‘ปยุต เงากระจ่าง’ บิดาแห่งการ์ตูนไทย ชายผู้เสียตาข้างหนึ่งให้ ‘สุดสาคร’

‘ปยุต เงากระจ่าง’ บิดาแห่งการ์ตูนไทย ชายผู้เสียตาข้างหนึ่งให้ ‘สุดสาคร’

ย้อนรอยชีวิต ‘ปยุต เงากระจ่าง’ บิดาแห่งการ์ตูนไทย ผู้เปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหว ด้วยสองมือ ความมุ่งมั่น และการสร้างทุกอย่างขึ้นจากข้อจำกัด ตั้งแต่การค้นคว้าด้วยตัวเอง ไปจนถึงการวาดภาพกว่า 66,000 ภาพเพื่อสร้าง ‘สุดสาคร’ ภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดยาวเรื่องแรกของไทย ที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียการมองเห็นของดวงตาข้างซ้าย

KEY

POINTS

ในยุคสมัยที่โลกการ์ตูนถูกยึดครองโดยประเทศที่ถึงพร้อมด้านความรู้และทรัพยากร ทั้งจากชาติตะวันตกที่นําโดย Disney ตลอดจนการหลั่งไหล เข้ามาของลายเส้นอันฉวัดเฉวียนของการ์ตูนญี่ปุ่น ไทยยังเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่เคยมีการ์ตูนเป็นเครื่องมือทางศิลปะ เว้นก็แต่ชายหนวดงามคนหนึ่ง ยอมอุทิศเวลา 2 ปีวาดแผ่นเซลลูลอยด์ใสจํานวนเกินครึ่งแสนภาพ เพื่อเนรมิตให้สุดสาครและม้านิลมังกรได้กระโดดโลดแล่นอยู่บนจอเงินเป็นครั้งแรก 

แม้เส้นทางชีวิตและการ์ตูนของ ‘ปยุต เงากระจ่าง’ จะนับว่าไม่ง่ายดายนัก เพราะกว่าผลงานจะออกสู่สายตาผู้ชม เขาต้องต่อสู้ท่ามกลางความขาด แคลนทั้งโอกาส ทุนทรัพย์ทีมงาน อุปกรณ์หรือแม้แต่ดวงตาซ้ายที่สูญเสียจากการโหมงานหนัก แต่ด้วยความทุ่มเททั้งหมดนี้ส่งผลให้ ‘สุดสาคร’ กลายเป็น จุดเริ่มต้นอันเป็นรากฐานสําคัญของวงการแอนิเมชันไทย จนทําให้เขาได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘บิดาแห่งการ์ตูนไทย’ 

ฉากที่หนึ่ง - การ์ตูนบนหาดทรายของเด็กชายเฮง 

พ.ศ. 2472 สยามยังอยู่ในช่วงปลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ บนผืนดินแห่งหมู่บ้านคลองวาฬ ตําบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่าว่าแต่การ์ตูน แม้แต่กระดาษวาดเขียนก็นับว่ายังเป็นของหายาก แต่เด็กชายเฮง แซ่อึ๊ง หลานผู้เติบโตมากับครอบครัวที่มีอาก๋งและคุณย่าคอยดูแล กลับชื่นชอบในการวาดรูปตั้งแต่จําความได้ เขาจึงเลือกผืนทรายริมชายหาดต่างกระดาษวาดเขียน ใช้เศษไม้หรือวัสดุอื่นที่หาได้ใกล้ตัวต่างปากกา และใช้เวลา ว่างหลังเลิกเรียนวาดขีดเขียนลวดลายต่าง ๆ บนหาดทราย ฝึกฝนการวาดเส้นสาย ลายไทย รูปทรง และวาดการ์ตูนได้อย่างช่ำชอง ชนิดที่ชาวบ้านต่างอด ไม่ได้ที่จะหยุดดูฝีมือของเด็กชาย 

