02 มี.ค. 2569 | 14:44 น.

KEY
POINTS
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในวันธรรมดาวันหนึ่งของ ปี ค.ศ. 1975 ณ Berklee College of Music เมืองบอสตัน ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาพร้อมกับกล่องกระดาษใบใหญ่ เขาแวะห้องนี้ เคาะประตูห้องนั้น หยุดพูดคุยกับคนที่รู้จักสองสามคน แล้วก็เดินต่อไป
เขาไม่ได้ขายยาเสพติด ไม่ได้ขายของที่น่ากลัว เขาแค่เร่ขายหนังสือ ทว่าหนังสือเล่มนั้นออกจากแปลกประหลาดสักหน่อย ไม่มีชื่อผู้เขียน ไม่มีชื่อสำนักพิมพ์ ไม่มีเลข ISBN และถ้ามีคนสังเกตเห็นข้อผิดพลาดบางอย่าง เขาอาจจะโดนจับฟ้องได้เลยในวันนั้น
หนังสือเล่มหนานั้นมีชื่อว่า ‘The Real Book’ ซึ่งในเวลานั้น ไม่มีใครรู้ว่ามันกำลังจะกลายเป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส
ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราต้องย้อนกลับเพื่อทำความเข้าใจกับบริบทของโลกใบนั้นที่มันถือกำเนิดขึ้นมาเสียก่อน เพราะโลกใบนั้นแตกต่างจากโลกของเราในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
ทุกวันนี้ ถ้าอยากรู้ว่าเพลง ‘Autumn Leaves’ เล่นอย่างไร แค่เปิด YouTube ก็จบ อยากได้โน้ตก็ไปหาได้ใน IMSLP อยากรู้ chord changes ก็พิมพ์ลง Google มีคนโพสต์คำตอบรอไว้ให้แล้วหลายสิบเวอร์ชัน บางเพลงมีคนทำ tutorial ให้ดูทีละ chord ทีละท่อน บางแอปเปิดมาแล้วโน้ตวิ่งมาเองได้เลย
แต่ในยุค 1940s จวบจนถึง 1970s ไม่มีอะไรแบบนั้น โน้ตเพลงหาได้จากแหล่งเดียว คือ ‘ต้องซื้อ’ ในรูปแบบที่เรียกว่า ‘sheet music’ เป็นกระดาษโน้ตแผ่นใหญ่ที่สำนักพิมพ์เพลง (Music Publisher) เป็นคนผลิต ขายเป็นเพลงต่อเพลง ราคาไม่ถูก และที่สำคัญกว่านั้น เพลงที่นักดนตรีต้องการใช้งานจริง ๆ มักจะหาซื้อไม่ได้
ลองนึกภาพชีวิตของนักดนตรีในบาร์ ในโรงแรม หรือในห้องอาหาร คืน ๆ หนึ่ง เขาต้องพร้อมรับมือกับทุก request เพลงที่ลูกค้าถามหา นั่นหมายความว่า คุณอาจจะต้องรู้เพลงอย่างน้อยสองสามร้อยเพลงโดยไม่มีสิทธิ์ลืม ถ้าลูกค้าขอเพลงที่ไม่รู้จัก หรือจำท่อนกลางไม่ได้ หรือ chord changes บางส่วนหลุดไปจากหัว ก็ต้อง ‘fake’ มันขึ้นมาสด ๆ ให้ดูเหมือนรู้จักเพลงนั้นดีมาตลอดชีวิต
‘สตีฟ สวอลโลว์’ (Steve Swallow) มือเบสแจ๊สชื่อดัง ที่ต่อมากลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ เล่าให้ฟังถึงชีวิตของตัวเองในยุคนั้นว่า เวลาหัวหน้าวงเรียกให้เล่นเพลงที่ไม่รู้จัก วิธีแก้ปัญหาของเขา คือค่อย ๆ เดินไปยืนใกล้ ๆ มือเปียโน แล้วจ้องลงไปที่มือซ้าย โดยเฉพาะนิ้วก้อย เพื่อดูว่ามือเปียโนกำลังเล่นคอร์ดอะไร ก่อนจะสร้าง bass line ขึ้นมาสด ๆ ในทันที
“เป็นเรื่องที่รับรู้กันโดยไม่ต้องเอ่ยปากว่า คุณจะต้องเล่นเพลงจำนวนหนึ่ง และบางครั้งก็เป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยเลย กับเพลงที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่เคยเล่นมาก่อนด้วยซ้ำ”
นั่นคือมาตรฐานของอาชีพ ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ถามว่า แล้วเราพกโน้ตเพลงขึ้นเวทีได้ไหม คำตอบในยุคนั้นคือ “ไม่” ไม่ใช่เพราะมีกฎหมายห้าม แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมของวงการแจ๊สในเวลานั้น ถือว่าการอ่านโน้ตบนเวที ไม่เป็นมืออาชีพ แปลว่าคุณไม่รู้จักเพลง และถ้าคุณไม่รู้จักเพลง คุณก็ไม่ควรอยู่บนเวทีนั้น ‘สแตน เก็ทซ์’ (Stan Getz) นักแซ็กโซโฟนระดับตำนาน จะไม่ยอมให้ลูกวงของเขาพกโน้ตขึ้นไปบนเวทีแม้แต่แผ่นเดียว
สวอลโลว์ พูดตรงๆ ว่า “กติกามีอยู่ง่าย ๆ ข้อเดียว ห้ามมีโน้ต ห้ามเปิดหนังสือใด ๆ ทั้งสิ้น” นักดนตรีในยุคนั้นต้องพกโลกทั้งใบไว้ในหัว
แล้วถ้าต้องการตัวช่วยในการเรียนรู้ล่วงหน้า เราจะหาได้จากที่ไหน?
คำถามนี้แหละที่ทำให้เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น และนำไปสู่ความพยายามครั้งแรกที่ฟังดูมีเหตุผล แต่กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง นั่นคือบริการที่ชื่อว่า ‘Tune-Dex’
ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า ‘fake’ ก่อน
ในภาษานักดนตรี การ fake เพลง ไม่ได้แปลว่าโกง ไม่ได้แปลว่าปลอม มันเป็นศัพท์เทคนิคที่หมายถึงการเล่นเพลง โดยใช้แค่ทำนองหลักและคอร์ดเป็นโครงร่าง แล้วปล่อยให้นักดนตรีแต่ละคน “สร้างเส้นเสียงของตัวเอง” ขึ้นมาสด ๆ ในเวลานั้น โดยไม่ต้องเล่นตามโน้ตที่ประพันธ์ไว้ทุกตัว
‘Fake book’ จึงหมายถึงหนังสือที่รวบรวมเพลงหลายร้อยเพลงไว้ในเล่มเดียว โดยแต่ละเพลงมีแค่ทำนองหลักกับคอร์ด ซึ่งนั่นพอเพียงสำหรับนักดนตรีที่จะ ‘fake’ มันขึ้นมาได้ในทันที
ฟังดูเหมือนคำตอบที่ชัดเจน และมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ต้องรอให้มีใครสักคนลงมือทำมันขึ้นมาก่อน
ในปี ค.ศ. 1942 ชายคนหนึ่งชื่อ ‘จอร์จ กูดวิน’ (George Goodwin) ตัดสินใจลงมือทำ เพื่อแก้ pain point ในเรื่องนี้ เขาเปิดตัวบริการที่ชื่อว่า Tune-Dex ซึ่งฟังดูตอบโจทย์ทุกอย่างที่นักดนตรีต้องการ
แนวคิดคือบริการส่งการ์ดขนาด 3×5 นิ้วให้สมาชิกทุกเดือน เดือนละ 100 ใบ แต่ละใบคือเพลงหนึ่งเพลง มีทำนองย่อ มีคอร์ด มีข้อมูลสำคัญ เอาไว้กางดูได้ เวลาความทรงจำหลุด เวลาลืมท่อนกลาง เวลาจำคอร์ดตอนท้ายไม่ได้
โฆษณาของ Tune-Dex พูดตรง ๆ ราวกับรู้ว่านักดนตรีกลัวอะไรที่สุดในชีวิต
“คุณเสียงานไปแล้วกี่ครั้ง เพียงเพราะยังไม่แม่นเพลงในคลังของตัวเอง?”
