Eminem กับสงครามการนอนไม่หลับ เบื้องหลังฟอยล์ปิดหน้าต่าง ยานอนหลับ และการต่อสู้กับการติดยาจนเกือบอวัยวะล้มเหลว

Eminem กับสงครามการนอนไม่หลับ เบื้องหลังฟอยล์ปิดหน้าต่าง ยานอนหลับ และการต่อสู้กับการติดยาจนเกือบอวัยวะล้มเหลว

Eminem แร็ปเปอร์ผู้มีปัญหาการนอนไม่หลับจากการทัวร์คอนเสิร์ต การพึ่งยานอนหลับจนเกือบเสียชีวิต ก่อนจะหันมาฟื้นตัวด้วยการออกกำลังกายและเสียงดนตรี

KEY

POINTS

พฤติกรรมการนอนอันลือลั่นของ Eminem กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม ปี 2012 (ขณะอายุ 39 ปี) เมื่อมีรายงานว่า ศิลปินระดับตำนานมักจะขอให้ทางโรงแรมนำ ‘อลูมิเนียมฟอยล์’ มาติดปิดทับกระจกหน้าต่างห้องพักทั้งหมด เพื่อบังแสงธรรมชาติไม่ให้เล็ดลอดเข้ามาในห้อง พร้อมทั้งเปิดเสียง White Noise คลอผ่านลำโพงตลอดทั้งคืนเพื่อช่วยผ่อนคลาย

แม้ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเขาเริ่มใช้เทคนิคนี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่ฟอยล์ปิดหน้าต่างกลายเป็นไอเทมจำเป็นที่เขาขาดไม่ได้ยามต้องออกทัวร์คอนเสิร์ตข้ามไทม์โซน เพื่อช่วยให้ร่างกายหลับสนิทที่สุด

จริง ๆ แล้ว เทคนิคการทำห้องให้มืดมิดสนิทเพื่อการพักผ่อนแบบนี้ ไม่ได้มีแค่ Eminem เท่านั้น แต่แร็ปเปอร์ระดับตำนานอย่าง Axl Rose และ Mick Jagger ก็เคยเลือกใช้วิธีนี้เช่นกัน

ในขณะที่ศิลปินหนุ่มอย่าง Lewis Capaldi กลับมีเคล็ดลับการนอนยามอยู่บนเครื่องบินที่ต่างออกไป นั่นคือการเปิดฟังอัลบั้ม ‘The Eminem Show’ เพราะจังหวะดนตรียุคเก่าช่วยกล่อมให้เขารู้สึกผ่อนคลายและเคลิ้มหลับได้อย่างน่าประหลาดใจ

แต่เบื้องหลังเทคนิคการทำให้ห้องมืดสนิทและการผ่อนคลายด้วยเสียง White Noise กลับไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรสนิยมส่วนตัว หากแต่คือส่วนหนึ่งของสงครามการนอนที่แร็ปเปอร์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ต้องต่อสู้มาตลอดชีวิต 

Eminem กับสงครามการนอนไม่หลับ เบื้องหลังฟอยล์ปิดหน้าต่าง ยานอนหลับ และการต่อสู้กับการติดยาจนเกือบอวัยวะล้มเหลว

จุดเริ่มต้นของโรคนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับของ Eminem เกิดขึ้นจากตารางทัวร์คอนเสิร์ตอันหนักหน่วง ซึ่งเขาได้อธิบายสภาวะตึงเครียดที่ผ่านมาไว้ว่า “จริง ๆ ก็มีหลายช่วงเวลามากที่ทำให้ผมเครียด และนั่นทำให้ผมนอนไม่หลับจนถึงจุดที่ผมเรียกว่าเป็นยุค 'เครื่องบิน รถไฟ และรถยนต์'” 

“ความบ้าคลั่งของการทัวร์ทำให้การนอนเป็นเรื่องยากมาก คุณอยู่บนรถบัส รถบัสก็เคลื่อนที่และสั่นสะเทือนตลอดเวลา แต่คุณต้องนอนให้หลับเพื่อจะได้พร้อมสำหรับโชว์วันถัดไป”

