Seven Nation Army - The White Stripes : เจ็ดโน้ตกีตาร์ลวงหู สู่เสียงกู่ร้องในโลกฟุตบอล

Seven Nation Army - The White Stripes : เจ็ดโน้ตกีตาร์ลวงหู สู่เสียงกู่ร้องในโลกฟุตบอล

เรื่องราวของเพลง ‘Seven Nation Army’ โดย ‘The White Stripes’ กับเจ็ดโน้ตแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เริ่มต้นขึ้นจากริฟฟ์กีตาร์ลวงหู สู่เสียงกู่ร้องก้องสนามฟุตบอล

KEY

POINTS

การจะสร้างสรรค์เพลงให้ไหลผ่านโสตประสาทของผู้ฟังสามารถจารึกมันเอาไว้ความชอบของพวกเขาคงมีหลากหลายวิธีที่แตกต่างกันออกไป แน่นอนว่าท่อนฮุคที่ฮิตติดหูย่อมเป็นหนึ่งในวิธีที่เห็นได้ชัดและถูกหยิบมาใช้กันมากที่สุด หรือบ้างก็อาจขีดเขียนเนื้อเพลงที่สะท้อนภาพความเป็นไปของชีวิตจนบทเพลงชิ้นนั้นเป็นอมตะต่อกาลเวลา

หรือหากถ้าใครรู้สึกใจร้อน อยากจะให้เพลงของตัวเองทำให้ผู้ฟังตกหลุมรักตั้งแต่คราแรกที่กวาดสายตาไปเห็น (หรือในกรณีนี้—ส่ายหูไปฟัง) ก็เป็นไปได้ที่เขาเหล่านั้นจะมุ่งมั่นปั้นสรรค์ให้ ‘จุดเริ่มต้น’ หรือ ‘อินโทร’ เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์และความน่าสนใจจนทำให้ผู้ฟังต้องหยุดฟังทุกครั้งที่ได้ยิน หรือมากไปกว่านั้น ตกหลุมรักกับมันอย่างโงหัวไม่ขึ้น

เมื่อกล่าวถึงเพลงเหล่านี้ เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องยากที่จะลองหยิบยกตัวอย่างมากล่าวกันให้เห็นภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสียงกีตาร์หนา ทึบ หนัก ละม้ายคล้ายเสียงเบสใน ‘Come As You Are’ จาก ‘Nirvana’, เสียงเอฟเฟกต์ฉึบฉับของเงินตราและแคชเชียร์ ตามด้วยหนึ่งในไลน์​เบสอันเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในโลกดนตรีอย่าง ‘Money’ โดย ‘Pink Floyd’, ผลงานจากสี่เต่าทอง ‘The Beatles’ อย่าง ‘Come Together’ หรือแม้แต่งานของบ้านเราจากคณะหมาทันสมัย ‘Moderndog’ อย่าง ‘บุษบา’ ก็น่าจะกลายเป็นเอกลักษณ์ ไม่เพียงแต่สำหรับวงผู้สร้างสรรค์มันขึ้นมา แต่ยังรวมไปถึงกลิ่นอายของยุค ๆ หนึ่งอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าตัวอย่างของกรณีศึกษาเหล่านี้คงมีมากล้นที่จะหยิบยกมากล่าวถึงอย่างครอบคลุม แต่อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะทำให้เห็นว่าอินโทรของเพลงนั้น — เฉกเช่นเดียวกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของเพลงนั้น ๆ — มีความสำคัญต่อผลงานเพลงในภาพรวมอย่างไร เพราะมันจะทำหน้าที่เป็น ‘first impression’ ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรกับเพลงเหล่านั้น และยิ่งกาลเวลาผ่านไป เสียงเหล่านี้ก็จะยิ่งกลายเป็นภาพจำของยุคสมัยและความทรงจำจากวันวานที่ผ่านมา

ตัดภาพกลับมายุคสมัยนี้ ถ้าจะต้องเลือกว่าเพลงไหนคือภาพแทนของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็คงต้องเถียงกันตายไปข้างหนึ่ง เพราะแต่ละคนก็ย่อมยกให้เพลงแต่ละเพลงเป็นภาพแทนของยุคสมัยที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเหล่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นที่หนึ่งหรือไม่ ก็มีหลายเพลงที่มีส่วนในการประกอบสร้างซาวด์ของยุคสมัยที่เราจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ กล่าวคือ เมื่อได้ยินก็จะอดไม่ได้ที่จะนึกถึงมวลบรรยากาศของวันเวลาเหล่านั้น

