Nightmare - Avenged Sevenfold : บทเพลงแห่งฝันร้ายแด่ ‘เพื่อนรัก’ ตลอดกาล

Nightmare - Avenged Sevenfold : บทเพลงแห่งฝันร้ายแด่ ‘เพื่อนรัก’ ตลอดกาล

อัลบั้ม Nightmare จาก Avenged Sevenfold อัลบั้มที่กลั่นฝันร้ายและความสูญเสียให้กลายเป็นเป็นมาสเตอร์พีซแด่ ‘เพื่อนรัก’ ตลอดกาล

KEY

POINTS

 

ฉันยังมีหลายอย่างที่อยากจะบอกนาย... 
แต่นายกลับอยู่ห่างไกลเหลือเกิน

 

ฝันร้ายของคุณหน้าตาเป็นแบบไหน?

อาจเป็นการถูกอสูรกายไล่ล่าอย่างไม่หยุดยั้ง ประจัญหน้ากับปีศาจสยองขวัญ ร่วงหล่นลงจากตึกสูงระฟ้า หรือแม้แต่แก้ผ้าอยู่ท่ามกลางสายตาของสาธารณชน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นฝันร้ายของใครบางคนทั้งสิ้น บ้างก็มองว่าฝันร้ายคือภาพแทนของของสิ่งที่ถูกกดทับอยู่ภายในจิตใจ หรืออาจเป็นบททดสอบที่เตรียมมนุษย์ให้พร้อมกับการเผชิญหน้ากับความสยองขวัญในชีวิตจริง

แต่ก็ใช่ว่าทุกฝันร้ายจะเกิดขึ้นแต่เพียงในห้วงนิทรา เพราะบางสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงก็ชวนให้เราหวนคำนึงอีกครั้งว่า หรือฝันร้ายเหล่านั้นได้ตะกายผ่านการหลับใหลออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง?
.
Avenged Sevenfold’ (อเวนจ์ เซเวนโฟล์ด) คือวงเฮฟวีเมทัลวงหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นทั่วทั้งโลก พวกเขาตั้งต้นจากเสียงดนตรีที่หนักหน่วงแบบเมทัลคอร์ในช่วงต้นสหัสวรรษใหม่ ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตไปสู่สไตล์เฮฟวีเมทัลที่ผสานความเป็นฮาร์ดร็อกและเข้าถึงผู้ฟังมากขึ้น และหนึ่งในผลงานชุดที่สะท้อนจุดสูงสุดของวงมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ‘Nightmare’ สตูดิโออัลบั้มที่ห้าในปี 2010

พวกเขาได้กระชากผู้ฟังไปสู่ห้วงมนตราที่งดงามของฝันร้าย สะท้อนให้เห็นว่าความงดงามและความสยองขวัญสามารถอยู่คู่เคียงสอดประสานไปได้อย่างสมบูรณ์แบบผ่านอัลบั้ม Nightmare เฉกเช่นเดียวกับผลงานเพลงก่อนหน้าของพวกเขาอย่าง A Little Piece of Heaven ร็อกโอเปร่ายาวแปดนาทีที่ฉายภาพรักนิรันดร์ได้โหดเหี้ยม เลือดสาด และโรแมนติกที่สุดเพลงหนึ่ง

ทว่าเบื้องหลังการก่อร่างขึ้นของความสยองขวัญที่งดงามของอัลบั้มนี้นั้นคือ ‘ทางแยก

ทางแยกของ Avenged Sevenfold ที่ต้องตัดสินใจว่าจะ ‘เดินหน้าต่อ’ หรือ ‘พอแค่นี้’ ไม่ใช่แค่กับการสร้างสรรค์อัลบั้มนี้ขึ้นมา แต่หมายถึงการมีอยู่ของวงที่มีนามว่า Avenged Sevenfold เมื่อสมาชิกวงและ ‘เพื่อนรัก’ คนหนึ่งได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับโดยที่ไม่มีใครคาดคิด จนทำให้พวกเขารู้สึกว่าวง ๆ นี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้อีกต่อไป

แต่แล้วด้วยของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เพื่อนรักคนนั้นได้ฝากเอาไว้บนโลกใบนี้ จึงได้ทำให้พวกเราทุกคนได้จารึกความทรงจำในชีวิตผ่านบทเพลงในอัลบั้มนี้ รวมถึงได้เห็น Avenged Sevenfold โลดแล่นเรื่อยมาบนโลกดนตรี มาจนถึงทุกวันนี้ 