ภาพเคลื่อนไหวอย่างแรกที่ดึงดูดความสนใจของเด็กชายเฮงคือตัวหนังของหนังตะลุง ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และ ความตลกขบขัน ก่อนที่โลกแห่งจินตนาการของเขาจะเปิดกว้างเมื่อมีการ์ตูนจากตะวันตกเข้ามาฉาย เขาได้พบเห็นตัวการ์ตูนโด่งดัง อาทิแมวเฟลิกซ์จาก ภาพยนตร์การ์ตูน Felix the Cat (1919) ผลงานของแพต ซัลลิแวน (Pat Sullivan) และมิกกีเมาส์จาก Steamboat Willie (1928) ผลงานของวอลต์ ดิสนีย์ (Walt Disney) รวมทั้งยังติดตามผลงานของนักวาดไทยผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน เด็กชายเฮงจดจํางานเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการฝึกฝนจน ชํานาญ ถึงขั้นกล้าพูดว่าสามารถวาดเลียนแบบมิกกีเมาส์หรือตัวการ์ตูนขุนหมื่น ผลงานของสวัสดิ์จุฑะรพ ได้อย่างถอดแบบ   

ฉากที่สอง - ผมชอบเม๋ 

พ.ศ. 2484 สยามเปลี่ยนชื่อเป็นไทย และกําลังเปลี่ยนผ่านการปกครองสู่ประชาธิปไตย ขณะที่เด็กชายเฮงเติบโตเป็นปยุต หนุ่มน้อยวัย 12 ย่าง 13 ปีผู้ไม่ชอบอยู่ติดบ้าน และมักตื่นเต้นเมื่อมีการจัดงานในละแวกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นงานวัดหรืองานประจําปีปยุตไม่ได้ไปเที่ยวเฉพาะวันงาน แต่จะรีบไปตั้งแต่ ยังไม่เริ่ม เพื่อเฝ้าดูช่างเขียนรูปตกแต่งร้าน วาดป้ายโฆษณาด้วยมือ และบางครั้งก็ขอเข้าไปช่วยงานด้วย จนถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม ลานหน้าศาลากลาง จังหวัดกําลังจะจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ปยุตจึงชอบเดินออกไปดูหน่วยงานทั้งราชการและเอกชนทยอยปลูกร้าน ทาสีและตกแต่ง โดยเฉพาะช่างวาดภาพ ที่กําลังทํางานก่อนวันเปิด 

มีอยู่ร้านหนึ่งตั้งเป็นโรงมุงจากกั้นฝาเรียบร้อย แต่ยังไม่มีการตกแต่ง ปยุตเดินผ่านทุกวัน จนวันหนึ่งพบชายร่างสูงโปร่ง ผิวคลํ้า ผมหยิกหยักศก กําลังปีนบันไดติดป้ายโฆษณาแป้งนํ้าบาหยัน ปยุตคลับคล้ายคลับคลาว่านั่นน่าจะเป็นฝีมือของเสน่ห์คล้ายเคลื่อน ชายบนบันไดชะงัก ถามเด็กชายว่ารู้จัก เสน่ห์ด้วยหรือ ปยุตตอบว่าเคยเห็นผลงานในหนังสือ ก่อนพูดถึงช่างวาดภาพที่ชื่นชอบอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเฉลิมวุฒิ (เฉลิม วุฒิโฆษิต), สงบ (สงบ แจ่มพัฒน์) และเหม เวชกร ซึ่งเขาเรียกผิดว่า ‘เม๋’ รวมถึงเสน่ห์ที่ปยุตพูดอย่างเถรตรงว่า “ก็ชอบอยู่ครับ เสน่ห์เขียนรูปพลนิกรกิมหงวนดีเขียนรูปสวยแต่ไม่มีชีวิต เม๋เขียนรูปมีชีวิต” 

ชายติดป้ายคนนั้นพูดคุยกับปยุต จนได้รู้ว่าเขาเป็นเด็กที่ฝึกวาดรูปจากการครูพักลักจําโดยไม่มีครูสอน จึงชวนเขาให้ไปพบเสน่ห์ที่กรุงเทพฯ ซึ่ง กําลังหาลูกมือช่วยสร้างหนังการ์ตูน แต่ปยุตต้องปฏิเสธ เพราะยังเรียนอยู่ชั้น ม.1 กําลังจะขึ้น ม.2 ถึงอย่างนั้น เขาก็อยากจะพบเสน่ห์หรือเหมตัวจริงสักครั้ง ชายคนนั้นจึงแนะนําให้ปยุตฝึกฝนฝีมือให้เก่งขึ้น พร้อมบอกที่อยู่ของเขาตรงข้ามวัดสร้อยฟ้า สี่พระยา ไว้เผื่อมีโอกาสไปเยี่ยม 

