01 ก.ย. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
“Something beautiful is going to happen”
บนโลกใบนี้ หนึ่งในสัจธรรมที่แท้จริงที่สุดคือข้อเท็จจริงที่ว่า ‘เวลา’ เดินไปข้างหน้าและไม่เคยหวนย้อนกลับ สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วจะไม่เปลี่ยนแปรไปจากเดิม ในขณะเดียวกับที่สิ่งที่อยู่ข้างหน้าก็จะไม่ถูกจองจำด้วยอดีตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น คนเราก็มีความสัมพันธ์กับ ‘เวลา’ ในแบบที่แตกต่างกันออกไป บ้างใช้ชีวิตผ่านการเพ่งมองไปที่อดีตโดยไม่เหลียวมองอนาคต บ้างมองไปถึงอนาคตโดยเหลียวมองไปที่อดีตเพียงน้อยนิด
ความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันระหว่างมนุษย์กับเวลาจึงจำแนกผู้คนออกเป็นสองประเภทซึ่งก็คือกลุ่มคนที่ ‘มองโลกในแง่ดี’ (optimistic) และกลุ่มคนที่ ‘มองโลกในแง่ร้าย’ (pessimistic) ในแบบแรกคือการมองไปข้างหน้าด้วยความเชื่อที่ว่าสิ่งที่ดีกว่าเดิมสามารถเกิดขึ้นในอนาคตหรือแม้แต่ปัจจุบันได้ ในขณะเดียวกับที่อย่างหลังใช้อดีตมองอนาคตเพื่อบอกว่าอนาคตคงไม่ดีไปกว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้น หรือแม้แต่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้กัดกร่อนบ่อนทำลายความเป็นไปได้ของอนาคตและปัจจุบันที่ดีกว่าไปหมดสิ้นแล้ว
เมื่อกล่าวถึงวิดีโอเกม ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราย่อมคิดว่ามันล้วนผลิตมาเพื่อความบันเทิงของผู้เล่นในรูปแบบที่หลากหลายกันออกไป เกมที่สวมบทบาทให้เราได้กลายเป็นนักผจญภัย เป็นเจ้าของร้านอาหาร เป็นสายลับ หรือแม้แต่สวมบทบาทเป็นเหยื่อในเหตุการณ์สุดสยองขวัญ ก็นับเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง แต่หากมองเช่นนั้น เกมก็จะถูกมองเพียงด้านเดียวว่าเวลาที่ให้ไปจะมอบคืนกลับมาแค่ ‘ความบันเทิง’ และปิดกั้นความเป็นไปได้ของวิดีโอเกมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
เฉกเช่นเดียวกับหนังสือหรือภาพยนตร์ ในขณะที่บางวิดีโอเกมมอบความบันเทิงให้กับผู้เล่นเป็นสำคัญ แต่บางวิดีโอเกมก็สามารถมอบคุณประโยชน์แก่ผู้เล่นในด้านอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคิดคำนวณเลข การบริหารจัดการ การฝึกภาษา หรือแม้แต่การเข้าใจโลกและตัวของเราเองมากกว่าที่เคยเป็น — สิ่งเหล่านี้คือความเป็นไปได้ของวิดีโอเกมที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับความบันเทิงชั่วคราว
ย้อนกลับไปในปี 2019 กลุ่มคนจากเอสโตเนีย (Estonia) ประเทศเล็ก ๆ จากยุโรปตะวันออกที่มีประชากรไม่ถึงสองล้านคนได้ขับเข็นวิดีโอเกมที่ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของโลกวิดีโอเกมและได้กลายเป็นหนึ่งในวิดีโอเกมที่ดีที่สุดในหัวใจของใครหลายคนไปในทันที ซึ่งวิดีโอเกมที่ว่ามีนามว่า ‘Disco Elysium’
วิดีโอเกมชื่อประหลาดที่ถูกพัฒนาขึ้นจากกลุ่มผู้สร้างที่ไม่มีประสบการณ์การสร้างเกมกันมาก่อนแม้แต่เกมเดียวก็เปลี่ยนวิธีการที่เรามองเกมไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะวิดีโอเกมแนว ‘RPG’ (Role-playing games) หรือที่สังคมไทยเราจดจำและนิยามกลุ่มเกมจำพวกนี้ว่า ‘เกมภาษา’
เกมภาษาคือวิดีโอเกมแนวที่ต้องอาศัยการอ่านบทสนทนาเพื่อดำเนินเนื้อเรื่อง อีกทั้งยังต้องเลือกคำสั่งผ่านตัวอักษรในการกระทำต่าง ๆ โดยเฉพาะในระบบการต่อสู้ อาทิเช่น Final Fantasy, Dragon Quest หรือ Pokémon ซึ่งจะแตกต่างจากวิดีโอเกมประเภทอื่น ๆ ที่เราอาจคุ้นชินไม่ว่าจะเป็น Mario, Red Alert หรือ Tetris ที่อาศัยทักษะหรือความชำนาญในด้านอื่น ๆ ในการขับเคลื่อนตัวเกม
