อีกนานเท่าใดที่เราต้องร้องเพลงนี้? ถอดรหัสประวัติศาสตร์ ‘Sunday Bloody Sunday’

อีกนานเท่าใดที่เราต้องร้องเพลงนี้? ถอดรหัสประวัติศาสตร์ ‘Sunday Bloody Sunday’

จากโศกนาฏกรรม ‘Bloody Sunday’ สองเหตุการณ์ สู่บทเพลงที่กลายเป็นเสียงเรียกร้องสันติภาพของ U2 ‘Sunday Bloody Sunday’ ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเลือกข้าง หากคือการตั้งคำถามต่อวงจรความรุนแรงที่ดูเหมือนไม่เคยจบสิ้น และกว่า 4 ทศวรรษผ่านไป คำถามว่า “อีกนานเท่าใดที่เราต้องร้องเพลงนี้?” ก็ยังไม่เคยได้รับคำตอบ

KEY

POINTS

แม้ในโลกดนตรีปัจจุบัน วง ‘ยูทู’ (U2) จะได้รับการยกย่องในฐานะไอคอนระดับตำนานผู้ครองเวทีสเตเดียมทั่วโลก และยังสร้างความสั่นสะเทือนให้วงการอย่างไม่หยุดยั้ง ผ่านผลงานซิงเกิลใหม่ ‘Street of Dreams’ และ ‘Fireflies’ ที่ออกมาเพื่อตอกย้ำว่า ไฟแห่งการสร้างสรรค์ยังไม่เคยดับมอดลง แต่หากเราหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น จิตวิญญาณอันแกร่งกล้าของพวกเขาถูกหล่อหลอมขึ้นมาตั้งแต่ครั้งยุคก่อร่างสร้างตัวแล้ว

ช่วงต้นทศวรรษ 1980 แวดวงดนตรีร็อกเต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนอันสับสน ท่ามกลางกระแสนิยมของแนวดนตรี New Romantic และการหลั่งไหลของดนตรีป๊อปสายซินธ์ ที่แต่งแต้มด้วยภาพลักษณ์ฉูดฉาด ในสายตาของสี่หนุ่มจากเมืองดับลินที่เพิ่งผ่านพ้นการทำงานและการทัวร์ของอัลบั้ม October พวกเขาเลือกเดินบนเส้นทางที่ทวนกระแสอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่หล่อหลอม U2 ในช่วงเวลานั้น ไม่เพียงความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินสายแสดงดนตรี หากยังรวมถึงวิกฤติภายในวงที่สั่นคลอนการดำรงอยู่ ระหว่างทำอัลบั้ม October ‘โบโน’ (Bono) ทำกระเป๋าที่บรรจุสมุดบันทึกเนื้อเพลงและไอเดียการแต่งเพลงสูญหาย จนต้องเขียนหลายบทเพลงขึ้นใหม่ ขณะเดียวกัน สมาชิกบางคนกำลังเผชิญความขัดแย้งระหว่างความเชื่อทางศาสนากับการเป็นนักดนตรีร็อก ถึงขั้นตั้งคำถามว่าควรยุติเส้นทางดนตรีหรือไม่ 

วิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ U2 แตกสลาย หากหล่อหลอมให้พวกเขาตระหนักว่า ดนตรีไม่ใช่เพียงอาชีพ หากคือพันธกิจที่ใช้สื่อสารกับโลก พวกเขาตั้งใจกลับมาเพื่อ ‘ประกาศสงคราม’ กับความงมงาย ความพ่ายแพ้ และความเฉยเมยของยุคสมัย ผ่านผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่สามที่มีชื่อสั้น กระชับ แต่สั่นสะเทือนความรู้สึก อย่าง War (1983)

จุดมุ่งหมายในเวลานั้นไม่ใช่การผลิตเพลงป๊อปฮิตติดชาร์ตที่ฟังแล้วลอยล่องไปกับลม แต่เป็นการสร้าง ‘บันทึกแห่งยุคสมัย’ ที่ทรงพลังและตรงไปตรงมา

“มันเป็นตอนที่ผมตระหนักว่าความเดือดร้อนเหล่านั้น... เริ่มส่งผลกระทบต่อผม... ระเบิดอาจไม่ได้ระเบิดในดับลิน แต่มันถูกสร้างขึ้นที่นี่”

โบโนสะท้อนความรู้สึกถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองกับนิกายศาสนาในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งแม้ดับลินจะตั้งอยู่ในพื้นที่สงบสุขและปลอดภัย แต่ในฐานะศิลปิน พวกเขาตระหนักว่าไม่อาจซุกหน้าและเพิกเฉยได้อีกต่อไป การตระหนักรู้นี้เองที่จุดประกายให้ U2 หยิบเอาโศกนาฏกรรมของชนชาติมาสลักลงในเสียงดนตรี เป็นจุดกำเนิดของบทเพลงที่จะกลายเป็นหมุดสำคัญของประวัติศาสตร์ร็อก นั่นคือ ‘Sunday Bloody Sunday’

