จาก 'ลักลั่น' สู่ 'ย้อนแย้ง' การรื้อสร้างตัวตนใหม่ของ 'เก่งฉกาจ เก่งการค้า'

จาก 'ลักลั่น' สู่ 'ย้อนแย้ง' การรื้อสร้างตัวตนใหม่ของ 'เก่งฉกาจ เก่งการค้า'

เก่งฉกาจ เก่งการค้า พลิกบทบาทจากนักเปียโนแจ๊สสู่ศิลปินดนตรีทดลองที่ใช้เสียงสังเคราะห์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงการระบาดของโควิด-19

KEY

POINTS

หากใครยังจดจำภาพเดิมของ เก่ง–เก่งฉกาจ เก่งการค้า ในฐานะนักเปียโนแจ๊สหนุ่มผู้หอบฝันข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู้ชีวิตในมหานครนิวยอร์ก ภาพจำนั้นอาจเปลี่ยนแปลงไป เพราะ เก่งฉกาจ ในวันนี้ ไม่ได้บรรเลงเพลงสแตนดาร์ดแจ๊สในแบบที่คุ้นเคย แต่รอบตัวของเขารายล้อมไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เสียงสังเคราะห์ และการทดลองทางดนตรีที่ทลายกำแพงเดิมๆ ลงอย่างสิ้นเชิง

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจากความเงียบงันที่ปกคลุมโลกในช่วงวิกฤตโรคระบาด ช่วงเวลาที่หลายคนมองว่าเป็นวิกฤต แต่สำหรับ เก่งฉกาจ นี่คือช่วงเวลาแห่งการ "รื้อ" และ "สร้าง" ตัวตนขึ้นมาใหม่

"ก่อนหน้า pandemic ผมเป็นนักดนตรีแจ๊สอย่างเดียว จริง ๆ แล้วก็มีความสนใจเรื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ สนใจเรื่องดนตรีไทย หรืออยากจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์มากขึ้น... ก็ใช้เวลาช่วง pandemic ในการศึกษา เพราะว่าไม่มีอะไรทำ เราเลยได้ฝึกสกิลใหม่ ๆ ขึ้นมา" 

เก่งฉกาจ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานใหม่

เมื่อเวทีการแสดงสดถูกปิดตาย พื้นที่ว่างในตารางชีวิตจึงถูกแทนที่ด้วยความกระหายใคร่รู้ เขาดำดิ่งลงไปในหน้าประวัติศาสตร์ที่ตนเองไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ยุคสงครามเย็นที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง 

จาก 'ลักลั่น' สู่ 'ย้อนแย้ง' การรื้อสร้างตัวตนใหม่ของ 'เก่งฉกาจ เก่งการค้า'

"โตมากับระบบการศึกษาไทย คือไม่ค่อยได้รู้เรื่องพวกนี้... ว่าจริง ๆ แล้ว ประเทศไทยค่อนข้างเกี่ยวเนื่องกับสงครามเย็นเยอะมาก"

การตื่นรู้ทางประวัติศาสตร์นำพาเขาไปสู่การตั้งคำถามที่แหลมคมยิ่งขึ้นต่อ "เสียง" ที่ได้ยิน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาค้นพบบทความชุดหนึ่งของปัญญาชนคนสำคัญ อย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ ที่พูดถึง "หลุมฝังศพของดนตรีไทย" บทความนี้ไม่ได้แค่กระตุกต่อมความคิด แต่สั่นคลอนรากฐานความเข้าใจเรื่อง "ความเป็นไทย" ของเขา

"เขาพูดถึงเสียงในแง่ว่าทำไมเสียงถึงถูกจำกัด และถ้ามันถูกพัฒนาต่อล่ะจะเป็นยังไง... ถ้าไม่ได้ยึดโยงกับรูปแบบดนตรีไทยที่ต้องการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนความเป็นไทย มันก็เลยกลายเป็นว่าเราหยุดนิ่ง"

คำถามของ จิตร ภูมิศักดิ์ กลายเป็นเชื้อไฟให้ เก่งฉกาจ เริ่มมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของเสียงดนตรีไทยที่ไม่ได้ถูกแช่แข็งไว้ในกรอบอนุรักษนิยม แต่เมื่อเขาพยายามจะถ่ายทอดเสียงเหล่านั้นผ่านเครื่องดนตรีคู่กายอย่างเปียโน เขากลับพบกับกำแพงทางกายภาพ

