10 มิ.ย. 2569 | 16:00 น.

KEY
POINTS
ชายร่างเล็กผู้โปรดปรานการเปลือยอก กระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่ง และระเบิดพลังผ่านเสียงเบสอันดุดันบนเวทีคอนเสิร์ต เขาคือ ‘ไมเคิล ปีเตอร์ บัลซารี’ (Michael Peter Balzary) หรือ ‘ฟลี’ (Flea) มือเบสผู้ร่วมก่อตั้งวงร็อกระดับตำนาน อย่าง Red Hot Chili Peppers ซึ่งแวดวงดนตรีต่างรู้จักเขาในฐานะไอคอนสายพังก์-ฟังก์ร็อก ผู้ขับเคลื่อนเสียงดนตรีแห่งยุคสมัย
Flea คือฉายาเรียกขานกันในวงการ ในภาษาอังกฤษนั้นแปลว่า ‘หมัด’ โดยที่มาของฉายานี้เกิดขึ้นในช่วงปี 1979 สมัยที่เขายังเป็นวัยรุ่นและไปเที่ยวแคมปิ้งกับกลุ่มเพื่อนสนิท ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘แอนโธนี คีดิส’ (Anthony Kiedis) นักร้องนำวง Red Hot Chili Peppers ในอนาคต ระหว่างทริป แอนโธนี เห็นว่า ไมเคิล เป็นคนที่มีพลังงานล้นเหลือ รูปร่างค่อนข้างเล็ก ไฮเปอร์ อยู่ไม่สุข และมีท่าทางกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างรวดเร็วตลอดเวลา แอนโธนี จึงเอ่ยปากเรียกเขาว่า ‘Mickey B. the Flea’ หรือ ‘ไมค์กี บี เจ้าหมัดจอมกระโดด’
หลังจากนั้น ชื่อนี้ก็ถูกตัดทอนจนเหลือเพียงคำว่า ‘Flea’ แฟนเพลงและเพื่อน ๆ ในวงการต่างก็เรียกเขาด้วยชื่อนี้จนแทบจะลืมชื่อจริงของเขาไปเลย และฉายานี้ก็กลายมาเป็นเครื่องหมายการค้าของเขา เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ทศวรรษ จนกระทั่งในวันนี้ เขาก็ยังคงเป็น ‘เจ้าหมัด’ ที่เปี่ยมด้วยพลัง วิ่งพล่านและกระโดดโลดเต้นอยู่บนเวทีสเตเดียมร่วมกับวงร็อกระดับตำนานอยู่เสมอ
แต่ในขวบปีนี้ Flea ชายวัย 63 ปีคนเดิมกำลังจะพาเราไปทำความรู้จักกับตัวตนอีกด้านที่ซ่อนลึกอยู่ในจิตวิญญาณ ผ่านท่วงทำนองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
การมาถึงของ ‘Honora’ อัลบั้มเดี่ยวเต็มรูปแบบ ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้แก่แฟนเพลง แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของเขาบนเส้นทางสายดนตรี ด้วยเพลงบรรเลง (Instrumental) ที่แต่งแต้มสีสันแจ๊สอย่างเข้มข้น เหนืออื่นใด คือ Flea เลือกที่จะจับเครื่องดนตรีชิ้นแรกในชีวิต นั่นคือ ‘ทรัมเป็ต’
สำหรับร็อกสตาร์หลายคน การทำโปรเจกต์แจ๊สอาจเป็นเพียงการหยิบยืมความหรูหราทางดนตรีมาประดับบารมี หรือเป็นเพียงงานอดิเรกยามว่าง แต่สำหรับ Flea แล้ว Honora คือสิ่งที่ต่างออกไป เพราะนี่คือการเปลือยตัวตนเพื่อขยายจักรวาลแห่งการสร้างสรรค์ และแฝงไว้ด้วยความหมายของการเดินทางกลับสู่จุดเริ่มต้น สู่รากเหง้าอันเป็นต้นธารแห่งความรักในเสียงดนตรีที่โอบอุ้มเขามานานกว่าครึ่งศตวรรษ
