เคน พาร์สันส์ : ผู้เปลี่ยนความว่างเปล่าให้กลายเป็นความกลัวใน The Backrooms

เคน พาร์สันส์ : ผู้เปลี่ยนความว่างเปล่าให้กลายเป็นความกลัวใน The Backrooms

เรื่องราวของ ‘เคน พาร์สันส์’ (Kane Parsons) จากเด็กอายุ 16 ผู้แจ้งเกิดกับหนังสั้น Backrooms สู่ผู้กำกับ A24 ที่เด็กที่สุดที่เปลี่ยนโลกสยองไปตลอดกาล

KEY

POINTS

ท่ามกลางโถงทางเดินยาวเหยียดของโรงแรมเก่า ๆ ที่ไม่มีคนพัก ห้างสรรพสินค้าที่ปิดไฟจนเหลือเพียงแสงสลัวตอนตีสอง สถานที่ที่ควรจะมีผู้คนอยู่ แต่กลับว่างเปล่า มันทำให้คุณรู้สึกไหมว่า มีบางอย่างที่มันน่าอึดอัดและไม่ถูกต้อง?

ความรู้สึกนี้ไม่ใช่การคิดไปเอง แต่มันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘Liminal Space’ หรือ พื้นที่ช่องว่างไร้รอยต่อ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ควรจะเป็นพื้นที่สู่การเปลี่ยนผ่านเพื่อที่จะไปสู่ที่อื่น พื้นที่ที่ควรมีผู้คนมากมาย แต่มันกลับว่างเปล่าผิดปกติ ก่อให้เกิดมวลความรู้สึกที่เงียบเหงา ว่างเปล่า และผิดเพี้ยน รายละเอียดที่ต่างออกไปในพื้นที่เหล่านี้ทำงานกับสัญชาตญาณของมนุษย์ มันทำให้เราเริ่มตั้งคำถามกับความจริงตรงหน้าว่า เรากำลังอยู่ที่ไหน? หรือที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เราหลุดออกมาจากโลกที่เรารู้จักแล้วหรือยัง?

นี่คือเสน่ห์อันน่าประหลาดที่ ‘เคน พาร์สันส์’ (Kane Parsons) เห็นมากกว่าแค่ความอ้างว้าง และได้หยิบมาเจียระไนจนกลายเป็นฝันร้ายที่คนทั้งโลกไม่อาจละสายตาผ่านคลิปวิดีโอสั้น ๆ ในชื่อ ‘The Backrooms’ ในปี 2022 โดยที่เขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ภาพยนตร์สั้นเรื่องดังกล่าวไม่เพียงนำเสนอความสยองขวัญแบบดั้งเดิม แต่เป็นการขุดลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ที่หวาดระแวงต่อความว่างเปล่า

หนังสั้น The Backrooms โด่งดังและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจนจุดกระแสความสยองขวัญหน้าตาแบบใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า ‘Liminal Space’ ที่หยิบเอาความคุ้นเคย ว่างเปล่า ไม่คุ้นชิน มาแผ่ขยายให้กลายเป็นความสยองขวัญ และนำไปสู่รสชาติและทิศทางใหม่ที่อาจทำให้ผู้ชมขนหัวลุก โดยเฉพาะเมื่อวันที่เคนได้มีโอกาสหยิบเอาหนังสั้นของเขามาขยายเป็นภาพยนตร์ยาวกับค่าย A24 ในวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น

จุดเปลี่ยนของจักรวาลสยองขวัญ

เบื้องหลังในความสยองขวัญบทใหม่ เกิดขึ้นมาจาก เด็กหนุ่ม วัย 16 ปี ‘เคน พาร์สันส์’ (Kane Parsons) หรือที่แฟนคลับรู้จักในนาม ‘Kane Pixels’ ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์บนโลกดิจิทัลสามารถแปรเปลี่ยนเป็นก้าวสำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์สยองขวัญได้แบบคาดไม่ถึง 