ปยุตรับปาก โดยไม่รู้ว่าอีกไม่กี่วันต่อมา 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นจะยกพลขึ้นบกที่ประจวบฯ เกิดการสู้รบสามวันสามคืน จนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 งานฉลองรัฐธรรมนูญก็ถูกยกเลิก โรงเรียนเปิด ๆ ปิด ๆ จนความฝันที่จะได้ไปพบเสน่ห์ที่กรุงเทพฯ ของปยุตต้องถูกพับเก็บไว้ ชั่วคราว 

ฉากที่สาม - ผมยังเสียดายที่ไม่ได้รู้จักเสน่ห์ 

พ.ศ. 2488–2489 สงครามสิ้นสุด พอดีกับที่ปยุตสอบไล่จบชั้น ม.6 เขาจึงขออนุญาตก๋งและคุณย่าเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง พร้อมสัญญาว่าจะ พยายามเข้าเรียนครูที่โรงเรียนเพาะช่าง ชีวิตในกรุงเทพฯ เป็นไปแบบตายเอาดาบหน้า เขาตระเวนขออาศัยหลับนอนตามวัดและบ้านของคนรู้จัก วันหนึ่ง

ขณะนั่งรถโดยสารผ่านวัดแก้วฟ้า ปยุตเห็นร้านเสน่ห์ศิลป์และชายคนหนึ่งกําลังยืนวาดโปสเตอร์บนเก้าอี้จึงจําได้ว่าชายผู้ติดป้ายโฆษณาที่ประจวบฯ ที่ตนคุยด้วยก็คือเสน่ห์นั่นเอง แต่รถกลับแล่นผ่านไปเสียก่อน เมื่อย้อนกลับมาที่ร้านในภายหลังจึงพบว่าเสน่ห์ศิลป์ย้ายไปแถวเสาชิงช้าแล้ว เขาคลาดกับเสน่ห์อีก ครั้ง 

ปลายปีพ.ศ. 2490 หลังเลิกเรียนวิชาปั้น ปยุตเดินผ่านวัดและพบเห็นเหม เวชกร กับช่างเขียนภาพหลายคนมารวมตัวกัน จึงได้รู้ว่านั่นคืองานฌาปนกิจศพของเสน่ห์ เขาทราบว่าเสน่ห์สุขภาพทรุดโทรมจากโรคปอด และนอกจากเป็นจิตรกร เสน่ห์ยังถือเป็นคนไทยคนแรก ๆ ที่บุกเบิกการสร้างการ์ตูน ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง และได้ทดลองทําหนังการ์ตูนเกี่ยวกับการเกษตรสมัยใหม่ตามนโยบายรัฐบาลของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ผ่านทางกอง ภาพยนตร์ทหารอากาศ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะรัฐมองว่าไม่มีใครดูหนังการ์ตูน สู้ทําหนังคนดีกว่า 

ปยุตรู้สึกงงงวย ใจหาย และเศร้า ที่ไม่มีโอกาสได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเสน่ห์อีกแล้ว 

ในท้ายบทความของปยุต เขาเขียนรําลึกถึงเสน่ห์ไว้ว่า “ผมนึกถึงชายแปลกหน้าที่ประจวบคีรีขันธ์เมื่อเกือบหกสิบปีก่อน นึกถึงชายที่จุดประกาย ให้ผมอยากทําหนังการ์ตูน ผมยังคิดถึงคุณเสน่ห์ยังจําภาพของชายแปลกหน้าที่กําลังตอกป้ายได้ชัดเจน จําช่างเขียนที่ยืนเขียนแผ่นป้ายอยู่บนเก้าอี้ได้ชัด จําหีบศพบนเชิงตะกอนในวันนั้นได้ชัด และผมยังเสียดาย เสียดายที่ไม่ได้รู้จักเสน่ห์…”

