‘ดอนนี แมคคาสลิน’ จากมือแซ็กของ ‘โบวี’ สู่นิยามดนตรีไร้พรมแดน

‘ดอนนี แมคคาสลิน’ จากมือแซ็กของ ‘โบวี’ สู่นิยามดนตรีไร้พรมแดน

จากมือแซ็กโซโฟนคู่ใจของ 'เดวิด โบวี' สู่ศิลปินผู้ทลายเส้นแบ่งแนวดนตรี 'ดอนนี แมคคาสลิน' คือภาพแทนของแจ๊สร่วมสมัยที่ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยกรอบเดิม บทความนี้พาย้อนเส้นทางชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และพลังดนตรีไร้พรมแดน ก่อนการมาเยือนไทยใน TIJC 2026

KEY

POINTS

ในโลกดนตรีร่วมสมัยที่พรมแดนระหว่างแนวเพลงเริ่มพร่าเลือนจนแทบแยกไม่ออก ชื่อของ ‘ดอนนี แมคคาสลิน’ (Donny McCaslin) ปรากฏขึ้นในฐานะสัญลักษณ์ของสุ้มเสียงใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 เขาไม่ได้เป็นเพียงนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนฝีมือฉกาจ ที่เติบโตมาจากรากเหง้าของแจ๊สกระแสหลัก แต่ยังเป็นศิลปินผู้หาญกล้าในการนำ ‘พลังงานดิบ’ ของพังก์ร็อกมาเขย่าโครงสร้างอันสลับซับซ้อนของแจ๊ส จนเกิดเป็นดนตรีที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและเต็มไปด้วยความสดใหม่อีกด้วย

ทว่า ก่อนที่โลกจะรับรู้ถึงตัวตนและการดำรงอยู่ของเขาในวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘จุดเปลี่ยน’ ครั้งสำคัญที่ผลักดันให้ชื่อ ดอนนี กระหึ่มไปทั่วโลก มาจากการได้รับความไว้วางใจจากไอคอนผู้ล่วงลับ อย่าง ‘เดวิด โบวี’ (David Bowie) ด้วยการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวงในอัลบั้มชุดอำลาโลก Blackstar เครดิตนี้เองที่เป็นดั่งตราประทับ ยืนยันว่า แมคคาสลิน คือนักดนตรีที่ เดวิด โบวี มองเห็น ‘พรุ่งนี้’ ในตัวเขา เป็นนักดนตรีที่พร้อมจะพาดนตรีแจ๊สเดินทางไปในที่ ๆ ไม่มีใครเคยไปถึง

ดอนนี กลายเป็น ‘สะพาน’ ที่เชื่อมระหว่างโลกอิมโพรไวเซชั่น กับโลกของ Art-Rock ที่เปี่ยมด้วยสีสันและอารมณ์ ล่าสุด เขาและวงควินเททกำลังจะพาพลังสร้างสรรค์เหล่านั้นมาส่งต่อให้แก่พวกเราที่ศาลายา

รากฐานและจุดเริ่มต้น

ดอนนี แมคคาสลิน เติบโตขึ้นที่เมืองซานตาครูซ แคลิฟอร์เนีย เข็มทิศดนตรีที่มีความสำคัญคือคุณพ่อ ‘ดอน แมคคาสลิน’ (Don McCaslin) นักเปียโนและนักไวบราโฟนผู้พาลูกชายตัวน้อยไปนั่งซึมซับการแสดงสดตามลานจัดกิจกรรมริมทาง ตั้งแต่เที่ยงวันยันพลบค่ำ โลกในวัยเยาว์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม แต่เป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เต็มไปด้วยดนตรีของเหล่าฮิปปี้ แซมบา และเพลงสแตนดาร์ดที่บรรเลงสลับไปมา

สิ่งที่ทำให้ แมคคาสลิน แตกต่างจากนักดนตรีแจ๊สในรุ่นราวคราวเดียวกัน คือความใจกว้างในการรับเอาอิทธิพลของดนตรีพ็อพและร็อกมาเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอตั้งแต่ยังไม่เริ่มหัดเป่าแตรเสียด้วยซ้ำ เขาเล่าถึงรสนิยมในช่วงวัยที่กำลังหล่อหลอมตัวตนว่า