Avenged Sevenfold ได้กลั่นฝันร้ายและความสูญเสียให้กลายเป็นเป็นมาสเตอร์พีซแด่ ‘เพื่อนรัก’ ตลอดกาล…

 

จุดเริ่มต้นของ
Avenged Sevenfold

 

If Cain shall be avenged sevenfold,
truly Lamech seventy and sevenfold

 

ข้อความข้างต้นคือพระคัมภีร์ไบเบิล บทปฐมกาล บทที่ 4 ข้อที่ 24 ที่ว่าด้วยเรื่องการแก้แค้นเจ็ดเท่า และมันก็คือที่มาของชื่อวง ‘Avenged Sevenfold’ วงเฮฟวีเมทัลจากเมืองฮันติงตันบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1999 จากกลุ่มเพื่อนวัยรุ่นที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเรียนมัธยม

ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นวงร็อกระดับโลก พวกเขาคือกลุ่มเด็กหนุ่มจากละแวกเดียวกันที่ใช้เวลาวัยรุ่นร่วมกันในเมืองชายทะเลเล็ก ๆ อย่าง Huntington Beach เล่นสเก็ตบอร์ดด้วยกัน เข้าไปดูโชว์พังก์และเมทัลด้วยกัน นอนค้างบ้านเพื่อนแล้วเปิดเพลงดังจนเพื่อนบ้านบ่น สายสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการ audition หรือประกาศหาสมาชิกวง แต่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่วัยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดนตรีจะพาชีวิตไปถึงไหน

สิ่งที่ยึดพวกเขาไว้ด้วยกันไม่ใช่สัญญาจ้าง แต่เป็นมิตรภาพที่ลึกซึ้งจนสมาชิกทุกคนมักพูดเสมอว่าพวกเขาเป็น ‘ครอบครัว’ มากกว่า ‘วงดนตรี

แกนหลักของวงประกอบด้วย ‘แมตต์ แซนเดอร์ส’ (Matt Sanders) นักร้องนำผู้ใช้ชื่อบนเวทีว่า M. Shadows, ‘ไบรอัน เฮเนอร์ จูเนียร์’ (Brian Haner Jr.) มือกีตาร์นำในนาม Synyster Gates, ‘แซ็ค เบเกอร์’ (Zack Baker) มือกีตาร์ริทึมในนาม Zacky Vengeance, ‘จอห์นนี่ ซีเวิร์ด’ (Jonathan Seward) มือเบสในนาม Johnny Christ และ ‘เจมส์ โอเวน ซัลลิแวน’ (James Owen Sullivan) หรือ ‘จิมมี’ (Jimmy) มือกลองผู้เปี่ยมพรสวรรค์ที่โลกรู้จักในนาม ‘The Rev’ ชายผู้เป็นทั้งมือกลอง นักแต่งเพลง นักร้อง และหัวใจของวง

จากวงเมทัลคอร์ตัวเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นด้วยอัลบั้มแรก ‘Sounding the Seventh Trumpet’ ในปี 2001 Avenged Sevenfold ค่อย ๆ สร้างตัวตนผ่านผลงานที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘Waking the Fallen’ ในปี 2003 ที่ทำให้ชื่อของพวกเขาเป็นที่รู้จักในวงการ 

 

 

ในช่วงเวลาต่อมา ‘City of Evil’ ในปี 2005 อัลบั้มที่พาพวกเขาหลุดจากกรอบเมทัลคอร์ไปสู่เฮฟวีเมทัลเต็มตัว พร้อมซิงเกิลอย่าง Bat Country และ Beast and the Harlot ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นชื่อที่ติดปากแฟนเพลงทั่วโลก

 

 