ประโยคนั้นโดนใจคนในวงการมาก เพราะเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแทบทุกคืน
แต่แล้วก็มาถึงเงื่อนไขที่ว่า Tune-Dex ไม่ใช่บริการที่ใคร ๆ จะสมัครได้ มันเป็น ‘บริการลับ’ ที่จำกัดเฉพาะ ‘ผู้เชี่ยวชาญในวงการดนตรี’ ที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักพิมพ์ชั้นนำแล้วเท่านั้น
เงื่อนไขการสมัครระบุชัดเจนว่า ต้องเป็นผู้อำนวยการรายการวิทยุ หัวหน้าวงดนตรีในโรงแรมหรือโรงละคร บริษัทบันทึกเสียง หรือนักดนตรีอาชีพระดับที่มีหนังสือรับรองจากผู้บริหารของสำนักพิมพ์เพลงชั้นนำมาแสดง
แค่นั้นยังไม่พอ ในกฎข้อที่สี่ของบริการนี้ระบุว่า
“สำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมใน Tune-Dex มีสิทธิ์ตัดผลงานใด ๆ ออกได้ หากเห็นสมควรว่าควรถูกกันออกจากระบบ”
พูดง่าย ๆ ก็คือ เจ้าของเพลงมีสิทธิ์ตัดเพลงตัวเองออกจากบริการนี้ได้ตลอดเวลา ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องให้เหตุผล
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ อีก เช่น สมาชิกที่ “ไม่มีความสำคัญในวงการแล้ว” อาจถูกยกเลิกการสมัครได้เช่นกัน
‘แบร์รี เคิร์นเฟลด์’ (Barry Kernfeld) นักเขียนที่สนใจค้นคว้าในเรื่องนี้ ชวนจินตนาการดูว่า ถ้าหาก กูดวิน จะบังคับใช้กฎข้อนี้จริง ๆ เขาจะต้องพูดอะไรกับนักดนตรีที่เพิ่งตกงาน มันตลกร้าย แต่ก็เป็นความจริง
ปัญหาของ Tune-Dex ไม่ได้อยู่แค่ที่เงื่อนไขการสมัคร แต่ยังอยู่ที่รูปแบบของมันด้วย
การ์ดหลายร้อยใบที่ต้องเก็บ ต้องจัดเรียง ต้องพลิกหาในยามเร่งด่วน ไม่ใช่วิธีที่นักดนตรีจะใช้ได้จริง และที่สำคัญกว่านั้น โน้ตในการ์ดถูกออกแบบมาสำหรับเพลงป๊อปทั่วไป ไม่ใช่แจ๊ส ไม่มีการถ่ายทอดสำนวนที่นักดนตรีแจ๊สใช้จริง ไม่มี reharmonization แบบที่ ‘ไมล์ส เดวิส’ (Miles Davis) หรือ ‘บิลล์ เอแวนส์’ (Bill Evans) เล่น
Tune-Dex ตอบสนองความต้องการของสำนักพิมพ์เพลงก่อน แล้วค่อยมานึกถึงนักดนตรีทีหลัง และนักดนตรีก็รู้ดี
Tune-Dex ดำเนินมาได้จนถึงปี ค.ศ. 1963 ก่อนจะปิดตัวลง เพราะกูดวินป่วยหนักจนต้องเลิกกิจการ เขาเสียชีวิตในปี 1965 และปีถัดมา ภรรยาม่ายของเขาได้บริจาคการ์ด Tune-Dex ทั้งหมด พร้อมกับ sheet music จำนวนมหาศาลให้แก่ New York Public Library
ในตู้เก็บเอกสารของห้องสมุด มันกลายเป็นโบราณวัตถุทางดนตรีที่น่าสนใจ แต่สำหรับนักดนตรีที่ต้องทำงานทุกคืน มันไม่เคยเป็นคำตอบที่ใช้ได้จริง
และเมื่อ Tune-Dex ยังไม่ใช่คำตอบ ตลาดมืดก็เริ่มทำงาน ก่อนที่ใครจะทันรู้ตัว หนังสือโน้ตเพลงเถื่อนที่รวบรวมเพลงนับพันไว้ในเล่มเดียวก็เริ่มแพร่กระจายจากมือสู่มือ จากชิคาโกไปมิลวอกี จากมิลวอกีไล่ไปถึงนิวยอร์ก
ทุกคนรู้ว่ามันผิดกฎหมาย แต่ทุกคนก็ซื้อมัน
ในปี ค.ศ. 1949 มีหนังสือขนาดเขื่องเล่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในชิคาโก ไม่มีชื่อผู้แต่ง ไม่มีชื่อสำนักพิมพ์ แต่มีเพลงอัดแน่นอยู่ข้างใน และขายได้เร็วมาก
นี่คือ fake book เล่มแรกในความหมายที่แท้จริงของคำ ๆ นั้น ไม่ใช่การ์ดกระดาษที่ต้องสมัครสมาชิกผ่านกระบวนการคัดกรอง แต่เป็นหนังสือที่จับได้ เปิดได้ กางบนเปียโนได้ รวบรวมเพลงยอดนิยมหลายร้อยเพลงไว้ในเล่มเดียว พร้อมทำนองและคอร์ดที่นักดนตรีต้องการ
ราคาอยู่ที่ประมาณสิบถึงยี่สิบห้าดอลลาร์ นับว่าคุ้มค่าอย่างไม่ต้องสงสัย
ข่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วแบบปากต่อปาก ในห้องแต่งตัวหลังเวที ในล็อบบี้โรงแรม ในบาร์หลังเวที มีคนกระซิบถามว่า “รู้จัก fake book ไหม?” และมักจะได้คำตอบว่า “รู้ ผมมีอยู่แล้วด้วย”
นักดนตรีคนหนึ่งในโตเลโด รัฐโอไฮโอ ให้การกับ FBI ในภายหลังว่า เขาเชื่อว่านักดนตรีอาชีพแทบทุกคนในอเมริกามี fake book อยู่ในครอบครองอย่างน้อยหนึ่งเล่ม มันคือ ‘เอกสารที่มีประโยชน์ที่สุดชิ้นหนึ่งสำหรับนักดนตรีอาชีพ’ นักดนตรีอีกคนในดีทรอยต์บอกว่า ผู้คนในวงการเรียกมันว่า ‘Bible’ หรือ คัมภีร์ของนักดนตรี
แน่นอนว่าสำนักพิมพ์เพลงก็ได้ยินเรื่องนี้ สมาคม MPPA หรือ Music Publishers’ Protective Association คือองค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของสำนักพิมพ์เพลงในอเมริกา และเมื่อ fake book เริ่มแพร่กระจาย พวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว
ช่วงต้นทศวรรษ 1950s MPPA จ้างนักสืบเอกชนลงพื้นที่สืบสวน พบว่ามีการผลิต fake book อย่างเป็นล่ำเป็นสันในชิคาโก มีแก๊งที่รับพิมพ์ รับจัดจำหน่าย และมีตัวแทนกระจายหนังสือผ่านสหภาพนักดนตรีในเมืองต่าง ๆ ทั่วอเมริกา
MPPA ฟ้องร้องทางแพ่ง ได้ออกคำสั่งห้าม ได้ค่าเสียหายเพียงพอคุ้มค่าทนายความ แต่แล้ว ‘แก๊งใหม่’ ก็โผล่ขึ้นมาแทนที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กลางทศวรรษ 1960s FBI เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง คดีแรกที่ขึ้นสู่ศาลอย่างจริงจัง คือคดีของชายชื่อ ‘เบิร์ต โรส’ (Bert Rose) ซึ่งถูกจับได้พร้อมกับ fake book หลายพันเล่มในโกดังแห่งหนึ่งที่ Island Park รัฐนิวยอร์ก เขาถูกฟ้องในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ทางอาญาหกสิบกระทง
การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างดุเดือด มีการนำนักแต่งเพลงชื่อดังมาขึ้นเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ มีการนำเปียโนเข้าไปในห้องพิจารณาคดีเพื่อให้สาธิตว่าเพลงในหนังสือกับเพลงต้นฉบับนั้นเหมือนกัน มีการถกเถียงทางกฎหมายที่ซับซ้อนเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “เพื่อแสวงหากำไร”
ในที่สุด ‘เบิร์ต โรส’ ถูกตัดสินว่ามีความผิดทุกกระทง โทษที่ได้รับ คือการปรับเงินห้าพันดอลลาร์ ไม่มีจำคุก และไม่มีคุมประพฤติ
Variety นิตยสารของวงการบันเทิงพาดหัวว่านี่คือ ‘การลงโทษที่รุนแรง’ สำหรับผู้ผลิต fake book แต่ประวัติศาสตร์บอกเล่าต่างออกไป
FBI ใช้เวลาหลายปีไล่ล่าปฏิบัติการของ Jules Slapo, Sidney Rogoff และโรงพิมพ์ E. & E. Bindery ในนิวยอร์ก สายสืบแฝงตัวเข้าไปซื้อหนังสือ บันทึกการซื้อขาย ตามรอยจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่ง ในที่สุดก็บุกเข้าจับกุมและยึด fake book มูลค่าสองแสนดอลลาร์
สองชายถูกตัดสินว่ามีความผิดสี่สิบห้ากระทง โทษที่ได้รับ คือการปรับเงินรวมกัน สองหมื่นสองพันห้าร้อยดอลลาร์ ซึ่งพวกเขาขอผัดผ่อนการชำระ และสุดท้ายก็ล้มละลายก่อนที่จะจ่ายครบ
ลองคิดดูว่าทั้งหมดนี้มันคุ้มค่าแค่ไหน
FBI ส่งสายสืบเข้าพื้นที่หลายเมืองเป็นเวลาหลายปี มีทนายความหลายทีม มีการขนพยานและเปียโนขึ้นศาลหลายครั้ง มีการพิจารณาคดีที่ลากยาวผ่านการยื่นคำร้อง การเลื่อนนัด และการเปลี่ยนอัยการหลายคน
แล้วก็ได้เงินค่าปรับรวมกันไม่กี่หมื่นดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับชำระครบถ้วนอยู่ดี
เคิร์นเฟลด์ สรุปตรง ๆ ว่า ความพยายามทั้งหมดนั้น ไม่คุ้มค่า และไม่ได้ผล เหตุผลง่ายมาก เพราะจากมุมมองของนักดนตรี fake book คือสินค้าที่ดีกว่า sheet music อย่างเทียบกันไม่ได้เลย มันสะดวก มันครบ มันใช้ได้จริง และสำนักพิมพ์เพลงกระแสหลัก ปฏิเสธที่จะผลิตสิ่งเหล่านี้ออกมาอย่างถูกกฎหมายมาตลอดสองทศวรรษ
“ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ อุตสาหกรรมสำนักพิมพ์ดนตรีกระแสหลักปฏิเสธที่จะจัดพิมพ์ฉบับที่ถูกต้องตามกฎหมายของหนังสือประเภทนี้ ส่งผลให้นักดนตรีทั้งผู้ช่ำชองและผู้ใฝ่ฝันจำต้องหันไปจัดหาหนังสือเหล่านั้นจากอุตสาหกรรมทางเลือก - บรรดาผู้จัดพิมพ์เถื่อน”
ทุกครั้งที่แก๊งหนึ่งถูกปิด แก๊งใหม่ก็โผล่ขึ้นมา เพราะความต้องการยังอยู่ที่เดิม และไม่มีใครยอมตอบสนองมันอย่างถูกกฎหมาย
แต่ท่ามกลางการไล่ล่าที่ดูไม่มีวันจบสิ้นนั้น ก็มีบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่เงียบ ๆ
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960s โลกดนตรีเปลี่ยนไป เพลงร็อคและโซลกำลังครองตลาด ยอดขาย sheet music เริ่มร่วงลง คดี fake book ที่ยืดเยื้อมาหลายปี เริ่มดูไม่มีความหมาย และกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เคยถูกใช้ไล่ล่าผู้ผลิตหนังสือโน้ตเถื่อนก็ถูกหันเหไปจัดการกับการละเมิดในระดับที่ใหญ่กว่า นั่นคือ การละเมิดลิขสิทธิ์แผ่นเสียง
fake book หลุดออกจากเรดาร์ของ FBI และในความเงียบสงบนั้นเอง มีนักศึกษาสองคนในบอสตันกำลังคิดถึงบางอย่าง
พวกเขาไม่ได้ต้องการล้มล้างอุตสาหกรรมดนตรี ไม่ได้ต้องการต่อสู้เพื่อหลักการอะไร
พวกเขาแค่ต้องการเงินค่าเทอม !
