12 ธ.ค. 2568 | 10:30 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าตอกย้ำบทบาท “ผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม” (System Integrator) ผ่านการจัดชุดกิจกรรมครั้งยิ่งใหญ่ตลอดไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “Innovation Nation” เพื่อแสดงศักยภาพของนวัตกรรมไทยในฐานะฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความท้าทายระดับโลก
ยุทธศาสตร์ในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานผ่านกลยุทธ์ “Groom - Grant - Growth - Global” เพื่อยกระดับผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมไทยใน 4 สาขา ได้แก่ เทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech), เทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech), เทคโนโลยีอาหารและเกษตร (Food & AgTech) และนวัตกรรมการท่องเที่ยว (Tourism Innovation) พร้อมกับการเปิดเผยผลคะแนนดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index: GII) ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นเข็มทิศสำคัญที่จะกำหนดทิศทางนวัตกรรมไทยในทศวรรษหน้า
ในการเปิดงาน Global Innovation Forum 2025, ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ได้นำเสนอประเด็นที่คนไทยต้องตระหนัก คือผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (GII 2025) โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 45 จาก 139 ประเทศทั่วโลก แม้อันดับจะมีการขยับลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า แต่คะแนนรวมที่ 36.7 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษามาตรฐานท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ดร.กริชผกา ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (Upper Middle-Income Group) โดยครองอันดับที่ 4 จาก 36 ประเทศ และเป็นอันดับที่ 4 ในภูมิภาคอาเซียน สิ่งที่ NIA มุ่งเน้นคือการวิเคราะห์ “ภูมิทัศน์นวัตกรรม” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านกฎระเบียบ (Regulatory Landscape) และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขั้นสูง
"หัวใจสำคัญของการเป็น Innovation Nation คือการเร่งสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (Innovation-Based Enterprises) ที่ไม่ได้เก่งแค่ในห้องแล็บ แต่ต้องพร้อมแข่งขันในตลาดโลกได้จริง NIA จึงตั้งเป้าที่จะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน"
ดร.กริชผกา กล่าวเน้นย้ำ
ประเด็นสุขภาพถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นลำดับแรกภายใต้หัวข้อ “Global Health Tech towards Innovation Nation… เฮลท์เทคไทยมองไกลกว่าสุขภาพ” เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับคลื่นยักษ์ทางประชากรศาสตร์ นั่นคือการก้าวสู่ สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Superaging Society) โดยมีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่เกิน 5 ปี ประชากร 1 ใน 5 ของไทยจะมีอายุเกิน 65 ปี
ในงานนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ พญ.จามรี เชื้อเพชระโสภณ (รพ.เมดพาร์ค) ชี้ให้เห็นว่าเราต้องแยก "Health" (สุขภาพ) และ "Wellness" (สุขภาวะ) ออกจากกัน นวัตกรรมไทยต้องเน้นไปที่ Wellness ซึ่งครอบคลุมองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะการนำ Wearable Device มาใช้เพื่อวัดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ขณะที่ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (Bitkub): สะท้อนปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่าง Lifespan (อายุขัย) และ Healthspan (ช่วงชีวิตที่แข็งแรง) โดยระบุว่าผู้ชายไทยอาจมีอายุถึง 75 ปี แต่แข็งแรงแค่ 65 ปี หมายความว่า 10 ปีสุดท้ายต้องอยู่กับโรคภัย นวัตกรรมอย่าง Biohacking และ Prevention Stack จึงเป็น S-Curve ใหม่ที่ไทยต้องรีบคว้า
ส่วน ธเนศ บุญคุณศักดิ์ (IBM Thailand): ยืนยันว่าเทคโนโลยี AI และ Quantum Computing จะช่วยลดต้นทุนด้าน Healthcare ได้มหาศาล และจะเปลี่ยนระบบคิดค่าบริการจากแบบเดิมมาเป็น Value-Based Care ที่เน้นผลลัพธ์การรักษาเป็นหลัก
ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนแพทย์ (เช่น ศิริราช) และสตาร์ทอัพผ่านโครงการ Sandbox จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนงานวิจัยระดับสูงให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ในตลาดโลก
ในวาระต่อมา NIA ได้เจาะลึกเรื่อง “Global Climate Tech towards Innovation Nation” โดยมองว่า Climate Tech ไม่ใช่ภาระทางต้นทุน แต่คือ "ใบเบิกทาง" สู่การค้าโลก โดยเฉพาะเมื่อมาตรการอย่าง CBAM (มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน) ของยุโรปเริ่มมีผลบังคับใช้กับอุตสาหกรรมหนัก โดยคำสำคัญที่จะขับเคลื่อนไทยในวันพรุ่งนี้คือ การผนึกกำลังเพื่อความยั่งยืน อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) ระบุว่าปัจจุบันมีองค์กรไทยกว่า 1,700 แห่งที่เริ่มรายงาน Carbon Footprint และกว่า 100 แห่งประกาศเป้าหมาย Net Zero