และแล้วในปี 2007 อัลบั้มที่ใช้ชื่อเดียวกับวง Avenged Sevenfold ก็ถูกปล่อยออกมา อัลบั้มนี้เปิดตัวที่อันดับ 4 บน Billboard Top 200 และอันดับ 1 ในหลายชาร์ตร็อก มอบเพลงอมตะอย่าง Afterlife, Almost Easy, Dear God, Seize the Day รวมถึงร็อกโอเปร่ายาวแปดนาทีอย่าง A Little Piece of Heaven ที่ฉายภาพรักนิรันดร์ได้โหดเหี้ยมและโรแมนติกที่สุดเพลงหนึ่ง มาถึงจุดนี้ Avenged Sevenfold ไม่ใช่แค่วงเมทัลจากแคลิฟอร์เนียอีกต่อไป พวกเขากลายเป็นหนึ่งในวงเฮฟวีเมทัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคสมัย

 

งานแต่งของ M. Shadows 

หลังจากใช้เวลาสองปีเต็มออกทัวร์โปรโมตอัลบั้มลำดับที่สี่ เหล่าบรรดา Avenged Sevenfold ก็กลับมาพักหายใจและเริ่มต้นทำงานกับผลงานชุดใหม่ และช่วงเวลานี้เองก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ชีวิตส่วนตัวของ M. Shadows กำลังเบ่งบาน เมื่อเขาและ ‘วาเลรี ดิเบเนเดตโต’ (Valary DiBenedetto) แฟนสาวที่คบหากันมายาวนานกำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูวิวาห์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2009

แต่ก่อนที่วันแต่งงานจะมาถึง ระหว่างที่ M. Shadows กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมตัว อยู่ดี ๆ กลับมีท่อนฮุคและทำนองหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาค่อย ๆ เรียงร้อยมันออกมาจนกลายเป็นเพลงหนึ่ง เพลงที่มีกลิ่นอายของความมืดหม่นแบบ Ozzy Osbourne เพลงที่ให้ความรู้สึกเหมือนเปิดประตูเข้าสู่โลกอันน่าสะพรึงกลัว 

เพลงดังกล่าวมีนามว่า ‘Nightmare’ และในวันแต่งงาน Matt ก็ถือโอกาสเปิดเดโมให้เพื่อน ๆ ในวงได้ฟังกัน ซึ่งทุกคนก็ยังไม่ค่อยเก็ทกับมันเท่าไหร่นัก มีเพียง Jimmy หรือ The Rev คนเดียวที่ฟังแล้วหันมาบอกกับ Matt  ว่า

 

แม่งโคตรเจ๋ง

 

M. Shadows มองเอาไว้ว่าเพลง Nightmare จะเป็นจุดเริ่มต้นของคอนเซปต์อัลบั้มที่มืดหม่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ แม้เขาจะยังไม่ได้คิดโครงเรื่องทั้งหมดออก แต่เมล็ดพันธุ์ได้ถูกหว่านลงแล้ว และจากจุดนั้นทุกคนในวงก็เริ่มทุ่มเทกับการเขียนเพลงสำหรับอัลบั้มใหม่อย่างเต็มกำลัง โดย Jimmy เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดในกระบวนการสร้างสรรค์ครั้งนี้ ไม่ว่าใครจะเอาไอเดียอะไรไปป้อน เขาจะชอบมันไปหมดทุกอย่าง แล้วก็ทุ่มเต็มที่มากในการเอาสิ่งที่ทุกคนเสนอไปทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิม

Jimmy นับว่าเป็นคนที่ทุ่มเกินร้อยเสมอ ทั้งในเรื่องดนตรี เรื่องเพื่อน รวมไปถึงเรื่องการใช้ชีวิต เขาเป็นคนที่ปาร์ตี้หนัก ใครชวนก็ไป ไปไหนไปกัน ไม่เคยมีลิมิต ด้วยสไตล์การใช้ชีวิตที่สุดขั้วเช่นนี้ ลึก ๆ แล้วทุกคนในวงรู้และมีลางสังหรณ์อยู่ในใจตลอดว่า Jimmy อาจมีอายุไม่ยืน แม้แต่ตัว Jimmy เองก็เคยกล่าวไว้ตั้งแต่อายุ 15 ว่า

 

ในชีวิตนี้ผมมั่นใจสองสิ่ง
ผมจะต้องอยู่ในวงร็อกชื่อดังให้ได้
และผมน่าจะตายก่อนอายุ 30

 