ขณะเดียวกัน โรงเรียนเพาะช่างเสียหายจากภัยสงครามจนไม่อาจเปิดทําการ ปยุตในวัย 17 ปีจึงต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพด้วยการเป็นช่างเขียนฉากของคณะละครเร่มณีศิลป์นานถึง 9 เดือน ก่อนจะได้เข้าศึกษาที่เพาะช่าง ควบคู่กับการทํางานเป็นช่างเขียนประจําร้านทําบล็อก รับวาดปกหนังสือ วาดการ์ตูน การเมือง และภาพประกอบให้กับหนังสือพิมพ์หลักเมือง รวมทั้งเรียนรู้วิชาศิลปะจากเหม ผ่านการเขียนจดหมายโต้ตอบกันอยู่เสมอ 

ฉากที่สี่ - เหตุมหัศจรรย์ของปยุต  

หลังจากเรียนจบครูการช่าง ปยุตรําลึกถึงคําของย่าที่อยากให้เขาเป็นครูจึงสอบเป็นครู แต่ระหว่างรอบรรจุที่ต่างจังหวัด เขาได้เข้าทํางานเป็นช่างศิลป์ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ขณะเดียวกัน ความมุ่งมั่นในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของเสน่ห์ก็ยังคงอยู่ ในห้วงเวลาที่องค์ความรู้ ด้านการ์ตูนเป็นของหายาก ปยุตวัย 26 ปีจึงเริ่มศึกษาและทดลองกระบวนการสร้างการ์ตูนด้วยตัวเอง ตั้งแต่การคํานวณจํานวนเฟรม รวมทั้งการสังเกต อากัปกิริยาการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อสร้างอิริยาบถของตัวละคร โดยใช้ตัวเขาเองเป็นต้นแบบของตัวละครเอก 

ช่วงแรก ปยุตเข้าใจว่าหลักการสร้างการ์ตูนน่าจะคล้ายกับหนังตะลุง จนได้รับคําแนะนําจากช่างบล็อกพิมพ์คนหนึ่งว่า เสน่ห์มักใช้แผ่นเซลลูลอยด์ ในการวาดการ์ตูน ทําให้เขาเริ่มเข้าใจกระบวนการมากขึ้น แต่ในยุคหลังสงคราม แผ่นเซลลูลอยด์หายากและมีราคาแพง กระทั่งวันหนึ่งขณะไปเยี่ยมญาติที่ โรงพยาบาล เขาเห็นฟิล์มเอกซ์เรย์เก่าถูกทิ้งอยู่ในกองขยะ จึงเก็บมาทดลองหาวิธีลอกชั้นสีดําออก และค้นพบว่านํ้าด่างขี้เถ้าสามารถล้างสีออกได้แม้ฟิล์มที่ ได้จะมีสีโทนฟ้า ก่อนที่ภายหลังเขาจะขอแบ่งซื้อแผ่นเซลลูลอยด์จากร้านตัดหมวกและเครื่องแบบ 

ปยุตใช้เวลาหลังเลิกงานกลับมาวาดรูปจนดึกดื่นนาน 8-9 เดือน ในที่สุดความพยายามก็ออกมาเป็นภาพยนตร์การ์ตูนสั้นเรื่อง ‘เหตุมหัศจรรย์’ (2498) ความยาว 12 นาทีถ่ายด้วยฟิล์มโกดักโครมขนาด 16 มม. เล่าเรื่องของชายหนุ่มที่กําลังเดินทางออกไปทํางานและได้พบกับเหตุวุ่นวายบนท้องถนน ‘เหตุมหัศจรรย์’ ถูกนํามาฉายรอบพิเศษแก่สื่อมวลชนและประชาชน ณ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 หลังการฉาย ผลงานได้รับการกล่าวขวัญในหน้าหนังสือพิมพ์ถึงความสําเร็จในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนโดยฝีมือคนไทย และถูกนํากลับมาฉายอีกครั้ง ณ โรงภาพยนตร์ บรอดเวย์พระนคร ประกอบกับภาพยนตร์เรื่อง ‘ทุรบุรุษทุย’ (2500) ของ ส. อาสนจินดา 