รอยแผลในประวัติศาสตร์ – วันอาทิตย์นองเลือดสองยุคสมัย

ชื่อเพลง ‘Sunday Bloody Sunday’ ไม่ได้เป็นเพียงคำคล้องจอง หากแต่สลักลึกอยู่บนบาดแผลอันแสนเจ็บปวดของชาวไอริช โดยมีฉากหลังเชื่อมโยงกับโศกนาฏกรรมนองเลือด ที่เกิดขึ้นตรงกับ ‘วันอาทิตย์’ ถึงสองยุคสมัย

โศกนาฏกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1920 ณ กรุงดับลิน เมื่อกองกำลังต่อต้านข่าวกรองของ IRA ภายใต้การนำของ ‘ไมเคิล คอลลินส์’ (Michael Collins) ได้บุกสังหารสายลับอังกฤษ 14 นายถึงเตียงนอน ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้อย่างอำมหิตจากกองกำลังผสมและตำรวจอังกฤษ ที่เคลื่อนกำลังเข้าสู่สนามฟุตบอลโครกพาร์ก (Croke Park) ก่อนเปิดฉากกราดยิงใส่ฝูงชนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังชมการแข่งขัน โดยมีผู้เสียชีวิต 14 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 60 ราย เหตุการณ์นั้นถูกจารึกไว้ในฐานะ Bloody Sunday ครั้งแรก

ห้าทศวรรษต่อมา บาดแผลเก่าถูกกรีดซ้ำอีกครั้งในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1972 ณ เมืองเดอร์รี (Derry) ไอร์แลนด์เหนือ เมื่อกองทหารพลร่มของกองทัพอังกฤษได้เปิดฉากสาดกระสุนเข้าใส่ฝูงชนที่กำลังเดินขบวนเรียกร้องสิทธิพลเมืองอย่างสงบ ส่งผลให้ประชาชนผู้ไร้อาวุธต้องจบชีวิตลงถึง 14 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 15 ราย

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะภาพของ ‘บาทหลวงเอ็ดเวิร์ด ดาลี’ (Edward Daly) ผู้ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งบิชอปแห่งเดอร์รี ขณะกำลังก้มตัวคุกเข่าคลานไปกับพื้นคอนกรีต มือข้างหนึ่งชูผ้าเช็ดหน้าสีขาวแปดเปื้อนเลือดขึ้นเหนือหัว เสมือนเป็นธงขาว เพื่อขอทางพาร่างเด็กหนุ่มที่บาดเจ็บสาหัสออกจากห่ากระสุน ภาพสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ที่ถูกบดขยี้ด้วยความรุนแรงนี้ ประทับแน่นอยู่ในความทรงจำของคนไอริชอย่างไม่มีวันลบล้าง

และบาดแผลจากทั้งสองเหตุการณ์นี้เองที่กลายเป็นวัตถุดิบ และถูกนำมาถ่ายทอดใหม่ผ่านมุมมองของคนรุ่นหลัง อย่าง U2

มนุษยธรรมและการเปลี่ยนผ่านทางจิตวิญญาณ 

ไอเดียเริ่มแรกของ ‘Sunday Bloody Sunday’ มาจาก ‘ดิ เอจ’ (The Edge) มือกีตาร์ของวง ในช่วงที่โบโนกำลังเดินทางไปฮันนีมูนกับ ‘อาลี สจ๊วต’ (Ali Hewson) ภรรยาของเขา หลังเข้าพิธีแต่งงานเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1982 ดิ เอจ ได้ใช้เวลาว่างแต่งทำนอง ร่างโครงสร้างเพลง และเขียนร่างเนื้อร้องขึ้นมา ก่อนจะนำเดโมชิ้นนี้มาเปิดให้สมาชิกวงทุกคนฟัง

นักวิจารณ์บางคนมองว่า ความอัจฉริยะของ ดิ เอจ คือการมองข้ามโศกนาฏกรรมทางการเมือง แล้วเชื่อมโยงคราบเลือดและความรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือ เข้ากับสัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์ นั่นคือการหลั่งเลือดเพื่อกอบกู้และการฟื้นคืนพระชนม์ในวันอาทิตย์อีสเตอร์ (Easter Sunday) แต่ขั้นตอนการเปลี่ยนร่างเดโมให้กลายเป็นบทเพลงที่สมบูรณ์กลับไม่ได้ราบรื่นนัก โบโนต้องเผชิญกับสภาวะความคิดตีบตันและความกดดันอย่างหนัก จนอาลีต้องเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ 