"เล่นเปียโน มันไม่สามารถจูนเปียโนได้... จริง ๆ ตอนแรกก็เริ่มจูนเองที่บ้าน แต่ว่าจูนไปจูนมามันยากเกินไป ก็เลยเริ่มไปศึกษาดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ว่าเราจะทำยังไงกับมันได้บ้าง"

ข้อจำกัดนั้นเองที่ผลักดันให้เขาเปิดประตูบานใหม่สู่โลกของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และการเขียนโปรแกรมเสียง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่พาเขาออกจากพื้นที่ปลอดภัยของดนตรีแจ๊ส ไปสู่พรมแดนที่ไร้ขอบเขตของการทดลอง

นิยามใหม่ของดนตรีที่ไร้กำแพง

การก้าวขาออกจากโลกของ "แจ๊ส" ไปสู่โลกของ "โค้ด" (Code) อาจดูเหมือนการเดินทางข้ามขั้วสำหรับนักดนตรีหลายคน แต่สำหรับ เก่งฉกาจ มันไม่ใช่การละทิ้งรากเหง้า แต่คือการนำจิตวิญญาณดั้งเดิมไปปลูกถ่ายในดินแดนใหม่

แม้เครื่องมือตรงหน้าจะเปลี่ยนจากคีย์บอร์ดเปียโนมาเป็นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ แต่หัวใจของการสร้างสรรค์ยังคงเต้นเป็นจังหวะเดิม นั่นคือ "การด้นสด" (Improvisation)

"ในวิธีการทำไลฟ์โค้ดดิ้ง (Live Coding) ของผม ค่อนข้างต่างจากคนอื่น ตรงที่ว่าผมมีพื้นฐานอิมโพรไวเซชัน หรือมีพื้นฐานดนตรีแจ๊ส... ที่มาจากดนตรีคนดำของอเมริกา"

เก่งฉกาจ อธิบายถึงจุดเชื่อมโยงที่ทำให้ผลงานมีลายเซ็นเฉพาะตัว เขาไม่ได้เขียนโค้ดเพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์อย่างแข็งทื่อ แต่เขา "แจม" กับมัน เหมือนกับที่เขาเคยแจมกับเพื่อนนักดนตรีในคลับแจ๊ส

ความน่าสนใจคือ การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบทางเดียว (One-way) การเรียนรู้ภาษาใหม่ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ได้ย้อนกลับมาเปลี่ยนวิธีที่เขาสัมผัสกับเครื่องดนตรีอย่างเปียโนไปด้วย

"มันเป็น embody experience... พอกลับไปเล่นเปียโน เราพยายามจะใช้เสียงเหล่านั้นที่อยู่ในร่างกาย ออกมาจากที่นิ้วอีกทีนึง เราเริ่มได้ยินเสียงที่อาจจะไม่อยู่บนเปียโน"

เสียงใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็น "ปลายทาง" หรือความสำเร็จรูปที่สมบูรณ์แบบ ในยุคที่โลกโหยหาความชัดเจนและตัวตนที่นิ่งสงบ เก่งฉกาจ กลับโอบกอดความไม่สมบูรณ์และการเปลี่ยนแปลงเอาไว้

"ผมมองว่าเป็นฟอร์มที่ ever-evolving หรือเป็น ongoing... เราไม่มีทางเป็น finish product ได้ เพราะฉะนั้น เหมือนเราต้องหาทางไปเรื่อย ๆ”

เขาขยายความต่อว่า สิ่งที่ทำไม่ใช่การออกตามหา "เสียงของตัวเอง" เพื่อสร้างแบรนด์หรืออัตลักษณ์ให้โลกจำ แต่คือการเดินทางเพื่อ "ทำความเข้าใจ" สิ่งต่างๆ รอบตัว 

"ไม่ได้ตั้งใจว่าเป็นการเดินทางเพื่อที่จะค้นหาเสียงของตัวเอง... จุดมุ่งหมายคือ แค่อยากทำความเข้าใจมากขึ้น... ถ้ามัน unique ถ้ามันแตกต่าง มันก็แค่เป็นผลพลอยได้ที่ได้จากการศึกษา"