ในปีการศึกษา 1974–1975 ‘สตีฟ สวอลโลว์’ สอนวิชาเบสและวิชารวมวง (Ensemble) อยู่ที่ Berklee College of Music เมืองบอสตัน
เส้นทางที่พาเขามาถึงที่นั่นคดเคี้ยวพอสมควร ก่อนหน้านี้ เขาอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ใกล้ซานฟรานซิสโก แต่โอกาสการแสดงดนตรีที่นั่นเริ่มแห้งแล้ง จนเขาตัดสินใจกลับมาฝั่งตะวันออก ‘แกรี เบอร์ตัน’ (Gary Burton) นักไวบราโฟนเพื่อนเก่าซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับฝ่ายบริหารของ Berklee ช่วยจัดการให้เขาได้งานสอนที่นั่น
“ตอนนั้นผมกำลังส่งเสียภรรยาคนปัจจุบันในเวลานั้น เรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษา แถมยังมีลูกเล็ก ๆ อีกสองคน” สวอลโลว์ ย้อนความทรงจำ “ผมค่อนข้างแน่ใจว่า เป็นช่วงปี ’74 หรือ ’75 ที่ได้รู้จักกับกลุ่มคนที่ทำ The Real Book และเข้าไปช่วยพวกเขาอยู่บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ”
“พวกเขาเป็นแค่นักศึกษา และต้องการเงินค่าเล่าเรียน นั่นคือแรงจูงใจ ตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรซับซ้อน”
ตอนนั้น Berklee College of Music ไม่ได้เป็นสถาบันดนตรีชั้นนำที่สอนดนตรีคลาสสิก แต่เป็นบ้านหลังใหญ่ของดนตรีแจ๊สและดนตรีร่วมสมัย ‘ลอว์เรนซ์ เบิร์ก’ (Lawrence Berk) ก่อตั้งสถาบันนี้ขึ้นในปี 1945 ในชื่อ Schillinger House of Music ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Berklee School of Music ในปี 1954 และได้รับการรับรองวิทยฐานะอย่างเป็นทางการในปี 1973
ชื่อ Berklee ไม่ได้ตั้งตาม Berkeley ที่แคลิฟอร์เนีย แต่เป็นการรวมชื่อของ Lee Berk ลูกชายของผู้ก่อตั้ง เข้ากับนามสกุล Berk ของครอบครัว
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าชื่อ คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในรั้วของมัน
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960s ต่อเนื่องมาถึง 1970s Berklee กลายเป็นหนึ่งในสถาบันไม่กี่แห่งในอเมริกาที่ให้ปริญญาด้านดนตรีแจ๊ส นักศึกษาเริ่มจบออกมาพร้อมกับดีกรีด้าน jazz performance, arranging และ composition
แต่มีปัญหาหนึ่งที่ไม่มีใครแก้ได้ นั่นคือ การไม่มีตำราเรียน หรือพูดให้ถูกกว่านั้น ไม่มีตำราเรียนที่ใช้ได้จริงสำหรับนักดนตรีแจ๊ส เพราะ fake book เถื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดมืดรวบรวมเพลงได้มากก็จริง แต่โน้ตในนั้นถูกคัดลอกมาจาก sheet music ทั่วไป ไม่ได้สะท้อนวิธีที่นักดนตรีแจ๊สเล่นจริง ๆ ไม่มี reharmonization แบบที่ศิลปินแจ๊สใช้ ไม่มีสำนวนที่ทำให้เพลงป๊อปธรรมดา กลายเป็นแจ๊ส
ในบรรดานักศึกษาของ Berklee ยุคนั้น มีสองคนที่มองเห็นปัญหานี้ชัดกว่าคนอื่น โดยหนังสือของ ‘แบร์รี เคิร์นเฟลด์’ พวกเขาถูกเรียกว่า ‘B’ และ ‘C’ เพราะทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ และทั้งคู่ไม่ต้องการให้เปิดเผยตัวตน เมื่อ เคิร์นเฟลด์ พยายามติดต่อ B ตอบกลับมาว่า เรื่องนี้เป็น ‘ตำนาน’ และไม่มีตัวเขาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ส่วน C ไม่ตอบกลับ ทั้งอีเมลและโทรศัพท์
แต่ สวอลโลว์ และ ‘แพท เมธินี’ (Pat Metheny) ซึ่งเป็นอาจารย์ Berklee ยืนยันทั้งคู่มีตัวตนจริง อย่างไม่มีข้อสงสัย
B เป็นลูกศิษย์ของ แกรี เบอร์ตัน ส่วน C เป็นลูกศิษย์ของ แพท เมธินี ซึ่งตอนนั้นสอนอยู่ที่ Berklee ในช่วงเดียวกัน ก่อนที่แพทจะก้าวไปเป็นหนึ่งในนักกีตาร์แจ๊สที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น
เคิร์นเฟลด์ เขียนถึงสองคนนี้ด้วยน้ำเสียงที่เสียดาย
“เป็นเรื่องน่าเสียดายเพียงใด ที่เงื่อนไขทางลิขสิทธิ์กลับทำให้คนเหล่านี้ต้องปฏิเสธและหลบซ่อนจากความสำเร็จของตนเอง แทนที่จะได้ยืนรับผลลัพธ์นั้นอย่างภาคภูมิ รับคำยกย่องอย่างท่วมท้น ในฐานะผู้สร้างหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายและทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งในโลกของแจ๊ส”
เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งในปีการศึกษา 1974–1975 B และ C เดินมาหา สวอลโลว์ ที่ห้องสอนดนตรีส่วนตัวของเขาในอาคารเรียน
พวกเขาบอกว่ากำลังทำ fake book แต่ไม่ใช่แบบที่มีอยู่ทั่วไป พวกเขาต้องการทำหนังสือที่แม่นยำ ที่ถ่ายทอดสำนวนแจ๊สที่นักดนตรีใช้จริง และที่สำคัญที่สุด พวกเขารู้ดีว่ามันผิดกฎหมาย
ประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ผุดขึ้นมาในการสนทนาครั้งแรกทันที โดย B และ C เป็นฝ่ายหยิบยกขึ้นมาเอง
“พวกเขาบอกว่า ‘เราสังเกตเห็นว่ามีความต้องการหนังสือ fake book ที่แม่นยำจริง ๆ เล่มที่เราเคยใช้กันอยู่นั้นคลาดเคลื่อนอย่างหนัก’” สวอลโลว์ เล่า “ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เห็นพ้องต้องกันอย่างไม่ต้องสงสัย”
แล้วพวกเขาก็บอกว่า เคยคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะทำออกมาอย่างถูกกฎหมาย จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของเพลง แต่ก็มองไม่เห็นว่าจะเป็นไปได้อย่างไร
“พวกเขาเคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องจัดการอย่างไร ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์อย่างไร แต่ก็มองไม่เห็นหนทางว่าจะสร้างกลไกสำหรับเรื่องเหล่านั้นได้อย่างไร มันเกินกว่าสิ่งที่พวกเขาพร้อมจะรับมือในเวลานั้น”