“เธอแทบจะเตะผมตกเตียงในตอนเช้า และแทบจะจับปากกายัดใส่มือผมเลยทีเดียว” โบโนเล่าถึงบทบาทของภรรยาผู้เคี่ยวเข็นให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัด

แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญของเพลง อยู่ตรงการตัดสินใจขัดเกลาเนื้อหาใหม่ เพื่อเข้าสู่จุดยืนทางมนุษยธรรมและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด 

ในร่างแรกสุด เพลงนี้ดุดันและสุ่มเสี่ยงอย่างมาก โดยมีประโยคเปิดดั้งเดิมว่า “Don't talk to me about the rights of the IRA, UDA” (อย่ามาพูดกับผมเรื่องสิทธิ์ของกลุ่ม IRA, UDA) แต่เมื่อพิจารณาร่วมกัน สมาชิกวงตระหนักว่า หากปล่อยให้เนื้อหาด่าทอหรือชี้หน้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งเช่นนั้น เพลงนี้จะกลายเป็นบ่วงรัดคอและดึงวงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมความเกลียดชังทันที พวกเขาจึงสลัดทิ้งความโกรธแค้น แล้วยกระดับเนื้อหาให้กลายเป็นการถามหาความจริงจากมนุษยชาติ

“มุมมองของเพลงกลายมาเป็นเรื่องของมนุษยธรรมและไม่ฝักใฝ่แยกแยะนิกาย ซึ่งนั่นเป็นจุดยืนเดียวที่มีความรับผิดชอบ” ‘อดัม เคลย์ตัน’ (Adam Clayton) บอก

บนเวทีการแสดงสด โบโนมักประกาศก่อนเริ่มแสดง “This is not a rebel song, this song is Sunday Bloody Sunday” เพื่อยืนยันว่า U2 ไม่ได้แต่งเพลงนี้เพื่อสนับสนุนกองกำลังกบฏสาธารณรัฐนิยม หรือสนับสนุนการจับอาวุธขึ้นสู้ใด ๆ และการที่เขาเลือกโบก ‘ธงสีขาว’ สะบัดบนเวทีก็เพื่อประกาศการปฏิเสธธงสัญลักษณ์ของการแบ่งแยก ไม่ว่าจะเป็นธงสามสีของไอร์แลนด์ หรือธงยูเนียนแจ็กของอังกฤษ

โบโน สรุปจุดยืนทางการเมืองของเขาไว้อย่างสัตย์ซื่อว่า

“ผมอยากเห็นไอร์แลนด์รวมเป็นหนึ่งนะ แต่ผมไม่เชื่อว่าเราจะสามารถเอาปืนจ่อหัวคนอื่นเพื่อให้เขาเห็นด้วยกับเราได้”

สุนทรียภาพในสตูดิโอ

เมื่อไอเดียของเพลงตกผลึก ขั้นตอนถัดมาคือการเจียระไนเป็นงานบันทึกเสียง โดยมีโปรดิวเซอร์ สติฟ ลิลลีไวท์ (Steve Lillywhite) เข้ามามีบทบาทในการเนรมิตบรรยากาศอันเข้มข้น มีมิติ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

หนึ่งในหัวใจสำคัญของเพลง คือเสียงกลองที่เด็ดขาดและกระแทกกระทั้นของ ‘แลร์รี มุลเลน จูเนียร์’ (Larry Mullen Jr.) ซึ่งร้อยเรียงจังหวะเดินแถวทหาร ให้เข้ากับความรู้สึกตื่นตระหนกได้อย่างหมดจด เพื่อให้ได้มิติเสียงที่มีมวลและแรงสะท้อนที่เป็นธรรมชาติ (Natural reverb) ลิลลีไวท์ ถึงขั้นเนรเทศแลร์รีให้ลงไปนั่งตีกลองอยู่บริเวณเชิงบันไดด้านล่างของสตูดิโอ Windmill Lane ในกรุงดับลิน เพื่ออาศัยโถงบันไดอันโอ่โถงทำหน้าที่เป็นตู้แอมป์ธรรมชาติ สะท้อนเสียงกลองให้ก้องกังวานและทรงพลัง

มิติทางอารมณ์ของเพลงขยับเพิ่มขึ้นอีกขั้น ด้วยความบังเอิญระหว่างทางกลับบ้าน หลังจากการซ้อม ดิ เอจ ได้พบกับ ‘สตีฟ วิกแฮม’ (Steve Wickham) นักไวโอลินหนุ่มพอดี ดิ เอจ จึงตัดสินใจชวนเขามาลองอัดเสียงในสตูดิโอ เสียงไวโอลินอันพลิ้วไหว ทว่าแฝงความโศกเศร้าของวิกแฮม (ต่อมาเขาสร้างชื่อเสียงกับวง In Tua Nua และวง The Waterboys) ได้เข้ามาร้อยรัดจิตวิญญาณไอริชโบราณเข้ากับดนตรีร็อกได้อย่างงดงาม และกลายเป็นหนึ่งในลายเซ็นอันโดดเด่นที่สุดของเพลง