ลึกลงไปใต้รอยสักและภาพลักษณ์อันจัดจ้านของร็อกสตาร์ ดนตรีแจ๊สคือทำนองแรกที่ดังก้องในหัวใจของ Flea ย้อนกลับไปในวัยเยาว์ เขาเติบโตมาพร้อมกับพ่อเลี้ยงที่เป็นนักดนตรีแจ๊สสายบ็อพ (Bop) ผู้เคร่งครัด เสียงทรัมเป็ตและมนต์เสน่ห์ของการด้นสดจึงเป็นความฝันแรกเริ่มที่เขาปรารถนาจะยึดเป็นอาชีพ ก่อนที่โชคชะตาและกระแสนิยมในวัยเรียนจะพัดพาเขาให้หันไปจับกีตาร์เบส และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงร็อกระดับโลกในเวลาต่อมา
การทำอัลบั้ม Honora ในวัย 63 ปี จึงเป็นการทำตามสัญญาที่เขาเคยให้ไว้กับเด็กชายคนนั้นในอดีต แต่แทนที่จะสร้างงานดนตรีในระบบอุตสาหกรรมที่มีกรอบแบบแผนชัดเจน Flea เลือกที่จะโอบรับวิถีของแจ๊สอย่างแท้จริง กระบวนการทำงานในสตูดิโอเปิดกว้างและพึ่งพาสัญชาตญาณอย่างที่สุด
เขาเชิญยอดฝีมือในวงการดนตรีแจ๊สร่วมสมัยมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น ‘จอช จอห์นสัน’ (Josh Johnsonโปรดิวเซอร์และนักแซ็กโซโฟน, ‘แอนนา บัตเตอร์ส’ (Anna Butterss) มือเบส, ‘ดีนโทนี พาร์คส’ (Deantoni Parks) มือกลอง และ ‘เจฟฟ์ พาร์คเกอร์’ (Jeff Parker) มือกีตาร์ โดยไม่มีการตระเตรียมโครงสร้างที่ตายตัว ทุกคนได้รับอิสระอย่างเต็มที่ในการเป็นตัวของตัวเองและร่วมกันปลดปล่อยอารมณ์ให้ไหลบ่าไปตามจังหวะของความบังเอิญ
Flea บอกเล่าถึงห้วงยามแห่งการปล่อยใจให้เป็นอิสระนี้ไว้ได้อย่างลึกซึ้งว่า
“ผมอยากเป็นนักเล่นทรัมเป็ตแจ๊สมาตั้งแต่เด็ก... (อัลบั้มนี้) จึงเป็นโอกาสให้ผมได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ได้เชื่อในสัญชาตญาณ และปล่อยให้หลายสิ่งเป็นเรื่องของความบังเอิญและโชคชะตา ซึ่งนั่นคือหัวใจของดนตรีแจ๊ส การก้าวเดินไปตามสัญญาณแห่งการด้นสด”
สำหรับเขาแล้ว การไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวินาทีถัดไปในห้องบันทึกเสียง คือความตื่นเต้นอันบริสุทธิ์ที่ดนตรีมอบให้ การยอมศิโรราบต่อกระบวนการนี้และตื่นขึ้นมาฝึกซ้อมด้วยความมุ่งมั่นในทุกๆ วัน จึงเป็นความสุขใจที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้
ตลอดชีวิตการเป็นนักดนตรีร็อก Flea ขับเคลื่อนบทเพลงด้วยพลังงานอันบริสุทธิ์ เขาสร้างสรรค์ท่วงทำนองผ่านเสียงสะท้อนของอารมณ์ สัญชาตญาณ และการใช้สรีระร่างกายที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเครื่องดนตรี ทว่า เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของแจ๊สอย่างจริงจัง เขาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ นั่นคือระบบความคิดที่ซับซ้อน โครงสร้างคอร์ดที่แปรเปลี่ยน และทฤษฎีดนตรีอันเข้มงวดที่ต้องใช้สมองในการประมวลผลอย่างหนัก การเดินทางสายใหม่นี้จึงไม่ต่างอะไรกับการเรียนรู้ภาษาใหม่ที่เขาไม่คุ้นเคย
