02 พ.ย. 2569 | 16:56 น.

KEY
POINTS
“ช่างโล่งใจ เมื่อรู้ว่าเธอจะลา พอรับเงินตรา เธอก็จากไป ช่างแสนสบาย เมื่อได้ยินเธอร้องขอร่ำไป ทุกครั้งที่สมใจ ก็เป็นอย่างที่เธอต้องการ…”
เสียงกีตาร์ดิบกร้าน ท่วงทำนองหมองหม่นในเพลง ‘Frances Farmer Will Have Her Revenge on Seattle’ ของวงกรันจ์ตำนาน ‘Nirvana’ ได้เปิดประตูให้ผู้คนรู้จักกับ ‘ฟรานเซส ฟาร์เมอร์’ (Frances Farmer) นางเอกสาวผู้ล่วงลับไปกว่าสองทศวรรษอีกครั้ง ไม่ว่าวันนั้น ‘เคิร์ท โคเบน’ จะสื่อสารชีวิตของเธอด้วยเจตนาใด แต่โศกนาฏกรรมของหญิงสาวอดีตนักแสดงดาวรุ่งที่ชีวิตพลิกผันกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช ก็ยังทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของความขบถ และไม่ว่าเรื่องราวของเธอจะถูกเติมแต่งอย่างแฟนตาซีไปมากแค่ไหน แต่ความขบถของเธอก็ยังคงมีความหมายทับซ้อนกับชีวิตของศิลปินผู้แต่งเพลงนี้ชนิดที่แยกไม่ออก
ชีวิตของฟรานเซส เอเลนา ฟาร์เมอร์ (Frances Elena Farmer) เริ่มต้นขึ้นในปี 1913 ที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน เธอเป็นบุตรสาวคนสุดท้องของพ่อผู้เป็นทนายความ และแม่ผู้เป็นอดีตผู้ดูแลหอพัก ฐานะทางการเงินของครอบครัวเริ่มถดถอยเมื่อสำนักงานกฎหมายของพ่อประสบปัญหา ครอบครัวจึงต้องย้ายไปอยู่ในบ้านบังกะโลเล็ก ๆ ความตึงเครียดทำให้พ่อตัดสินใจแยกบ้านและกลับมาเยี่ยมลูก ๆ เฉพาะวันหยุด ก่อนจะหย่าร้างกันในฤดูใบไม้ร่วงปี 1929 ขณะฟาร์เมอร์อายุ 16 ปี แม่ของเธอย้ายไปอยู่กระท่อมในเมืองเบรเมอร์ตัน ฝั่งตรงข้ามอ่าวพิวเจตซาวด์ (Puget Sound) โดยปล่อยให้ลูก ๆ อาศัยอยู่กับพ่อ
ฟาร์เมอร์เป็นเด็กขี้เหงาและชอบอ่านหนังสือ แต่มีพรสวรรค์ด้านการแสดง แม่จึงส่งเธอเรียนร้องเพลงและเปียโน จนอายุ 14 ปี เธอก็ได้ขึ้นแสดงละครโอเปเรตตา ที่โบสถ์ท้องถิ่นร่วมกับพี่สาว แม้แม่จะสนับสนุนความสามารถของเธอ แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ดังที่ฟาร์เมอร์บรรยายถึง ‘ลิลเลียน แวน ออร์นัม’ (Lillian Van Ornum) ผู้เป็นแม่ในอัตชีวประวัติ ‘Will There Really Be a Morning?’ ว่าเป็นผู้หญิงที่มีนิสัยแข็งกร้าว และมักจบลงด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง “ไม่ว่าเราจะพยายามกันมากเพียงใด ก็ไม่เคยมีวันไหนเลยที่เราจะเข้าใจกันได้อย่างแท้จริง ความสัมพันธ์ของเราตึงเครียดและเต็มไปด้วยความขัดแย้งมาตั้งแต่วัยเด็ก ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากัน ล้วนจบลงด้วยการกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งและเสียงกระแทกปิดประตู”