ไม่มีเงิน ไม่มีทีมงาน ไม่มีเวลา และที่สำคัญ ไม่มีสำนักพิมพ์เพลงเจ้าไหนที่อยากจะเปิดประตูคุยด้วย ดังนั้น โปรเจ็คท์นี้จึงต้องออกมาแบบเถื่อน และพวกเขามาถาม สวอลโลว์ ว่า จะยอมให้นำเพลงของตัวเองใส่ในหนังสือเล่มนี้ด้วยไหม
อาจารย์มือเบสบอกว่า ขอเวลาคิดสองสามวัน
สวอลโลว์ เดินทางกลับบ้านที่ New Haven รัฐ Connecticut ซึ่งเขาพักอยู่ระหว่างสัปดาห์ที่ต้องเดินทางมาสอนที่ Berklee สองสามวันต่ออาทิตย์ แล้วก็นั่งคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง
และเมื่อกลับมาถึง Berklee เขาก็ตัดสินใจแล้ว
“สิ่งที่คิดในเวลานั้น และยังคิดเช่นเดิมจนถึงวันนี้ คือการที่บทเพลงของเราถูกบรรจุอยู่ในหนังสือเล่มนั้น แท้จริงแล้วเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง แม้จะไม่ได้รับค่าลิขสิทธิ์จากการพิมพ์ก็ตาม ประโยชน์จากการที่บทเพลงเหล่านั้น ถูกนำไปบรรเลงในที่สาธารณะ และอาจถูกบันทึกเสียงโดยนักดนตรีรุ่นใหม่ทั้งหลาย ซึ่งไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว มีน้ำหนักมากกว่าความเป็นไปได้ที่จะได้ค่าลิขสิทธิ์จากการพิมพ์เสียอีก”
นั่นคือการตัดสินใจของนักดนตรีแจ๊ส ไม่ใช่การตัดสินใจของคนที่คิดถึงแต่เรื่องของ ‘เงิน’
สวอลโลว์ ให้ lead sheet ของเพลงตัวเองทั้งหมด แล้วยังอาสาออกไปขอจากเพื่อนร่วมวงการด้วย เขาเข้าหา ‘คาร์ลา เบลย์’ (Carla Bley) นักแต่งเพลงแจ๊สชั้นนำ อธิบายสถานการณ์ให้ฟัง และ เบลย์ ก็ตัดสินใจเหมือนกัน ต่อมาก็มี ‘สตีฟ คุห์น’ (Steve Kuhn) นักเปียโน และ แพท เมธินี ที่ให้เพลงของตัวเองมาด้วย ส่วน แกรี เบอร์ตัน เมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ส่ง lead sheet ของเขามาด้วยเช่นกัน แม้จะไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการก็ตาม
เมธินี ยืนยันสั้น ๆ ว่า “คงต้องบอกว่าเห็นด้วยอย่างเต็มที่กับสิ่งที่ สวอลโลว์ พูด ประโยชน์ที่บทเพลงของตนได้ถูกบรรจุไว้ในเล่มนั้น มีมากเกินกว่าข้อเสียใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น”
แต่การได้เพลงมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งของงาน ส่วนที่ยากกว่า คือการเขียนโน้ตลงไป
B และ C ต้องถอดโน้ตเพลงจากแผ่นเสียงด้วยหู เพลงแล้วเพลงเล่า ฟังซ้ำ วิเคราะห์คอร์ด เขียนลงกระดาษ แล้วก็เอามาให้ สวอลโลว์ ช่วยตรวจทาน
มีวันหนึ่งที่ B และ C นั่งรถไฟจากบอสตันลงมา New Haven เพื่อมาใช้เวลาทั้งวันกับ สวอลโลว์
“เราใช้เวลาทั้งวันนั่งไล่ดูการเรียบเรียงฮาร์โมนีของเพลงมาตรฐานเหล่านั้น อย่างเช่น ‘My Romance’ โดยไม่ได้มุ่งความถูกต้องตามต้นฉบับแผ่นโน้ตดั้งเดิม หากแต่มุ่งไปที่การจับแก่นของการรีฮาร์โมไนซ์ แบบที่กลายเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันมา ซึ่งค่อย ๆ พัฒนาสืบทอดมาจากแนวคิดของ Miles Davis, Bill Evans, Sonny Rollins และนักดนตรีในสายเดียวกัน”
นั่นคือสิ่งที่ทำให้ The Real Book แตกต่างจาก fake book ทุกเล่มก่อนหน้า มันไม่ได้ถ่ายทอดโน้ตตามที่สำนักพิมพ์เพลงพิมพ์ออกมา แต่มันถ่ายทอดวิธีที่นักดนตรีแจ๊สเล่นจริง ๆ ในคืนที่ไฟในบาร์หรี่ลงและดนตรีเริ่มลื่นไหล
สวอลโลว์ ยังช่วยตรวจสอบเพลงที่ B และ C ถอดโน้ตมาจากการบันทึกเสียงของ สแตน เก็ทซ์ ซึ่งเขาเคยเล่นในวงด้วย รวมถึงเพลงจากยุคที่เขาร่วมงานกับ ‘อาร์ต ฟาร์เมอร์’ (Art Farmer) และ ‘จิม ฮอลล์’ (Jim Hall) ซึ่ง ฮอลล์ เป็นคนทำ reharmonization ไว้ สวอลโลว์ ยังดึงโน้ตเก่า ๆ จากช่วงที่เล่นกับ บิลล์ เอแวนส์ ออกมาช่วยตรวจสอบด้วย
“ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่เริ่มต้น พวกเขาก็ทำได้ดีไม่น้อยเลย ดีมากทีเดียวตั้งแต่เริ่มต้น”
และแล้วก็มาถึงเรื่องของ B
ในบรรดาสิ่งที่ทำให้ The Real Book แตกต่าง มีสิ่งหนึ่งที่บางทีถูกมองข้ามไป นั่นคือ ลายมือ
B เป็นคนเขียนโน้ตทั้งหมดในหนังสือด้วยมือตัวเอง และลายมือของเขานั้นสวยงามในแบบที่นักดนตรีแจ๊สไม่มีใครลืมได้ โดย สวอลโลว์ พูดถึงเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่การยกย่องธรรมดา
“B คือคนที่มีลายมือเป็นเอกลักษณ์ ต้นฉบับลายมือของเขาเอง และลายมือนั้นก็กลายเป็นแบบอย่างให้คนคัดโน้ตรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่างพยายามเขียนให้เหมือนเขา ลายมือสวยงามเหลือเกิน งดงามจริง ๆ ผมจึงยินดีมอบบทเพลงของตนให้ B จัดทำ เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมาคือแผ่นโน้ตฉบับแรกของเพลงเหล่านั้น ซึ่งดูราวกับถูกสลักไว้บนแผ่นหิน ทำให้บทเพลงดูดีขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับยกระดับมันขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง”
หลังจากทำงานกันมาหลายเดือน B และ C ก็เดินออกจากตึก Berklee พร้อมต้นฉบับในมือ มุ่งหน้าไปยังร้านถ่ายเอกสารแห่งหนึ่งในบอสตัน ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นกิจการใหม่และมักดำเนินธุรกิจอยู่ในพื้นที่สีเทา
“ตอนนั้นยังเป็นยุคแรกเริ่มของ Kinko’s และบริการลักษณะนั้น” สวอลโลว์ เล่า “ร้านถ่ายเอกสารไม่ได้มีอยู่ทั่วไปเหมือนทุกวันนี้ และเทคโนโลยีก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่เห็นในปัจจุบัน อีกทั้งบรรยากาศก็ค่อนข้างคลุมเครืออยู่ไม่น้อย พวกเขารู้ดีว่าทุกครั้งที่ถ่ายสำเนาแม้เพียงย่อหน้าเดียว ก็เท่ากับกำลังละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว”
หนังสือแต่ละเล่มขายอยู่ที่ประมาณยี่สิบห้าถึงสามสิบดอลลาร์ พวกเขาสั่งพิมพ์ทีละไม่กี่ร้อยเล่ม แล้วก็แบกออกไปขาย