ถึงจะออกทัวร์โหดขนาดไหน แต่เขาก็พยายามแบ่งความรักให้กับลูก ๆ อยู่เสมอ โดยบินกลับบ้านไปหาครอบครัวให้บ่อยเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าเวลากว่าครึ่งของลูกจะอยู่บนรถบัสกับพ่ออย่างเขาก็ตาม

“ผมต้องบินกลับบ้านที่ดีทรอยต์เพื่อไปหาลูก ๆ ครึ่งหนึ่งของทัวร์พวกเขายู่อยู่บนรถบัสกับผม แต่อีกครึ่งหนึ่งพวกเขาอยู่ที่บ้าน ดังนั้นหลังจบโชว์ผมต้องรีบขึ้นเครื่องบิน 5 ชั่วโมงกลับไปหาพวกเขา ผมหวังว่าจะได้นอนบนเครื่องบิน ไปถึงตอนที่พวกเขากำลังตื่นพอดี และใช้เวลาทั้งวันกับพวกเขา มันทำให้ผมสติแตก จนผมต้องใช้ยาพยุงตัวเองไปเรื่อย ๆ มันเหมือนกับว่า 'ผมคงต้องตายแน่ ๆ ถ้ายังทำแบบนี้ต่อไป'” 

วงจรชีวิตที่ตึงเครียดและเปลี่ยนไปมาไม่หยุด ทำให้เขาเกิดอาการนอนไม่หลับอย่างรุนแรง และนั่นก็ทำให้เขานอนได้เพียงคืนละประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งอาการนอนไม่หลับของเขาว่ากันว่าส่งต่อผ่านทางพันธุกรรมเช่นกัน เพราะมีข้อมูลว่าสายเลือดฝั่งแม่ของเขาก็ประสบปัญหาการนอนไม่หลับ 

การพยายามแก้ปัญหาการนอนทำให้เขาเริ่มหันเข้าหายาตามใบสั่งแพทย์ เช่นการใช้ยาไวโคดิน (Vicodin) ซึ่งเขาก็เผยอย่างสัตย์ตรงว่าอันที่จริงสิ่งนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนแรกว่าร่างกายเริ่มมีปัญหาการนอนเกินกว่าจะรับไหวแล้ว

“ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองมีปัญหา ผมแค่ชอบยาพวกนี้มาก ๆ พอเริ่มมีเงินนิดหน่อย ผมก็ซื้อพวกมันได้มากขึ้น” เมื่อลองไวโคดินไปได้ระยะหนึ่ง ชายคนนี้ก็เริ่มใช้ยานอนหลับอย่างแอมเบียน (Ambien) เพื่อช่วยให้หลับยามทัวร์ แต่นั่นกลับทำให้ความทรงจำและสติรับรู้ของเขาพังทลาย 

“ผมกินยานิดหน่อยก่อนขึ้นแสดง ซึ่งคุณอาจจะคิดว่ามันฟังดูไม่เข้าท่า แต่แอมเบียนเป็นเหมือนตัวลบความทรงจำ ถ้าคุณกินมันแล้วไม่ยอมนอน คุณจะตกอยู่ในสภาวะมึนงง”

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้แฟนเพลงเห็นความผิดปกติอย่างชัดเจน คือการออกรายการ 106 and Park ของช่อง BET ร่วมกับ 50 Cent ซึ่ง Eminem เล่าถึงวันนั้นว่า “เราเล่นเพลง ‘You Don’t Know’ ในรายการ แล้วก็ให้สัมภาษณ์หลังจากนั้น นั่นคือตอนที่ทุกอย่างเริ่มพังทลาย โฮสต์คนหนึ่งพูดกับผม แต่ผมฟังไม่ออกเลยสักคำว่าเธอพูดอะไร 50 Cent ต้องคอยช่วยตอบคำถามแทนผมทั้งหมด... ถ้าคุณกลับไปดูสัมภาษณ์นั้น คุณจะสังเกตเห็นได้เลย นั่นคือตอนที่ทุกคนรอบตัวผมรู้ว่า 'เขากำลังแย่แล้ว มีบางอย่างผิดปกติกับเขา'”

