22 ต.ค. 2569 | 16:00 น.

The World Justice Project (WJP) เผยแพร่ดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมประจำปี 2026 (WJP Rule of Law Index® 2026) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยประเทศไทยได้คะแนนรวม 0.50 จากคะแนนเต็ม 1 อยู่ในอันดับ 80 จาก 143 ประเทศและเขตอำนาจทั่วโลก ปรับลงจากอันดับที่ 77 ในปีที่ผ่านมา และสำหรับการจัดอันดับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 10 จาก 15 ประเทศ และอยู่ในอันดับ 24 จาก 44 ประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง
ผลประเมินสะท้อนความท้าทายในการเสริมสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และการลดอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรม ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่สัดส่วนประเทศซึ่งมีคะแนนหลักนิติธรรมลดลงยังมากกว่าประเทศที่มีคะแนนดีขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9
“เป้าหมายคือการทำให้กฎหมายและสถาบันต่าง ๆ สามารถสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน โดยใช้หลักฐานและข้อมูลเชิงประจักษ์เข้ามาช่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม”
ผู้อำนวยการ TIJ ยังได้ระบุถึงมิติทางเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับหลักนิติธรรม ซึ่งรายงานฉบับนี้ได้กล่าวถึงอย่างจำเพาะด้วยว่า หลักนิติธรรมที่เข้มแข็งมีความสัมพันธ์กับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพด้านราคา และความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของประเทศ แม้ข้อมูลนี้จะไม่ได้ยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลโดยตรง แต่ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยควรนำมาพิจารณาควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศไทยกำลังเร่งดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ควบคู่ไปกับกระบวนการการเข้าสู่การเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571
“กติกาที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เข้าถึงได้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถวางแผนอนาคตได้ การยกระดับหลักนิติธรรมจึงเป็นการลงทุนในรากฐานของประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน” ดร.พิเศษ กล่าว
ภาพรวมโลกยังถดถอยต่อเนื่อง ขณะที่ภูมิภาคเผชิญความท้าทายร่วมกัน
รายงานผลดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมปี 2026 ครอบคลุม 143 ประเทศและเขตอำนาจทั่วโลก โดย 62% มีคะแนนหลักนิติธรรมลดลง และ 38% มีคะแนนดีขึ้น แม้จำนวนประเทศที่มีคะแนนลดลงจะน้อยกว่าปีก่อน แต่สัดส่วนประเทศที่ถดถอยยังมากกว่าประเทศที่ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยมีเดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์อยู่ในสามอันดับแรกของโลก
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก 11 จาก 15 ประเทศมีคะแนนลดลง นิวซีแลนด์อยู่ในอันดับ 1 ของภูมิภาคและอันดับ 7 ของโลก ตามด้วยออสเตรเลียและสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 10 และสามอันดับท้ายของภูมิภาค ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เมียนมา และกัมพูชา
WJP ระบุว่า แรงกดดันและการแทรกแซงที่ไม่เหมาะสมจากฝ่ายบริหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและทางอาญาทั่วโลกอ่อนแอลง ขณะเดียวกัน การจำกัดพื้นที่แสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนยังเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นในการเสริมสร้างสถาบันที่ตรวจสอบได้ และกระบวนการยุติธรรมที่สามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากรายงานฉบับล่าสุด เมื่อเปรียบเทียบคะแนนรายปัจจัยกับค่าเฉลี่ยโลก พบว่า ประเทศไทยมีคะแนนด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ส่วนอีก 7 ปัจจัยยังมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ดังนี้
ทั้งนี้ พบด้วยว่ามีสองปัจจัยที่ประเทศไทยได้คะแนนลดลงเมื่อเทียบกับคะแนนในปี 2025 ได้แก่ การปราศจากคอร์รัปชัน (เดิม 0.45) และการบังคับใช้กฎหมาย (0.45) ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประเมินภาพรวมในรอบ 5 ปี (2021-2026) มิติการปราศจากการทุจริตมีคะแนนหดตัวรุนแรงถึง 5.6% เช่นเดียวกับประเด็นด้านประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎระเบียบที่ลดลงถึง 4.0% ในขณะที่คะแนนในปัจจัยอื่น ๆ ไม่ต่างจากเดิม
เสรีภาพและการตรวจสอบอำนาจรัฐเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ
รายงานฉบับรายประเทศยังระบุด้วยว่า ประเทศไทยมีผลประเมินลดลงในประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและการรวมกลุ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชน และการจำกัดอำนาจรัฐบาลโดยฝ่ายตุลาการ ทั้งยังอยู่ในกลุ่มประเทศกว่า 86% ทั่วโลกที่เผชิญการถดถอยในกลไกป้องกันการใช้อำนาจแบบอำนาจนิยมอย่างน้อยหนึ่งด้าน ได้แก่ การจำกัดอำนาจรัฐบาล รัฐบาลที่เปิดเผยโปร่งใส และสิทธิขั้นพื้นฐานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
การเข้าถึงความยุติธรรมทางแพ่งยังต้องพัฒนา
แม้มากกว่าครึ่งของประเทศที่ได้รับการประเมิน จะมีพัฒนาการดีขึ้นในด้านการเข้าถึงและความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง (54%) และกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติ (52%) ภายใต้มิติการประเมินด้านการเข้าถึงความยุติธรรมทางแพ่ง แต่ประเทศไทยกลับไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีพัฒนาการดีขึ้นในสองประเด็นดังกล่าว
หลักนิติธรรมกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
WJP นำเสนอข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพด้านราคา และความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต่ำ โดยพบว่า
ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญคือ "ความเชื่อมั่นด้านการลงทุน" เมื่อรัฐมีกลไกจำกัดอำนาจที่โปร่งใส มีการบังคับใช้สัญญาที่ได้มาตรฐาน และมีมาตรการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินอย่างรัดกุม ภาคธุรกิจย่อมสามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการลงทุนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ด้วยต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม
แม้บริบทนี้จะไม่ได้ชี้ว่าหลักนิติธรรมเป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลได้ตอกย้ำว่า นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ จะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้หากปราศจากความมั่นคงทางกฎหมาย การยกระดับหลักนิติธรรมจึงเป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ โปร่งใส และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
อ่านข้อมูลดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมเพิ่มเติมได้ที่ https://worldjusticeproject.org/index/
…
อ้างอิงข้อมูลจาก
รายงานประเทศไทย
รายงานภาพรวมโลก