ข้อแรกนั้น เขาทำสำเร็จแล้วอย่างงดงาม แต่คงไม่มีใครอยากให้ข้อที่สองกลายเป็นจริง ทว่าภายในกลางเดือนธันวาคม 2009 เพลงทั้งหมดสำหรับอัลบั้มใหม่ก็ถูกเขียนและทำเดโมเสร็จสิ้น ชิ้นสุดท้ายที่เสร็จคือเพลงเปียโนบัลลาดที่ Jimmy เขียนด้วยตัวเอง ตั้งชื่อไว้ว่า ‘Death’ เขาทำเพลงนี้เสร็จเพียงสามวันก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

การจากไปของ The Rev

วันที่ 27 ธันวาคม 2009 เหล่าสมาชิก Avenged Sevenfold พร้อมหน้ากันที่งานเลี้ยงฉลองแต่งงานของเพื่อนสนิทอย่าง แมตต์ เบอร์รี (Matt Berry) ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งใน Huntington Beach มันเป็นวันที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง เรื่องเล่าสนุก ๆ อ้อมกอดอบอุ่น และเบียร์เย็น ๆ พอแสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า งานก็ค่อย ๆ เลิกรา แต่ยังเหลือเบียร์อยู่ถังใหญ่ เพื่อน ๆ ก็เสนอว่าเอาไปต่อที่บ้าน M. Shadows ซึ่งอยู่แค่ไม่กี่นาทีจากที่นี่

แต่ Matt ปฏิเสธ เพราะเช้าวันถัดไปเขาต้องตื่นหกโมงเพื่อขับรถสองชั่วโมงไปเล่นกอล์ฟที่ซานตาบาร์บารา การเริ่มต้นเช้าวันนั้นด้วยอาการเมาค้างคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เมื่อ Matt เลิก สมาชิกคนอื่นอย่าง Synyster Gates, Zacky Vengeance และ Johnny Christ ก็ตัดสินใจแยกย้ายกลับบ้านตาม 

ด้วยเหตุนั้น Jimmy คนที่เป็นจุดศูนย์กลางของทุกปาร์ตี้เสมอ คนที่ไปไหนไปกัน ใครชวนก็ไม่เคยปฏิเสธ ตัดสินใจไปสนุกต่อกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยหายเข้าไปในค่ำคืนนั้นอย่างที่ Matt จดจำว่า Jimmy ตอนนั้น “มีความสุขราวกับไม่มีอะไรต้องกังวลในโลก

เวลาบ่ายโมงตรงของวันถัดมา วันที่ 28 ธันวาคม M. Shadows กำลังเล่นกอล์ฟอยู่ที่ซานตาบาร์บารา โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น สายนั้นโทรมาบอกว่า 

 

James Owen Sullivan ถูกพบเสียชีวิตแล้วที่บ้านของเขา
ด้วยวัยเพียง 28 ปี

 

โลกทั้งใบของพวกเขาพังทลาย

สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวของ M. Shadows ตลอดหลายวันหลายสัปดาห์ต่อจากนั้นคือคำว่า ‘ทำไม?’ ทำไมเขาถึงไม่เปิดบ้านให้ Jimmy มานอนเมาหัวราน้ำเหมือนทุกครั้ง ถ้าในคืนนั้น Jimmy อยู่ที่บ้านเขา ล้อมวงดื่มกับเพื่อนสนิท เล่ามุกตลกจนหลับคาพื้นเหมือนที่เคยทำมาตลอด เหตุการณ์นี้คงไม่เกิดขึ้น คำถามเหล่านี้ไม่มีวันได้คำตอบ แต่มันก็ไม่เคยหยุดหลอกหลอนเขาเช่นกัน

ถ้าเบียร์ถังนั้นมาอยู่ที่บ้านผม Jimmy ก็คงไม่ได้ไปอยู่ที่อื่นทำสิ่งที่เขาทำ เขาคงอยู่กับผม อยู่กับเพื่อนของพวกเรา แล้วถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเราก็จะช่วยเขาได้" M. Shadows กล่าว "แต่ผมบอกว่า 'ผมเหนื่อยแล้ว' แล้วก็ไม่มีใครอยากอยู่ต่อ แล้ว Jimmy ก็ไปดื่มของเขาเอง โดยที่ไม่มีเพื่อนสนิทคนไหนอยู่ด้วย แล้วมันก็เกิดขึ้น... มันบ้ามากสำหรับผม บ้ามาก

 

ไปต่อหรือพอแค่นี้?