เดือนเมษายน 1931 ฟาร์เมอร์วัย 17 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้าย ได้รับรางวัลชนะเลิศพร้อมเงินรางวัล 100 เหรียญจากการประกวดเรียงความเรื่อง ‘God Dies’ หลังจากที่ครูสอนภาษาอังกฤษส่งผลงานของเธอเข้าประกวดในนิตยสารสำหรับนักเรียน แต่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและผู้นำศาสนาในซีแอตเทิล กลับตีความชื่อบทความว่าเธอว่าส่งเสริมแนวคิดต่อต้านพระเจ้า ข่าวแพร่กระจายไปทั่วประเทศจนเธอได้รับฉายาว่า ‘เด็กสาวตัวปัญหาแห่งเวสต์ซีแอตเทิล’ จนภายหลังฟาร์เมอร์ได้อธิบายว่า เรียงความที่เธอเขียนได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ ‘ฟรีดริช นีตเชอ’ (Friedrich Nietzsche) ที่สะท้อนความพยายามทำความเข้าใจความปรารถนาที่จะมีพระเจ้าผู้เปรียบเสมือนบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ท่ามกลางโลกที่ไร้ระเบียบและดูเหมือนไร้พระเจ้าต่างหาก
หลังจบมัธยม ฟาร์เมอร์เข้าเรียนสาขาวารสารศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ก่อนย้ายไปเรียนสาขาศิลปะการละคร และทำงานพิเศษหลายอย่างเพื่อหารายได้ เธอเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครเวทีท้องถิ่น และเริ่มสนใจผลงานที่สะท้อนปัญหาสังคมและความขัดแย้งทางชนชั้นมากกว่าละครประโลมโลกย์ ในปี 1935 เธอชนะการประกวดการหาสมาชิกให้หนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้าย Voice of Action และได้รับรางวัลเป็นตั๋วเดินทางไปยังสหภาพโซเวียต แม้แม่จะคัดค้านอย่างหนักเพราะหวาดกลัวอิทธิพลคอมมิวนิสต์ แต่ฟาร์เมอร์ก็ยังดึงดันเดินทางสู่กรุงมอสโกดังความตั้งใจ แต่คราวนี้เธอไม่ยอมกลับไปบ้านเกิด
ฤดูร้อนปี 1935 ฟาร์เมอร์วัย 22 ปีเดินทางกลับจากสหภาพโซเวียตและมุ่งหน้าไปนิวยอร์กเพื่อสานฝันการเป็นนักแสดง เธอพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ก่อนพบตัวแทนนักแสดงซึ่งแนะนำให้รู้จักกับ ‘ออสการ์ เซอร์ลิน’ (Oscar Serlin) เจ้าหน้าที่สรรหานักแสดงของ Paramount Pictures เธอผ่านการทดสอบหน้ากล้องและเซ็นสัญญายาวถึง 7 ปี ก่อนย้ายไปลอสแอนเจลิส เข้ารับการผ่าตัดแก้ไขฟันหน้าที่ห่าง และใช้เวลาหลายชั่วโมงทดสอบหน้ากล้องและฝึกฝนในสตูดิโอ จนเดือนพฤศจิกายน 1935 เธอได้รับเลือกให้แสดงในหนังตลกเกรดบีเรื่อง ‘Too Many Parents’ (1936) ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ
หลังเข้าพิธีวิวาห์กับ ‘ไวคลิฟฟ์ แอนเดอร์สัน’ (Wycliffe Anderson) เพื่อนนักแสดงร่วมสังกัด ชื่อเสียงของเธอก็เริ่มโดดเด่น ด้วยรูปลักษณ์ผมสีบลอนด์ ดวงตาสีฟ้า โหนกแก้มเด่น น้ำเสียงแหบเสน่ห์ และจังหวะการพูดเป็นเอกลักษณ์ จน ‘ลูเอลลา พาร์สันส์’ (Louella Parsons) คอลัมนิสต์ทรงอิทธิพลทำนายว่าเธอจะเป็น ‘เกรตา การ์โบ’ (Greta Garbo) คนต่อไป