เมื่อสภาวะเสพติดยานอนหลับลุกลาม ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2005 Eminem จำเป็นต้องยกเลิกทัวร์คอนเสิร์ต Anger Management ในยุโรป และเข้ารับการบำบัดอาการติดยานอนหลับในโรงพยาบาล ข่าวการเข้ารับการบำบัดสร้างกระแสคาดเดาไปทั่ววงการดนตรีว่าเขาอาจกำลังจะหันหลังให้กับการเป็นแร็ปเปอร์บนเวที โดย พรูฟ (Proof) เพื่อนสนิทของเขา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในตอนนั้นเช่นกัน 

"เอ็มก้าวมาถึงจุดที่รู้สึกว่าเขาบรรลุทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ในวงการการแร็ปแล้ว เขาอาจอยากจะผ่อนคลายและหันไปเอาดีทางงานโปรดิวซ์ แล้วทำไมจะไม่โบกมือลาในขณะที่คุณยังอยู่บนจุดสูงสุดล่ะ"

ขณะเดียวกันผู้คนในวงการดนตรีต่างออกมาวิเคราะห์อนาคตในวงการเพลงของ Eminem แม้แต่ ‘จูเลียน มาร์แชลล์’ (Julian Marshall) จากนิตยสาร New Musical Express (NME) ก็ได้ตบเท้าออกมาพูดถึงเช่นกัน 

"ผมคงแปลกใจมากหากนี่คือจุดจบของ Eminem ในฐานะศิลปินผู้ทำเพลง แต่ถ้าคุณตั้งชื่ออัลบั้มสองชุดล่าสุดว่า The Eminem Show และ Encore คุณก็ต้องคาดคิดอยู่แล้วว่ามันน่าจะเป็นการปิดฉากบทบาทช่วงหนึ่งในชีวิตของเขา 

“มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ Eminem อาจใช้เวลา 2-3 ปีข้างหน้าในการทำโปรเจกต์อื่น ๆ เช่น เดินตามรอย ดร.เดร ด้วยการเป็นโปรดิวเซอร์ดันแร็ปเปอร์รุ่นใหม่ ๆ มองหาระบบบทบาทการแสดงใหม่ หรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับงานบริหารค่ายเพลงมากขึ้น เหมือนกับที่ เจย์-ซี เคยทำตอนประกาศรีไทร์ 

“โชคดีสำหรับ Eminem ที่เขาประสบความสำเร็จมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ในเวลาที่เขาต้องการ การหายหน้าไปจากสายตาของสาธารณชนสักช่วงหนึ่ง จะยิ่งทำให้การกลับมาของเขาน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีก" 

ถึงจะมีคนออกมาวิเคราะห์มากมายแต่ Eminem รู้ดีกว่าใครว่าจะไม่หยุดเส้นทางอาชีพของตัวเองไว้แค่นี้เป็นอันขาด

“ผมรู้ว่าผมไม่ได้จะแร็ปไปตลอดชีวิต ผมรู้แค่นั้นแหละ แต่ตราบใดที่ผมยังรู้สึกว่ามีพลัง มีวิญญาณในตัวที่จะทำ และผมยังทำมันได้ ผมก็จะทำมันต่อไป” 

แต่วิกฤตของเขายังไม่จบลงง่าย ๆ หลังจากการสูญเสีย Proof ในปี 2006 Eminem ยอมรับว่าการเสพยาของเขาพุ่งทะลุขีดจำกัด เขาใช้แวเลียม (Valium) มากถึง 75–80 เม็ดต่อคืน จนกระทั่งเสพยาเมทาโดน (Methadone) เกินขนาดในปี 2007 จนอวัยวะภายใน ทั้งตับและไตเริ่มล้มเหลว ซึ่งแพทย์ระบุว่าหากมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่านั้นเพียง 2 ชั่วโมง เขาอาจไม่รอดชีวิตแล้ว

“ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับสายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด ผมพูดไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย ผมไม่เข้าใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และเกิดเรื่องอะไรขึ้น” 

แม้ว่าจะอยู่ในมือหมอ แต่ช่วงการถอนยาก็หนักหนาไม่แพ้กัน ทั้งนอนไม่หลับเป็นเวลา 24 ชั่วโมง นาน 3 สัปดาห์เต็ม กว่าจะหลับก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีก และยังต้องค่อย ๆ ฝึกนอนกับพูดใหม่อีกครั้ง

ราวกับทุกอย่างในร่างกายพร้อมปฏิเสธทุกสิ่งที่เข้ามา

และการปฏิเสธร่างกายตัวเองนั้น นับเป็นความทรมานแสนสาหัส

“ผมพบว่าช่วงเวลาที่ผมใช้ยาหนักที่สุดและติดยาจริง ๆ มันกินเวลาอยู่ประมาณ 5 ปีในชีวิตของผม มันบ้ามากเมื่อคิดย้อนกลับไป ตอนที่มันเกิดขึ้นมันรู้สึกเหมือนยาวนานมาก แต่พอมองกลับไปตอนนี้ มันไม่ได้ยาวนานขนาดนั้นเลยก่อนที่ปัญหาของผมจะระเบิดออกมาอย่างที่เป็น”

ออกกำลังกาย ตัวช่วยการนอนหลับ

หลังออกจากสถานบำบัด น้ำหนักของเขาพุ่งไปสูงถึง 104 กิโลกรัม ซึ่งเกิดจากสารเคมีในยาไวโคดินและแวเลียม ที่เขากินมานานหลายปีจนกัดกระเพาะเป็นแผล ทำให้เขาต้องกินอาหารตลอดเวลาเพื่อลดอาการแสบท้อง เมื่อถอนยา เขากลับพบปัญหาเดิมคือไม่สามารถนอนหลับได้เลย

“พอออกจากสถานบำบัด ผมจำเป็นต้องลดน้ำหนัก และต้องหาวิธีดำเนินชีวิตแบบคนถอนยา ถ้าผมไม่ได้เมาจนวูบไป ผมก็นอนไม่หลับเลย ดังนั้นผมก็เลยเริ่มออกวิ่ง มันทำให้ผมได้สารเอนดอร์ฟินตามธรรมชาติ และยังช่วยให้ผมหลับได้ด้วย การออกกำลังกายก็เลยเป็นเรื่องเพอร์เฟกต์ มันง่ายมากที่จะเข้าใจว่าทำไมคนเราถึงเปลี่ยนจากการติดยามาติดการออกกำลังกาย เพราะนี่คือการเปลี่ยนสารเสพติดชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่งที่ดีต่อร่างกาย”

ถึงจะรู้ว่าอะไรดีต่อร่างกาย แต่ด้วยกลไกสมองของคนเคยติดยา เขาจึงเริ่มเสพติดการวิ่งจนเกินไป และด้วยสมองที่ได้รับผลกระทบจากยาก็ทำให้ถลำลึกมากเกินไปกว่าคนปกติเสมอ 

“ผมกลายเป็นเหมือนหนูถีบจักร วิ่งวันละ 17 ไมล์บนลู่วิ่ง ตื่นเช้ามาก่อนไปสตูดิโอผมวิ่ง 8.5 ไมล์ในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง พอกลับบ้านก็วิ่งอีก 8.5 ไมล์ ผมเริ่มหมกมุ่นกับแคลอรี ต้องแน่ใจว่าเผาผลาญได้ 2,000 แคลอรีทุกวัน”