และเชื่อว่าท่ามกลางผลงานเพลงเหล่านั้น หนึ่งในบทเพลงที่น่าจะเป็นภาพแทนของทศวรรษ 2000s หรือแม้แต่ดนตรีของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็ต้องมีเพลง ‘Seven Nation Army’ ของ ‘The White Stripes’ ที่ ‘เนเน่ โรยัล’ (Nene Royal) ศิลปินเลือดใหม่ผู้กลายเป็นความหวังของชาติไทยได้หยิบเพลงนี้ขึ้นไปบรรเลงในการแข่งขันบนเวที ‘America's Got Talent 2026’ ในรอบชิงชนะเลิศ จนทำให้เสียงอินโทรของเพลงนี้กลับมาดังขึ้นในความทรงจำของผู้คนอีกครั้ง 

และในวาระที่เพลงนี้ได้กลับมาเป็นที่สนใจของเราทั้งหลายกันอีกครั้ง The People ก็อยากจะชวนผู้อ่านทุกท่านกลับไปทำความรู้จักกับเพลงนี้กันสักหน่อยว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ตั้งแต่การคิดค้นอินโทรอันเป็นที่จดจำ (ที่เกือบจะไม่ได้ใช้), ความหมายของเพลงที่แม้จะมีคำว่า ‘Army’ แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับ ‘สงคราม’ และอิทธิพลของเพลงที่ได้มีส่วนประกอบสร้างภาพจำของเพลงในยุคหนึ่ง

แท้จริงแล้วผู้เขียนอยากจะเริ่มต้นเนื้อหาส่วนนี้ด้วยการถ่ายทอดเสียงเบสอันเป็นอินโทรของเพลงออกมาเป็นตัวหนังสือ แต่ข้อจำกัดของวรรณยุกต์ที่มีเพียงห้าเสียง (ซึ่งอาจครอบคลุมโน้ตที่แตกต่างกันออกไป) อาจทำให้การเขียนคำว่า “ตึง ตึง ตึ๊ง ตึง ตึง ตึ่ง ตึ่ง” อาจทำให้ผู้อ่านงงกันไปใหญ่กว่านี้ ว่านี่เรากำลังกล่าวถึงเพลงอะไรกันแน่ ดังนั้นเราจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาและเข้าเรื่องกันเลย

เชื่อว่าหลายคนที่อาจไม่คุ้นเคยกับชื่อของเพลง ‘Seven Nation Army’ หากได้ยินเสียง (คล้าย) เบสที่ถูกบรรเลงขึ้นตั้งแต่ตอนต้นของเพลงไปตลอดเพลงจนกลายเป็นทำนองที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของเพลง ๆ นี้ ย่อมพอจะต้องคุ้นหูกันอยู่บ้าง

Seven Nation Army เป็นเพลงแรกสุดจากอัลบั้ม ‘Elephant’ ซึ่งเป็นผลงานชุดลำดับที่สี่ของวง ‘The White Stripes’ ที่ปล่อยออกมาในปี 2003 แม้ว่าเส้นทางของวงจะเริ่มประสบความสำเร็จตั้งแต่อัลบั้มก่อนหน้าอย่าง ‘White Blood Cells’ (2001) แล้ว เพราะมันได้ยกระดับจากวงใต้ดินมาสู่หูผู้ฟังที่กว้างขึ้น แต่การมาถึงของอัลบั้มนี้ไม่เพียงยกระดับความสำเร็จเดิมให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีก แต่ยังได้ทำให้วงได้มีผลงานที่เป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไปโดยปริยาย

ว่ากันว่าไอเดียดี ๆ มักจะมาตอนเราเผลอเสมอ เฉกเช่นเดียวกับกรณีของ ‘แจ็ค ไวท์’ (Jack White) นักร้องนำและมือกีตาร์ของ The White Stripes ที่อยู่ดี ๆ ขณะที่กำลังซาวด์เช็คก่อนการแสดงที่โรงแรมคอร์เนอร์ (Corner Hotel) ในเมลเบิร์นในเดือนมกราคมปี 2002 ที่อยู่ดี ๆ ก็มีริฟฟ์หนึ่งแล่นผ่านหัวเข้ามา ซึ่งเป็นริฟฟ์กีตาร์ที่ประกอบไปด้วยโน้ตเจ็ดตัว 

ขณะนั้น ‘เบน สแวงก์’ (Ben Swank) ผู้บริหารค่ายเพลงก็ได้เดินผ่านมาพอดิบพอดี ไวท์จึงเรียกเขาแล้วบอกว่าลองฟังริฟฟ์ใหม่ที่เขาเพิ่งคิดได้ ก่อนจะบรรเลงริฟฟ์เจ็ดโน้ตดังกล่าวให้สแวงก์ฟัง ก่อนที่คำตอบของผู้ฟังคนแรก ๆ นั้นจะตอบกลับมาว่า 