หลังจากที่ได้ฝึกฝนเรียนรู้ทักษะในการสร้างโลกจำลองแบบดิจิทัลแล้วนั้น ในช่วงต้นปี 2022 เขาก็ได้ตัดสินใจอัปโหลดหนังสั้นความยาวไม่กี่นาทีที่ชื่อว่า ‘The Backrooms (Found Footage)’ ลงบนช่อง YouTube จนกระทั่งไม่กี่วันหลังจากนั้น อัลกอริทึมของโลกอินเทอร์เน็ตก็เริ่มทำงาน ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาดู กระแสตอบรับพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วจนยอดวิวแตะหลักหลายสิบล้านครั้งในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน

สิ่งที่ทำให้งานของเคนกลายเป็นไวรัล คือการหยิบเอาความรู้สึก ‘ไม่น่าไว้วางใจที่แสนคุ้นเคย’ มาผสมผสานกับสุนทรียภาพแบบสยองขวัญย้อนยุค (Analog Horror) ผ่านมุมมองกล้อง VHS ที่สั่นไหวและพร่ามัว โดยเขาใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอย่าง Blender และ Adobe After Effects ในการเนรมิตโลก 3 มิติที่ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออก กระบวนการทำงานที่เขาฝึกฝนด้วยตัวเองนี้กลายเป็นแก่นของสไตล์การทำหนังที่เน้น ‘มวลบรรยากาศ’ ที่มีความน้อยแต่มาก มากกว่าการใช้โปรดักชันสเกลยักษ์

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเคน พาร์สันไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสำเร็จเดียว เขาได้ต่อยอดทักษะการเล่าเรื่องผ่านผลงานชุดใหม่อย่าง ‘The Oldest View’ และ ‘People Still Live Here’ ซึ่งทั้งสองเรื่องล้วนเน้นการเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป และการสร้างโลกดิจิทัลที่มีมิติสมจริง ในขณะเดียวกันเขายังพัฒนาขีดความสามารถด้านดนตรีควบคู่กันไป โดยการประพันธ์เพลงประกอบต้นฉบับเพื่อทำหน้าที่ควบคุมมวลอารมณ์ของภาพให้กดดันและบีบคั้นประสาทอย่างเบ็ดเสร็จ

แต่ท่ามกลางเทคนิคตระการตาและการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ The Backrooms กลายเป็นความสยองขวัญกระแสธารใหม่ คือการนำเสนอความรู้สึกกลัวรูปแบบเฉพาะตัว ในแบบที่เราไม่คุ้นเคยกันมาก่อน นั่นคือ ‘พื้นที่รอยต่อ’ หรือ ‘Liminal Space

 

Liminal Space
เมื่อความคุ้นเคยกลายเป็นสิ่งแปลกหน้า

พลังของสิ่งที่เรียกว่า ‘Liminal Space’ หรือพื้นที่รอยต่อที่ตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง หากจะให้นิยามเพิ่มเติมในเชิงจิตวิทยานั้น Liminal Space ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ แต่มันคือสภาวะ ‘ธรณีประตู’ (Threshold State) โดยสามารถอธิบายได้ว่า มันคือช่วงเวลาที่คุณไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกต่อไป แต่คุณก็ยังไปไม่ถึงจุดหมายใหม่ เหมือนการเดินอยู่ในห้องที่มืดสนิท มองไม่เห็นทางข้างหน้า และไม่แน่ใจว่าคุณอยู่ตรงไหนกันแน่ ซึ่งสภาวะนี้มักปรากฎขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต เช่น การจบการสัมพันธ์ มันคือพื้นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความอึดอัดที่เรารับมือไม่ถูกและอยากจะหนีออกจากมันให้เร็วที่สุด

โดยธรรมชาติแล้ว พื้นที่ที่ควรจะเต็มไปด้วยผู้คน แต่เมื่อมันกลับว่างเปล่าผิดปกติอย่างที่ไม่ควรจะเป็น มันทำให้เรามีความรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ความรู้สึกผิดที่ผิดทาง รายละเอียดที่บิดเบี้ยวเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้เราตั้งคำถามกับสัญชาตญาณในตัวเราลึก ๆ ว่า เรากำลังอยู่ที่ไหน? ซึ่งบรรยากาศที่น่าขนลุกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากผีหรือปีศาจใด ๆ แต่มาจากความรู้สึกที่โดดเดี่ยวหรือการสูญเสียสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวไป กลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่ตัวเราเองก็ไม่รู้เสียด้วยซ้ำ