“ตอนเป็นเด็ก ดนตรีแนวแรกที่ผมอิน คือเพลงมาร์ช ของ John Philip Sousa จากนั้นก็เป็นวง The Beach Boys แล้วก็วง (ร็อก) AC/DC แล้วถึงมาเป็นแจ๊ส”

เขาขยับเข้าสู่ความเป็นวิชาชีพ เมื่อเข้าศึกษาที่ Berklee College of Music ในปี 1984 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวยอมรับว่า ‘จ่อมจม’ อยู่กับอิทธิพลของ ‘จอห์น โคลเทรน’ (John Coltrane) และ ‘ไมเคิล เบรกเกอร์’ (Michael Brecker) อย่างหนักหน่วงจนถึงจุดหนึ่งที่เขาตระหนักได้ว่า ต้อง ‘หยุดฟัง’ เพื่อสลัดภาพจำเหล่านั้น และก้าวออกไปแสวงหา ‘เสียง’ ของตัวเอง

ในการจาริกครั้งใหม่ ดอนนี หันไปศึกษาแนวดนตรีละตินและการแต่งเพลง โดยมี ‘ซันนี โรลลินส์’ (Sonny Rollins) เป็นแบบอย่างในเรื่องของทัศนคติ ที่มุ่งเน้นการสื่อสารแก่นสารของเรื่องราว มากกว่าการติดกับดักทางทฤษฎี

“ผมไม่ได้คิดเรื่องคอร์ดนี้หรือคอร์ดนั้น ผมต้องการคิดถึงการพัฒนาแก่นเรื่อง (Thematic development) และทำให้ดนตรีมันรู้สึกดีจริง ๆ”

จากบทเรียนมาร์ชชิ่งแบนด์ในวัยเด็ก สู่การพยายามเป็น ‘Blue-collar improviser’ แบบ ‘โรลลินส์ แมคคาสลิน’ ได้ค่อย ๆ เตรียมตัวเพื่อพบกับความท้าทายในทุกรูปแบบ และนั่นทำให้เขา ‘พร้อม’ ในวันที่ประวัติศาสตร์เดินมาเคาะประตูบ้านในนิวยอร์ก

จุดเปลี่ยนสำคัญ: การร่วมงานกับ David Bowie และ Blackstar

บ่ายวันหนึ่งในปี 2014 ชีวิตของนักดนตรีแจ๊สคนหนึ่งกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อ เดวิด โบวี ปรากฏตัวขึ้นที่ 55 Bar บาร์แจ๊สใต้ดินขนาดเล็กในย่านกรีนวิชวิลเลจ นิวยอร์กซิตี เพื่อฟังวงควอร์เททของ แมคคาสลิน บรรเลง โบวี ไม่ได้มองหาเพียงแค่นักดนตรีฝีมือดี แต่เขากำลังมองหา ‘สุ้มเสียง’ ที่จะมาเติมเต็มจินตนาการสุดท้ายของเขา ดูเหมือน แมคคาสลิน คือคำตอบนั้น

การร่วมงานในอัลบั้ม Blackstar ไม่ใช่การที่ โบวี จ้างนักดนตรีแจ๊สไปเป่าตามโน้ต แต่คือการหลอมรวมทางจิตวิญญาณ โบวีมอบความไว้วางใจให้แก่ แมคคาสลิน ในการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวง เขามอบ ‘เสรีภาพ’ ที่ไร้ขอบเขต ซึ่งกลายเป็นบทเรียนที่มีค่าที่สุดในชีวิตของ ดอนนี 

“เขา (Bowie) ยกระดับพวกเราทุกคน ด้วยสมาธิ พลังงาน และความมุ่งมั่นที่เขาร้องออกมา... ผมรู้ตัวเลยว่ามันเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต”

ท่ามกลางกระบวนการสร้างสรรค์อันเข้มข้น โบวี กระตุ้นให้ แมคคาสลิน ทำลายกำแพงแห่งแนวดนตรี (Genre) ทิ้งไป และไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น “จะถูกเรียกว่าอะไร”