“พวกเขาสั่งพิมพ์หนังสือทีละไม่กี่ร้อยเล่มจากร้านถ่ายเอกสาร จ่ายเงินให้ร้าน แล้วก็นำหนังสือมาขายต่อจากในหอพักของตัวเอง หรือไม่ก็แบกหอบไปขายตามที่ต่าง ๆ พวกเขาเดินเร่เสนอขายอย่างเปิดเผย ทั้งในโรงอาหารและตามจุดนัดพบต่าง ๆ”
สวอลโลว์ เล่าว่าวันหนึ่ง B และ C แวะมาที่ห้องสอนของเขา เพื่อมอบหนังสือเล่มฟรีให้หนึ่งเล่มในฐานะที่เขาช่วยเหลือพวกเขามา พวกเขาดึงหนังสือออกมาจากกล่องที่บรรจุอยู่ราวยี่สิบเล่ม มอบให้เขา แล้วก็เดินต่อไปยังห้องถัดไปในทางเดิน
มีร้านหนังสืออยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามอาคาร Boylston Street ของ Berklee College of Music ที่นั่นสามารถขอซื้อหนังสือเล่มนี้ได้แบบ ‘ใต้เคาน์เตอร์’ ร้านนั้นบริหารโดยชายชราผู้ใจดีและเปี่ยมเมตตา เขาเป็นคนที่ทำให้นักศึกษาหลายรุ่นของ Berklee ได้รู้จักกับเนื้อหาและสื่อการเรียนรู้มากมาย ซึ่งพวกเขาคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสจากในห้องเรียนตามปกติ
ฟังดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ แต่มันเป็นเรื่องจริง
มีช่วงเวลาหนึ่งที่ สตีฟ สวอลโลว์ จดจำได้อย่างแม่นยำ
ทุก ๆ วันที่เขาต้องเดินจากห้องทำงานไปยังห้องซ้อมวงที่ปลายทางเดินยาวของตึก Berklee เขาต้องผ่านห้องซ้อมเล็ก ๆ สองข้างทางเดินที่เรียงรายต่อกันเป็นสิบ ๆ ห้อง เนื่องจากผนังค่อนข้างบาง จึงมีเสียงดนตรีรั่วออกมาได้ไม่ยาก
ก่อนที่ The Real Book จะปรากฏตัวนั้น การเดินผ่านทางเดินนั้นในทุกๆ วัน คือการฟังความโกลาหลทางดนตรีจากห้องนั้นห้องนี้
“การเดินผ่านโถงทางเดินหน้าห้องซ้อมของ Berklee เป็นประสบการณ์ชวนขบขันไม่น้อย เพราะจากแต่ละห้อง คุณจะได้ยินเสียงฮาร์โมนีที่ ‘ละเมิดกติกา’ อย่างโจ่งแจ้ง พรั่งพรูทะลักออกมาไม่ขาดสาย”
นักศึกษาเล่น My Romance ด้วยคอร์ดผิด นักศึกษาอีกกลุ่มเล่น bossa nova ด้วยสำนวนที่ฟังแล้วรู้ว่าคัดลอกมาจากโน้ตที่ไม่ถูกต้อง บางห้องเล่นเพลงเดียวกัน แต่ใช้ฮาร์มอนีคนละชุดกันโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าเพลงนั้นมีหลายเวอร์ชันที่ไม่มีเวอร์ชันไหนถูกต้องเลยสักเวอร์ชัน
แต่แล้ววันหนึ่ง หลังจาก The Real Book เริ่มหมุนเวียนอยู่ในมือนักศึกษา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
“เพียงหนึ่งเดือนหลังจาก The Real Book ออกวางจำหน่าย จู่ ๆ ก็ได้ยินการเล่นคอร์ดที่ถูกต้องของบทเพลงเหล่านั้น เพลงที่ก่อนหน้านี้เคยถูกบิดเบือนจนเสียรูปเสียรสไปหมด”
สวอลโลว์ จำได้ว่า เขาหยุดกลางทางเดิน ได้ยินเสียงเพลง Here's That Rainy Day จากห้องหนึ่ง คอร์ดถูกต้อง ได้ยิน Autumn Leaves จากอีกห้อง สำนวนถูกต้อง ได้ยิน bossa nova ของ ‘อันโตนิโอ คาร์ลอส โจบิม’ (Antonio Carlos Jobim) จากอีกห้อง reharmonization ถูกต้อง
“ไม่ได้หมายความว่า จู่ ๆ ทุกอย่างจะฟังยอดเยี่ยมไปหมด หรือว่าทุกหัวมุมจะกลายเป็น Bill Evans ขึ้นมาทันที แต่ความแม่นยำในการเล่นนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
ด้าน แพท เมธินี เล่าว่าเขาไม่มีทางคาดคิดได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นแบบนี้ ตอนที่เขามอบ lead sheet ของเพลงตัวเองให้ B และ C ไป เขาคิดแค่ว่า มันคงจะเป็นหนังสือที่ใช้กันในกลุ่มเล็ก ๆ ในรั้ว Berklee ไม่กี่สิบคน ไม่มีใครในห้องนั้นวันนั้นคิดว่ามันจะออกไปไกลกว่านั้น
“พูดกันตามตรง ในเวลานั้น ทั้งตัวผมเองและใครก็ตาม ไม่เคยนึกเลยว่า The Real Book จะมีชีวิตยืนยาวไปไกลเกินกว่ากลุ่มคนไม่กี่คนที่คลุกคลีอยู่ในวงการขณะนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่า มันจะกลายเป็นหนังสืออ้างอิงแทบจะเสมือนคัมภีร์ สำหรับนักดนตรีรุ่นหลังในเวลาต่อมา”
แต่มันก็เกิดขึ้น The Real Book แพร่กระจายออกไปจาก Berklee ในแบบที่ไม่มีใครวางแผนไว้ นักศึกษาที่จบออกไป นำหนังสือติดตัวไปด้วย เพื่อนยืมไปถ่ายสำเนา เพื่อนของเพื่อนก็ถ่ายสำเนาต่อ ร้านถ่ายเอกสารในบอสตันเริ่มสังเกตว่า มีคนนำหนังสือเล่มนี้มาให้ถ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แล้วก็เริ่มมีบางร้านเริ่มคิดว่า ทำไมต้องรอให้ลูกค้านำต้นฉบับมา ในเมื่อตัวเองก็มีต้นฉบับอยู่ในมืออยู่แล้ว ร้านถ่ายเอกสารในบอสตัน เริ่มพิมพ์ The Real Book ขายเอง โดยตัดคนทำออกจากกระบวนการ
“พวกเขาทุ่มเททำงานทั้งหมดนั้น แต่แทบจะทันทีที่หนังสือออกมา ร้านถ่ายเอกสารในบอสตันก็เริ่มผลิตฉบับของตนเองขึ้นมา เป็นฉบับที่เหมือนกันทุกประการ ไม่มีความแตกต่างแม้แต่น้อย และตัด B กับ C ออกจากกระบวนการไปอย่างสิ้นเชิง”
B และ C ที่ทำงานมาหลายเดือน นั่งรถไฟไป New Haven เพื่อขอให้ สวอลโลว์ ช่วยตรวจทาน ใช้เวลาเป็นคืนๆ เขียนโน้ตทีละตัวด้วยมือ กลายเป็นเหยื่อของการถูกขโมยไอเดีย โดยคนที่ขโมยก็คือธุรกิจเถื่อนที่ทำผิดกฎหมายอยู่แล้วเหมือนกัน
หนังสือเถื่อนถูกขโมยโดยโจรอีกรายหนึ่ง ราวกับโลกของ fake book มีกฎของมันเอง
B และ C ตอบโต้ด้วยวิธีเดียวที่ทำได้ พวกเขาเร่งออกฉบับปรับปรุงใหม่ แก้ไขข้อผิดพลาดที่นักศึกษาและคณาจารย์ช่วยกันชี้ให้เห็น ทำการพิมพ์จำนวนมากในรอบแรก แล้วรีบขายก่อนที่ร้านถ่ายเอกสารจะทัน copy ออกมา
ในที่สุด ทั้งหมดมีอย่างน้อยห้าฉบับปรับปรุงที่ B และ C ทำเอง ก่อนที่พวกเขาจะเรียนจบและออกจากบอสตัน ทิ้งหนังสือเล่มนั้นไว้ให้มีชีวิตของมันเอง