Disco Elysium คือวิดีโอเกมที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับนายตำรวจนักสืบคนหนึ่งที่ตื่นขึ้นจากการเมาค้างครั้งยิ่งใหญ่จนตัวเขาเองไม่สามารถจำอะไรได้เลยแม้แต่ชื่อของตัวเอง ก่อนจะค้นพบในเวลาต่อมาว่าตัวเขากำลังอยู่ท่ามกลางคดีฆาตกรรมปริศนาในเมืองสมมุติริมทะเลนามว่า ‘มาร์ติเนซ’ (Martinaise) ในรัฐของ ‘เรวาโชล์’ (Revachol) ที่เต็มไปด้วยบาดแผลของการต่อสู้ในประวัติศาสตร์ และความขัดแย้งที่คุกกรุ่นอยู่ในเวลาปัจจุบัน ซึ่งนักสืบผู้ที่รู้จักตัวเองและโลกใบนี้เท่า ๆ กับผู้เล่นจะต้องไขคดีและทำความรู้จักเรื่องราวทั้งหมดนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ระบบการเล่นของ Disco Elysium จะดำเนินไปด้วยการเลือกตอบแทบทั้งหมด กล่าวคือแทบทุกสิ่งตั้งแต่การพูดคุย สอบสวน ซื้อของ ปิดพัดลม มองตัวเองในกระจก กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง หรือแม้แต่การกระโดดเตะหน้าใครสักคนล้วนมาจากการ ‘เลือกตอบ’ ทั้งสิ้น แม้ว่าผู้เล่นจะสามารถควบคุมตัวละครของเราเพื่อเดินไปสำรวจในทุกซอกมุมของเมืองได้ แต่การปฏิสัมพันธ์ต่อทุกสิ่งรอบตัวเรานั้นล้วนดำเนินไปผ่านการอ่านในสิ่งที่ตัวละครเห็นหรือสิ่งที่ผู้คนที่ตัวละครเอกมีปฏิสัมพันธ์ด้วยกล่าว และเลือกตอบได้ตามใจนึก โดยการตอบแต่ละอย่างก็จะส่งผลในแบบที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน ซึ่งในบางการเลือกตอบก็อาจมีเปอร์เซ็นต์ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวละคร เช่นจะโกหกได้แนบเนียน หรือจะสามารถอดกลั้นตัวเองไม่ให้ร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น
กล่าวให้เห็นภาพชัดขึ้นกว่านั้น วิธีการเล่น Disco Elysium จะดำเนินไปผ่าน ‘การอ่าน’ แทบทั้งหมด อ่านในสิ่งที่ตัวละครเห็น อ่านในสิ่งที่หัวของตัวละครคิด และอ่านในตัวเลือกของตัวละครที่จะกระทำหรือสนองตอบ เรียกได้ว่าการเล่น Disco Elysium แทบจะไม่ต่างอะไรจากการอ่านหนังสือสักเล่มเลยทีเดียว
จึงไม่น่าแปลกใจที่ Disco Elysium จะกวาดรางวัลไปมากมายในปีที่เกมได้ถูกปล่อยออกมา อีกทั้งยังครองใจแฟนเกมทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุด แต่ก็น่าเสียดายก็ตรงที่ว่าภายหลังจากนั้นไม่นาน ทีมผู้พัฒนาที่เป็นมันสมองของเกมนี้ก็ดันถูกทางค่ายไล่ออกยกชุด จึงยากที่จะเห็น Disco Elysium ที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยมันสมองเดิมออกมาจากค่ายเดิมอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าในตอนนี้สถานการณ์จะเป็นเช่นไร แต่ก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ถึงความวิเศษที่ Disco Elysium ได้ฝากเอาหัวใจเกมเมอร์ทั้งหลายกับวิดีโอเกมนักสืบในรูปแบบของเกมภาษาที่สนุกสนานไม่แพ้กับวิดีโอเกมประเภทอื่น ๆ
แต่ในขณะเดียวกันนั้น นอกจากรสชาติของการสืบสวนคดีฆาตกรรม การเดินทางผ่านเรื่องราวของ Disco Elysium ก็ชวนให้เรามองอะไรหลายอย่างที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงเชิงปรัชญาของเสียงในหัว ความแตกต่างหลากหลายและสุดโต่งในปรัชญาการเมืองของผู้คนในสังคม ไปจนถึงการรู้จักมีความหวังท่ามกลางซากปรักหักพังที่เราอาจคิดว่าจะไม่มีวันหายไป ทั้งหมดนี้ถูกสอดแทรกอยู่ในริ้วรอยของเมืองที่เหมือนกำลังจะหมดลมหายใจ ผู้คนที่ใช้ชีวิตราวกับไม่มีวันพรุ่งนี้ และตัวละครเอกที่ไม่มีแม้แต่ความทรงจำต่อชื่อของตัวเอง ซึ่งเขาคนนั้นมีนามว่า ‘แฮร์รี ดูบอยส์’ (Harry Du Bois)
ในบทความนี้ The People จะพาไปสำรวจแง่คิดต่าง ๆ ที่สอดแทรกผ่านวิดีโอเกม RPG เล็ก ๆ จากประเทศที่เงียบสงบเกมนี้ ว่ามันสะท้อนให้เราเห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถเป็นกระจกสะท้อนให้เรามองกลับมาที่โลกของเราและตัวเองอย่างไรได้บ้าง!