“ไม่ต้องกังวลว่าเพลงนี้จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ไหน จะเป็นร็อก เป็นแจ๊ส หรืออะไรก็ตาม แค่รู้สึกเป็นอิสระอย่างเต็มที่ที่จะทำอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ”

คำพูดนั้นของ โบวี กลายเป็นคบไฟนำทางให้ แมคคาสลิน ตราบจนถึงทุกวันนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องดนตรี แต่คือการยอมรับ ‘ความไม่สะดวก’ ในการทำงานศิลปะ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปสู่สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

“เขาผลักดันให้ผมยอมรับความรู้สึก ไม่สะดวก ในกระบวนการทำงานและการแต่งเพลงให้มากขึ้น... หลังจากทำงานกับเขาแล้ว ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้”

มรดกจากโบวีไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวอัลบั้ม แต่ยังส่งต่อมาถึงโปรเจกต์ Blackstar Symphony ที่ แมคคาสลิน นำบทเพลงในอัลบั้มเหล่านั้นมาเรียบเรียงใหม่ เพื่อเล่นร่วมกับวงออร์เคสตรา ด้วยความเคารพรักอย่างสูงสุด

“มันคือสิ่งใหม่ที่มี DNA ของ Blackstar อยู่ และเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า เดวิด น่าจะชอบ ถ้ามันถูกทำออกมาอย่างถูกวิธี”

ก้าวข้ามพรมแดนดนตรี: จาก Blow สู่ Lullaby for the Lost

ดนตรีแจ๊ส ไม่จำเป็นต้องขังตัวเองอยู่ในคลับที่อบอวลด้วยควันบุหรี่ ผลงานล่าสุดของ ดอนนี ในปี 2025 อย่าง ‘Lullaby for the Lost’ พิสูจน์ความแตกต่างนั้น โดย แมคคาสลิน พาผู้ฟังเดินทางเข้าสู่โลกของ Art-Rock, Electronica และเสียงสังเคราะห์ที่เกรี้ยวกราด โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง นีล ยัง (Neil Young), ไนน์ อินช์ เนลส์ (Nine Inch Nails) และความขบถในแบบ เรจ อะเกนสต์ เดอะ แมชีน (Rage Against the Machine)

เขาสารภาพว่าในอดีต เขามักจะถูกหลอกหลอนด้วยเสียงวิจารณ์ที่พยายามตีกรอบ ‘ความเก๋า’ ในแบบแจ๊สดั้งเดิม แต่ในวันนี้เขากล้าพอที่จะเดินตามสัญชาตญาณของตนเอง แม้จะไร้แผนที่นำทางก็ตาม

“ตอนที่ผมเป็นวัยรุ่น มันจะมีเสียงของผู้กดขี่ (voice of the oppressor) ที่คอยบอกว่าคุณยังทำได้ไม่ดีพอ หรือสิ่งที่คุณทำมันยังไม่เจ๋ง (hip) พอ... แต่ตอนนี้ผมพยายามทำตามสัญชาตญาณ เดินตามแผนที่ของตัวเอง แม้จะไม่รู้ว่ามันจะพาไปที่ไหนก็ตาม”

ในอัลบั้ม Lullaby for the Lost แมคคาสลิน ลงลึกไปถึงการเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลังงานเชิงบวก เขาใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการเยียวยาและส่งต่อความหวังในยุคสมัยที่ผู้คนมากมายรู้สึกเคว้งคว้าง

“(อัลบั้ม Lullaby for the Lost) เกี่ยวกับความหวัง... ว่าแสงสว่างภายในนั้นไม่ได้มอดดับลง แต่ถูกเปลี่ยนรูปไป คือการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นสิ่งที่มีความหมาย หรือแม้กระทั่งความงดงาม”

นี่คือผลงานที่เขารู้สึกภาคภูมิใจ เพราะมันเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาอย่างหมดเปลือก

“ผมไม่คิดว่าผมจะเคยมีความสุขกับผลงานที่ออกมา เท่ากับอัลบั้มนี้มาก่อน... มันมีความหมาย มันเร่งด่วน และมันคือตัวผม”

