สตีฟ ฮาร์ทแมน : ตีแผ่ปัญหากราดยิงผ่านภาพ ‘ห้องนอนที่ว่างเปล่า’ ในสารคดี All the Empty Rooms

สตีฟ ฮาร์ทแมน : ตีแผ่ปัญหากราดยิงผ่านภาพ ‘ห้องนอนที่ว่างเปล่า’ ในสารคดี All the Empty Rooms

เรื่องราว ‘สตีฟ ฮาร์ทแมน’ (Steve Hartman) นักข่าวพลังบวกผู้เปลี่ยนแนวทางและตัดสินใจตีแผ่ปัญหากราดยิงผ่านภาพ ‘ห้องนอนที่ว่างเปล่า’ ในสารคดี

KEY

POINTS

 

ในเรื่องราวเลวร้ายมักมีแง่งามซุกซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

 

การมองโลกในแง่ดีถือเป็นคุณสมบัติสำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมและโลกใบนี้ เพราะด้วยการใช้ชีวิตต่อไปด้วยความหวัง ก็หมายความว่าเขาคนนั้นย่อมมีพลังจะก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งเสมอ ด้วยเหตุนั้น ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายเพียงใด การเสาะหาแสงสว่างในความมืดหม่นที่แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ก็จำเป็นต่อทัศนคติที่แข็งแรงและพร้อมเดินหน้าต่อเสมอ

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมการกราดยิงภายในโรงเรียนนับเป็นภัยร้ายที่อยู่คู่เคียงกับสหรัฐอเมริกาเรื่อยมานานหลายทศวรรษ อีกทั้งแนวโน้มเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้นเสียเท่าไรนัก ความเสียใจและสะเทือนขวัญย่อมเกิดขึ้นในหัวจิตหัวใจของชาวอเมริกันและผู้คนอีกมากมายที่ได้ยินข่าว แต่ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น บุคคลที่ยืนอยู่เคียงชิดใกล้โศกนาฏกรรมการกราดยิงในโรงเรียนมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ‘สตีฟ ฮาร์ทแมน’ (Steve Hartman)

ฮาร์ทแมนนับเป็นนักข่าวที่ชาวอเมริกันต่างก็คุ้นหน้า แม้เขาจะถูกรับมอบหมายมานานจวนจะสามทศวรรษให้ทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์การกราดยิงโดยเฉพาะ นั่นหมายนความว่าแทบจะทุกโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ฮาร์ทแมนต้องเก็บข้อมูลอย่างละเอียดและมานำเสนอเสมอ อย่างไรก็ตาม ผู้คนต่างก็จดจำเขาในฐานะ ‘พลังบวก’ ในโลกของข่าวสาร เพราะท่ามกลางความมืดหม่นและครุ่นเครียด ชายหน้าเป็นมิตรนามฮาร์ทแมนจะมาพร้อมเรื่องราวฮีลใจแก่ผู้ฟังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนธรรมดาทำตามฝัน หรือการทำความดีเล็ก ๆ ที่ทำให้โลกมนุษย์สวยงามขึ้นกว่าเก่า ซึ่งรวมไปถึงแง่งามของเหตุการณ์กราดยิง — เช่น ใครสักคนที่ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องคนอื่น — ก็ถูกยกมานำเสนอ เป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืด

ทว่าแสงสว่างเหล่านั้นที่อาจจะช่วยปลอบประโลมหัวใจที่บอบช้ำกลับไม่ได้ปัญหาเดิมที่วนซ้ำจางหายไปจากสังคมอเมริกันเลยแม้แต่น้อย สตีฟ ฮาร์ทแมน จึงตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ทำในสิ่งที่อาจไม่ได้สร้างกำลังใจและปลอบประโลม ทำในสิ่งที่หยิบเอาความจริงมาวางไว้ตรงหน้าและให้สังคมได้รับรู้ ว่าการสูญเสียนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