การจากไปของ ‘Jimmy’ หรือ ‘The Rev’ ไม่ใช่แค่การสูญเสียสมาชิกวง Zacky Vengeance เคยอธิบายเอาไว้ว่า

 

พวกเราไม่ได้แค่เสียสมาชิกวง แต่มันเหมือนกับเราเสียพี่น้อง เสียเพื่อนสนิท เสียคู่ชีวิต เสียความฝัน

 

เพราะ Jimmy คือคนที่ทุกคนรัก และทุกคนเคยเล่าเรื่องของเขาด้วยเสียงหัวเราะ แต่นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่มีใครพูดถึงชื่อ Jimmy มันกลับกลายเป็นมีดที่บาดลึกลงในใจ แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ อย่างการเห็นเบอร์โทรศัพท์ของเขาที่ยังค้างอยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อ ก็สามารถดึงความจริงอันโหดร้ายกลับมาได้ในทันที

M. Shadows เล่าว่าสมาชิกทุกคนนั่งอยู่แต่ในบ้านเป็นสัปดาห์ ๆ ไม่ออกไปพบใคร เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะพูดอะไร คืนวันส่งท้ายปีเก่า สมาชิกทุกคนมานั่งรวมกันที่บ้านของ Johnny Christ ดูรายการฉลองปีใหม่ที่ Times Square ทางโทรทัศน์ ไม่มีใครดื่มได้แม้แต่อึกเดียว ในขณะที่คนทั้งโลกกำลังเฉลิมฉลอง พวกเขากลับนั่งอยู่ด้วยกันในความเงียบ กับความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรมาเติมเต็มได้

Synyster Gates เล่าว่าในสัปดาห์แรกหลังการจากไปของ Jimmy ทุกคนตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ว่าจะเลิกวง 

หลังจาก Jimmy ตาย พวกเราจบ สัปดาห์แรกนั้นพวกเราจบ พวกเราทุกคนนั่งลงด้วยกันแล้วพูดว่า เราต้องเลิกแล้ว ถ้าไม่มี Jimmy ก็ไม่มี Avenged Sevenfold

ความคิดนี้ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือสิ่งที่ทุกคนรู้สึกจริง ๆ จากส่วนลึกของหัวใจ และพวกเขาอยู่กับความรู้สึกนี้มาหลายสัปดาห์

พวกเขาตัดสินใจไปพบครอบครัวของ Jimmy เพื่อบอกว่าจะยุบวง Avenged Sevenfold แต่สิ่งที่ครอบครัวของพวกเขาตอบกลับมากลับเปลี่ยนทุกอย่าง เคที ซัลลิแวน (Katie Sullivan) น้องสาวของ Jimmy พูดกับพวกเขาว่า “ถ้ามันเป็นพวกคุณคนใดคนหนึ่งที่จากไป พวกคุณจะอยากให้คนที่เหลือทำอะไร?” เธอบอกให้พวกเขาเดินหน้าต่อ เพราะ Jimmy ทิ้งของขวัญเอาไว้ให้พวกเขาแล้ว

Jimmy ทิ้งของขวัญเหล่านี้เอาไว้เพื่อพวกคุณ เขาไม่ต้องการให้พวกคุณทำเพื่อเขา แต่เขาต้องการให้พวกคุณทำเพื่อตัวของคุณเอง แต่ถ้าถามพวกเรา ครอบครัว Sullivan เราขอให้พวกคุณทำมันเถอะนะ เพื่อ Jimmy

คำพูดเหล่านั้นเป็นเหมือนแรงเตะที่ปลุกพวกเขาให้ลุกขึ้นอีกครั้ง แรงผลักดันจากครอบครัว Sullivan จากเพื่อนฝูง จากครอบครัวของสมาชิกแต่ละคน จากค่ายเพลง จากทีมงาน จากทุกทิศทาง แม้บางครั้งมันจะหนักเกินรับไหว แต่ลึก ๆ แล้วทุกคนรู้สึกขอบคุณที่ถูกผลักให้เดินหน้า เพราะนั่นคือสิ่งที่ Jimmy จะอยากให้พวกเขาทำ

 