หากใครที่เคยอ่านงานของนักเขียนอย่าง เจมส์ จอยซ์ (James Joyce), เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (Virginia Woolf) หรือ คนุต ฮัมซุน (Knut Hamsun) ก็น่าจะเข้าใจวิธีการบอกเล่าเรื่องราวแบบ ‘กระแสสำนึก’ (Stream of Consciousness) ที่เป็นวิธีการบอกเล่าสิ่งที่แล่นผ่านหัวของตัวละคร ณ เวลานั้น ซึ่งเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบ ไร้การเรียงลำดับ ด้วยภาษาและไวยากรณ์อิสระ และไม่ได้ยึดโยงอยู่กับความเป็นเหตุเป็นผลเป็นสำคัญ ราวกับการเลียนแบบวิธีที่สมองของตัวละครกำลังนึกคิดและถกเถียงต่อประเด็นต่าง ๆ ในหัวของตัวเอง
ความไร้ระเบียบและไม่แน่นอนดังที่ว่านี้ จึงไม่แปลกที่วรรณกรรมกระแสสำนึกจะเป็นหนึ่งในหมวดหมู่ที่นับว่าท้าทายสำหรับการอ่าน แต่ก็ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะการที่จะถ่ายทอดธรรมชาติของ ‘สำนึก’ หรือ ‘ความคิด’ ที่เกิดขึ้นในหัวออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการนำเสนอความซับซ้อนของเสียงหลาย ๆ ด้านที่มีบทสนทนาต่อกันและกัน ไม่ว่าจะเป็น เหตุผล อารมณ์ ข้อมูล ความกังวล ปณิธาน และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย การปะทะ พาดผ่าน และผสมผสานกันของเสียงเหล่านี้จึงทำให้การถ่ายทอดความคิดของตัวละครเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ปราศจากการถูกจัดระเบียบแบบเรื่องเล่าที่มุ่งหมายจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจ ทว่าเสน่ห์ของมันกลับเป็น ความซับซ้อนสับสนอลวนมันนี้เองที่ทำให้ผู้อ่านมากมายหลงใหลมาจนถึงทุกวันนี้
แต่ใครจะคิดว่าวิดีโอเกมนามว่า Disco Elysium จะสามารถยกระดับวิธีการเล่าแบบกระแสสำนึกให้มีความน่าสนใจและเข้าถึงง่ายไปยิ่งกว่าที่เคยเป็น ผ่านการถ่ายทอดความคิดที่ยุ่งหยิงของแฮร์รีออกมา แล้วจัดระเบียบผ่านบทสนทนาภายในหัวให้เข้าใจง่าย ในขณะที่คงรักษาเสน่ห์ในความยุ่งเหยิงไว้เช่นเดิม
นอกจากเรื่องราวจะดำเนินไปด้วยบทสนทนากับผู้คนและสิ่งของที่อยู่รอบกายแล้ว อีกส่วนสำคัญที่เกิดขึ้นใน Disco Elysium คือบทสนทนาที่เกิดขึ้นภายในหัวของแฮร์รีเอง ที่จะมีความคิด มุมมอง ความรู้สึก และจุดยืนต่อเรื่องต่าง ๆ ในแบบที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งแฮร์รีมีความเข้มข้นในด้านดังกล่าวมากเพียงไหน ก็จะยิ่งทำให้เสียงดังกล่าวนั้น ‘ดัง’ ขึ้น ซึ่งกลไกความเป็น RPG ของ Disco Elysium ในแง่ของการเก็บเลเวลและอัพสกิลก็จะถูกนำมาจัดสรรพัฒนาพลังของเสียงเหล่านี้ทั้งหมด
แล้วเสียงในหัวเหล่านั้นมีอะไรบ้าง?
เสียงในหัวที่ว่านี้จะถูกนิยามว่าเป็น ‘คุณลักษณะ’ (attributes) ของตัวละครที่จะมีหมวดหลักจำนวน 4 หมวด โดยแต่ละหมวดก็จะแบ่งทักษะย่อยกันหมวดละ 6 อย่างในขอบเขตของหมวดหมู่นั้น ๆ ตั้งแต่ สติปัญญา (Intellect), จิตใจ หรือ กึ๋น (Psyche), ร่างกาย (Physique), และการเคลื่อนไหว (Motorics)
โดยในแต่ละหมวดหมู่ก็จะประกอบไปด้วยทักษะต่าง ๆ ที่จะมีความสำคัญในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อวิธีการแก้ไขปัญหาตามความถนัดของตัวละคร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแฮร์รีมีทักษะ ‘ตรรกะ’ (Logic) ที่อยู่ในหมวดของสติปัญญาก็จะมีความถนัดในด้านการสืบหาความจริงจากหลักเหตุและผล หากว่ามีค่าพลังด้าน ‘อาณาจักรส่วนลึก’ (Inland Empire) ก็จะมีกึ๋นหรือลางสังหรณ์ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้มากกว่าปกติ
ในฝั่งของทักษะทางกายภาพก็จะมีตัวอย่างเช่น ‘เครื่องจักรกลร่างกาย’ (Physical Instrument) ในหมวดของร่างกาย ที่ยิ่งมีมากก็จะยิ่งมีความสามารถในการใช้ร่างกายในการจัดการกับอุปสรรคตรงหน้าได้ เช่นการพังประตูหรือต่อยหน้าใครสักคน ไปจนถึง ‘การรับรู้’ (Perception) ที่จะทำให้แฮร์รีสามารถสังเกตเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ง่ายขึ้น
ความหลากหลายของ Disco Elysium จึงไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่ตัวละครเอกเผชิญพบเจอ แต่รวมไปถึงความหลากหลายในความถนัดของแฮร์รีที่จะมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันไปต่อสิ่งที่ได้พบเจอ เราสามารถเลือกที่จะเล่นเป็นแฮร์รีที่เน้นสืบสวนด้วยหัวสมองแบบเชอร์ล็อก โฮล์มส (Sherlock Holmes) ใช้จิตวิญญาณและกึ๋นจากสัญชาติญาณแบบ เดล คูเปอร์ (Dale Cooper) ใน Twin Peaks หรือแม้แต่นักสืบที่โดดเด่นด้านพลกำลังราวกับเป็น ‘แบตแมน’ (Batman)