จากเสียงที่เคยถูกกดทับด้วยความคาดหวัง สู่เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ แมคคาสลิน กำลังบอกเราว่า ดนตรีที่ดีที่สุดคือดนตรีที่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก ณ ขณะนั้นมากที่สุดนั่นเอง

ปรัชญาการทำงานและความคิดสร้างสรรค์

ท่ามกลางนักดนตรีระดับพระกาฬที่รายล้อม ดอนนี แมคคาสลิน ไม่เคยนิยามความสำเร็จว่าเป็นชัยชนะส่วนตัวเพียงลำพัง เขามักจะใช้คำที่ได้รับอิทธิพลจากวงการกีฬา เพื่ออธิบายกระบวนการสร้างสรรค์ของวง โดยเรียกว่า ‘ทีมบอล’ (Team ball) คำสั้น ๆ นี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในปฏิสัมพันธ์และการแบ่งปันพื้นที่ทางความคิดระหว่างเขากับเพื่อนร่วมวงที่ร่วมทางกันมานาน

“นี่คือทีมบอล (Team ball)... นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อ และนั่นคือกระบวนการสร้างสรรค์ของวงเรา”

เบื้องหลังการด้นสดที่ดูเหมือนจะเป็นอิสระอย่างไร้ขอบเขตนั้น กลับมีวินัยที่เข้มงวดดุจช่างฝีมือซ่อนอยู่ แมคคาสลิน ไม่ได้รอคอยให้แรงบันดาลใจตกลงมาจากฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้วิธีการทำงานเชิงรุก เขาเปรียบเปรยถึงการแต่งเพลงให้เห็นภาพว่า

“มันเหมือนกับการสวมหมวกนิรภัยแล้วเดินเข้าไซต์ก่อสร้างทุกวัน... มีวันที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย มีวันที่หงุดหงิดและตั้งคำถามกับทุกอย่าง แต่นั่นคือส่วนหนึ่งของกระบวนการ”

ความจริงจังในการทำงาน (Work ethic) นี้ ถูกหลอมรวมเข้ากับความปรารถนาที่จะสื่อสารความจริงใจทางอารมณ์ เขาพยายามมอบตัวเองให้กับ ‘ปัจจุบันขณะ’ บนเวที โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าการโชว์เทคนิค นั่นคือการส่งต่อพลังงานบวกสู่ผู้ฟัง เฉกเช่นเดียวกับสปิริตที่เขาได้รับจากการศึกษาชีวิตของตำนานอย่าง จอห์น โคลเทรน

“ผมจำได้ว่าเคยอ่านเจอตอนวัยรุ่นเกี่ยวกับความปรารถนาของ จอห์น โคลเทรน ที่จะโอบล้อมผู้ชมด้วยความรู้สึกรัก ผมพกเป้าหมายนั้นติดตัวไว้เสมอ”

ทุกตัวโน้ตที่พวยพุ่งออกมาจากแตรของเขา จึงไม่ใช่แค่การแสดงออกของความรู้ดนตรี แต่คือความพยายามที่จะสัมผัสหัวใจของผู้คน ด้วยความรักและความปรารถนาดี

ชีวิตส่วนตัวและความสมดุล

ภาพลักษณ์ของ ‘ยักษ์ใหญ่ผู้อ่อนโยน’ (Gentle Giant) ที่มีความสูงถึง 6 ฟุต 3 นิ้ว ไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรยที่เพื่อนฝูง อย่าง ‘ฟรานค์ คิมโบรห์’ ตั้งฉายาให้ว่า ‘ดอนนี ลามะ’ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการรักษาดุลยภาพของชีวิตในฐานะหัวหน้าครอบครัวท่ามกลางความวุ่นวายในบรูคลิน สำหรับศิลปินระดับโลกที่ต้องเดินทางทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ตลอดเวลา การก้าวเข้าสู่บทบาทของ ‘ความเป็นพ่อ’ กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มิติทางความคิดเฉียบคมขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

แมคคาสลิน สารภาพว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมีความวิตกกังวลเหมือนศิลปินคนอื่นๆ ว่าภาระหน้าที่ในครอบครัวจะพรากเวลาและไฟในการสร้างสรรค์ศิลปะไปจากเขา แต่ความจริงกลับพิสูจน์ในทางตรงกันข้าม