องค์ประกอบเหล่านี้หล่อหลอมให้ ‘Sunday Bloody Sunday’ เป็นบทเพลงที่มีโครงสร้างทางดนตรีอันมีเอกลักษณ์ จนโบโนเคยให้คำนิยามไว้ว่า “จริง ๆ แล้วมันเริ่มต้นจากการเป็นเพลงโฟล์ก และจบลงในรูปแบบของเพลงประเภท Salvation Army” (เพลงปลุกใจของกลุ่มเผยแผ่ศาสนา)

ประสบการณ์แสดงสด

แม้เวอร์ชันสตูดิโอจะบันทึกความสมบูรณ์แบบทางดนตรีไว้แล้ว แต่พื้นที่ที่ทำให้ ‘Sunday Bloody Sunday’ กลายเป็นบทเพลงตำนานอย่างแท้จริง กลับเป็นบนเวทีคอนเสิร์ตการแสดงสด ที่ซึ่งโบโน ปลดปล่อยพลังงาน ความโกรธแค้น และความหวัง ผ่านการโบกธงสีขาวและการเพรียกหาสันติสุข

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 ณ McNichols Arena เมืองเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ระหว่างการทัวร์อัลบั้ม The Joshua Tree ซึ่งถูกบันทึกภาพไว้ในภาพยนตร์คอนเสิร์ต Rattle and Hum

ในเช้าวันนั้น ข่าวใหญ่จากไอร์แลนด์สั่นสะเทือนหัวใจของสมาชิกวง U2 ทุกคน เมื่อเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิด ณ อนุสรณ์สถานสงครามในเมืองเอนนิสคิลเลน (Enniskillen) โดยฝ่ายกบฏ IRA ขณะที่ผู้บริสุทธิ์กำลังชุมนุมกันในวันรำลึกผู้เสียชีวิตจากสงคราม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก โศกนาฏกรรมครั้งนั้นตอกย้ำถึงความโหดร้ายของความขัดแย้งที่ยังคงกลืนกินชีวิตผู้บริสุทธิ์ไม่หยุดหย่อน

เมื่อถึงช่วงเวลาการแสดงเพลง ‘Sunday Bloody Sunday’ บนเวทีในคืนนั้น อารมณ์ที่อัดอั้นและโศกเศร้าของโบโนได้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด เขาไม่อาจเก็บกดความโกรธเกรี้ยวต่อวงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงได้อีกต่อไป โบโน ตะโกนระบายความรู้สึกออกมากลางเพลงด้วยประโยคสั่นสะเทือนอารมณ์คนฟัง

“F*ck the revolution!” (ช่างหัวการปฏิวัติมันปะไร!)

โบโนยอมรับในภายหลังว่า นั่นคือช่วงเวลาที่เพลงนี้สมบูรณ์และทรงพลังที่สุด “มันเป็นการแสดงขั้นสุดยอด... ราวกับว่าเพลงนี้ได้กลายเป็นความจริงขึ้นมาในวันนั้น ในแบบที่จะไม่มีวันเป็นแบบนั้นได้อีก”  

จากจุดเริ่มต้นบนแผ่นดินไอร์แลนด์ที่เต็มไปด้วยควันปืน ความสับสนในวัยเยาว์ และความพยายามตั้งคำถามต่อความรุนแรงในสังคม เพลง ‘Sunday Bloody Sunday’ ได้ข้ามผ่านกาลเวลามานานกว่าสี่ทศวรรษ U2 ไม่ได้สร้างเพลงนี้เพื่อประณามศัตรูฝั่งใดฝั่งหนึ่ง หรือเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ทางการเมือง แต่พวกเขาเปลี่ยนความเจ็บปวดจากประวัติศาสตร์ ให้เป็นเสียงเรียกร้องถึงความเป็นมนุษย์ 

ประโยคคำถามที่ว่า “How long must we sing this song?” (อีกนานเท่าใดที่เราต้องร้องเพลงนี้?) จึงยังคงดังกังวานเสมอ ไม่เพียงความขัดแย้งในไอร์แลนด์ แต่สำหรับทุก ๆ พื้นที่บนโลกใบนี้ ที่มนุษย์ยังคงใช้อาวุธประหัตประหารกัน

‘Sunday Bloody Sunday’ เตือนสติเราว่า คุณค่าของชีวิตมนุษย์ย่อมยิ่งใหญ่กว่าธงชาติและเป้าหมายใด ๆ ทางการเมืองเสมอ

 

อนันต์ ลือประดิษฐ์