Eminem วิ่งออกกำลังกายทุกวัน จนน้ำหนักลดเหลือ 67 กิโลกรัม แต่ด้วยการวิ่งที่หนักเกินไป กล้ามเนื้อสะโพกเขาก็ได้ฉีกขาด หลังจากวันนั้นจึงเปลี่ยนมาใช้วิดีโอออกกำลังกายที่บ้านอย่าง Insanity, P90X และ Body Beast แทน ซึ่งเขาเผยว่าแม้จะคลั่งการออกกำลังกายขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่ได้คือการดึงข้อ 

“... ผมยังคงเกลียดการดึงข้อ โครตยากเลย แต่ผมก็ทำมัน ผมคิดว่าผมเป็นคนค่อนข้างจริงจังกับการออกกำลังกาย ถ้าคุณอยู่ในจุดที่มีความก้าวหน้าและลงทุนกับมันไปแล้ว คุณไม่อยากยอมแพ้หรือทิ้งสิ่งที่คุณเริ่มไว้หรอก”

แม้จะรักษาตัวอยู่ระยะหนึ่ง แต่อย่างที่รู้กันดีว่าความยิ่งใหญ่ของ Eminem ยังคงไม่ซีดจางไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปล่อยอัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 8 ของเขาอย่าง The Marshall Mathers LP 2 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2013 เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ ‘เซน โลว์’ (Zane Lowe) ถึงการรับมือกับชื่อเสียงและความกดดันทางสังคมอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมไม่เคยเป็นคนที่เรียกร้องความสนใจเลย ผมไม่ชอบการออกไปในที่สาธารณะ”

“เมื่อก่อนในหัวผมมันมีแต่ความคิดที่ว่า 'ขอกินยาอันนี้กับอันนี้ ดื่มอันนี้กับอันนี้เพื่อเอาชีวิตรอดผ่านมันไปให้ได้' แต่นี่เปลี่ยนเป็นการได้เห็นผู้คน ได้เชื่อมโยงกับฝูงชน และสนุกไปกับมันจริง ๆ

“ผมยังเขียนเพลงอยู่ตลอดเวลา และผมคงจะเป็นแบบนั้นตลอดไป ไม่ว่าถึงจุดไหนที่ผมตัดสินใจจะวางไมค์ลง หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ผมคิดเสมอว่าผมอยากจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับดนตรีอยู่ดี... ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผมก้าวไปข้างหน้าได้เรื่อย ๆ คือดนตรีและความหลงใหล ดังนั้นผมจึงรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งนั้นจริง ๆ”

 

สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาด้านการนอนหลับ ไม่ว่าจะหนักหรือเบา และกำลังมองหาทางออกของปัญหานี้ The People ชวนทุกคนมาร่วมงาน Shall We Sleep 2026 GOOD NIGHT Better Life

📅 วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2026
 🕜 13.30 – 17.30 น.
 📍 Gaysorn Urban Resort

แล้วมาค้นพบไปด้วยกันว่า

GOOD NIGHT Better Life

เพราะคืนที่ดี คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดี

สำหรับพาร์ทเนอร์ที่มีความสนใจและอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน สามารถติดต่อได้ที่

  • จันทร์ทิวา ศรทอง: 098 963 4947 | [email protected]
  • นครินทร์ ลาภอนันด์รุ่ง: 094 572 2828 | [email protected]

 

อ้างอิง

Eminem admits he is hooked on sleeping pills

Eminem asks hotel to tinfoil room windows so he can sleep

Eminem hospitalized for sleeping pill problem

Eminem Opens Up About Past Drug Abuse: "I Would Have Died"

Eminem Reflects on the Most Harrowing Moments of His Battle With Drug Addiction

Eminem says he's thankful to survive an addiction

Eminem: The Home Body 

Eminem: Touring led to sleep disorder

Eminem’s Road to Recovery 

No Edinburgh Encore as 'exhausted' Eminem fights sleeping pill addiction Rap star keen to step away from the spotlight and focus on family 

Sleep deprivation caused Eminem to crack up