เสน่ห์ที่ทำให้ Liminal Space กลายมาเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ส่วนหนึ่งนั่นเป็นเพราะ ความรู้สึก ‘ถวิลหา’ (Nostalgia) ที่ผู้คนมีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศของห้างสรรพสินค้าที่ล้วนมีผู้คนมากมาย แต่ปัจจุบันกลายเป็นตึกร้าง หรือสวนสนุกที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้เหลือเพียงแต่ความเงียบงัน กลายมาเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในใจ เพราะมันทำให้ความรู้สึกโหยหาอดีตที่เคยแสนสุข แต่ทว่า ในขณะเดียวกัน ความว่างเปล่านั้นก็ทำลายความรู้สึกปลอดภัยนั้นลง จนกลายเป็นความไม่สบายใจที่อธิบายได้ยาก

คำว่า Liminal Space เองสามารถถูกตีความไปได้ออกเป็นสองนัย ในแบบแรกคือการมองพื้นที่เหล่านั้นในฐานะความงาม (Aesthetic) รูปแบบหนึ่ง ความว่างเปล่า ขาดพร่อง และเรียงร้อยกันอย่างสมมาตรของสถานที่ก่อตัวเป็นความพิศวงที่แทรกซ้อนไปด้วยความงามพร้อม ๆ กัน เป็นความงามที่สอดผสานไปกับห้วงความทรงจำในจิตไร้สำนึก 

อย่างไรก็ตาม Liminal Space เอง ดังที่ได้เห็นผ่านงานของ เคน พาร์สันส์ ก็สามารถนำมาใช้เป็นรสชาติความสยองขวัญรูปแบบใหม่ดังที่เราเห็นกันในเรื่องราวของ Backrooms ความสยองขวัญชวนขนหัวลุกของ Liminal Space หาใช่ความมืดมิดของป่าทึบหรือสภาพบ้านที่ทรุดโทรมรกร้าง แต่เป็นสถานที่ที่ดูสงบ คุ้นเคย แต่มีอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดไป

เกมอย่าง Half-Life ในตอนที่ปราศจาก NPC หรือแม้แต่ Garry’s Mod แม้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสยองขวัญแม้แต่น้อย แต่ก็สามารถเป็นภาพแทนของความกระอักกระอ่วน สยองขวัญ ไม่แน่นอนแบบ Liminal Space ได้อย่างชัดเจน หรือแม้แต่ภาพยนตร์อย่าง The Shining (1980) โดย สแตนลีย์ คูบริก (Stanley Kubrick) ที่เรื่องราวตั้งอยู่ในโรงแรมที่สมบูรณ์แบบแต่กว้างใหญ่ไพศาล ก็ให้ความรู้สึกว่าความว่างเปล่าและขาดพร่องผู้คนนั้น มีอะไรที่แปลกไป

ความน่าขนลุกที่อุบัติขึ้นจากความคุ้นเคยเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ ย้อนกลับไปในปี 1970 นักหุ่นยนต์วิทยานามว่า ‘มาซาฮิโระ โมริ’ (Masahiro Mori) ได้เสนอทฤษฎีที่ในช่วงเวลาต่อมาจะถูกจดจำว่า ‘The Uncanny Valley’ ที่ชี้ให้เห็นว่ายิ่งหุ่นยนต์มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์มากเพียงใด แต่หากว่าความเหมือนเหล่านั้นไม่สามารถ ‘เหมือนได้อย่างสมบูรณ์แบบ’ กล่าวคือ มาบางรายละเอียดที่เล็กน้อยแตกต่างออกไป จากความรู้สึกที่คุ้นเคยก็สามารถผันแปรเป็นความกลัวได้ในทันที

ความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อ Liminal Space ก็มีความเกี่ยวดองซ้อนทับกับรากฐานทางความคิดของทฤษฎีดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ในวิดีโอเกมที่คุ้นเคย แต่ตัด NPC ออกไป ห้างสรรพสินค้าในความทรงจำที่ถูกปิดไฟให้มืด หรือทุ่งหญ้าสีเขียวที่กว้างไกลสุดสายตาและสวยงามเกินความเป็นจริง พื้นที่เหล่านี้ล้วนแทรกซอนไปด้วยความผิดปกติจากธรรมชาติและความเป็นจริง ที่ส่งผลให้จิตไร้สำนึกหรือสัญชาติญานของมนุษย์รู้สึกว่ามีอะไรที่ ‘ผิดปกติ