ในปีแห่งเหตุมหัศจรรย์เดียวกันนั้นเอง ‘นันทนา’ ได้ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 25 กันยายน ปยุตตั้งชื่อลูกสาวตามผลงานที่เขาทําสําเร็จในปีนั้นว่า ‘การ์ตูน’ 

ฉากที่ห้า - การ์ตูนไทยในวงล้อมสงครามเย็น 

ด้วยเพราะ เหตุมหัศจรรย์ จึงเปิดโอกาสให้ปยุตได้รับโอกาสมากมาย ตั้งแต่การได้เป็นนักแสดงในหนังไทยเรื่อง ‘เคหาสน์สีแดง’ (2499) กํากับโดยวิรัช พึ่งสุนทร อันเป็นผลงานการแสดงเรื่องเดียวในชีวิต หลังจากนั้น ปยุตย้ายไปทํางานเป็นช่างศิลป์ให้กับสํานักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ (United  States Information Service - USIS) ซึ่งสนับสนุนทุน และส่งเขาไปศึกษาดูงานการทําการ์ตูนตามมาตรฐานสากลที่โรงถ่ายโตโฮ ประเทศญี่ปุ่น  

ในช่วงสงครามเย็น ไทยกําลังเข้าสู่สังคมสื่อสมัยใหม่ งานการ์ตูนของปยุตจึงถูกใช้เป็นสื่อโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง พ.ศ. 2500 หลังกลับจากญี่ปุ่น เขาได้รับมอบหมายจาก USIS ให้สร้างการ์ตูนเรื่อง ‘หนุมานเผชิญภัยครั้งใหม่’ ความยาว 20 นาทีเพื่อรณรงค์ต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ โดยให้หนุมานเป็นตัวแทนฝ่ายเสรีประชาธิปไตย และทศกัณฐ์กับฝูงลิงสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์แม้จะมีความตั้งใจนําเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แต่กลับถูกระงับ ด้วยเหตุผลทางการเมืองในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเกิดปีวอกและมีตราประจําตัวเป็นหนุมาน และเพิ่งเผยแพร่ในภายหลังเมื่อปีพ.ศ. 2503  

ต่อมา พ.ศ. 2502 ปยุตได้สร้างการ์ตูน ‘เด็กกับหมี’ เพื่อเผยแพร่แนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์และสนับสนุนการจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Treaty Organization - SEATO) โดยใช้หมีขั้วโลกนิสัยดุร้ายแทนสหภาพโซเวียต และเด็กจากประเทศสมาชิกเป็นตัวแทนความร่วมมือช่วยกันใช้ไม้ขับไล่หมีก่อนจบด้วยการมัดรวบไม้เรียวเป็นกระบองยักษ์ผูกเชือกเป็นตัวอักษร SEATO เพื่อตีขับไล่หมีออกไปยังขั้วโลกเหนือ 

ฉากที่หก - หนูหล่อพ่อเขาพาไปดูหมี 

ปยุตค่อย ๆ ถอยห่างจากการสร้างหนังโฆษณาชวนเชื่อ และได้ก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์โฆษณาชื่อทริปเปิลฟิล์ม เขาได้นําความรู้การสร้างการ์ตูนรังสรรค์งานโฆษณาสินค้ามากมาย อาทิเทพารักษ์กับคนตัดไม้โจโจ้เจ้าเงาะ และรจนา รวมทั้งผลงานโฆษณาของสํานักงานโฆษณาสรรพสิริของสรรพสิริ วิรยศิริ เช่น โฆษณาเครื่องดื่มยี่ห้อเพียว สําหรับเผยแพร่ทางโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ราวปีพ.ศ. 2506-2508 โดยใช้ตัวละครชุดตุ๊กตา ของพิมน กาฬสีห์ เป็นแบบ โฆษณาขี้ผึ้งบริบูรณ์บาล์ม ชุดหนูหล่อพ่อเขาพาไปดูหมีที่ออกฉายใน พ.ศ. 2505 ที่นําเอาแบบเรียนภาษาไทยมาดัดแปลง และโฆษณาห้างสรรพสินค้าไทยไดมารูที่ชูบันไดเลื่อนตัวแรกในไทยเป็นจุดเด่น ในปีพ.ศ. 2507 นอกจากนี้เขายังรับทําไตเติลให้กับภาพยนตร์ไทย อาทิ ‘นกแก้ว’ (2509) และ ‘พ่อไก่แจ้’ (2519) อีกด้วย 