“ความกังวลก่อนเป็นพ่อคือ ฉันจะมีเวลาพอสำหรับทำงานศิลปะไหม... แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือตรงกันข้าม ผมมีเวลาน้อยลง แต่กลับมีสมาธิ มีแรงบันดาลใจ และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

การใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาที่เป็นศิษยาภิบาล (Presbyterian minister) และลูก ๆ วัยรุ่น ช่วยขัดเกลาให้เขารู้จักความอดทนและเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะ ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในชีวิตจริงและในยามที่ต้องด้นสดบนเวที

“คำแนะนำที่ดีที่สุดที่ผมได้รับ คือพยายามอยู่กับปัจจุบัน (present) ทั้งทางจิตใจและอารมณ์ในชีวิตของลูกๆ เมื่อเราอยู่ด้วยกัน”

วินัยในการจัดสรรเวลาและความรักที่เข้มแข็งในครอบครัวยังเป็นขุมพลังสำคัญที่ทำให้ แมคคาสลิน สามารถ ‘ปลดปล่อย’ พลังงานดนตรีได้อย่างเต็มที่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชม เพราะเขารู้ดีว่ามีรากที่มั่นคงรอเขาอยู่ที่บ้านเสมอ

การเดินทางของ ดอนนี แมคคาสลิน จากนิวยอร์กสู่เวที Thailand International Jazz Conference (TIJC) 2026 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทางของนักดนตรีแจ๊สคนหนึ่ง แต่คือการนำพาสุ้มเสียงแห่งการทดลองที่ผ่านการเจียระไน โดย เดวิด โบวี มาสำแดงให้เราเห็นประจักษ์ต่อหน้า โดยเฉพาะไฮไลท์สำคัญที่เขาจะร่วมบรรเลงกับวง Thailand Philharmonic Orchestra ในบทเพลง A Love Supreme ของ จอห์น โคลเทรน ซึ่งถือเป็นการหลอมรวมกันระหว่างระเบียบแบบแผนของออร์เคสตรากับจิตวิญญาณแจ๊สสมัยใหม่ที่ยากจะหาชมได้บ่อยครั้ง

สำหรับแมคคาสลิน พลังของการแสดงสด คือ ‘หัวใจ’ ที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ และเขาสัญญาว่าจะนำความดิบเถื่อนที่งดงามเหล่านั้นมาฝากแฟนเพลงชาวไทย

“ผมอยากจะแสดงออกถึงพลังงานแบบพังก์'ดิบ ๆ ที่บางครั้งเกิดขึ้นเวลาเราเล่นสด... ทั้งหมดนี้ทำด้วยความมุ่งมั่นและความจริงใจ”

“มันยากที่จะระบุว่าเพลงนี้เป็นแนวไหน แต่นั่นก็เป็นเรื่องดี เพราะหมายความว่าเรากำลังทำสิ่งใหม่ ที่อาจจะแตกต่างออกไป ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ในสมัยนี้”

เตรียมตัวพบกับศิลปินผู้ไม่ยอมจำนนต่อกรอบ และพร้อมจะพาคุณก้าวข้ามทุกพรมแดนดนตรี... แล้วพบกับ ดอนนี แมคคาสลิน ที่ TIJC 2026 ระหว่างวันที่ 23-25 มกราคม 2569 นี้ ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

 

เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์

ภาพ: Getty Images 

 

ที่มา:

- McCaslin, Donny. "An Exclusive Interview with Bowie’s Blackstar Bandleader!" Interview by Maggiore on Bowie, 12 Apr. 2025.

- Jackson, Michael. "Donny McCaslin: Just Be Brave." DownBeat, 23 Jan. 2019.

- Adler, David R. "Donny McCaslin: Big Love." JazzTimes, 8 May 2024.

- "Lullaby for the Lost." Jazz Music Archives, 6 Nov. 2025.

- "TIJC 2026: Donny McCaslin & Thailand Phil." College of Music, Mahidol University, 2025.