จากบอสตัน The Real Book ค่อย ๆ ไหลออกไปทั่วอเมริกา แล้วก็ข้ามมหาสมุทรออกไป มีคนแปลงมันให้ใช้กับ B-flat instruments สำหรับนักแซ็กโซโฟน มีคนทำเวอร์ชันสำหรับ E-flat instruments มีคนทำเวอร์ชัน bass clef สำหรับมือเบส มีเวอร์ชันเล็กพิเศษ ที่ย่อขนาดลงเพื่อให้พกพาสะดวก หรือตามที่ เคิร์นเฟลด์ ระบุไว้ด้วยอารมณ์ขันเล็กน้อย ย่อให้เล็กเพื่อให้ซ่อนได้ง่ายขึ้น เวลาเล่นอยู่บนเวที โดยไม่ให้คนดูเห็นว่ากำลังอ่านโน้ตอยู่ มีแม้กระทั่ง Vocal Real Book สำหรับนักร้อง ที่เพิ่มเนื้อร้องกลับเข้าไปในโน้ต
ทุกเวอร์ชันที่ปรากฏขึ้นมาหลังจากนั้น ล้วนทำโดยคนที่ไม่รู้จักกัน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนต้นคิด และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถามว่าเป็นใครด้วย
ในนิตยสาร Jazz Hot ของฝรั่งเศสปี 1996 มีบทความแนะนำว่า จะหาซื้อ The Real Book ได้ที่ไหนในยุโรป พร้อมเบอร์โทรศัพท์ของร้านในสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส บทความนั้นเรียกมันว่า ‘คัมภีร์ของ jazz repertory ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักดนตรีทุกคน’
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990s มีคนนำมันขึ้นอินเทอร์เน็ตในรูปแบบ PDF มันถูกบังคับ (จากเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง) ให้ลบออกในเวลาต่อมา แต่ เคิร์นเฟลด์ ก็ยอมรับตรง ๆ ในหนังสือว่า เขาไม่รู้ว่ามันแพร่กระจายไปมากแค่ไหนก่อนที่จะถูกลบออก
ในทางเดินของ Berklee วันนั้นที่สวอลโลว์เดินผ่านแล้วได้ยินเสียงที่ถูกต้องไหลออกมาจากห้องซ้อม เขาคงไม่ได้นึกถึงเลยว่าหลายสิบปีต่อมา เสียงเดียวกันนั้นจะดังขึ้นจากบาร์ในเคียฟ จากคลับในบาหลี จากโรงเรียนดนตรีในกรุงเทพฯ และจากห้องซ้อมเล็ก ๆ ในอีกหลายร้อยเมืองทั่วโลก
จากชายสองคนที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อ ที่เริ่มต้นจากความต้องการแค่เงินค่าเทอม ได้สร้างสิ่งที่กลายเป็นมาตรฐานของดนตรีแจ๊สทั่วโลกโดยไม่รู้ตัว
แต่เรื่องราวของ The Real Book ยังไม่จบแค่นั้น เพราะในปี ค.ศ. 2004 เกือบสามสิบปีหลังจากที่ B เดินแบกกล่องหนังสือออกจากร้านถ่ายเอกสารในบอสตัน มีสำนักพิมพ์ใหญ่แห่งหนึ่งตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครในอุตสาหกรรมเพลงกล้าทำมาตลอดสามสิบปีนั้น
พวกเขาตัดสินใจทำมันออกมาอย่างถูกกฎหมาย
ในปี ค.ศ. 2004 Hal Leonard Corporation ประกาศออกมาว่าพวกเขากำลังจะตีพิมพ์ The Real Book อย่างถูกกฎหมาย
โฆษณาที่พวกเขาลงในเว็บไซต์ขายโน้ตเพลงเขียนไว้ว่า
‘The Real Books’ คือหนังสือแจ๊สที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดตลอดกาล นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา นักดนตรีต่างไว้วางใจหนังสือชุดนี้ให้พาพวกเขาผ่านทุกค่ำคืนของการแสดง กิ๊กแล้วกิ๊กเล่า ปัญหาคือ หนังสือเหล่านั้นถูกผลิตและเผยแพร่อย่างผิดกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายลิขสิทธิ์ หรือการจ่ายค่าตอบแทนแก่คีตกวีผู้สร้างสรรค์บทเพลงระดับมาสเตอร์พีซเหล่านี้ Hal Leonard ภูมิใจอย่างยิ่งที่จะนำเสนอฉบับที่ถูกต้องตามกฎหมายและชอบธรรมเป็นครั้งแรกของหนังสือชุดนี้ คุณแทบจะไม่สังเกตเห็นความแตกต่างเลย เว้นเสียแต่ว่าความผิดพลาดทั้งหลายได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ปกหนังสือและแบบตัวพิมพ์ยังคงหน้าตาเดิม รายชื่อเพลงแทบไม่ต่างจากต้นฉบับ และที่สำคัญ ราคาฉบับของเรายังถูกกว่าของเดิมเสียอีก!”
สำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา กำลังโฆษณาหนังสือของตัวเองโดยบอกตรง ๆ ว่าหนังสือต้นฉบับที่คนซื้อมาตลอดสามสิบปีนั้น ผิดกฎหมาย ไม่มีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ใครเลยสักบาท และตอนนี้พวกเขามีเวอร์ชันถูกกฎหมาย ราคาถูกกว่าเดิม และแก้ไขข้อผิดพลาดแล้ว
มันเป็นโฆษณาที่ซื่อสัตย์อย่างน่าประหลาด
แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ต้องเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางก่อน เพราะเส้นทางจากห้องพักนักศึกษาใน Berklee มาถึงชั้นวางโน้ตในร้านดนตรีทั่วโลกนั้น ไม่ได้ราบรื่นแต่อย่างใด
ในช่วงทศวรรษ 1980s เมื่อ The Real Book แพร่กระจายออกไปจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง สำนักพิมพ์เพลงต่างๆ เริ่มตื่นตัวและพยายามออกหนังสือโน้ตแบบ fake book ของตัวเองออกมาอย่างถูกกฎหมาย หลังจากที่ปฏิเสธมาตลอดสามสิบปี
Warner Bros. ออก The Legal Fake Book มาในปี 1977 รวบรวมเพลงไว้เจ็ดร้อยเพลง ส่วน Columbia Pictures ออก Columbia's Colossal Fake Book รวมเพลงมากกว่าพันเพลงในปี 1985 ทางด้าน Hal Leonard เองก็ออกซีรีส์ที่ใช้คำว่า ‘Ultimate’ นำหน้าทุกเล่ม ไม่ว่าจะเป็น The Ultimate Jazz Fake Book หรือ The Best Fake Book Ever
และในโลกของ pop song fake book สิ่งนี้ได้ผล เมื่อสำนักพิมพ์ใหญ่เริ่มออกหนังสือถูกกฎหมายมาแข่ง หนังสือเถื่อนในแนว pop ก็ค่อยๆ หายไปจากตลาด เพราะสินค้าถูกกฎหมายตอบสนองความต้องการได้ครบ ราคาไม่แตกต่างกันมาก และไม่ต้องเสี่ยง
แต่ในโลกของแจ๊ส สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
เหตุผลง่ายมาก กล่าวคือ ยังไม่มีเล่มไหนดีพอ
‘ชัค เชอร์’ (Chuck Sher) นักดนตรีและนักธุรกิจที่เข้าใจโลกแจ๊สเป็นอย่างดี พยายามออก The New Real Book ในปี 1988 รวบรวมเพลงไว้อย่างพิถีพิถัน ได้รับอนุญาตจากนักแต่งเพลงอย่างถูกต้อง และยังตั้งชื่อหนังสือในแบบที่ยืมความน่าเชื่อถือของต้นฉบับมาด้วย แต่ก็ยังไม่พอ