ฉากที่เจ็ด - ระบบปยุตสร้างสุดสาคร  

แม้จะสร้าง เหตุมหัศจรรย์ จนสําเร็จ แต่ความฝันที่อยากจะสร้างภาพยนตร์การ์ตูนขนาดยาวเรื่องแรกของไทยยังคงอยู่ในใจของปยุตอยู่เสมอ ทว่าข้อจํากัดด้านเงินทุน ก็ทําให้โครงการต้องเลื่อนออกไปจนเคยคิดจะถอดใจเลิกทํา จน พ.ศ. 2519 เขาตระหนักว่า หากรอต่อไปอาจไม่มีโอกาสอีก ทําให้เขาตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์พิเศษที่วิทยาลัยเพาะช่าง เพื่อทุ่มเทสร้าง ‘สุดสาคร’ (2522) โดยให้ครูประสิทธิ์พิมล เป็นผู้ดัดแปลงวรรณคดีของ สุนทรภู่ให้เป็นบทหนัง จับเรื่องเฉพาะตอนกําเนิดสุดสาคร การเดินทางออกจากเกาะแก้วพิสดาร ผจญภัยพบเจอภูติผีและชีเปลือยเพื่อตามหาพระอภัยมณีผู้ เป็นพ่อ 

‘ปยุต เงากระจ่าง’ บิดาแห่งการ์ตูนไทย ชายผู้เสียตาข้างหนึ่งให้ ‘สุดสาคร’

การสร้าง สุดสาคร เกิดขึ้นท่ามกลางข้อจํากัดด้านอุปกรณ์และเงินทุน ปยุตจึงนําความรู้จากการศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่นมาออกแบบแท่นถ่ายทําเอง โดยให้ช่างเหล็กไทยสร้างจากเศษวัสดุยุทโธปกรณ์ที่เหลือจากสงครามโลกครั้งที่สอง มีฐานวางฉากหลัง (Background) และแผ่นเซล (เซลลูลอยด์) ที่ปรับตําแหน่งเพื่อสร้างมิติของภาพ พร้อมจุดติดตั้งกล้องสําหรับถ่ายฟิล์ม 35 มม. แม้คุณภาพไม่เทียบเท่าแท่นถ่ายทําจากต่างประเทศ แต่ก็นับว่าดีเพียงพอ สําหรับสร้างการ์ตูน ดังที่เขาอธิบายว่า “ผมทําอุปกรณ์หลายอย่างขึ้นมาจากชิ้นส่วนที่ได้จากเศษวัสดุยุทโธปกรณ์เหลือใช้จากสงครามโลกครั้งที่สอง ผมหาสกรูจากตรงนี้ข้อเหวี่ยงจากตรงนั้น และอื่น ๆ ผมใช้กล้องถ่ายภาพทางทหารแล้วนํามาดัดแปลง ผมเอาเศษไม้อะลูมิเนียม และอะไรก็ตามที่หาได้มาประกอบ เข้าด้วยกัน” 

ปัญหาไม่ได้มีเพียงอุปกรณ์แต่รวมถึงกําลังคน ช่วง 6 เดือนแรก ทีมงานเกือบทั้งหมดเป็นนักศึกษา 75 คนในเวลากลางวัน และ 25 คนในเวลา กลางคืน ก่อนเหลือเพียง 9 คนในปีที่สอง เพราะทุนไม่พอจ่ายค่าแรงจํานวนเกือบล้านบาท นอกจากนักศึกษา นันทนา บุตรสาวของปยุต ซึ่งเพิ่งจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง ก็เข้ามาช่วยวาดและลงสีก่อนจะไปแสดงหนังเรื่องแรก ‘แผลเก่า’ (2520) ของเชิด ทรงศรีจนกลายเป็นนางเอกคู่ขวัญของสรพงศ์ ชาตรี 