ในปี 1936 เธอมีผลงานภาพยนตร์ถึง 4 เรื่อง และแจ้งเกิดจากการรับบทแม่และลูกสาวที่ตกหลุมรักชายคนเดียวกันใน ‘Come and Get It’ (1936) เมื่อเดินทางไปเปิดรอบปฐมทัศน์ที่บ้านเกิด เธอได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘สาวน้อยซินเดอเรลลาแห่งเมืองซีแอตเทิล’
ท่ามกลางชื่อเสียงและคำเยินยอ ฟาร์เมอร์กลับไม่พอใจกับเส้นทางฮอลลีวูดนัก เธอคับข้องใจกับแนวทางของสตูดิโอที่มักจำกัดให้รับบทซึ่งเน้นรูปลักษณ์มากกว่าความสามารถ จึงเริ่มต่อต้านผู้มีอำนาจในวงการ ความตรงไปตรงมาของเธอทำให้ผู้บริหารมองว่าเธอมีนิสัยแข็งกร้าว อีกทั้งยังปฏิเสธการสร้างภาพลักษณ์หรูหรา ไม่ไปงานปาร์ตี้ฮอลลีวูดหรือออกเดตกับดาราเพื่อสร้างข่าวซุบซิบ บทความในนิตยสาร Collier's ปี 1937 บรรยายว่าเธอไม่ใส่ใจกับเสื้อผ้าอาภรณ์ และมักขับรถเปิดประทุนสีเขียวเก่า ๆ ฟาร์เมอร์ยังกล่าวถึงความผิดหวังต่อวงการอย่างตรงไปตรงมาว่า “สิ่งดีๆ เพียงอย่างเดียวของฮอลลีวูดก็คือเรื่องเงินเท่านั้น”
ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจหันหลังให้ฮอลลีวูดชั่วคราว เพื่อมุ่งสู่ละครเวทีและเข้าร่วมกรุ๊ป เธียเตอร์ (Group Theatre) คณะละครหัวก้าวหน้าที่มีแนวทางทางการเมืองชัดเจน เธอประสบความสำเร็จจากบทนำใน ‘Golden Boy’ ของนักเขียนบทละครชื่อดัง ‘คลิฟฟอร์ด โอเดตส์’ (Clifford Odets) แต่ปัญหาก็ตามมา เมื่ออดีตตัวแทนนักแสดงของเธอฟ้องเรียกค่าเสียหาย 75,000 เหรียญ ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างเธอกับโอเดตส์ก็จบแบบไม่สวย ขณะที่ละครอีกสองเรื่องของคณะที่เธอแสดงในปี 1939 ต่างก็ล้มเหลวตามกัน
เมื่อความฝันบนบรอดเวย์พังพาบ ชีวิตและอาชีพของฟาร์เมอร์ก็เริ่มตกต่ำ จำต้องซมซานกลับมาฮอลลีวูดอีกครั้ง แม้ตั้งแต่ปี 1936 ถึง 1942 เธอจะมีผลงานหนัง 14 เรื่อง แต่เกือบทั้งหมดเป็นเพียงบทสมทบ เธอเริ่มดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักและพึ่งพาแอมเฟตามีนหรือเบนเซดรีนเพื่อควบคุมน้ำหนัก ความเครียดและการใช้สารเสพติด ส่งผลทำให้เธอมีพฤติกรรมแปรปรวนในกองถ่ายบ่อยครั้ง จนผู้กำกับหลายคนหลีกเลี่ยงการร่วมงานหรือเปลี่ยนตัวเธอออกจากบทบาท
เมื่อสตูดิโอเริ่มทอดทิ้ง ฟาร์เมอร์ก็เริ่มกลายเป็นคนเก็บตัวและติดสุราอย่างหนัก เธอพยายามเขียนบันทึกความทรงจำเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจ แต่ในวันที่ 19 ตุลาคม ปี 1942 เธอถูกตำรวจในซานตาโมนิกาจับกุม หลังขับรถเปิดไฟหน้าสว่างจ้าในเขตควบคุมแสงไฟช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ เธอถูกตั้งข้อหาเมาแล้วขับและฝ่าฝืนกฎจราจร ก่อนรับโทษจำคุก 180 วันโดยรอลงอาญาและชำระค่าปรับเพียงครึ่งเดียว และวันที่ 13 มกราคม ปี 1943 ซึ่งเป็นวันแรกของกองถ่ายหนังทุนต่ำเรื่อง ‘No Escape’ ฟาร์เมอร์ง้างมือตบช่างทำผมจนกรามเคลื่อน ประกอบกับมีหมายจับจากการไม่ชำระค่าปรับส่วนที่เหลือ ตำรวจจึงเข้าจับกุมเธอที่โรงแรมในฮอลลีวูด เธอขัดขืนเจ้าหน้าที่อย่างหนัก วันรุ่งขึ้น เธอถูกนำตัวขึ้นศาลและถูกสั่งให้รับโทษจำคุก