แต่ที่กล่าวมาก็เป็นเพียงรสชาติของการเล่นเท่านั้น เพราะสิ่งที่น่าสนใจยิ่งจากกลไกที่ว่านี้คือการถ่ายทอดความคิดความอ่านของตัวละคร หรือที่เรานิยามมันว่า ‘กระแสสำนึก’ ในโลกของวรรณกรรมออกมาเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่ผ่านการจำแนกทักษะด้านต่าง ๆ ด้วยภาพพอร์เทรตและชื่อที่แตกต่างกันออกไป แต่ยังรวมไปถึง ‘ความคิดเห็น’ ต่อสถานการณ์ที่เจอในแบบที่แตกต่างกันออกไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่นในบางการสอบสวนผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ ความคิดความอ่านในส่วนของตรรกะเหตุผลของตัวละครจะไหลลื่นไปกับคำให้การราวกับว่าไม่มีอะไรเป็นที่น่าสงสัย ทว่าก็มีความคิดด้านกึ๋นของตัวละครแย้งขึ้นมาว่าพวกเขา ‘ไม่เชื่อแบบนั้น’ อีกทั้งยังบอกอีกว่า ‘คุณ’ — หมายถึงตัวละครหรือตัวเราผู้เป็นเสมือนผู้ฟังและตัดสิน — ไม่สมควรจะเชื่อกลุ่มความคิดตรรกะเหล่านี้ เพราะพวกเขามีขอบเขต แต่ให้เชื่อกึ๋นของตัวเองในบางแง่มุมด้วย
หรือในบางกรณีที่เผชิญหน้ากับผู้ต้องสงสัยที่มีความก้าวร้าวหรือรุกล้ำเข้ามา ความคิดด้านความก้าวร้าวของแฮร์รีก็จะบอกว่า “อัดมันเลย!” ก่อนที่ในฝั่งของความเห็นอกเห็นใจของเราจะกล่าวเตือนว่า “หยุดก่อน เราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น” ก่อนที่ผู้เล่นจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตัวเอง ว่าจะเชื่อใคร (ที่ล้วนอยู่ในหัวของเราทั้งหมด)
แต่ในบางกรณีที่ค่าพลังของความคิดในด้านดังกล่าวต่ำเกินไป เสียงเหล่านั้นก็อาจไม่ดังขึ้นมาในบางสถานการณ์เลยก็ได้ เสียงของความคิดเหล่านี้จึงสัมพันธ์กับค่าความถนัดในหัวของเราเองด้วย
บทสนทนาและความคิดเห็นที่พรั่งพรูออกมาไม่หยุดหย่อนนี้ จึงไม่ต่างอะไรจากการบอกเล่าความคิดแบบกระแสสำนึก เพียงแต่บอกเล่าออกมาผ่านบทสนทนาที่ถูกจำแนกแยกชัด และไม่ได้ขมวดรวมอยู่ในย่อหน้าเดียวกันเหมือนงานเขียนวรรณกรรมที่เราคุ้นเคย ผู้เล่น (ผู้อ่าน) จึงจะสามารถซึมซับความคิดของตัวละครในแบบที่เข้าใจได้ง่าย ในขณะที่เห็นการถกเถียงกันระหว่างความคิดกับความคิดที่ยังคงความยุ่งเหยิงโกลาหลไร้ระเบียบเอาไว้เช่นเดิม
อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชี้ให้เราเห็นว่าคนเราแตกต่างกันที่อะไร ไม่ใช่เพียงแค่ว่าโตที่ไหน หรือมีสภาพแวดล้อมอย่างไร แต่รวมไปถึงอิทธิพลของเสียงในหัวที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย บ้างอาจถนัดการใช้เหตุผล บ้างอาจถนัดการใช้กึ๋น บ้างอาจถนัดการใช้ความรู้ บ้างอาจเน้นการเข้าอกเข้าใจ บ้างโดดเด่นที่วาทะศิลป์ บ้างก็ท่าทีที่เกรงขามและดูมีพลัง หรือแม้แต่บ้างก็มุ่งหมายจะใช้แต่พลกำลังในการจัดการอุปสรรค
เสียงในหัวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดและกระแสสำนึกของเราทุกคน หรือแม้แต่เหตุผลว่าทำไมเราต้องครุ่นคิดให้ถี่ถ้วนกว่าเดิม ว่าเสียงไหนสมควรเชื่อถือในสถานการณ์ใด และมีเสียงใดบ้างในหัวของเราที่เราหลงลืมและไม่เคยเงี่ยหูฟังพวกเขาเลยแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นว่า Disco Elysium ถ่ายทอดความซับซ้อนในตัวตนและความคิดของมนุษย์ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดเกมหนึ่งก็คงเป็นข้อสรุปที่ไม่เกินความเป็นจริงไปมากนัก
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้เล่นอย่างเรา ๆ ที่ไม่ได้เข้าใจหรือรู้จักอะไรกับโลกของตัวเกมเลยที่จะเริ่มเล่นและสามารถรู้เท่าทันและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่าง เฉกเช่นเดียวกับแฮร์รีที่จำไม่ได้แม้แต่ชื่อหรือสถานะการเป็นตำรวจของตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น การลืมตาตื่นขึ้นมาและต้องพยายามทวนความทรงจำเกี่ยวกับคดีก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่นอกจากเรื่องของคดีแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่อบอวลอยู่ทั่วมาร์ติเนซ ณ ขณะนั้น คือความขัดแย้งทางความคิดที่ดูจะหนักข้อขึ้นและส่งกลิ่นโชยของสงครามการเมืองในทุก ๆ เหลี่ยมมุมเมือง