เคิร์นเฟลด์ บรรณาธิการบริหารของ The New Grove Dictionary of Jazz ซึ่งถือเป็น encyclopedia ดนตรีแจ๊สที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมที่สุด และได้รับการยอมรับมากที่สุด เล่าว่า ประสบการณ์ที่เขาพบซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ นักดนตรีจะนำ The New Real Book ของ เชอร์ ไปใช้ในงาน ยืนยันว่ามันดีกว่าต้นฉบับ แต่แล้วภายในสิบนาทีก็จะวางมันลงและหยิบ The Real Book ฉบับเถื่อนขึ้นมาแทน เพราะหาเพลงที่ต้องการในฉบับเถื่อนได้เร็วกว่า ครอบคลุมกว่า และสำนวนแจ๊สในนั้นยังคงดีกว่าในแบบที่อธิบายได้ยาก
มันเป็นเรื่องของรสนิยม การสั่งสมประสบการณ์จากการที่ B และ C ใช้เวลานั่งรถไฟไป New Haven เพื่อให้ สวอลโลว์ ช่วยตรวจสำนวนทีละเพลง สิ่งเหล่านั้นสร้างคุณภาพที่ไม่อาจลอกเลียนได้ง่าย ๆ
สำนักพิมพ์เถื่อนที่ผิดกฎหมาย ทำหนังสือได้ดีกว่าสำนักพิมพ์ถูกกฎหมาย ที่มีทรัพยากรครบครัน นับเป็นความย้อนแย้งที่ไม่มีใครอธิบายได้สวยงามกว่าตัวมันเอง
แล้วอะไรทำให้ Hal Leonard ตัดสินใจลงมือในที่สุด
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ เวลา
สามสิบปีผ่านไป ความโกรธแค้นของสำนักพิมพ์เพลงที่มีต่อการละเมิดลิขสิทธิ์เจือจางลงตามกาลเวลา นักแต่งเพลงหลายคนที่เคยต่อต้าน fake book เสียชีวิตไปแล้ว คนรุ่นใหม่ที่สืบทอดกิจการมองเรื่องนี้ต่างออกไป และที่สำคัญกว่านั้น ตลาดได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า The Real Book ไม่ได้ทำลายยอดขายของใคร ในทางกลับกัน มันทำให้เพลงแจ๊สคลาสสิกถูกเล่น ถูกรักษาไว้ และถูกส่งต่อไปยังนักดนตรีรุ่นใหม่ที่ต่อมาก็บันทึกเสียงเพลงเหล่านั้นและจ่ายค่าลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง
สวอล์โลว์ เคยพูดถึงเรื่องนี้ในแบบที่ฟังแล้วรู้สึกว่า มันคือความจริงที่สำนักพิมพ์เพลงใช้เวลาสามสิบปีกว่าจะยอมรับว่า ถ้าหากอุตสาหกรรมดนตรีเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า การอนุญาตให้นำเพลงเหล่านั้นลงในหนังสือโน้ตแม้จะได้ค่าลิขสิทธิ์เพียงน้อยนิด จะส่งผลให้เพลงเหล่านั้นถูกเล่น ถูกบันทึกเสียง และสร้างรายได้จากค่าลิขสิทธิ์การบันทึกเสียงอย่างมหาศาลในระยะยาว
สงครามอันยาวนานระหว่างอุตสาหกรรมเพลงกับนักดนตรีทั้งหมดนี้คงไม่ต้องเกิดขึ้นเลย มันเป็นสิ่งที่ The Real Book พิสูจน์ให้เห็นจริงๆ ด้วยตัวมันเอง ในที่สุด Hal Leonard ก็รู้เรื่องนี้ โดยฉบับถูกกฎหมาย ของ Hal Leonard วางขายในปี 2004 ปกหน้าเหมือนเดิม ตัวอักษรเหมือนเดิม รายชื่อเพลงแทบไม่ต่างกัน แต่ราคาถูกกว่าต้นฉบับเถื่อน และแก้ไขข้อผิดพลาดที่สะสมมาตลอดสามสิบปีแล้ว แน่นอนว่า มันขายดีทันที
ภายในกลางปี 2005 Hal Leonard ออกเวอร์ชันสำหรับ B-flat instruments สำหรับ E-flat instruments และ bass clef ตามมา แล้วก็ฉบับถูกกฎหมายของ Volume 2 (ซึ่งนักศึกษา Berklee รุ่นหลังทำขึ้นมาในช่วงปี 1985 แม้จะมีคุณภาพต่ำกว่าต้นฉบับมากก็ตาม)
The Real Book กลายเป็นหนังสือโน้ตดนตรีที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Hal Leonard หนังสือเถื่อนกลายเป็นหนังสือขายดี ในเวลาเกือบสามสิบปีให้หลัง
แต่มีบางอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลง
แม้จะมีฉบับถูกกฎหมายออกมาแล้ว นักดนตรีแจ๊สจำนวนมากก็ยังคงหยิบฉบับเถื่อนขึ้นมาเล่น เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับมันมาตลอดชีวิต รู้ว่าเพลงอยู่หน้าไหน รู้ว่าสำนวนในนั้นเป็นยังไง และบางทีก็มีรอยดินสอที่ขีดเส้นใต้ไว้บนหน้ากระดาษเหลือง ๆ จากคืนที่เล่นดนตรีมาสิบยี่สิบปีก่อน
สวอลโลว์ เองก็เล่าว่า เขายังหยิบฉบับเถื่อนดั้งเดิมออกมาใช้อยู่ และบางทีเมื่อพลิกไปถึงเพลงที่คุ้นเคย ก็พบว่าตัวเองเคยดินสอขีดแก้ไขคอร์ดบางตัวที่ผิดไว้ แล้วในบางครั้งเมื่อกลับมาดูอีกครั้ง กลับไม่แน่ใจแล้วว่าการแก้ไขนั้นถูกต้องกว่าเดิมจริง ๆ หรือเปล่า
“บางครั้งก็ย้อนกลับไปใช้เวอร์ชันดั้งเดิมของ Real Book และบางครั้งก็ปรับเปลี่ยนมันไปเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเสียเลย คิดว่านั่นสะท้อนความจริงข้อหนึ่ง ฮาร์โมนี และบางทีรวมถึงมุมมองที่เรามีต่อฮาร์โมนี ล้วนเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่สิ่งตายตัว”
ในทุกวันนี้ ถ้าเดินเข้าไปในร้านดนตรีไหนก็ตามในโลก ตั้งแต่นิวยอร์กไปถึงโตเกียว ตั้งแต่เซาเปาโลไปถึงกรุงเทพฯ จะพบ The Real Book วางอยู่บนชั้น มีทั้งฉบับถูกกฎหมายของ Hal Leonard และในบางร้านบางประเทศ ยังมีฉบับเถื่อนที่ถ่ายเอกสารต่อกันมาหลายสิบปีวางขายอยู่เงียบ ๆ ใต้เคาน์เตอร์
เหมือนกับที่มันเคยวางอยู่ที่ร้านหนังสือฝั่งตรงข้าม Berklee ในบอสตัน เมื่อปี 1975 บางอย่างไม่เคยเปลี่ยน
คำพูดของ แพท เมธินี ในปี 2003 คือประโยคปิดที่สมบูรณ์ที่สุดของเรื่องทั้งหมด
“แม้เวลาจะผ่านไปเกือบสามทศวรรษแล้ว ทุกครั้งที่ได้เห็นมันตั้งอยู่บนสแตนด์โน้ต ตั้งแต่เคียฟไปจนถึงบาหลี ทั้งที่รู้ประวัติความเป็นมาของมันดีอยู่แก่ใจ ก็ยังอดรู้สึกเหลือเชื่อไม่ได้ เชื่อเถอะว่า ไม่มีใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวันนั้นจะเคยจินตนาการได้เลยว่ามันจะเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้”
จากนักศึกษาสองคนที่ต้องการเงินค่าเทอม กับหนังสือปกดำที่เดินทางไปทั่วโลก โดยไม่มีชื่อผู้เขียนอยู่บนปก บางทีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็เกิดขึ้นมาแบบนี้.
เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์
ที่มา:
Kernfeld, Barry. The Story of Fake Books: Bootlegging Songs to Musicians. Scarecrow Press, 2006.