จนเกิดเป็นโปรเจกต์ที่ฮาร์ทแมนทำร่วมกับคู่หูช่างภาพของเขา ‘ลู บ็อป’ (Lou Bopp) ในการบันทึกภาพนิ่งของ ‘ห้องนอน’ ของเยาวชนที่ต้องจากไปจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น เพื่อฉายให้เห็นว่าความจริงของการสูญเสียหน้าตาเป็นแบบไหน ซึ่งสิ่งที่พวกเขาทำนั้นก็ได้ถูกบันทึกผ่านภาพยนตร์สารคดีสั้น ‘All the Empty Rooms’ (2025) ที่กำกับโดย ‘โจชัวร์ เซฟเทล’ (Joshua Seftel) และได้คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยมไปครอง

 

ผมอยากจะพาชาวอเมริกันทุกคนไปอยู่ในห้องนอนเหล่านั้นสักครู่หนึ่ง ครู่เดียวเท่านั้น 
แล้วผมเชื่อว่าอเมริกาที่เรารู้จักจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

นักข่าวที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและแสงสว่าง

 

ผมถูกจดจำว่าเป็นผู้สื่อข่าวที่ทำให้คนรู้สึกดีและมีความสุข 
ผมคือคนที่โผล่มาตอนท้าย เพื่อทำให้คนเชื่อมั่นและมีความหวังในมนุษย์อีกครั้ง

 

สตีฟ ฮาร์ทแมนได้มาทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวของ CBS ในปี 1996 โดยตัวของเขามีเอกลักษณ์เด่นที่ผู้คนต่างก็จำได้คือการนำเสนอเรื่องราวที่ดีต่อใจ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่สะท้อนให้เห็นว่าการกระทำเล็ก ๆ ของผู้คนก็สามารถมีความหมายต่อใครสักคนหรือโลกทั้งใบได้อย่างคาดไม่ถึง ฮาร์ทแมนกลายเป็นตัวแทนของพลังบวกของชาวอเมริกัน ซึ่งมาจนถึงทุกวันนี้มันก็ยังเป็นเช่นนั้น

ทว่าเส้นทางของฮาร์ทแมนที่เลียบเคียงมากับภาพจำของเขานั้นช่างตรงกันข้ามกันสิ้นดี ในปี 1997 อีกฟากของเนื้อหาที่ฮาร์ทแมนต้องรับผิดชอบนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันคือการรายงานข่าวและเขียนบทความเกี่ยวกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา

 

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการกราดยิงในโรงเรียนทุกครั้งที่เกิดขึ้นมาหลายปี
อาจจะฮีโร่หรือคนในประเทศที่รวมตัวกัน ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม
แต่สิ่งสำคัญคือการมองหาแง่ดีบางอย่าง

 

หน้าที่ของฮาร์ทแมนคือการแหวกหาเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเลวร้ายเหล่านั้น เขาต้องพยายามเฟ้นหาเรื่องราวของใครสักคนที่ลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยความกล้าหาญและช่วยเหลือผู้อื่น สาดสายตาหาผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากความสูญเสีย เพื่อเป็นการนำเสนอข่าวที่งัดค้านกับความโศกเศร้าที่เกิดขึ้น เพื่อให้เห็นว่าท่ามกลางความมืดมิดยังมีแสงสว่างหลบซ่อนอยู่

ทว่าเมื่อยิ่งเดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นเรื่อย ๆ ภาพบางอย่างก็ยิ่งปรากฏชัดต่อสายตาของฮาร์ทแมน

 

ทุกวันที่ผ่านไป ผมเริ่มเห็นว่าเหตุกราดยิงในสหรัฐอเมริกายิ่งเกิดถี่ขึ้น
ระยะห่างของครั้งก่อนหน้ากับครั้งล่าสุดเริ่มหดสั้นลง

 

จากในวันที่สตีฟ ฮาร์ทแมนเริ่มต้นทำข่าวเกี่ยวกับเหตุกราดยิง ในปี ๆ หนึ่งจะมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นประมาณ 17 ครั้ง ทว่ามาจนถึงปัจจุบันนี้ ตัวเลขเหล่านั้นก็ได้ขยับขึ้นมาถึง 132 ครั้งต่อปี

เกิดอะไรขึ้นกับอเมริกา มีอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดหรือเปล่า?