ขณะเดียวกัน ปยุตยังทํางานประจํากับ USIS ในเวลากลางวัน และกลับมาสร้างการ์ตูนในเวลากลางคืน โดยรับหน้าที่วาดสตอรีบอร์ด ออกแบบตัว ละคร วาดฉากหลัง และวาดตัวละครบนแผ่นเซลเอง ก่อนส่งให้นักศึกษาลงสีการสร้างภาพ 24 แผ่นต่อวินาทีสําหรับหนังความยาว 82 นาทีทําให้ต้องวาด ภาพมากกว่า 66,000 ภาพ ตลอด 2 ปีในการสร้าง ปยุตต้องกู้ยืมเงินมาทํางาน ขณะที่ความเครียดจากการใช้สายตาอย่างหนักก็ทําให้อาการประสาทสายตา ข้างซ้ายเสื่อมลง แม้แพทย์จะได้เตือนให้เขาหยุดทํางาน แต่ด้วยความกลัวว่าจะเสร็จไม่ทัน เขาจึงยังทํางานต่อจนเสร็จสิ้น และในที่สุด ตาข้างซ้ายของเขาก็ สูญเสียการมองเห็น 

‘ปยุต เงากระจ่าง’ บิดาแห่งการ์ตูนไทย ชายผู้เสียตาข้างหนึ่งให้ ‘สุดสาคร’

ในที่สุด สุดสาคร ออกฉายครั้งแรกวันที่ 13 เมษายน ณ โรงภาพยนตร์เอเธนส์และโรงในเครือ โดยบริษัทจิรบันเทิงฟิล์มเป็นผู้ลงทุนผลิตและจัดจําหน่าย ใช้ทุนสร้าง 5 ล้านบาท ทํารายได้ประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งบริษัทโกดักได้มอบโล่รางวัลหนังทํารายได้สูงสุดให้เป็นกรณีพิเศษ ขณะนั้นปยุตมีอายุครบ 50 ปีพอดี แม้เขาจะยอมรับว่าตัวงานยังมีสิ่งไม่เป็นไปตามใจคิด แต่สุดสาครก็ทําให้ความฝันที่เก็บไว้นานกลายเป็นจริง พร้อมระบบการสร้างการ์ตูนและแท่นถ่ายทําที่เขาคิดค้นสร้างขึ้นเอง จนเมื่อวันหนึ่ง มีคนเข้ามาถามปยุตว่า เขาใช้ระบบอะไรสร้างการ์ตูนสุดสาคร ตะวันตก หรือญี่ปุ่น 

เขาจึงตอบไปว่าเป็น ‘ระบบปยุต’ 

จากฉากสุดท้ายของปยุต สู่ฉากแรกของแอนิเมชันไทย 

แม้สุดสาครจะประสบความสําเร็จในฐานะการ์ตูนยาวเรื่องแรกของไทยที่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แต่ปยุตก็ไม่มีแรงและทุนสร้างการ์ตูนเรื่องต่อไป ในขณะที่ไม่มีใครคิดสร้างการ์ตูนขึ้นมาอีก เพราะใช้เวลานานและทุนสร้างสูงกว่าหนังคนแสดง เขาเคยกล่าวด้วยความเสียดายว่า “แม้จะไม่ได้อย่างใจ แต่ สุดสาครก็ถือกําเนิดในโลกภาพยนตร์การ์ตูน เป็นหนังการ์ตูนไทยขนาดยาวเรื่องแรก เสียดายว่ามาจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครทําเรื่องที่สอง ที่สามออกมา ได้อีก” 

หลังจากว่างเว้นการสร้างการ์ตูนนานนับทศวรรษ ปยุตได้รับมอบหมายจากองค์การญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการวางแผน ครอบครัว (Japanese Organization for International Cooperation in Family Planning - JOICEP) ให้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนเพื่อการศึกษาสําหรับสตรีเรื่อง ‘ชัยชนะของสาวน้อย (My Way)’ (2535) ว่าด้วยการวางแผนครอบครัว สุขภาพ และอนามัยสําหรับวัยรุ่น ซึ่งนับว่าเป็นผลงานการ์ตูนเรื่องท้าย ๆ ของเขา 