เมื่อถามถึงคำจำกัดความของงานดนตรีที่เขาสร้างสรรค์ในปัจจุบัน ซึ่งผสมผสานทั้งเสียง ภาพ และเทคโนโลยี เก่งฉกาจเลือกใช้คำว่า "Multi-sensory Contemporary Jazz Performance" หรือการแสดงแจ๊สร่วมสมัยที่เปิดรับผัสสะหลากหลาย

และถึงแม้คำว่า "ดนตรีทดลอง" (Experimental Music) มักจะสร้างกำแพงความกลัวให้แก่ผู้ฟังทั่วไปว่าต้อง "ปีนกระไดฟัง" หรือยากเกินจะเข้าถึง แต่ เก่งฉกาจ ยืนยันว่า แก่นแท้ของงานยังคงซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของมนุษย์

"ดนตรีของผมค่อนข้างมีความเข้าถึงคนดู ในแง่ของอารมณ์หลาย ๆ แบบ... ไม่เหมือนมาฟังดนตรี experimental แล้วไม่แน่ใจว่าคุณจะต้องรู้สึกยังไง" 

นี่คือนิยามใหม่ของดนตรีในแบบฉบับของ เก่งฉกาจ ดนตรีที่ไร้กำแพง ไร้รูปฟอร์มที่ตายตัว แต่เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่จับต้องได้

จาก 'ลักลั่น' สู่ 'ย้อนแย้ง' การรื้อสร้างตัวตนใหม่ของ 'เก่งฉกาจ เก่งการค้า'

ลักลั่น ย้อนแย้ง และรากเหง้าปัญหา

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ผลงานอัลบั้ม "ลักลั่น" (Lak Lan) คือหมุดหมายแรกที่ เก่งฉกาจ เริ่มตั้งคำถามถึงความไม่ลงรอยระหว่างตัวตนของเขากับโลกใบนี้ แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางทางความคิด

"ตอนช่วงทำอัลบั้ม 'ลักลั่น' เป็นช่วงเริ่มสงสัยล่ะ แต่ยังไม่มีเวลานั่งศึกษาจริง ๆ... อัลบั้มลักลั่นเป็นเหมือนแค่เริ่มเปิดประตู เริ่มเปิดหน้าต่างว่า อ๋อ! มันมีอย่างอื่น"

ห้าปีผ่านไป จากความสงสัยใคร่รู้พัฒนาไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและเจ็บปวดขึ้น จนกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการแสดงครั้งใหม่ ช่วงปลายปี 2025 ที่สถาบันเกอเธ่ ภายใต้ชื่อ "ลักลั่น ย้อนแย้ง" (Lak Lan Yon Yang) ที่สะท้อนสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนไทยในต่างแดน และสังคมไทยในภาพรวม

"ลักลั่นย้อนแย้งในที่นี้ คือ นอกเหนือจาก identity ตัวเองที่มันลักลั่นย้อนแย้งที่นู่น แต่พอกลับมา(ไทย) ก็มีรู้สึกว่ามีความลักลั่นย้อนแย้งบางอย่าง... คืออยู่ที่นู่นเราก็ไม่ลงรอย อยู่ที่นี่ตอนนี้ก็ยังไม่ลงรอยขนาดนั้น"

ความรู้สึกของการเป็น "คนนอก" ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถูกขยายภาพให้ชัดเจนขึ้น เมื่อเขามองย้อนกลับมายังบ้านเกิด เก่งฉกาจยกตัวอย่างภาพจำคืนวันสิ้นปีที่สยามสแควร์ ซึ่งสะท้อนความย้อนแย้งของสังคมไทยได้อย่างแสบสัน

"มองลงไปที่สยาม... มีปาร์ตี้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ฝั่งนึง แบบปาร์ตี้ใหญ่เลย Capitalist เต็มที่... แล้วข้าง ๆ มีสวดมนต์ข้ามปี แล้วมันอยู่ในสเปซเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่า... ประเทศไทยมีอะไรที่เป็นอย่างเนี้ย แล้วมันอยู่ด้วยกันได้"