ในเรื่องราวของมาร์ติเนซนั้น เราจะไม่ได้เพียงแค่สืบเสาะหาความจริงเกี่ยวกับคดีเท่านั้น แต่ระหว่างทางจะทำให้เราได้เข้าใจเกี่ยวกับความเป็นไปของตัวเมืองมากขึ้นไปกว่าเดิม เมืองที่เอ่อล้นไปด้วยบาดแผลจากอดีต อุดมไปด้วยผู้คนที่มีความคิดแตกต่างและหลากหลายกันออกไป รวมไปถึงแฮร์รีที่จะต้องเลือกผ่านบทสนทนาด้วยว่าจะเป็นคน ‘แบบไหน’ หรือกล่าวให้เฉพาะเจาะจงไปกว่านั้น — มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด
ภายในความหลากหลายของผู้คนที่เราจะพบพานผ่าน Disco Elysium จะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไปตาม ‘เข็มทิศทางการเมือง’ (Political Compass) ที่แบ่งแยกตามคุณลักษณะของอุดมการณ์ที่มีอยู่จริง เพียงแต่ถูกนำเสนอในบริบทของโลก Disco Elysium ซึ่งก็จะสามารถแบ่งแยกออกเป็น 4 อุดมการณ์ ดังนี้
ความหลากหลายทางอุดมการณ์เหล่านี้จะแทรกอยู่ในความคิดของตัวละครที่มีจุดยืนแตกต่างกันออกไป ซึ่งบุคลิกและความคิดความอ่านของพวกเขาก็มีแนวโน้มที่เป็นไปตามอุดมการณ์และเรื่องราวของพวกเขา เช่น อดีตทหารจากยุคที่มีกษัตริย์ยืนหวนรำลึกถึงอดีตที่รุ่งโรจน์และปัจจุบันที่ล้มเหลวของเมือง หรือนักธุรกิจที่เห็นอะไรก็เป็นเงินเป็นทองและมุ่งหมายเพียงแต่จะทำกำไรสูงสุด
ในมิติหนึ่งพวกเขาถ่ายทอดให้เห็นถึงคุณลักษณะพื้นฐานของปรัชญาการเมืองในแต่ละแบบผ่านผู้คนแต่ละแบบ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่อุดมการณ์เหล่านั้นถูกบิดปรับให้มีความ ‘สุดโต่ง’ ด้วยกลิ่นอายการเสียดสีและจิกกัดในแต่ละแบบซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่านอกจากคุณลักษณะพื้นฐานและเป้าหมายของแต่ละความเชื่อแล้ว พวกเขามีช่องโหว่กันแบบใดบ้าง
ไม่ว่าจะเป็นความไร้ประสิทธิภาพของลัทธิมาซอฟที่หมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีในตำรา เลื่อนลอยจากความเป็นจริง อีกทั้งยังมีความขัดแย้งกันภายในกลุ่มก้อนเดียวกัน, แนวคิดแบบชาตินิยมที่หาใช่กลุ่มคนที่ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม แต่เป็นกลไกป้องกันตัวเองของผู้ชายขี้แพ้ โดดเดี่ยว และโทษสิ่งอื่นรอบตัวไม่ให้ตัวเองรู้สึกแย่ไปกว่าเดิม
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองไม่เพียงถูกสะท้อนมาจากตัวละครรอบตัวของผู้เล่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเป็นไปได้ในการเลือกตอบของแฮร์รีด้วย ซึ่งเกมมักล้อเลียนเสียดสีอุดมการณ์เหล่านี้ผ่านการเลือกตอบในแต่ละสถานการณ์
เมื่อแฮร์รีบรรลุความคิดเกี่ยวกับ ‘Mazovian Socio-Economics’ (เศรษฐศาสตร์สังคมนิยมมาซอฟ) หลังจากพยายามสวมบทเป็นผู้สร้างคอมมิวนิสม์ขึ้นมาใหม่ ตัวเกมกลับสรุปผลความคิดของเขาอย่างเจ็บแสบว่า “0.000% of Communism has been built.” หรือ “คอมมิวนิสม์ถูกสร้างขึ้นแล้ว 0.000%” โลกยังคงถูกปกครองโดยเหล่ามหาเศรษฐี ส่วนสิ่งที่แฮร์รีทำสำเร็จกลับมีเพียงการทำให้ตัวเองเศร้าลง และเริ่มสงสัยว่าทฤษฎีเศรษฐกิจของคราส มาซอฟ หลอกเขาหรือเปล่า ทว่าเกมก็ไม่ได้จบการเสียดสีด้วยการบอกว่าทฤษฎีเหล่านั้นไร้ประโยชน์เสียทีเดียว เพราะมันทำให้แฮร์รีฉลาดขึ้นและสามารถ “สร้างแบบจำลองอันแม่นยำของโลกที่บิดเบี้ยวและหลอกลวงใบนี้” แทนที่จะสร้างคอมมิวนิสม์ขึ้นมาได้จริง กลายเป็นมุกตลกร้ายที่เสียดสีช่องว่างระหว่างการเข้าใจโลกผ่านทฤษฎีกับความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโลกจริง ๆ ได้อย่างเจ็บแสบ
ในฝั่งของ ‘เสรีนิยมสุดโต่ง’ (Ultraliberalism) เกมก็ล้อเลียนความหมกมุ่นกับตลาดและเงินผ่านความคิดที่มีชื่อว่า ‘Indirect Modes of Taxation’ (รูปแบบการจัดเก็บภาษีทางอ้อม) ซึ่งแฮร์รีจะปลดล็อกได้จากการแสดงท่าทีสนับสนุนตลาดเสรี พูดจาด้วยศัพท์การเงิน หรือหมกมุ่นอยู่กับการหาเงิน เมื่อบรรลุความคิดดังกล่าว ตัวเกมจะบอกให้แฮร์รีออกไปเผยแพร่ “ศาสนาแห่งการลดกฎระเบียบ” ให้แก่ผู้คน ต่อต้านภาษีและหน่วยงานกำกับดูแล ก่อนจะปิดท้ายอย่างสุดโต่งด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า “Taxes are racist.” หรือ “ภาษีคือการเหยียดเชื้อชาติ” ที่น่าขันยิ่งกว่านั้นคืออุดมการณ์นี้ไม่ได้มีผลเพียงในบทสนทนา เพราะหลังจากบรรลุความคิดแล้ว ทุกครั้งที่ผู้เล่นเลือกคำตอบแบบ Ultraliberal เกมจะมอบเงิน 1 réal ให้แฮร์รีจริง ๆ กล่าวคือเกมเปลี่ยนความเชื่อที่ว่า “ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง” ให้กลายเป็นกลไกการเล่นที่ยิ่งพูดแบบนายทุนมากเท่าไร เงินก็ยิ่งเข้ากระเป๋ามากขึ้นเท่านั้น