Nightmare ฝันร้ายแด่เพื่อนรักตลอดกาล

แล้วทุกคนก็รวมพลัง ปลุกปั้น และตั้งใจจะส่งมาสเตอร์พีซชิ้นสุดท้ายของ Jimmy ‘The Rev’ Sullivan ให้ถึงฝั่งฝัน แม้กระบวนการอัดเสียงจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่พวกเขาเคยทำ เต็มไปด้วยน้ำตา ความโกรธ และช่วงเวลาที่แต่ละคนสงสัยว่าตัวเองจะทนไหวไหม แต่ทุกคนก็เดินหน้าต่อ โดยวงเลือกมือกลองคนเดียวที่เหมาะสมมาร่วมงาน เขาคนนั้นคือ ‘ไมค์ พอร์ตนอย’ (Mike Portnoy) แห่ง Dream Theater มือกลองคนโปรดของ Jimmy เพราะพวกเขาไม่ต้องการแค่คนเล่นกลองเก่ง แต่ต้องการคนที่สามารถรักษาวิญญาณของ Jimmy ไว้ในทุกจังหวะ

M. Shadows เล่าว่าพวกเขาใช้เวลา 12 ชั่วโมงต่อเพลงกับ Portnoy เพื่อให้แน่ใจว่าเขาเล่นทุก beat ทุก fill ตรงตามที่ Jimmy เขียนไว้ในเดโม จนบางทีก็ทำให้ Portnoy เสียอารมณ์ไม่น้อย เพราะถูกบังคับให้เล่นจังหวะพังก์ที่เขาไม่เคยเล่นมาก่อน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาคือทุกเสียงกลองในอัลบั้มล้วนเป็นของ Jimmy มันคือ fill ของเขา จังหวะของเขา สิ่งที่ไม่มีใครในโลกจะคิดขึ้นมาได้นอกจากเขา 

 

อัลบั้มนี้จึงไม่ใช่ ‘อัลบั้มแรกของ Avenged Sevenfold ที่ไม่มี Jimmy’ แต่มันคือ ‘อัลบั้มสุดท้ายที่ได้ทำร่วมกับ The Rev’ ต่างหาก

 

Nightmare ยังเต็มไปด้วยเพลงที่สมาชิกทุกคนเขียนขึ้นเพื่อถ่ายทอดความเจ็บปวด ความโกรธ ความรัก และความคิดถึง ยกตัวอย่างเช่น เพลง Victim ที่พูดถึงบ้านที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบ เรื่องราวที่เต็มไปด้วยน้ำตา และครอบครัวที่รำลึกถึงคนที่จากไป, เพลง God Hates Us กับ Welcome to the Family ที่ระเบิดความโกรธออกมาอย่างดิบเถื่อน, เพลง Tonight the World Dies กับ Danger Line ที่ทอดอารมณ์ยาวอย่างงดงาม ไปจนถึง Save Me เพลงปิดอัลบั้มที่ยาวกว่าสิบนาที ซึ่งร้องวอนขอให้คนที่จากไปได้ยินเสียงของพวกเขา

 

 

หนึ่งในเพลงที่พิเศษที่สุดคือ Fiction เพลงเปียโนบัลลาดที่ Jimmy เขียนด้วยตัวเอง ตั้งชื่อไว้ว่า ‘Death’ และทำเสร็จเพียงสามวันก่อนจากไป ในเวอร์ชันสตูดิโอเสียงร้องของ The Rev ยังคงอยู่ครบถ้วน เรียบเรียงเป็นเพลงดูเอ็ตร่วมกับ M. Shadows ชื่อเพลงถูกเปลี่ยนจาก Death เป็น Fiction เพื่อเป็นเกียรติแก่รอยสักคำว่า ‘Fiction’ บนหน้าอกของ Jimmy 

รอยสักที่เมื่อ Zacky ถามว่าทำไมถึงสักคำนี้ Jimmy ตอบกลับมาว่า “เพราะถ้าใครได้ยินเรื่องราวชีวิตของฉัน พวกเขาจะไม่มีวันเชื่อ” Synyster Gates กล่าวว่าเมื่อ Fiction ถูกทำสำเร็จในสตูดิโอ พวกเขาตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก มันคือช่วงเวลาที่พิเศษและมีเวทมนตร์ที่สุดในอัลบั้ม