จากจุดนี้จึงจะเห็นได้ว่าความหมายของ Liminal Space นั้นครอบคลุมไปถึงสองมิติ ทั้งในแง่ของความงาม และในแง่ของความสยองขวัญ แต่แน่นอนว่าทั้งสองอย่างนั้นเชื่อมร้อยต่อสัมพันธ์กับจิตไร้สำนึกของผู้คนอย่างปฏิเสธไม่ได้ ความน่าขนลุกแบบ Liminal Space จึงเป็นอะไรที่ยากจะอธิบาย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปที่มนุษย์อีกคนจะเข้าใจ

 

การหลงทางที่ไร้ทางออก

เรื่องราวในวิดีโอความยาวเพียง 9 นาที เริ่มต้นจากมุมมองผ่านกล้องวิดีโอ VHS ของกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายทำหนังสั้นกันอยู่ แต่แล้วจู่ๆ ตัวเอกกลับเกิดอาการหลุดทะลุพื้นผิวโลกราวกับบั๊กในวิดีโอเกม ร่วงหล่นลงสู่มิติพิศวง ที่รอบตัวนั้นทางเป็นเพียงโถงทางเดินสีเหลืองโมโนโทนทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด ทุกตารางนิ้วอาบด้วยแสงไฟฟลูออเรสเซนต์ที่ส่งเสียงคอยบีบคั้นประสาท สร้างสภาวะความกลัวภายใต้ความคุ้นเคยแต่กลับน่าอึดอัดอย่างประหลาด

การดำเนินเรื่องเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ผ่านการเดินสำรวจไปตามโครงสร้างอาคารที่ไร้ที่สิ้นสุด และมุมมองภาพที่พร่ามัว เต็มไปด้วยสัญญาณรบกวนของวิดีโอเทปทำหน้าที่คอยหลอกล่อผู้ชมให้เห็นถึงเงาตะคุ่มตามหัวมุมถนน

ยิ่งถลำลึกเข้าไปในเขาวงกตที่หน้าตาเหมือนกันไปหมดมากเท่าไร เสียงฝีเท้าที่ก้องกังวานไปทั่วห้องและการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตรูปร่างบิดเบี้ยวที่ส่งเสียงร้องโหยหวนก็ยิ่งทวีความสิ้นหวังถึงขีดสุดมากขึ้นเท่านั้น เป็นการสร้างความหวาดระแวงสะสมที่ย้ำเตือนว่า ภัยอันตรายที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตัวประหลาดที่ไล่ล่า แต่คือการต้องติดอยู่ในนรกสีเหลืองแห่งนี้ไปตลอดกาล 

ซึ่งสุดท้ายแล้ววิดีโอจบลงอย่างฉับพลันด้วยภาพฟุตเทจที่ขาดหายไป ทิ้งให้ผู้ชมจมอยู่กับปริศนาว่าตัวเอกสามารถกลับสู่โลกแห่งความจริงได้อย่างปลอดภัย หรือเพียงแค่หลุดพ้นจากห้องหนึ่งไปสู่อีกส่วนที่ลึกกว่าของมิติที่ไม่มีทางออกนี้กันแน่

 