ภาพฟาร์เมอร์ในสภาพอิดโรย ผมยุ่งเหยิง และตอบโต้สื่อด้วยถ้อยคำประชดประชันของเธอกลายเป็นข่าวซุบซิบที่สังคมติดตามเฉกเช่นมหรสพ จนภาพนักแสดงหญิงผู้มีความคิดเป็นอิสระค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพของหญิงเจ้าปัญหาผู้มีพฤติกรรมขวางโลก โมโหร้าย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ส่วนแวน ออร์นัมผู้เป็นแม่ ตั้งข้อสงสัยว่าการจับกุมอาจเป็นเพียงการจัดฉากประชาสัมพันธ์หนัง และกล่าวว่าลูกสาวมีอาการทางประสาทจากการรับบทหญิงขายบริการในหนัง รวมทั้งกล่าวโทษลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เธอถูกกล่าวหาว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง
หลังการพิจารณาคดี ‘ดร. โธมัส เลียวนาร์ด’ (Thomas Leonard) จิตแพทย์ได้เสนอให้มีการประเมินสภาพจิตตามคำร้องของ ‘รูธ’ (Ruth Farmer) พี่สะใภ้ ฟาร์เมอร์ถูกส่งจากเรือนจำไปยังสถานพยาบาลคิมบอลล์ แคลิฟอร์เนีย เธอถูกวินิจฉัยหลายอาการ ตั้งแต่โรคอารมณ์แปรปรวนไปจนถึงจิตเภท ฟาร์เมอร์ได้รับการรักษาด้วยวิธี Insulin Shock Therapy ด้วยการฉีดอินซูลินปริมาณสูงเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดจนชักและหมดสติ อันเป็นความเชื่อในสมัยนั้นว่าจะช่วยรักษาความผิดปกติทางจิตได้ เธอไม่พอใจกับผลการรักษาและหลบออกจากสถานพยาบาลไปหาญาติ สมาชิกครอบครัวอ้างภายหลังว่าไม่ได้ยินยอมให้ใช้วิธีนี้ในการรักษา แวน ออร์นัมจึงต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อขอสิทธิ์ดูแลลูกสาว และพาฟาร์เมอร์กลับซีแอตเทิลในเดือนกันยายน 1943
การกลับไปอยู่กับครอบครัวไม่ได้ทำให้ชีวิตของฟาร์เมอร์ดีขึ้น ซ้ำร้ายความสัมพันธ์กับแม่ยิ่งเลวร้ายลง ทั้งคู่ทะเลาะและตะโกนข่มขู่กันอย่างรุนแรง มีบันทึกว่าฟาร์เมอร์ลงมือทำร้ายมารดา เดือนมีนาคม ปี 1944 แวน ออร์นัมยื่นคำร้องต่อศาลให้ประกาศว่าลูกสาวไร้ความสามารถทางกฎหมายและต้องเข้ารับการรักษา หลังแพทย์ 2 คนให้การว่าเธอกระวนกระวาย มีความคิดหลงผิดและหวาดระแวง ศาลจึงส่งเธอเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลคิงเคาน์ตี ก่อนย้ายไปโรงพยาบาลจิตเวชเวสเทิร์นสเตต รัฐวอชิงตัน
