาสโลว์ไม่ได้นำคามเจ็บปวดนั้นมาล้างแค้นโลก แต่เขาเปลี่ยนมันเป็นความเข้าอกเข้าใจ  ประสบการณ์ที่เคยขาดไร้ความรักและการยอมรับ กลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เขาอยากศึกษาต่อและพิสูจน์ว่าแม้ในจุดที่มืดมิดที่สุด มนุษย์ก็ยังมีศักยภาพและความต้องการที่จะเบ่งบานและก้าวข้ามสิ่งที่ไม่เคยมีไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้

 

เมื่อความต้องการของมนุษย์
มี ‘ลำดับชั้น’ ที่ซ่อนอยู่

ท่ามกลางยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ในวันที่มนุษยชาติกำลังเผชิญกับความมืดมิดที่สุด มาสโลว์ได้เห็นถึงความโหดร้ายที่มนุษย์ทำต่อกันในระดับล้างเผ่าพันธุ์ ถึงแม้เขาจะไม่ได้เข้าร่วมรบที่แนวหน้า แต่ผลกระทบจากความรุนแรงในครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามองเห็น ‘ช่องว่าง’ ขนาดใหญ่ในจิตวิทยากระแสหลัก

ในขณะที่ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ของ ‘ซิกมันด์ ฟรอยด์’ (Sigmund Freud) มักมองว่ามนุษย์เป็นเพียงสัตว์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณดิบและปมในอดีตที่คอยหลอกหลอน ส่วนทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behaviourism) ก็มองมนุษย์ไม่ต่างจากหุ่นยนต์ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเท่านั้น แต่มาสโลว์กลับเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง เขาปฏิเสธที่จะมองมนุษย์ในแง่ร้ายเกินไป เพราะเขามองว่าสงครามคือสิ่งที่ทำให้จิตใจของมนุษย์ป่วยและอ่อนแอแต่ไม่ใช่เนื้อแท้ที่แท้จริง

เขาเริ่มตั้งคำถามง่าย ๆ เกี่ยวกับมนุษย์ เริ่มศึกษามากขึ้น เมื่อนั้นเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าทฤษฎีเดิม ๆ อธิบายมนุษย์ได้ไม่ครบถ้วน เขาจึงหันกลับมามอง ‘ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์’ ที่อยู่ตรงหน้า และเริ่มสังเกตว่าความต้องการของมนุษย์ดูเหมือนจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ คนที่ยังหิวหรือไม่ปลอดภัยมักจะไม่สนใจเรื่องอื่นมากนัก แต่เมื่อชีวิตเริ่มมั่นคงขึ้น พวกเขาก็เริ่มมองหาความรัก การยอมรับ หรือบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น ความคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มันค่อย ๆ ต่อกันเป็นภาพ เหมือนจิ๊กซอว์ที่เริ่มเข้าที่

ในที่สุดมาสโลว์ก็เห็นรูปแบบบางอย่างที่ชัดขึ้น เขาเริ่มเชื่อว่าความต้องการของมนุษย์ไม่ได้กระจัดกระจาย แต่เรียงตัวกันเป็นลำดับ จากพื้นฐานไปสู่สิ่งที่สูงขึ้น และเมื่อความต้องการหนึ่งได้รับการเติมเต็ม มันก็จะค่อย ๆ เงียบลง เปิดทางให้ความต้องการใหม่เข้ามาแทนที่ จนถึงจุดหนึ่ง มนุษย์ไม่ได้แค่อยากมีชีวิตรอดอีกต่อไป แต่เริ่มอยากเป็นในสิ่งที่ตัวเองสามารถเป็นได้ ความคิดนี้เองที่ค่อย ๆ เติบโตและกลายมาเป็นรหัสในการไขปริศนาของมนุษย์ในเวลาต่อมา

 

กลไกความต้องการ
ที่อยู่ในสามเหลี่ยมมาสโลว์

ในโลกธรรมชาติ เราจะเห็นสัตว์หลายชนิดมีพฤติกรรมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มหรือการช่วงชิงลำดับชั้น เช่นเดียวกับมนุษย์ที่มีความต้องการพื้นฐานไม่ต่างกัน เพียงแต่ความพิเศษของเราอยู่ที่การจัดเรียงลำดับความสำคัญเหล่านั้นให้เป็นลำดับชั้นที่ซับซ้อน และแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะทางจิตใจอย่างลึกซึ้ง โดยเมื่อความต้องการหนึ่งได้บรรลุหรือเป็นที่พึงพอใจแล้ว เราก็จะถามหาถึงความต้องการอื่น ๆ ความทะเยอทะยานที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดนี้เอง คือกลไกสำคัญที่มาสโลว์นำมาถอดรหัสเป็นพีระมิด 5 ขั้น (โดยเดิมทีนั้น มาสโลว์เพียงแค่หยิบมาเรียงลำดับเพียงเท่านั้น การก่อรูปเป็นพีระมิดเป็นการหยิบมาจัดวางเพื่อฉายภาพให้ชัดเจนขึ้นโดยผู้ศึกษายุคต่อมา) เพื่อชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์มีลำดับการตัดสินใจที่ชัดเจนและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน

ความทะเยอทะยานที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดนี้ แท้จริงแล้วคือกลไกที่สะท้อนการเรียงลำดับความสำคัญในชีวิตของมนุษย์อย่างเป็นระบบ ตราบใดที่รากฐานเบื้องต้นยังสั่นคลอน พลังงานและทรัพยากรทั้งหมดในตัวเราจะถูกเทรวมไปที่สัญชาตญาณการเอาตัวรอด จนแทบไม่เหลือ ‘พื้นที่ว่าง’ ในจิตใจให้ไขว่คว้าหรือให้ค่ากับสิ่งอื่นที่อยู่สูงขึ้นไป

มันคือเหตุผลที่ว่าทำไมในวันที่ท้องยังหิวหรือชีวิตยังแขวนอยู่บนความไม่แน่นอน เราจึงไม่อาจสนใจเรื่องชื่อเสียงหรืออุดมการณ์อันสูงส่งได้ เพราะสมองได้จัดลำดับให้ ‘การมีชีวิตรอด’ เป็นภารกิจเร่งด่วนเพียงหนึ่งเดียว

และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า มนุษย์เราจัดลำดับความต้องการเหล่านี้อย่างไร และแต่ละขั้นส่งผลต่อพฤติกรรมของเรามากน้อยแค่ไหน นี่คือรายละเอียดของพีระมิดทั้ง 5 ขั้น ที่จะช่วยให้เราเข้าใจ 'เงื่อนไข' ของการเป็นมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

1. ความต้องการทางกายภาพ (Physiological Needs) ฐานรากเบื้องต้นที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ ประกอบด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ร่างกายขาดไม่ได้เพื่อการอยู่รอด เช่น อากาศ, อาหาร, น้ำ, ที่พักอาศัย, เครื่องนุ่งห่ม, การพักผ่อน และสืบพันธุ์ มาสโลว์มองว่าหากความต้องการในขั้นนี้ยังไม่ได้รับตอบสนองอย่างเพียงพอ มนุษย์จะถูกจองจำอยู่ใน ‘สภาวะเอาตัวรอด’ (Survival Mode) จนสมองไม่มีพื้นที่ว่างพอที่จะไปสนใจเรื่องความรัก ความสำเร็จ หรือจริยธรรมใดๆ เพราะความหิวและความต้องการทางกายจะเป็นแรงขับที่ทรงพลังที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด

2. ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety Needs) เมื่อร่างกายได้รับการตอบสนองจนอิ่มหนำแล้ว มนุษย์จะเริ่มแสวงหาความรู้สึก ‘ปลอดภัย’ และ ‘ความแน่นอน’ ในชีวิต ขั้นนี้ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยทางกายภาพ เช่น การมีที่อยู่อาศัยที่มิดชิด การปราศจากอันตรายหรือความรุนแรง และความมั่นคงทางจิตใจและเศรษฐกิจ เช่น การมีงานที่มั่นคง มีเงินเก็บสำรอง มีสวัสดิการสุขภาพ หรือการอยู่ในสังคมที่มีกฎหมายคุ้มครอง หากขั้นนี้สั่นคลอน มนุษย์จะใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวงและความวิตกกังวล ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่กั้นเราไว้ไม่ให้พัฒนาตัวเองในระดับที่สูงขึ้น

3. ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ (Love and Belonging Needs) หลังจากที่ชีวิตเริ่มมั่นคงและปลอดภัย มนุษย์จะเริ่มก้าวพ้นจากเรื่องของตัวเองไปสู่ ‘มิติทางสังคม’ เราจะเริ่มโหยหาความสัมพันธ์ การเชื่อมต่อกับผู้คน และการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรัก มาสโลว์เน้นย้ำว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ความรู้สึกว่า ‘มีคนรัก’ และ ‘ถูกรัก’ รวมถึงการได้รับการยอมรับจากกลุ่มเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพจิต หากขาดสิ่งนี้ไป มนุษย์จะเผชิญกับความเหงาและความซึมเศร้า ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาว

4. ความต้องการการได้รับการยกย่องนับถือ (Esteem Needs) เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแล้ว ลำดับต่อมาคือความต้องการ ‘คุณค่า’ และ ‘เกียรติยศ’ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือ ความเคารพในตัวเอง (Self-esteem) เช่น ความรู้สึกว่าตนเองเก่ง มีความสามารถ และเป็นอิสระ ส่วนที่สองคือ การได้รับการยอมรับจากผู้อื่น (Esteem from others) เช่น ชื่อเสียง สถานะ การได้รับคำชม หรือการมีบารมีในสังคม ขั้นนี้คือช่วงที่ ‘อัตตา’ (Ego) ของมนุษย์ทำงานหนักที่สุด เพราะเราต้องการคำยืนยันว่าการมีอยู่ของเรานั้นมีความหมายและมีคุณค่าต่อโลกใบนี้

5. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self-Actualization Needs) นี่คือลำดับความสำคัญในความต้องการของมนุษย์ที่เป็นขั้นสูงสุดในตำรากระแสหลัก มันคือภาวะที่มนุษย์ก้าวข้ามความต้องการ ‘ความขาด’ (Deficiency) และเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วย ‘ความเติบโต’ (Growth) อย่างเต็มตัว เป็นจุดที่เราได้ใช้พรสวรรค์ ศักยภาพ และความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมดที่มีเพื่อเป็น ‘เวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง’ ไม่ว่าจะเป็นการบรรลุเป้าหมายสูงสุดในอาชีพ การเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ หรือการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ มันคือความพึงพอใจลึกๆ ที่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองเกิดมาเพื่อเป็นอย่างแท้จริง

 

พีระมิดของมาสโลว์แทรกซ้อนอยู่ในหลาย ๆ แขนงสาขาวิชา เพราะมันช่วยให้เข้าใจชีวิตของมนุษย์ที่ยืนอยู่บนสถานะที่แตกต่างกันมากขึ้น มันทำให้เราเห็นว่าการเดินทางของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทฤษฎีนี้จึงยังคงทรงพลังในการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์มาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเดินทางมาถึงจุดที่ความต้องการทั้ง 5 ขั้นได้รับการเติมเต็ม หลายคนอาจคิดว่านี่คือตอนจบของมหากาพย์ชีวิต แต่สำหรับมาสโลว์แล้ว พีระมิดที่ยอดตัดตรงขั้นที่ 5 ยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เพราะก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป เขาได้ค้นพบความลับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ความลับที่บอกว่า จุดสูงสุดที่แท้จริงไม่ใช่การยืนอยู่บนยอดเขาเพื่อมองดูตัวเอง แต่คือการก้าวข้ามยอดเขานั้นไปสู่บางสิ่งที่ไกลกว่าเดิม

 

เมื่อจุดสูงสุดของยอด
ไม่ได้หยุดที่ ‘ตัวเรา’

อาจเป็นที่เข้าใจกันในชุดการเรียนรู้กระแสหลักว่า ปลายยอดพีระมิดของมาสโลว์คือการตระหนักรู้ในเป้าหมายของตนเอง เราอาจกำลังเดินมาถึงจุดที่โลกทั้งใบถูกหล่อหลอมให้หมุนรอบเป้าหมายเดียวคือ ‘ตัวเอง’ สอดรับไปกับกระแสของยุคปัจเจกนิยมที่บอกให้เราถีบตัวไปให้ถึงจุดสูงสุด เพื่อตระหนักรู้ในคุณค่าของตนเองเพียงลำพัง จนบางครั้งยอดพีระมิดนั้นก็นำมาซึ่งความโดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด

กล่าวคือ มาสโลว์ได้ค้นพบในช่วงปีสุดท้ายของชีวิต ช่วงประมาณ 1970 คือการเดินทางสู่อีกขั้นความหมายที่เหนือกว่าตัวตน ข้อมูลจากบันทึกส่วนตัวของเขาชี้ให้เห็นว่า มาสโลว์เริ่มรู้สึกว่าทฤษฎีเดิมนั้นยัง ‘คับแคบ’ เกินไป เพราะมันจบลงที่การพัฒนาศักยภาพของ ‘ฉัน’ (Self-Actualization) แต่เขาพบว่ามนุษย์ที่เข้าถึงความสุขที่สมบูรณ์แบบจริงๆ กลับไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวเอง แต่ข้ามพ้นขอบเขตของอัตตา ไปสู่บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