หลังจากนั้น ปยุตหันมาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้มากขึ้น ทั้งเป็นที่ปรึกษาฝึกฝนแอนิเมเตอร์และเป็นหัวหน้าฝ่ายลูกค้าต่างประเทศให้บริษัทไทยหวัง ฟิล์ม (Thai Wang Film) บริษัทลูกของ Wang Film Productions สตูดิโอแอนิเมชันจากไต้หวัน เดินสายให้ความรู้การทําการ์ตูนตามสถาบันต่าง ๆ และ เปิดบ้านพักส่วนตัวให้นักเรียนนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้การทําการ์ตูน บัดนี้เด็กชายเฮงจากบ้านคลองวาฬ จึงได้กลายเป็นครูสมดังที่ย่าเคยปรารถนา 

ช่วงบั้นปลาย ปยุตมีปัญหาประสาทสายตาเสื่อมเรื้อรังที่ตาซ้าย ก่อนจากไปอย่างสงบเมื่อปีพ.ศ. 2553 ปัจจุบันชื่อของเขาถูกนําไปตั้งเป็นรางวัลสําหรับผลงานแอนิเมชัน ขณะที่ผลงานการ์ตูนและโฆษณา 6 เรื่องของเขาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติโดยหอภาพยนตร์ (องค์การ มหาชน)  

‘ปยุต เงากระจ่าง’ บิดาแห่งการ์ตูนไทย ชายผู้เสียตาข้างหนึ่งให้ ‘สุดสาคร’

หลังจาก สุดสาคร เข้าฉาย หากเส้นทางการ์ตูนไทยเปรียบเหมือนการ์ตูนหนึ่งเรื่อง ก็คงคล้ายเฟรมภาพที่หยุดนิ่งชั่วขณะ ก่อนที่เทคโนโลยีองค์ความรู้และบุคลากรจะถึงพร้อม ก็ต้องรออีก 2 ทศวรรษกว่าที่ไทยจะมีหนังแอนิเมชันขนาดยาวออกฉายในโรงอีกครั้ง จนวงการแอนิเมชันไทยก้าวกระโดด ไปไกลถึงระดับโลก และสิ่งนี้อาจไม่เกิดขึ้น หากไม่มีการ์ตูนจากแผ่นเซลนับเกือบแสนแผ่นที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและดวงตาข้างหนึ่งของเขาเอง 

 

 

เรื่อง: ประภาส อยู่เย็น

ภาพ: Google Arts & Culture, หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) 

 

อ้างอิง 

     วารสารศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2565) 

     "A Screw Here, a Crank There": Payut Ngaokrachang and the Origins of Thai Animation By John A. Lent. Animation World Magazine Issue 2 No.1, April 1997 อ.ปยุต เงากระจ่างทําภาพยนตร์การ์ตูน สุดสาคร อย่างไร https://youtu.be/081S7GWhT_M?si=hFcDPz2WtPCPfzU2 

      รายการ ความรู้คือประทีป ตอน อาจารย์ปยุต เงากระจ่าง https://www.youtube.com/watch?v=lEudGsu0HcY 

     https://www.fapot.or.th/main/information/article/view/277 

     https://fapot.or.th/main/information/star/view/10  

     https://www.fapot.or.th/main/heritage/view/172 

     https://www.fapot.or.th/main/archive/817 

     https://www.fapot.or.th/main/heritage/view/157 

     https://www.fapot.or.th/main/heritage/view/230  

     https://www.fapot.or.th/main/archive/72  

     https://www.thaipbs.or.th/news/content/216377 

     https://www.fapot.or.th/main/news/255 

     https://th.wikipedia.org/wiki/ปยุต_เงากระจ่าง 

     https://artsandculture.google.com/story/sAXhQtVXnGgZWQ?hl=th 

     https://blog.animationstudies.org/tracing-the-heart-of-thai-animations-national-characteristics/  

     https://artworlddatabase.com/portfolio/payut-ngaokrachang/