 

ความเจ็บปวดที่ซ้ำซากและด้านชา

ผมเขียนบทความเหล่านี้มากจนผมรู้สึกว่าผมกำลังเขียนเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา
ตามจริงแล้ว ผมหยิบใช้ถ้อยคำเดิมมาเขียนในเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไปเสียด้วยซ้ำ

การใช้ชีวิตอยู่กับเหตุการณ์ที่ละม้ายคล้ายเดิมเป็นระยะเวลายาวนาน แม้ว่ามันจะเลวร้ายเพียงไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘ความชินชา’ ฮาร์ทแมนก็เป็นหนึ่งคนที่รู้สึกเช่นนั้น กราดยิงแล้วกราดยิงเล่า โรงเรียนแล้วโรงเรียนเล่า ชีวิตมากมายที่ต้องสังเวยไปจากเหตุกราดยิงเหล่านี้ทุกปีที่ผ่านไป เมื่อความสะเทือนขวัญหลายครั้งถูกเรียกร้อยจนสามารถสอดประสานกันได้ มันก็เริ่มก่อตัวกลายเป็นพังผืดภายในจิตใจและอาจเผลอคิดไปได้ว่านี่มันคือเรื่องธรรมดา… ทั้ง ๆ ที่มันไม่ธรรมดา และไม่เคยธรรมดา

เฉกเช่นเดียวกับฮาร์ทแมนที่ต้องเขียนข่าวทำนองเดิมซ้ำไปซ้ำมา ประชาชนมากมายที่ฟังข่าวก็ถูกนำเสนอด้วยโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งที่ผ่านไป แรงสั่นสะเทือนเหล่านั้นย่อมลดน้อยถอยลง จนเหตุการณ์ที่เลวร้ายได้กลายร่างเป็น ‘ความโชคร้าย’ ที่บังเอิญเกิดขึ้นกับโรงเรียนใดสักโรงเรียนหนึ่ง และผ่านไป

นานวันเข้า สิ่งที่ฮาร์ทแมนรู้สึกว่าการพยายามขุดหาเรื่องดี ๆ มานำเสนอจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้นั้นไม่ต่างอะไรจากการกลบเกลื่อน ไม่ต่างอะไรจากการเบือนหน้าหนีโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นและแสร้งว่าโลกยังมีความหวัง หลอกตัวเองว่าทางข้างหน้ามันจะดีกว่าเดิม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

ฮาร์ทแมนจึงบอกกับตัวเองว่านับจากนี้ เขาจะไม่พยายามขูดหาเรื่องดี ๆ มาเล่าจากเหตุกราดยิงอีกแล้ว

นอกจากนั้น สิ่งที่ฮาร์ทแมนรู้สึกเกี่ยวกับการนำเสนอข่าว คือการเอ่ยถึงเพียงแต่ ‘ผู้กระทำผิด’ จนมากเกินไป จนเราหลงลืมไปว่าสิ่งที่สังคมสมควรกล่าวถึงที่สุดคือ ‘ผู้ที่จากไป’ เหล่าบรรดาคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว

 

ผมรู้สึกว่าผมต้องทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป
แล้วผมจะทำอะไรได้บ้าง

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฮาร์ทแมนก็ได้เปลี่ยนจากการถ่ายทอดเรื่องราวที่ดีจากเหตุกราดยิง เป็นการนำเสนอภาพถ่าย ‘ห้องนอนที่ว่างเปล่า’ ของบรรดาเยาวชนที่ถูกพรากชีวิตไปจากเหตุกราดยิง

 

ห้องนอนที่ว่างเปล่า

ความสูญเสียอาจสร้างบาดแผลต่อใครสักคนในรูปแบบและช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไป ในวันที่เผชิญหน้ากับมันเป็นคราแรก ย่อมเป็นความเจ็บปวดที่ยากเกินหยั่งถึง ทว่าสิ่งที่จะวนเวียนอยู่นานไปกว่านั้นคือ ‘ความว่างเปล่า’ ที่ไม่อาจขับไสไล่ส่งไปที่แห่งหนใดได้ มีเพียงแต่โอบรับ ‘ที่ว่าง’ ที่เคยมีใครสักคนดำรงอยู่ตรงนั้นอย่างหลีกหนีไม่ได้