ฟาร์เมอร์เข้ารับการรักษาด้วยไฟฟ้าช็อกสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งนาน 3 เดือน ก่อนแพทย์ประกาศว่าเธอหายดีและปล่อยตัวกลับไปอยู่กับแม่ในต้นเดือนกรกฎาคม แต่ช่วงปลายเดือน เธอก็ถูกจับกุมในข้อหาข้อหาเร่ร่อนจรจัด เพราะหลบหนีออกจากบ้าน ตอนนั้นเธอไม่มีเงินและกำลังหางานทำ เธอถูกคุมขังหนึ่งคืน ปรับ 10 เหรียญ และส่งตัวกลับไปอยู่กับครอบครัว ต่อมาในเดือนมกราคม ปี 1945 ระหว่างที่พ่อพาเธอไปพักที่บ้านไร่ของป้า เธอหลบหนีออกจากบ้านอีกครั้ง ตำรวจไปพบเธอที่โรงภาพยนตร์ และอีกหลายเดือนต่อมา เธอก็หลบหนีจากบ้านในซีแอตเทิลอีกครั้ง แวน ออร์นัมจึงยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบสภาพจิตของลูกสาว
ศาลสั่งให้ฟาร์เมอร์กลับเข้ารักษาที่เวสเทิร์นสเตตอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม
ฟาร์เมอร์ถูกกักตัวอยู่ในวอร์ดความมั่นคงสูงเกือบ 5 ปี ยกเว้นช่วงปล่อยตัวชั่วคราวในปี 1946 เธอกลายเป็นคนดังที่ถูกบังคับเข้ารักษาในโรงพยาบาลจิตเวช ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าโรงพยาบาลเวสเทิร์นสเตตประสบปัญหาผู้ป่วยล้นความจุ และมีรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างทารุณ หนังสืออัตชีวประวัติ ‘Will There Really Be a Morning?’ ซึ่งตีพิมพ์หลังฟาร์เมอร์เสียชีวิต โดยมี ‘เอ็ม. จีน จีนิรา แรตคลิฟฟ์’ (M. Jean Jeanira Ratcliffe) เพื่อนสนิทเป็นผู้เรียบเรียง บรรยายถึงช่วงเวลาอันแสนทรมานของฟาร์เมอร์ในโรงพยาบาลว่า “ฉันถูกบุรุษพยาบาลข่มขืน ถูกหนูแทะ และถูกวางยาพิษด้วยอาหารที่ปนเปื้อน ฉันถูกล่ามโซ่ไว้ในห้องบุผนัง ถูกมัดไว้ในเสื้อรัดตัวคนบ้า และถูกจับกดน้ำในอ่างน้ำแข็งจนเกือบจมน้ำตาย”
ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ลัทธิไซเอนโทโลจี (Scientology) และองค์กรคณะกรรมการพลเมืองเพื่อสิทธิมนุษยชน (Citizens Commission on Human Rights - CCHR) นำเรื่องราวของฟาร์เมอร์มาใช้ในการรณรงค์ต่อต้านจิตเวชศาสตร์ โดยกล่าวอ้างว่าโรงพยาบาลโยนอาหารลงพื้นให้ผู้ป่วยแย่งกันกิน บังคับให้เธอค้าประเวณีกับทหารจากฐานทัพ ปล่อยให้บุรุษพยาบาลจัดให้ทหารขี้เมาข่มขืน และใช้เธอเป็นหนูทดลองยารักษาโรคจิต ได้แก่ ธอราซีน (Thorazine) สเตลาซีน (Stelazine) เมลลาริล (Mellaril) และพรอกซิลิน (Prolixin) ภายหลังพบข้อมูลว่า ยาทั้งหมดถูกนำมาใช้จริงหลังจากที่ฟาร์เมอร์ออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว
นอกจากความเจ็บป่วยของฟาร์เมอร์ที่ถูกนำไปบิดเบือนจนบิดเบี้ยวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน อีกเรื่องที่ถูกเติมแต่งจนกลายเป็นตำนานสยองขวัญก็คือการที่เธอถูกทำโลโบโตมี (Lobotomy) หรือการผ่าตัดสมองส่วนหน้าเพื่อเปลี่ยนบุคลิกภาพ เรื่องเล่านี้มาจากหนังสือ ‘Shadowland’ (1978) ของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ‘วิลเลียม อาร์โนลด์’ (William Arnold) ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติ ‘Frances’ (1982) ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ อาร์โนลด์อ้างว่าฟาร์เมอร์ตกเป็นเหยื่อของการผ่าตัดสมองส่วนหน้าผ่านเบ้าตา (Transorbital Lobotomy) โดย ‘วอลเตอร์ ฟรีแมน’ (Walter Freeman) ผู้มีบทบาทนำการผ่าตัดสมองส่วนหน้าด้วยเทคนิคการสอดเครื่องมือคล้ายที่เจาะน้ำแข็งผ่านเบ้าตาโดยไม่ต้องเปิดกะโหลกเข้ามาในสหรัฐอเมริกา