มาสโลว์สังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Peak Experiences’  ในกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มันคือช่วงเวลาที่ความรู้สึกนึกถึงตัวเองมลายหายไป เหลือเพียงความปิติสุขและการเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่กำลังทำ เขาจึงตระหนักว่าการเป็น ‘เวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง’ (ขั้นที่ 5) ยังมีความเห็นแก่ตัว แฝงอยู่ลึกๆ 

เขาจึงเสนอขั้น ‘Self-Transcendence’ ที่เป็นขั้นที่ 6 เพื่ออธิบายสภาวะที่มนุษย์อุทิศตัวให้กับคุณค่าภายนอก มาสโลว์มองว่าปลายทางของการก้าวข้ามตัวตนคือการมี ‘จิตสำนึกระดับจักรวาล’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่คนนอก หรือคนแปลกหน้าในโลกนี้ แต่เราคือส่วนหนึ่งของสังคมที่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ตรงนี้อย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อมวลมนุษย์โดยไม่หวังชื่อเสียง การดื่มด่ำกับสุนทรียภาพของธรรมชาติ หรือการเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณอันสูงสุด ในขั้นนี้ มนุษย์จะไม่มองผู้อื่นเป็น ‘คู่แข่ง’ แต่จะมองว่าเป็น ‘ส่วนหนึ่งของชีวิต’ เดียวกันด้วยความเมตตาที่ไร้อคติ 

ในสภาวะนี้ ‘ข้อเท็จจริง’ กับ ‘คุณค่า’ จะหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน เราจะมองโลกด้วยความซาบซึ้งและกตัญญูต่อมัน โดยไม่ต้องพยายามบังคับให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

สาเหตุที่ขั้นที่ 6 นี้หายไปจากตำราส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของเวลา เพราะมาสโลว์ปรับปรุงทฤษฎีนี้ในช่วงที่สุขภาพย่ำแย่และเสียชีวิตลงในปี 1970 ก่อนที่จะได้รวบรวมเป็นตำรามาตรฐาน ส่งผลให้โลกจดจำเขาเพียงในฐานะนักจิตวิทยาที่เน้นความสำเร็จส่วนบุคคล ทั้งที่เจตนารมณ์สุดท้ายของเขาคือการบอกว่าความสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้น เมื่อคุณลืมเรื่องของตัวเองไปเสียบ้าง เพื่อไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า 

ในสังคมปัจจุบันที่ผลักดันให้เราต้อง ‘ดีที่สุด’ จนเกิดความเหนื่อยล้า พีระมิดของมาสโลว์เวอร์ชันสมบูรณ์ 6  ขั้นนี้คือกระจกสะท้อนความจริงว่า หากรากฐานของชีวิตยังพังทลาย ไม่ได้ถูกเติมเต็ม มนุษย์ก็ถูกสาปให้มองไม่เห็นท้องฟ้าที่อยู่เหนือขึ้นไป แต่ในขณะเดียวกัน หากเราแข็งแรงพอแล้ว การหยุดอยู่แค่ยอดเขาของตัวเอง (ขั้นที่ 5) ก็อาจทำให้เราพบกับความว่างเปล่าที่ไม่รู้จะก้าวต่อไปยังไงได้เช่นกัน

หมุดหมายของทฤษฎีนี้จึงไม่ใช่แค่แผนที่สู่ความสำเร็จของชีวิต แต่มันคือบทเรียนที่สุดท้ายแล้วเราต้องกลายเป็นผู้ที่มองเห็นแสงสว่างในเพื่อนมนุษย์ และพิสูจน์ว่าจุดสูงสุดของชีวิตคือการเปลี่ยนจาก ‘ผู้รับ’ กลายเป็น ‘ผู้ให้’ อย่างแท้จริง แสงสว่างที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรายืนสูงแค่ไหนบนยอดพีระมิดนี้ แต่อยู่ที่ว่าระหว่างทาง เราได้ส่องแสงให้แก่ใครอย่างแท้จริงไปบ้างแล้วต่างหาก

 

อ้างอิง

Hoffman, Edward, 1951. The right to be human, a biography of Abraham Maslow. 1st ed, Los Angeles, New York, California, 1988.

Sloww. (n.d.). Transcendence: Maslow and the highest level of human consciousness. 

Big Think. (n.d.). Maslow’s hierarchy of needs: The concept of self-transcendence. 

McLeod, S. (2025). Maslow’s hierarchy of needs. Simply Psychology. 

Medical News Today. (n.d.). Maslow’s hierarchy of needs: Five basic needs. 

Sloww. (n.d.). The farther reaches of human nature (Maslow).