มาที่ฝั่งของแนวคิดแบบฟาสซิสต์ ซึ่ง Disco Elysium ผูกความโหยหาอดีตทางการเมืองเข้ากับบาดแผลส่วนตัวของแฮร์รีอย่างจงใจ หากผู้เล่นเดินบนเส้นทางนี้ หลังวันที่สามจะสามารถรับภารกิจทางการเมืองชื่อ ‘Turn back the wheels of time’ หรือ “หมุนวงล้อแห่งเวลากลับคืน” โดยคำอธิบายภารกิจถึงกับสั่งให้แฮร์รีหาวิธีย้อนเวลากลับไป กอบกู้ระบอบเก่า และมอบโอกาสครั้งที่สองให้กับ “ความรัก” ราวกับการกู้ชาติในอดีตกับการเอาความสัมพันธ์ที่สูญเสียไปกลับคืนมาเป็นเรื่องเดียวกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อแฮร์รีไปขอคำแนะนำจาก Measurehead หนึ่งในตัวละครที่มีความคิดสุดโต่งที่สุด เขากลับบอกแฮร์รีว่า “There is no love in the past. Only the present.” “ไม่มีความรักอยู่ในอดีต มีเพียงในปัจจุบันเท่านั้น” พร้อมอธิบายว่าอดีตประกอบขึ้นจากภาพนิ่ง ความทรงจำที่บิดเบี้ยว และความโหยหา ขณะที่ปัจจุบันยังเต็มไปด้วยความเป็นไปได้มากมาย กลายเป็นความย้อนแย้งอย่างเจ็บแสบ เมื่อเส้นทางทางการเมืองที่เริ่มต้นจากความพยายาม “ย้อนเวลากลับไป” กลับพาแฮร์รีไปพบกับคำตอบว่า สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่การกอบกู้อดีต แต่คือการยอมรับว่ามันไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
แม้แต่ความพยายามที่จะยืนอยู่ตรงกลางก็ไม่รอดพ้นจากการเสียดสีของ Disco Elysium หากผู้เล่นเลือกคำตอบแบบเป็นกลาง ไม่ต้องการผูกตัวเองเข้ากับอุดมการณ์สุดโต่ง และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แฮร์รีจะสามารถปลดล็อกความคิดที่ชื่อว่า ‘Kingdom of Conscience’ ซึ่งเป็นตัวแทนของ ‘Moralism’ หรือแนวคิดสายกลางของโลกใบนี้ แต่เมื่อบรรลุความคิดดังกล่าว เกมกลับสรุปอย่างเย็นชาว่า “Centrism isn't change — not even incremental change. It is control.” หรือ “ความเป็นกลางไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แม้แต่การเปลี่ยนแปลงทีละน้อย มันคือการควบคุม” ก่อนจะชวนแฮร์รีเงยหน้ามองเรือเหาะของ Coalition ที่ยังลอยอยู่เหนือเมือง และบอกตัวเองว่าทุกสิ่งยังเป็นปกติดี การเสียดสีจึงไม่ได้บอกว่าการประนีประนอมเป็นสิ่งผิดในตัวมันเอง แต่ชี้ให้เห็นด้านกลับของความเป็นกลางว่า ในบางสถานการณ์ การหลีกเลี่ยงการเลือกข้างและเรียกร้องให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หากกลับกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยรักษาสถานะเดิมเอาไว้เสียมากกว่า
จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นการถ่ายทอดเนื้อหาด้านปรัชญาการเมือง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นทฤษฎีแบบในตำรา หรือเป็นบทสนทนาที่นำเสนอแนวคิดที่จริงจังเครียดขรึม แต่เป็นการเสียดสีผ่านความบ้าบอและหลุดโลกของแฮร์รีจนกลายเป็นความตลกร้ายที่ได้แง่คิดและเห็นช่องโหว่ของแต่ละอุดมการณ์ไปพร้อม ๆ กัน
เพราะฉะนั้น หากใครคิดจะเล่น Disco Elysium จงลุยเลือกอย่างเต็มที่เพื่อสำรวจความบ้าระห่ำในไอเดียเหล่านี้และค้นพบการเสียดสีในรูปแบบต่าง ๆ ที่อย่างน้อยนอกจากจะทำให้เราขำออกมาแล้ว ยังชวนให้เราขบคิดในความจริงที่แทรกอยู่ในความบ้าคลั่งเหล่านั้นด้วย และนอกจากนั้น จะตอบอะไรไปก็ตาม คุณก็ดูเป็นคนที่สุดโต่งและบ้าคลั่งเสมออยู่ดี!
ตามจริงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องราวของ Disco Elysium แทบจะไม่ใช่การสืบสวนหาความจริงเลยเสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าการหาฆาตกรตัวจริงไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ระหว่างทางนั้น แฮร์รีจะได้พบกับเควสเสริมมากมายจากผู้คนในมาร์ติเนซเช่นการช่วยกลุ่มวัยรุ่นงัดเข้าไปในโบสถ์ร้างเพื่อเปิดคลับเต้น การช่วยหญิงแรงงานคนหนึ่งหาสามีที่หายตัวไป หรือแม้แต่ช่วยนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาสัตว์ลึกลับ (Cryptozoologist) ในการหา ‘แมลงกิ่งไม้ยักษ์อินซูรินเดียน’ (Insulindian Phasmid) แต่เรื่องราวเหล่านี้ถ้าหากเราเอาตัวลงไปอยู่ในเรื่องราวของพวกเขา จะทำให้เราเห็นความเป็นไปของเมืองนี้ ของสังคมในภาพรวม หรือแม้แต่ตัวเรามากกว่าเดิม