 

ก็โอเค” 

 

คำว่า ‘โอเค’ จะมีความหมายอย่างไรก็ช่าง — โอเค เอาไปทำต่อได้ หรือ โอเค นายคิดสิ่งนี้ได้ระหว่างเล่นอยู่ ไปซาวด์เช็คต่อได้แล้ว — แต่ไวท์ก็รู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าทำไมไม่มีใครเห็นความเจ๋งของไอเดียนี้ที่เขาคิดว่ามันน่าสนใจมาก ไวท์จึงตัดสินใจที่จะเก็บไอเดียของริฟฟ์นี้เอาไว้กับตัวเอง แถมยังเกิดไอเดียขึ้นมาอีกว่าถ้ามันได้เอาไปประกอบในหนังอย่าง ‘เจมส์ บอนด์’ คงจะเข้าท่าน่าดู หากว่ามีค่ายหนังชวนเขาไปสร้างสรรค์ดนตรีประกอบให้ 

แต่เมื่อลองคิดไปคิดมาก็ตกตะกอนขึ้นได้ว่า มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น เขาก็เลยตัดสินใจเก็บเพลงนี้ไว้ใช้เองเสียจะดีกว่า 

ไม่นานหลังจากนั้น ในปีเดียวกัน พวกเขาก็เดินหน้าสร้างสรรค์อัลบั้มชุดใหม่ และได้หยิบเอาริฟฟ์ดังกล่าวมาสร้างสรรค์จนเกิดเป็นเพลงที่ชื่อว่า ‘Seven Nation Army’ ซึ่งก็ได้ถูกวางไว้ว่าเป็นเพลงแรกของอัลบั้ม Elephant ด้วย แต่นอกจากนั้นแล้ว พวกเขาก็อยากจะเลือกเพลงนี้มาปล่อยเป็นซิงเกิลแรกสำหรับการโปรโมตอีกต่างหาก

เมื่อนำไอเดียนี้ไปเสนอกับทั้งค่ายเพลงในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร แต่ด้วยความตั้งมั่นจากวงว่าต้องการจะใช้ ‘Seven Nation Army’ เป็นซิงเกิลแรกที่จะปล่อยออกไปให้ได้ จนทางค่ายก็ยอม และผลปรากฏว่าเพลง ๆ นี้ก็ได้ติดชาร์ต 100 เพลงฮอตในสหรัฐอเมริกา และท็อป 10 ในสหราชอาณาจักร 

ไวท์เคยออกมาอธิบายความรู้สึกในภายหลังว่าในตอนนั้นเพลงนี้ไม่ค่อยมีใครมองว่าน่าสนใจสักเท่าไหร่ แม้ว่าเมื่อปล่อยออกมาแล้วมันจะประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายก็ตาม สิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า ในบางคราว เราอาจมีของ (โคตร) ดีอยู่กับตัว แต่เราอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ 

แม้ว่าริฟฟ์ที่ทำหน้าที่เป็นอินโทรและกระดูกสันหลังของเพลงจะละม้ายคล้ายคลึงกับ ‘เบส’ แต่แท้จริงแล้วเสียงที่ว่านั้นถูกบรรเลงออกมาจาก ‘กีตาร์’ โดย แจ็ค ไวท์ ได้ใช้กีตาร์โปร่งกึ่งไฟฟ้าต่อพ่วงกับเอฟเฟกต์ DigiTech Whammy Pedal เพื่อปรับคีย์เสียงให้ต่ำลงไป 1 ออกเทฟ จนจำลองเสียงทุ้มต่ำและหนาแน่นได้เหมือนเสียงเบสไฟฟ้าอย่างแนบเนียน

ในด้านเนื้อหาของเพลง Seven Nation Army แท้จริงแล้วคือการสะท้อนมวลอารมณ์อันอึดอัดอัดอั้นของ แจ็ค ไวท์ ที่มีต่อกระแสข่าวลือ เรื่องนินทากาเล และสายตาจ้องจับผิดของสื่อมวลชนรอบทิศในยุคที่วงกำลังทะยานสู่ความดัง โดยเขาได้ร้อยเรียงเปรียบเปรยแรงกดดันเหล่านั้นผ่านเรื่องราวของตัวละครที่ทนรับไม่ไหวจนต้องเนรเทศตัวเองออกจากเมืองเพื่อปลีกวิเวกจากความวุ่นวาย 