แม้เรื่องเล่านี้จะแพร่หลายจนผู้คนเชื่อว่าเป็นความจริง และโรงพยาบาลเวสเทิร์น สเตตจะเคยทำโลโบโตมีให้ผู้ป่วยหลายร้อยราย แต่พยาบาลที่ทำงานในโรงพยาบาลต่างปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ ในขณะที่พี่สาว ‘อีดิธ ฟาร์เมอร์ เอลเลียต’ (Edith Farmer Elliot) ได้เขียนหนังสือ ‘Look Back in Love: The True Story of Fame and Misfortune of a Brilliant, Talented, Beautiful Actress and Her Family’ ในปี 1978 เพื่อโต้แย้งเรื่องราวที่บิดเบือนชีวิตของน้องสาว ขณะที่งานค้นคว้า ‘Shedding Light on Shadowland’ ของ ‘เจฟฟรีย์ คอฟฟ์แมน’ (Jeffrey Kauffman) นักข่าวและนักวิจัยที่ได้เข้าถึงเวชระเบียนและเอกสารของศาลเป็นคนแรก ได้ช่วยเปิดเผยข้อผิดพลาดและหักล้างความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับชีวิตของฟาร์เมอร์
ปี 1950 ฟาร์เมอร์ได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาล แต่เธอยังหวาดกลัวว่าจะถูกส่งกลับไปอีกครั้ง จนปี 1953 เธอจึงต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อยกเลิกสิทธิ์ผู้พิทักษ์ของแม่ หลังสูญเสียอาชีพ ชื่อเสียง และอิสรภาพ เธอไม่ได้กลับไปฮอลลีวูดอีก แต่เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการทำงานรับจ้างหลายอย่าง รวมถึงทำงานคัดแยกผ้าในแผนกซักรีดของโรงแรมโอลิมปิกในซีแอตเทิล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยจัดงานต้อนรับเธอในฐานะนักแสดงดาวรุ่ง
4 ปีต่อมา เธอแต่งงานกับ ‘อัลเฟรด เอช. ลอบลีย์’ (Alfred H. Lobley) แต่ชีวิตคู่ก็ล้มเหลวอีก ก่อนจะย้ายไปที่แคลิฟอร์เนียและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘ฟรานเซส แอนเดอร์สัน’ (Frances Anderson) ทำงานเป็นเลขานุการและพนักงานบัญชีในสตูดิโอถ่ายภาพ หลังจากแม่เสียชีวิตในปี 1955 ชีวิตของเธอก็กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร Modern Screen ที่ตีพิมพ์ในปี 1957 รวมทั้งการปรากฏตัวในรายการ ‘The Ed Sullivan Show’ ทาง CBS และ ‘This Is Your Life’ ทาง NBC ที่เธอได้กล่าวประโยคว่า “หากคุณถูกปฏิบัติราวกับคนไข้ คุณก็มีแนวโน้มที่จะแสดงออกเฉกเช่นคนไข้”