ยกตัวอย่างเช่นชายชราที่เคยเป็นทหารเก่าในอดีตที่ในปัจจุบันนี้ได้แต่ยืนถกเถียงกับชายชราอีกคน ชายชราผู้เป็นทหารผ่านศึกมีนามว่า ‘เรเน่ อาร์นูซ์’ (René Arnoux) กับ ‘กัสตง มาร์แต็ง’ (Gaston Martin) ที่ตั้งหลักยืนเถียงกันบนสนามเปตอง (ที่ทำขึ้นมาจากหลุมระเบิด) ของเมือง พวกเขาจะเถียงกันตลอดเวลาเกี่ยวกับบ้านเมือง เรเน่ก็จะหวนหาแต่อดีตในยุคระบอบกษัตริย์ดั้งเดิม ด่าทอโลกยุคใหม่ว่าเป็นพวกอ่อนแอ ไร้ระเบียบวินัย และโหยหาอดีตอันเข้มแข็ง ส่วนกัสตงค่อนข้างที่จะเป็นกลางและปล่อยตามความเป็นไปในสิ่งที่มันเป็น
การถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องระหว่างชายชราชวนให้เรามอง ‘ประวัติศาสตร์’ ในแบบที่แตกต่างออกไป ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องราวในฐานะสิ่งที่ถูกบันทึกหรือเป็นความจริงเชิงภววิสัย (objective truth) ที่สังคมยอมรับร่วมกัน แต่ประวัติศาสตร์ในที่นี้สัมพันธ์ต่อความทรงจำของผู้คนแต่ละคนที่มีต่อสังคม สิ่งรอบข้าง และตัวของเขาเอง ประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง แต่เป็นสิ่งที่ ‘อยู่ในกระบวนการ’ ของผู้คนตลอดเวลา ประวัติศาสตร์จึงกลายเป็นสิ่งที่ผันแปรและถูกกระเทาะเปลือกค้นหา หรือแม้แต่ตีความหาคำตอบอยู่เสมอ เฉกเช่นเดียวกับเรเน่และกัสตงที่แลกเปลี่ยนและวิพากษ์ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วร่วมกัน และจากมุมมองของแฮร์รี เรเน่เปรียบเสมือนกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอดีตดังเสียงในหัวที่สะท้อนออกมาว่า “นี่คือคนที่เปี่ยมล้นไปด้วยอดีต ปัจจุบันบ้างเล็กน้อย แต่แทบไม่มีอนาคต…”
แต่ก็ใช่ว่าพลเมืองของมาร์ติเนซจะใช้ชีวิตอยู่ในอดีตกันเพียงอย่างเดียว บ้างก็อยู่แต่กับปัจจุบันโดยไม่สนใจสิ่งที่ผ่านมาหรือหนทางข้างหน้า เพียงแค่พยายามมีลมหายใจวันต่อวันก็เพียงพอ เหมือนครั้งที่แฮร์รีเดินไปพบกับหญิงชนชั้นแรงงานธรรมดาคนหนึ่งยืนเลือกหนังสืออยู่ที่หน้าร้าน ก่อนที่แฮร์รีจะเดินไปทักทายตามปกติ และถามเธอว่า “สามีเธออยู่ไหน เขาหายตัวไปหรือเปล่า?” ก่อนที่เธอจะตอบว่าไม่ได้หายไป แฮร์รีจึงถามต่อว่า แล้วเขาอยู่ไหน เธอก็ตอบกลับมาอีกว่า เธอไม่รู้ แฮร์รีจึงตอบกลับอีกว่างั้นเขาก็หายตัวไปน่ะสิ เพื่อสยบตำรวจวิปลาสคนนี้ เธอจึงอธิบายต่อว่าสามีของเธอก็หายตัวไปแบบนี้อยู่แล้ว อาจจะเมาอยู่ที่ไหนสักแห่ง แล้วก็กลับมา
ก่อนที่ไม่นานแฮร์รีจะไปพบร่างของชายปริศนาที่ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากอาการมึนเมาและหกล้มหัวฟาดเก้าอี้สาธารณะ เมื่อสืบสาวไปว่าเขาเป็นใคร เขาคนนี้กลับกลายเป็นสามีของหญิงคนนั้นที่แฮร์รีได้ไปไถ่ถามในช่วงเวลาก่อนหน้า จนทำให้แฮร์รีและคิมต้องไปเผชิญหน้ากับเธอเพื่อบอกข่าวร้ายและกลายเป็นหนึ่งในฉากที่เจ็บปวดหัวใจที่สุดใน Disco Elysium
เรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในมาร์ติเนซที่ต้องเผชิญหน้ากับชีวิตที่ทุกข์ยากอย่างไม่มีทางเลือก ไม่มีแม้แต่ความต้องการหรือเวลาที่จะเรียกร้องหาความเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตให้ผ่านไป เธอต้องทนทุกข์อยู่กับสภาพความเป็นอยู่ เช่นการหายตัวไปของสามีราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดา…
ใครจะคิดว่าเกมสืบสวนจะมีเรื่องย่อยที่ชวนให้เราช่วยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งไล่หาแมลงกิ่งไม้ยักษ์อินซูรินเดียนที่ไม่มีใครเคยค้นพบมาก่อน เราสามารถพูดคุยเรื่องนี้และไถ่ถามถึงสัตว์ประหลาดรูปแบบต่าง ๆ ที่พวกเขาเคยค้นพบ หรือกำลังค้นหาได้ แต่คิม ผู้เป็นคู่หูของเราจะคัดค้านสุดกำลังและบอกเราว่าการพยายามหาสัตว์ประหลาดเหล่านี้มันเป็นเรื่องเหลวไหลและเสียเวลาที่สุด และถ้าหากเราไม่ได้มีความคิดแบบคิมและมุ่งมั่นที่จะไล่หามันต่อไป ปลายทางของเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นคำตอบให้เราเอง
ในตอนจบนั้น ท้ายที่สุดแฮร์รีก็เดินทางไปพบกับผู้ร้ายตัวจริงที่ก่อคดีฆาตกรรม เขาคือชายชราคนหนึ่งที่อยู่บนเกาะร้างอันเป็นที่ตั้งของบังเกอร์เก่าสมัยสงคราม ชายชราคนนั้นคืออดีตทหารปฏิวัติฝั่งคอมมิวนิสต์ที่ละทิ้งกองทัพและหลบเร้นอยู่ในที่แห่งนี้นานเกินครึ่งศตวรรษ ตลอดเวลาที่ผ่านไปเขาได้แต่ครุ่นคิดถึงความผิดพลาดในอดีต มองเห็นแต่ความเลวร้ายในปัจจุบันขณะและอนาคตที่กำลังจะมาถึง และเมื่อเห็นความสุขผลิดอกขึ้นในมาร์ติเนซ เขาจึงตัดสินใจใช้สไนเปอร์เหนี่ยวไกคนผู้นั้นไปจนเกิดคดีที่เรากำลังสืบกันอยู่ในตอนนี้