สตีฟ ฮาร์ทแมน ได้ตั้งเป้าประสงค์ว่าเขาต้องการจะทำให้สังคมอเมริกันเข้าใจและรู้สึกถึงผลพวงของเหตุกราดยิงให้ได้มากที่สุด และสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงเนื้อข่าวที่สะเทือนขวัญ เพราะผลพวงระยะยาวที่เกิดขึ้นกับบรรดาพ่อแม่ผู้สูญเสียแก้วตาดวงใจไปคือความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นหลังจากที่ลูกของพวกเขาจากไป และคงไม่มีพื้นที่ใดที่สะท้อนความว่างเปล่าที่ว่านั้นได้ชัดเจนไปมากกว่า ‘ห้องนอน

เพราะห้องนอนเหล่านั้นคือภาพสะท้อนของตัวตนที่ยังหลงเหลืออยู่ ในสีของผ้าห่ม ลวดลายของผ้าปูที่นอน สิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะ สติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ ณ ฝาผนัง เสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในตู้ หรือบรรดารูปภาพที่ตั้งอยู่เพื่อบันทึกความทรงจำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเศษเสี้ยวที่ประกอบสร้างเป็นตัวตนของเขาเหล่านั้น แม้ตัวของใครคนนั้นจะไม่ดำรงอยู่บนโลกนี้แล้วอีกต่อไป

ความขาดพร่องในความสมบูรณ์แบบจึงเป็นสิ่งที่ช่วยสะท้อนการสูญเสียและการหายไปได้อย่างชัดเจนที่สุด ในขณะเดียวกับที่มันประกาศก้องว่าเธอหรือเขาเคยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ มันก็กล่าวบอกต่อหน้าของเราอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว 

สิ่งที่ฮาร์ทแมนพยายามจะนำเสนอกับสังคมอเมริกันไม่ใช่เพียงแค่ว่า “เกิดเหตุกราดยิงขึ้น!” อีกต่อไป แต่ข้อความที่ฮาร์ทแมนมุ่งถ่ายทอดผ่านภาพเหล่านั้นคือการบอกว่า “มีห้องนอนที่ว่างเปล่าเพิ่มขึ้นอีกห้องหนึ่งแล้ว

 

เมื่อผมได้ยินว่ามีการกราดยิงในโรงเรียน
ผมคิดเพียงแต่ว่าจะมีห้องที่ว่างเปล่าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งห้อง
ผมรู้สึกเหมือนเอาตัวเองไปอยู่ในห้องนั้นได้ และมันเจ็บกว่ามาก

 

พ่อแม่และผู้ปกครองผู้สูญเสียมากมายยินยอมและร่วมมือที่จะให้ฮาร์มแมนและบ็อปบันทึกภาพและถ่ายทอดมันสู่สาธารณชนด้วยความหวังที่ว่าการสูญเสียของพวกเขาจะไม่สูญเปล่า ว่าห้องนอนที่ว่างเพิ่มขึ้นอีกห้องหนึ่ง จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น มากกว่าข่าวร้ายที่ผ่านมาและผ่านไป แต่นอกจากไปถ่ายภาพแล้ว ฮาร์ทแมนก็ได้นำภาพเหล่านั้นไปอัดลงและทำเป็นหนังสือภาพเพื่อให้ครอบครัวที่สูญเสียเก็บบันทึกเอาไว้ความทรงจำ 

ผมแค่อยากให้ผู้คนเห็นภาพ แล้วปล่อยให้ภาพพูดแทนตัวมันเอง ผมอยากจะพาชาวอเมริกันทุกคนไปอยู่ในห้องนอนเหล่านั้นสักครู่หนึ่ง ครู่เดียวเท่านั้น  แล้วผมเชื่อว่าอเมริกาที่เรารู้จักจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

สามารถติดตามการเดินหน้าตีแผ่ห้องนอนที่ว่างเปล่าโดย สตีฟ ฮาร์ทแมน ได้ที่ CBS ในลิงก์ที่คอมเมนต์ และสามารถรับชมเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ที่สารคดี ‘All the Empty Rooms’ (2025) ที่สามารถรับชมได้ผ่าน Netflix