เมื่อฝันร้ายก้าวสู่จอเงิน

สิ่งที่น่าสนใจกว่าจากยอดวิวหลักล้าน คือปรากฎการณ์ที่ The Backrooms ได้สร้างขึ้นมา ซึ่งเป็นเหมือนตำราบทใหม่ของวงการหนังสยองขวัญที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ มันไม่ใช่แค่หนังสั้นในยูทูปที่ดูจบแล้วผ่านไป แต่กลับสร้างปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมที่แผ่ขยายออกไปอีก มีจักรวาลเรื่องเล่าเพิ่มเติมคอยแตกแขนงเป็นสาขาย่อยและทฤษฎีสมคบคิดนับไม่ถ้วนบนโลกออนไลน์ ซึ่งยังคงฝังรากลึกและกลายเป็นภาพจำใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคดิจิทัล The Backrooms คือภาพสะท้อนของความกลัวที่ลุ่มลึกลงไปในจิตใจ กล่าวได้ว่ามันคือการเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่ไร้ทางออกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และแรงส่งมหาศาลจากโลกออนไลน์นี้เองทำให้บรรดาสตูดิโอยักษ์ใหญ่ต่างแย่งชิงสิทธิ์ในการนำ The Backrooms ไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์จอเงิน จนในที่สุดค่ายหนังคุณภาพอย่าง A24 ก็คว้าสิทธิ์ไปครองในปี 2023 พร้อมดึงตัวผู้อำนวยการสร้างมือทองอย่าง เจมส์ วาน (James Wan) เข้ามาสนับสนุนวิสัยทัศน์ของเด็กหนุ่มคนนี้ โดยภาพยนตร์ฉบับยาวซึ่งเขียนบทโดย วิล ซูดิก  (Will Soodik) จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องราวระทึกขวัญของนักบำบัดที่ต้องออกตามหาคนไข้ที่หายตัวไปภายในมิติเหนือจริงที่ดูบิดเบี้ยวและแปลกแยกจากโลกใบเดิม นำแสดงโดยเหล่านักแสดงชั้นครูที่เคยเข้าชิงรางวัล Oscar อย่าง ชูวีเทล เอจีโอฟอร์ (Chiwetel Ejiofor), เรนาเท เรนส์เว (Renate Reinsve) และ มาร์ค ดูพลาส  (Mark Duplass)

โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่นี้เริ่มปักหลักถ่ายทำที่เมืองแวนคูเวอร์ในช่วงกลางปี 2025 ถึงแม้เคนจะไม่ได้เรียนกำกับหนังเป็นอาชีพ แต่เขาได้มีการลองผิดลองถูกจนมีวิธีการเล่าที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง วิสัยทัศน์ในการกำกับของเขาไม่ได้ถูกตีกรอบด้วยทฤษฎีภาพยนตร์แบบเดิม ๆ เช่น การที่เขาได้หยิบนำองค์ประกอบจากวัฒนธรรมอินเตอร์เน็ตเข้ามาใช้ผ่านดนตรีประกอบที่เขาลงมือร่วมทำกับ เอโด แวนบรีแมน (Edo Van Breemen) ซึ่งมีการหยิบกลิ่นอายเพลงที่เป็นไวรัลออนไลน์มาใช้แทนดนตรีสูตรสำเร็จทั่วไป มวลอารมณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่วงการภาพยนตร์ไม่เคยมีมาก่อน นี่จึงเป็นเหมือนการหยิบเอาสิ่งที่เขาถนัดที่สุด นำมาขยายและวางไว้บนเวทีที่ใหญ่ขึ้น

สำหรับภาพยนตร์ที่มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2026 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวผลงานเรื่องแรกในชีวิตของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประกาศให้โลกภาพยนตร์รู้ว่า ผู้สร้างมิติที่ไร้ทางออกคนนี้พร้อมแล้วที่จะเขย่าขวัญผู้ชมในสเกลที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ในความเป็นจริงแล้ว นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องของมิติพิศวงหรือสัตว์ประหลาดที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แต่มันคือการสะท้อน ‘ความกลัวพื้นฐาน’ ที่ฝังลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคน ความกลัวที่จะหลงทางในสถานที่ที่ควรจะคุ้นเคย ความกลัวที่จะติดอยู่ระหว่างที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ทั้งจุดเริ่มต้นและปลายทาง ซึ่งในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ เคน พาร์สันส์ ได้มองเห็นถึง ‘ช่องว่าง’ บางอย่างที่เราไม่อาจอธิบายได้ เขาไม่ได้สร้างความสยองขวัญขึ้นมาใหม่ แต่เพียงหยิบมันออกมาจากมุมหนึ่งของความจริง มุมที่เรามองข้ามมาตลอด

และบางที…ครั้งต่อไปที่คุณเดินผ่านโถงทางเดินเงียบ ๆ หรือยืนอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่าที่ควรจะมีผู้คน ลองสังเกตให้ดี

ว่าโลกที่คุณเห็นอยู่ตรงหน้านี้ ยังใช่โลกใบเดิมที่คุณเคยรู้จักหรือเปล่า