ทว่าขณะที่แฮร์รีกำลังถามหาเหตุผลจากชายคนนี้อยู่นั้น อยู่ดี ๆ เสียงหญ้าสูงรอบข้างก็มีการขยับ ก่อนที่แมลงกิ่งไม้ยักษ์อินซูรินเดียนจะปรากฏตัวออกมาให้เห็น ก่อนที่เราจะได้บทสนทนาเชิงลึกเกี่ยวกับการมีอยู่กับมัน บ้างก็บอกว่าตอนจบที่ว่านี้เป็นสิ่งที่งงและออกทะเลเป็นอย่างมาก แต่บ้างก็บอกว่าเป็นหนึ่งในตอนจบที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
หากลองมองให้ดี เราจะเห็นได้ว่าทั้งสามฝ่ายที่เผชิญหน้ากันบนเกาะร้างแห่งนั้นล้วนเป็นภาพแทนของมุมมองต่อโลกในแบบที่แตกต่างกันออกไป ชายชราผู้จมจ่อมอยู่กับอดีตคือคนที่มองโลกในแง่ร้าย มองว่าความผิดพลาดในอดีตจะพันธนาการความเป็นไปได้ในอนาคตจนหมดสิ้น เขาไม่สามารถแม้แต่จะยอมรับได้ว่าคนในปัจจุบันจะสามารถมีความสุขได้จากบาดแผลที่เกิดขึ้น เขาไม่เห็นความเป็นไปได้อีกต่อไปว่าโลกใบนี้จะดีขึ้น — นี่คือภาพแทนของการมองโลกในแง่ร้าย
แฮร์รี ดูบอยส์ลืมตาตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้จักแม้แต่ชื่อตัวเอง ไม่มีแม้แต่กางเกง เสื้อ หรือรองเท้า ลึกลงไปกว่านั้น เขาไม่มีความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะสามารถเป็นตำรวจได้อีกแล้ว ชีวิตของเขาแหลกสลายเสียยิ่งกว่าใครคิดว่าจะเป็นไปได้ แต่ผ่านวันเวลาการเดินหน้าค้นหาตัวเอง แฮร์รีก็ค่อย ๆ ประกอบสร้างตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง เฉกเช่นเดียวกับความเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ของสิ่งที่คิมตีตราว่าเป็น ‘สัตว์ประหลาดในเทพนิยาย’ ว่าไม่มีจริง หากเราตัดสินใจที่จะค้นหาสัตว์ตัวนี้ต่อไป ผ่านกับดักแล้วกับดักเล่าก็ยังไม่พบ แต่ท้ายที่สุดก็ยังมุ่งหมายที่จะค้นหามัน จนกระทั่งมันปรากฏตัวให้เห็นต่อหน้า ณ ขณะนั้น แฮร์รีจึงได้กลายเป็นภาพแทนของการมองโลกในแง่ดีไปในที่สุด
แล้วสัตว์ประหลาดตัวนั้นล่ะ?
เมื่อประจัญหน้ากับแมลงกิ่งไม้ยักษ์อินซูรินเดียน แฮร์รีสามารถเลือกกล่าวไปก่อนได้ว่า “เธอมีอยู่…” และเมื่อบทสนทนาดำเนินไปจนแฮร์รีสามารถก้าวลึกไปในจิตวิญญาณตนเองจนสามารถพูดคุยกับสัตว์ตนนั้นได้ เธอก็จะตอบกลับมาว่า “ใช่ ฉันมีอยู่” ซึ่งแฮร์รีก็สามารถตอบได้เช่นกันว่า “ตัวฉันเองก็มีอยู่เช่นกัน” จากนั้นพวกเขาก็มีบทสนทนาต่อกันและกันถึงความหมายของการมีชีวิต ดังที่แมลงยักษ์ตนนั้นได้กล่าวมาว่า
“บทเรียนจากการพบกันของเราก็คือ ฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตในระดับปานกลางทั่วไป แต่เป็นพวกเธอต่างหากที่เป็นความบ้าคลั่งอันเบ็ดเสร็จและสุดโต่ง ระบบประสาทของพวกสิ่งมีชีวิตคล้ายลิงที่แปรปรวนง่าย และเพิ่งจะอุบัติขึ้นบนดาวเคราะห์ดวงนี้ได้อย่างน่าสะพรึงกลัว”
สิ่งที่แฮร์รีและมนุษย์อย่างเรา ๆ ได้เรียนรู้จากแมลงยักษ์ที่กินแต่ใบไม้ตนนี้ก็คือความหมายของการมีอยู่ พวกมันมีอยู่เพียงแค่ในปัจจุบัน อดีตและอนาคตไม่มีความสำคัญ ในขณะที่มนุษย์เรามีอยู่ควบคู่ไปกับความทรงจำและความคาดหวัง หรือกล่าวให้ชัดเจนไปกว่านั้น มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่บนอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปพร้อมกัน
การเผชิญหน้ากับแมลงตนนี้ไม่เพียงเป็นบทพิสูจน์ว่าปาฏิหารย์เป็นไปได้ แต่ยังชวนให้เราขบคิดถึงการมีอยู่มากกว่าที่เคยเป็น ว่าเราสมควรจะใช้ชีวิตอยู่ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในสัดส่วนแบบใดที่จะเข้ากับตัวเรามากที่สุด…
ท้ายที่สุด บนผนังกำแพงหนึ่งของมาร์ติเนซ — เมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของอดีต แทบทุกแผ่นผนังถูกละเลงด้วยรอยกระสุนปืน ลานกว้างถูกระเบิดด้วยปืนใหญ่ ผู้คนถูกฝากบาดแผลและความเจ็บปวดเอาไว้พร้อม ๆ กับชีวิตที่ยากเข็ญที่สลัดออกไปไม่ได้ — ที่บรรจุพื้นที่ว่าง และหากว่าแฮร์รีมีทักษะด้านมโนศิลป์มากพอ เขาก็จะสามารถนึกออกว่าผืนผนังดังกล่าวสมควรถูกตกแต่งเสียหน่อย และหนึ่งในตัวเลือกที่จะขีดเขียนได้นั้นคือประโยคว่า
“Something beautiful is going to happen”
“สิ่งที่สวยงามกำลังจะเกิดขึ้น”
กลายเป็นว่าเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่สามารถทำได้ใน Disco Elysium ได้กลายเป็นภาพแทนของสิ่งที่เกมภาษาเกมนี้พยายามนำเสนอได้อย่างครบ จบ สมบูรณ์ที่สุด เพราะว่าท่ามกลางสรรพสิ่งที่แหลกสลาย ณ ใจกลางของซากปรักหักพัง เพียงรำลึกนึกยึดไว้เสมอก็เพียงพอว่าสักวันหนึ่ง — สิ่งที่สวยงามกำลังจะเกิดขึ้น