ฟาร์เมอร์ค่อย ๆ กลับมาสู่แวดวงการแสดง โดยรับบทในละครเวที ‘The Chalk Garden’ จนผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ WFBM-TV ในรัฐอินดีแอนาสนใจและเสนองานพิธีกรรายการแนะนำภาพยนตร์คลาสสิก ‘Frances Farmer Presents’ ซึ่งนับเป็นการกลับมาทำงานหน้ากล้องอีกครั้ง ระหว่างนั้น เธอพยายามก่อตั้งธุรกิจเครื่องสำอางกับหุ้นส่วน แต่กลับถูกผู้จัดการลงทุนโกงเงิน พฤติกรรมแปรปรวนของเธอกลับมาเป็นระยะจนถูกไล่ออกจากรายการ ก่อนจะได้รับการจ้างกลับและถูกไล่ออกอีกครั้งในปี 1964 และถูกจับในข้อหาเมาแล้วขับอีกครั้งในปี 1965 ฟาร์เมอร์ยังคงกลับไปแสดงละครเวทีกับคณะท้องถิ่นบ้างเป็นครั้งคราว
ช่วงท้ายของชีวิต ฟาร์เมอร์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหลอดอาหารจากการสูบบุหรี่ เธอตัดสินใจเลิกสุราอย่างเด็ดขาด และเริ่มเขียนบันทึกความทรงจำอีกครั้ง แต่ก็เขียนไม่สำเร็จ ก่อนจะจากไปอย่างสงบในวันที่ 1 สิงหาคม ปี 1970 ก่อนถึงวันครบรอบวันเกิดปีที่ 57 อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์
ชะตากรรมของฟาร์เมอร์กลับมาเป็นที่สนใจผ่านหนังสืออัตชีวประวัติ Will There Really Be a Morning?, Shadowland และภาพยนตร์ Frances (1982) แต่เรื่องราวชีวิตจริงของเธอกลับถูกเติมแต่งจนกลายเป็นตำนานสยองขวัญที่เต็มไปด้วยการกักขัง การผ่าตัดสมอง และการถูกทรมานในโรงพยาบาลจิตเวช หนึ่งในผู้ที่หลงใหลเรื่องราวของเธอก็คือ ‘เคิร์ต โคเบน’ (Kurt Cobain) ฟรอนต์แมนวง Nirvana ซึ่งอ่าน Shadowland ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม
นอกจากจะเป็นคนซีแอตเทิลด้วยกัน ภายหลังจากที่วงประสบความสำเร็จจากอัลบั้ม ‘Nevermind’ (1991) ชีวิตของฟาร์เมอร์กับโคเบนก็ดูจะเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาด ทั้งภาพลักษณ์ต่อต้านขนบ การไม่ยอมจำนนต่อระบบธุรกิจ ความกดดันจากชื่อเสียงที่ถาโถม และการถูกสื่อมวลชนโจมตีชีวิตส่วนตัว โคเบนเคยอธิบายความสนใจที่มีต่อชีวิตของฟาร์เมอร์ว่าเป็น “โศกนาฏกรรมของระบบที่ไร้ความเป็นมนุษย์ และวิธีที่ผู้คนถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม”
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี 1992 ในพิธีแต่งงานกับ ‘คอร์ตนีย์ เลิฟ’ (Courtney Love) ที่หาดไวกิกิ ฮาวาย เจ้าสาวสวมชุดเดรสผ้าซาตินประดับลูกไม้ของฟาร์เมอร์ แต่ชื่อของลูกสาว ‘ฟรานเซส บีน โคเบน’ (Frances Bean Cobain) ไม่ได้ตั้งตามฟาร์เมอร์อย่างที่หลายคนเข้าใจ หากตั้งตาม ‘ฟรานเซส แมคคี’ (Frances McKee) นักร้องและมือกีตาร์วงอินดี้ป๊อปร็อกชาวสกอตแลนด์ ‘The Vaselines’
ปี 1993 โคเบนพยายามติดต่ออาร์โนลด์หลายครั้งผ่านหนังสือพิมพ์ Seattle Post-Intelligencer เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตของฟาร์เมอร์ เขาฝากข้อความว่า เขาสนใจในทฤษฎีที่เชื่อว่าตัวเขาเป็นญาติของผู้พิพากษาซึ่งลงนามในคำสั่งควบคุมตัวเธอเข้าโรงพยาบาล แต่อาร์โนลด์รู้สึกรำคาญจึงไม่ได้ติดต่อกลับ