สำหรับ รศ.ดร.สุทธิรัตน์ กิตติพงษ์วิเศษ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เน้นย้ำเรื่อง Deep Tech อย่าง CCUS (การดักจับและกักเก็บคาร์บอน) และการสร้างบุคลากรสาย "Green Business" ซึ่งจะเป็นที่ต้องการสูงสุดในอนาคต
ส่วน วีรศักดิ์ พงษ์ธัญญวิชัย (True Corporation): เผยวิสัยทัศน์การใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI เพื่อสนับสนุนคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในมิติของภาคธุรกิจ พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้งบริษัทคิดคิด และ Platform ECOLIFE และ ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ จาก LPN ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ผู้บริโภคยุค Gen Z พร้อมจะจ่ายแพงขึ้นหากแบรนด์มีความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นนวัตกรรมในภาคอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยจึงต้องมุ่งไปที่ Wellness และ Smart Living ควบคู่กันไป
อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรคือ "หัวใจ" ของประเทศไทย NIA จึงได้จัดงาน Innovation Thailand Top Executives Meeting เพื่อเชื่อมโยงผู้บริหารระดับสูงกว่า 20 องค์กร ร่วมวางทิศทาง “Future of Food” ผ่าน 3 มิติหลัก: Good for Health (ดีต่อสุขภาพ), Good for Heart (ดีต่อใจ), และ Good for Planet (ดีต่อโลก)
กลยุทธ์สำคัญที่ NIA นำมาใช้คือการแก้ปัญหา "ต้นทุนการผลิต" ที่สูงขึ้น ด้วยการใช้นวัตกรรมทำให้สินค้ามีราคาที่ Affordable (จับต้องได้) และ Scalable (ขยายตลาดได้) ผ่านโครงการเร่งสร้างการเติบโต เช่น:
ดร.กริชผกา เน้นย้ำว่า NIA มุ่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตั้งแต่ "ต้นน้ำ" (เกษตรกร) สู่ "ปลายน้ำ" (ผู้บริโภคทั่วโลก) ผ่านโปรแกรมการจับคู่ธุรกิจและการลงทุนระดับสากล
เพื่อให้เห็นนวัตกรรมในเชิงประจักษ์ NIA ได้นำคณะผู้บริหารเยี่ยมชม DISTAR FRESH FARM ณ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นฟาร์มปลูกผักระบบปิดแนวตั้ง (Indoor Vertical Farming) แห่งแรกๆ ของไทยที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์
นวัตกรรม "Beyond Organic"
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา Pain Point ของการเกษตรไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว NIA ได้ประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับสู่ "การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ" ผ่านกิจกรรม The Interactive Green Journey ที่คุ้งบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ โดยเน้นการสร้าง Creative Green Experience Sandbox
การผสานเทคโนโลยีและชุมชน:
โครงการนี้นำโดยวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) อย่าง เลิร์นดู ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีขั้นสูงสามารถทำงานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชาวบ้านได้อย่างไร
เพื่อให้เป้าหมาย Innovation Nation สำเร็จ NIA ได้ออกแบบกลไกการสนับสนุนที่ครอบคลุมทุกระดับ (Level of Maturity) ของผู้ประกอบการ:
Groom (บ่มเพาะ): สร้างทักษะและศักยภาพผ่านโครงการ STEAM4INNOVATOR และ Startup Thailand League ตั้งแต่ระดับเยาวชน
Grant (ให้ทุน): สนับสนุนเงินทุนวิจัยและต่อยอดเชิงพาณิชย์ผ่านทุน Mandatory Innovation และ Localized Innovation สำหรับธุรกิจ SME และ Startup
Growth (เร่งเติบโต): ใช้แพลตฟอร์มกลางและ Accelerator Program เพื่อเตรียมความพร้อมของโมเดลธุรกิจให้แข็งแรง
Global (สู่สากล): เชื่อมโยงกับนักลงทุนต่างประเทศและตลาดใหม่ๆ ผ่านเครือข่าย Global Startup Hub และความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำอย่าง JETRO (ญี่ปุ่น) และ Vinnova (สวีเดน)
นอกจากนี้ การสร้าง Thailand Innovation Hub ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กระจายโอกาสนวัตกรรมไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้ความก้าวหน้ากระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ
กิจกรรมทั้งหมดในปี 2568 นี้ สะท้อนให้เห็นว่าสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้ขยับบทบาทจากการเป็นผู้ให้ทุนทั่วไป สู่การเป็น "ผู้กำกับดูแลระบบนิเวศนวัตกรรม" ที่มีความชัดเจนและเฉียบคมขึ้น การเชื่อมโยง Health Tech, Climate Tech, Food & AgTech และ Tourism เข้าด้วยกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อยกระดับอันดับ GII ในปีถัดไป แต่คือการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคงสำหรับคนไทยทุกคน
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง กล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความหวังว่า
"นวัตกรรมไทยมีศักยภาพที่สูงมาก สิ่งที่ขาด คือความร่วมมือที่เหนียวแน่นและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้อย่างถูกจุด วันนี้เราเห็นแล้วว่า ทั้งสตาร์ทอัพรุ่นใหม่และองค์กรขนาดใหญ่ ต่างพร้อมใจกันเดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมที่เติบโตอย่างยั่งยืนและมีตัวตนที่โดดเด่นบนเวทีโลก"