ความแตกต่างนี้เด่นชัดขึ้น เมื่อ Flea ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองกับ ‘เมย์ ซิโมนส์’ (Mei Semones) ศิลปินรุ่นใหม่ผู้เติบโตมาจากการศึกษาในวิทยาลัยดนตรีอย่างเข้มข้น ในขณะที่เธอกำลังพยายามเดินทางออกจากกรอบทฤษฎีวิชาการอันแน่นหนาเพื่อเข้าหาโลกของอารมณ์และความรู้สึกดิบๆ ตัวของ Flea กลับกำลังเดินสวนทางกัน เขากำลังพยายามนำพาความรู้สึกที่เอ่อล้นในใจ เข้าไปสวมทับและทำความเข้าใจในกรอบคณิตศาสตร์อันซับซ้อนของดนตรีแจ๊ส
Flea สะท้อนถึงการปะทะกันของระบบความคิดสองขั้วนี้ไว้อย่างคมคายว่า
“ความคิดเชิงสมองและหลักการทางวิชาการเป็นแนวทางที่ต่างออกไปในการเข้าหาดนตรี ที่ผ่านมาผมพึ่งพาอารมณ์ สัญชาตญาณ และการใช้สรีระมาโดยตลอด”
แม้บางครั้งการฝึกฝนทฤษฎีเหล่านี้จะทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าจนสมองแทบระเบิด และต้องหยุดพักหายใจ แต่มันคือการข้ามพ้นขีดจำกัดเดิม ๆ การได้เห็นตัวเองสามารถนำเอา ‘ตัวเลขและโครงสร้าง’ ที่เคยดูยากเย็นเข็ญใจ มาถักทอเข้ากับจิตวิญญาณเพื่อสร้างสรรค์ความงดงามในแบบฉบับของตัวเองได้ในที่สุด นั่นคือรางวัลอันล้ำค่าของการเดินทางครั้งนี้
สำหรับศิลปินที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในระดับโลก มีเพลงฮิตที่ผู้คนร้องตามได้ในทุกสเตเดียม และได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ดนตรีร็อก การเลือกที่จะละทิ้งความสะดวกสบายในฐานะ ‘ปรมาจารย์’ แล้วกลับไปเริ่มต้นใหม่จากจุดศูนย์ ย่อมต้องอาศัยความกล้าหาญและความถ่อมตัวอย่างยิ่ง
ทว่า Flea เลือกที่จะเดินบนเส้นทางนั้น เขาปฏิเสธที่จะหยุดนิ่งอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ และเลือกที่จะลดอีโก้ของร็อกสตาร์ลงอย่างสิ้นเชิง เพื่อสวมบทบาทเป็น ‘นักเรียน’ อีกครั้งในวัยเกินครึ่งศตวรรษ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Flea เข้าศึกษาทฤษฎีดนตรีแจ๊สอย่างจริงจังกับครูสอนดนตรีและนักดนตรีรุ่นเก๋าในลอสแอนเจลิสอย่าง ‘ริคกีย์ วอชิงตัน’ (Rickey Washington) พ่อของ ‘คามาซี วอชิงตัน’ (Kamasi Washington) นักแซ็กโซโฟนชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้เปิดประตูให้เขาได้รู้จักกับโครงสร้างพื้นฐานอันสำคัญของแจ๊สอย่าง ii-V-I progression ก่อนจะศึกษาต่ออย่างเข้มข้นกับ ‘เบน แคลทเวอร์ธี’ (Ben Clatworthy) นักแซ็กโซโฟนฝีมือฉกาจ จากชายผู้เคยเล่นดนตรีตามสัญชาตญาณและความรู้สึกในวง Chili Peppers เขากลับต้องมานั่งไล่สเกล ฝึกคิดคอร์ดในทุกคีย์ และตีโจทย์ทฤษฎีที่เขาเคยรู้สึกหวาดกลัวเมื่อมองมันบนแผ่นกระดาษ