Nightmare ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2010 และเปิดตัวที่อันดับ 1 บน Billboard 200 กลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Avenged Sevenfold ได้รับ Platinum ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา Gold ในสหราชอาณาจักร ซิงเกิล Nightmare พุ่งขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Active Rock มันเป็นอัลบั้มที่มอบให้กับเพื่อนที่พวกเขารักที่สุด เป็นมาสเตอร์พีซชิ้นสุดท้ายของสุดยอดมือกลองนามว่า The Rev และเป็นบทพิสูจน์ว่าความรักและมิตรภาพสามารถกลั่นความเจ็บปวดให้กลายเป็นสิ่งที่งดงามที่สุดได้

 

ห่างไกลเหลือเกิน

ท่ามกลางเพลงมากมายในอัลบั้ม Nightmare ที่ล้วนแบกน้ำหนักของความสูญเสียไว้ในทุกตัวโน้ต มีเพลงหนึ่งที่เรียบง่ายที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด และบาดลึกที่สุด ซึ่งก็คือ So Far Away เพลงที่สมาชิกทุกคนเขียนขึ้นเพื่อ Jimmy โดยไม่ต้องซ่อนอะไรไว้เบื้องหลังสัญลักษณ์หรืออุปมาอุปไมยใด เป็นเพียงจดหมายจากเพื่อนถึงเพื่อนที่จากไป

 

ฉันยังมีหลายอย่างที่อยากจะบอกนาย...
แต่นายกลับอยู่ห่างไกลเหลือเกิน

 

ท่อนเนื้อร้องเหล่านี้คือคำพูดง่าย ๆ ที่ทุกคนที่เคยสูญเสียคนรักจะเข้าใจได้ทันที ความรู้สึกที่ว่ายังมีอีกตั้งมากมายที่อยากจะพูด อยากจะเล่า อยากจะขอบคุณ แต่คนที่ควรได้ยินกลับไม่อยู่ตรงนี้แล้ว และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ So Far Away กลายเป็นเพลงที่ก้าวข้ามขอบเขตของแฟนเพลง A7X ไปสู่หัวใจของผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะฟังเมทัลหรือไม่ก็ตาม

สำหรับ Avenged Sevenfold เอง So Far Away คือบทส่งท้ายของช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต แต่ขณะเดียวกันมันก็คือจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าอีกครั้ง เพราะหลังจากอัลบั้มนี้ พวกเขาก็ยังคงสร้างสรรค์ผลงานต่อไป ยังคงขึ้นเวทีทั่วโลก ยังคงเล่นเพลงของ Jimmy ให้ผู้คนหลายแสนหลายล้านได้ยินในทุกคอนเสิร์ต 

 

 

ดังที่ Zacky เคยกล่าวว่าภารกิจของพวกเขาคือการบอกเล่าเรื่องราวของ Jimmy ให้โลกได้ยินในเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะวันก่อนที่ Jimmy จะจากไป เขาเคยอ้างคำพูดของวินสตัน เชอร์ชิลล์ ด้วยสำเนียงอังกฤษ ปากคาบซิการ์ ว่า “ประวัติศาสตร์จะใจดีกับผม เพราะผมตั้งใจจะเป็นคนเขียนมัน” และ Jimmy ก็ฝากหน้าที่นั้นไว้กับเพื่อนรักของเขา

 

M. Shadows เคยกล่าวไว้ในช่วงเวลาที่ยังเจ็บปวดที่สุดว่า

ในวันที่ Jimmy จากเราไป เราคิดว่าเส้นทางของ Avenged Sevenfold ได้จบสิ้นลงแล้ว สองสัปดาห์ต่อมาเราก็ยังคิดแบบนั้น แต่พอถึงสัปดาห์ที่สาม เราเริ่มเปิดใจกับความคิดที่ว่า เราต้องทำสิ่งที่เริ่มไว้กับ Jimmy ให้สำเร็จ เราไม่มีทางรู้เลยว่าในอีกหนึ่งหรือสองปีข้างหน้าเราจะรู้สึกอย่างไร แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไร Jimmy ก็ไม่มีทางกลับมา ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ คือเดินหน้าทำสิ่งที่ต้องทำต่อไป... จนกว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้พบกันอีกครั้ง

 

Avenged Sevenfold ได้แปรเปลี่ยนบาดแผลในโลกแห่งความจริงเป็นฝันร้ายที่งดงามเพื่ออุทิศให้กับเพื่อนรักของเขาตลอดกาล