ในที่สุด ‘Frances Farmer Will Have Her Revenge on Seattle’ ก็กลายเป็นหนึ่งในแทร็กของอัลบั้ม ‘In Utero’ (1993) โดยมีฟาร์เมอร์เป็นสัญลักษณ์ของผู้ถูกกระทำที่กลับมาทวงคืนความยุติธรรมจากซีแอตเทิล โคเบนต้องการเปิดเผยเรื่องราวของเธอและชี้ให้เห็นว่าโศกนาฏกรรมเช่นนี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ เนื้อเพลง “In her false witness, We hope you're still with us.” ยังถูกเชื่อมโยงกับบทความ ‘Strange Love’ ของ ‘ลินน์ เฮิร์ชเบิร์ก’ (Lynn Hirschberg) ในนิตยสาร Vanity Fair ปี 1992 ซึ่งกล่าวหาว่าเลิฟใช้เฮโรอีนระหว่างตั้งครรภ์จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
“เธอจะกลับมาเป็นเปลวไฟ แผดเผาคนลวงให้มอดไหม้ ทิ้งเถ้าถ่านผืนใหญ่ ปกคลุมพื้นดินเอาไว้…”
อาร์โนลด์เล่าภายหลังว่า เขาไม่ได้มีโอกาสคุยกับโคเบนอีก จนเมื่อเพลงถูกปล่อยออกมาแล้วก็ยังไม่ได้ฟัง เขาเล่าแต่เพียงว่า วันที่ 8 เมษายน ปี 1994 เขาได้เขียนข้อความไว้ที่ด้านบนสุดของกระดาษโน้ตไว้ว่า “โทรกลับหา K.C. — ไอ้หนุ่มวงเนอร์วานา!”
ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พบร่างของโคเบนในบ้านพักส่วนตัว
อาร์โนลด์ได้เขียนบทความรำลึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างฟาร์เมอร์และโคเบนลงในหนังสือพิมพ์ Seattle Post-Intelligencer และกล่าวถึงความเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้คุยอีกแล้ว เขาคาดเดาว่าโคเบนคงกำลังเผชิญสภาวะเดียวกันกับฟาร์เมอร์ และอาจเพียงต้องการพูดคุยกับใครสักคนที่จะรับฟัง
“ผมยังบอกกับตัวเองเลยว่า ผมต้องหาโอกาสคุยกับชายคนนี้ให้ได้ แต่ตอนนั้นผมกำลังจัดการเรื่องอื่นอยู่เลยไม่ได้ติดต่อกลับ แล้วหลังจากนั้นเขาก็จบชีวิตตัวเอง ผมรู้สึกกแย่มาก ๆ”
เรื่อง: ประภาส อยู่เย็น
ภาพ: Getty Images
อ้างอิง:
http://jeffreykauffman.net/francesfarmer/sheddinglight.html
https://www.biography.com/news/kurt-cobain-courtney-love-relationship
https://www.nytimes.com/1983/02/22/arts/tv-biography-of-frances-farmer.html
https://emanuellevy.com/profile/farmer-frances/
https://kurtcobain.com/dark-side-of-the-womb-part-2-melody-maker/
https://faroutmagazine.co.uk/frances-farmer-actor-inspired-deftones-nirvana/
https://www.livenirvana.com/interviews/9307tsb/index.php
https://www.livenirvana.com/interviews/9307bw/index.php
https://www.livenirvana.com/interviews/9307jd/index.php
https://www.historylink.org/file/5058
https://allthatsinteresting.com/frances-farmer