“การถ่อมตัวในการเป็นนักเรียนคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นนักดนตรีที่ดีและเป็นมนุษย์ที่ดี เมื่อไหร่ที่เราหยุดเรียนรู้และหยุดเป็นนักเรียน เราก็กลายเป็นแค่คนแก่หัวโบราณคร่ำครึคนหนึ่ง”
การตื่นขึ้นมามองเห็นเครื่องดนตรีตั้งอยู่ แล้วเกิดความรู้สึกกระตือรือร้นที่จะฝึกฝนเพื่อให้ทักษะของตัวเองพัฒนาขึ้นทีละน้อยในแต่ละวัน คือเครื่องเตือนใจชั้นดีที่ช่วยให้เขายังคงรักษาความสมถะและมองโลกในมุมมองที่ถูกต้องท่ามกลางเสียงชื่นชมและชื่อเสียงอันล้นพ้น
ในท้ายที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้จากอัลบั้ม Honora อาจเป็นชิ้นงานที่นักวิจารณ์ดนตรีหลายคนยากจะจำกัดความ หรือจัดวางให้อยู่ในกล่องดนตรีแนวใดแนวหนึ่งอย่างชัดเจน ทว่าความคลุมเครือและไร้กรอบเกณฑ์นั้นกลับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จอันงดงาม เพราะนี่คือพื้นทีในการปล่อยให้จิตวิญญาณอันเป็นอิสระของ Flea ได้โบยบินไปในมิติใหม่ของการแสดงออก เป็นท่วงทำนองที่ไม่ได้ถูกพันธนาการไว้ด้วยคำว่าร็อก แจ๊ส หรือ ฟังก์ หากแต่เป็นดนตรีที่สะท้อนถึงตัวตนในปัจจุบันของเขาอย่างแท้จริง
การอุทิศตนเพื่อศึกษาดนตรีแจ๊สอย่างหนักหน่วงในวัยนี้ ไม่ได้แยกขาดหรือทำให้บทบาทหลักของเขาในฐานะมือเบสวง Red Hot Chili Peppers ลดน้อยถอยลงไป ในทางกลับกัน มุมมองและคณิตศาสตร์ดนตรีอันซับซ้อนที่ได้จากแจ๊ส กำลังไหลเวียนกลับไปหล่อเลี้ยงและขยายขอบเขตจินตนาการในการแต่งเพลงร่วมกับวง รวมถึงการวอล์คเบสของเขาให้มีมิติที่ลึกซึ้งและกว้างไกลยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โลกดนตรีทั้งสองใบไม่ได้ทำลายซึ่งกันและกัน แต่กลับเกื้อหนุนให้เขาเติบโตขึ้นในฐานะศิลปินที่สมบูรณ์แบบ
Flea ปิดฉากบทสนทนาถึงเส้นทางสายนี้ ด้วยทัศนคติที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตและเป็นดั่งบทบันทึกเตือนใจเราทุกคนว่า
“ดนตรีนั้นไร้ขีดจำกัด ชีวิตคนเราสั้น แต่ดนตรีนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน และเราไม่มีเวลาเพียงพอในหนึ่งชีวิตที่จะทำทุกอย่างที่อยากจะทำ ดังนั้น ผมจึงต้องลุยกับมันต่อไป”
ตราบใดที่หัวใจถ่อมตัวที่จะเรียนรู้ และกล้าหาญที่จะก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย เส้นทางชีวิตยังคงมีดินแดนใหม่ๆ ให้เราได้ออกเดินทางไปค้นพบเสมอ.
ภาพ : Getty Images
ที่มา:
Woodard, Josef. "Flea Finds His Jazz Thing." DownBeat, vol. 93, no. 4, Apr. 2026, pp. 21–24.