ทว่าในบั้นปลาย ตัวละครดังกล่าวกลับหล่อหลอมความโดดเดี่ยวให้กลายเป็นพลังแห่งความฮึดสู้และความเด็ดเดี่ยว พร้อมที่จะหวนคืนมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง พร้อมส่งสารผ่านท่อนฮุกอันทรงพลังว่า ต่อให้เป็น ‘กองทัพเจ็ดชนชาติ’ (Seven Nation Army) ก็ไม่อาจยับยั้งเขาไว้ได้! ซึ่งสะท้อนถึงการไม่ยินยอมก้มหัวให้คำคนและการยืนหยัดด้วยตัวเองอย่างท้าทาย

แต่การที่เพลง ๆ หนึ่งจะสามารถทะยานขึ้นไปสู่การเป็นภาพจำแห่งยุคสมัยก็คงไม่ใช่เพียงเพราะมันได้รับความนิยมเพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับ Seven Nation Army นั้น อิทธิพลของมันได้แผ่ขยายไปไกลมากกว่าแค่โลกดนตรี เพราะเสียงริฟฟ์ของมันได้ไปถูกใช้และขับขานในโลกของกีฬาอย่างฟุตบอลด้วย ซึ่งคือปรากฏการณ์ที่ถูกนิยามว่า ‘ปรากฏการณ์โดมิโน่แห่งฟุตบอลยุโรป’ (The European Football Domino Effect)

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2003 เมื่อแฟนบอลของสโมสร Club Brugge จากเบลเยียม ไปนั่งดื่มในบาร์ที่เมืองมิลานก่อนแมตช์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และได้ยินตู้เพลงเปิดเพลง ‘Seven Nation Army’ ของวง The White Stripes จังหวะเพลงที่หนักแน่นราวกับกองทัพกำลังเดินหน้า ประกอบกับเสียงริฟฟ์กีตาร์ที่ทุ้มต่ำทรงพลัง และเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงการต่อสู้กับคนทั้งโลกอย่างไร้ความเกรงกลัว ทั้งหมดนี้มันจึงเข้ากับมวลพลังของแฟนบอล ณ ขณะนั้น 

แฟนบอลเบลเยียมกลุ่มนั้นจึงเริ่มฮัมเพลงตามทำนองริฟฟ์กีตาร์เจ็ดโน้ตนี้ทันทีตั้งแต่ในบาร์ มาสู่เสียงโห่ร้องเป็นทำนองในสนาม และเมื่อทีมของพวกเขาพลิกล็อกชนะยักษ์ใหญ่อย่าง AC Milan ได้จริง ๆ พวกเขาก็จดจำท่วงทำนองแห่งชัยชนะนี้แล้วนำกลับไปร้องกระหึ่มต่อในสเตเดียมบ้านเกิด

หลังจากนั้นปรากฏการณ์นี้ก็ล้มต่อกันเป็นโดมิโน่ เมื่อแฟนบอลทีม A.S. Roma ของอิตาลีไปเยือนเบลเยียมในปี 2006 แล้วได้ยินเข้า จึงตกหลุมรักซาวด์นี้และนำกลับไปร้องในอิตาลี จนในที่สุดมันได้ระเบิดขีดสุดเมื่อ ทีมชาติอิตาลี นำทำนองนี้มาใช้เป็นเพลงเชียร์หลักในศึกฟุตบอลโลก 2006 FIFA World Cup เมื่ออิตาลีคว้าแชมป์โลก เพลงร็อกทางเลือกที่มีเบื้องหลังจากการประชดประชันสื่อ จึงได้ถูกถ่ายทอดสู่สายตาแฟนบอลหลายพันล้านคน และกลายเป็นเพลงเชียร์กีฬาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน!

 

ภาพ :  MV เพลง Seven Nation Army - The White Stripes

อ้างอิง https://english.elpais.com/culture/2025-01-03/seven-nation-army-the-hit-song-that-jumped-from-indie-clubs-to-far-right-campaigns.htmlhttps://english.elpais.com/culture/2025-01-03/seven-nation-army-the-hit-song-that-jumped-from-indie-clubs-to-far-right-campaigns.html

Richardson, V. (2017, December 6). The story behind Seven Nation Army — The White Stripes. Medium. 

Ultimate Guitar. (n.d.). The story behind ‘Seven Nation Army’ by The White Stripes. 

WXPN. (n.d.). #885 countdown: Song #1 — The White Stripes. 

Radio X. (n.d.). How ‘Seven Nation Army’ became a sports anthem.