แต่สำหรับศิลปินผู้นี้ เขาไม่ได้มองปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยสายตาตัดสิน หากแต่พยายามสืบสาวไปถึง "ต้นตอ" ของความย้อนแย้งนี้ ซึ่งเขาค้นพบว่ารากเหง้าของมันหยั่งลึกไปถึงประวัติศาสตร์การเมืองยุคสงครามเย็น

"ทำความเข้าใจว่าเงินของ CIA เข้ามาที่ประเทศไทยเยอะแค่ไหน แล้วมันมาพัฒนาประเทศไทยในรูปแบบแบบนึง ซึ่งกลายเป็น identity ของเรา... มันไม่ได้ถูก develop มาเพื่อความยั่งยืน มันถูก develop มาเพื่อตอบสนองกับ Imperialism ของ U.S."

ความย้อนแย้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางสังคมระดับมหภาค แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของคนตัวเล็กๆ อย่างเขาในฐานะศิลปินไทยในอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับกำแพงที่มองไม่เห็นของระบบราชการโลก

"เพราะว่าเราลักลั่นย้อนแย้งกับสังคม เหมือนเราอยู่ผิดที่ผิดทางไปหมด ก็เลยไม่มีที่ทางให้เราไป... เป็นศิลปินที่อยู่ที่นู่น เวลาเราสมัครวีซ่าไป เช่น ไปออสเตรเลีย... มันไม่มี data ที่เก็บ data สำหรับคนไทย... เพราะที่อเมริกา (คนอเมริกัน) เขาไม่ต้องขอวีซ่า"

ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ คือแรงเสียดทานที่ศิลปินจากประเทศโลกที่สามต้องแบกรับ และกลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ขับเคลื่อนให้งานศิลปะของ เก่งฉกาจ ไม่ได้มีไว้เพื่อความรื่นรมย์เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อ "ตะโกน" ถามหาความจริงที่ถูกมองข้าม

"อีเหละเขละขะ" และการเมืองของเสียงที่ถูกบันทึกทับ

นอกจากการต่อสู้กับโครงสร้างสังคมผ่านดนตรีเดี่ยวแล้ว อีกหนึ่งมิติที่สะท้อนตัวตนใหม่ของเก่งฉกาจได้อย่างชัดเจน คือการทำงานร่วมกับคู่ชีวิตและพาร์ทเนอร์ทางศิลปะ เฟม-ณิชชา โตทอง ภายใต้ชื่อโปรเจกต์ที่ฟังดูสะดุดหู อย่าง "อีเหละเขละขะ" (Elekkhlekha)

โปรเจกต์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำดนตรีมาประกอบภาพ แต่คือการหลอมรวมศาสตร์ของ Creative Coding และ New Media Art เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ

"งานละคร ดนตรี กับเสียงและภาพ ทุกอย่างมาด้วยกันหมด เป็น experience เดียวกัน... ก็เลยคิดว่า ถ้าเราสามารถรวมความสามารถตรงนี้ด้วยกัน แล้วก็ทำ performance ที่ไม่ใช่แค่เสียง แต่มีทั้งเสียงและภาพ"

ภายใต้ร่มเงาของ “อีเหละเขละขะ” เก่งฉกาจได้ริเริ่มโปรเจกต์เว็บไซต์ Network Gong Ensemble Archive ซึ่งดูผิวเผินอาจเป็นเพียงการรวบรวมเสียงดนตรีพื้นบ้าน แต่ลึกลงไป คือความพยายามในการ "รื้อถอน" (Deconstruct) วิธีคิดแบบอาณานิคมที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบข้อมูลดนตรีโลก

เขาค้นพบว่าฐานข้อมูลดนตรีเอเชียที่มีอยู่เดิม มักถูกบันทึกและจัดหมวดหมู่ด้วยสายตาของชาวตะวันตก ซึ่งไม่สามารถจับ "วิญญาณ" ของเสียงดนตรีในแถบนี้ได้จริง

"ข้อมูล data เป็นข้อมูลที่ถูกบันทึกโดยฝรั่ง ถูกบันทึกโดยมุมมองต่างประเทศ... ที่เขาไม่ได้เข้าใจความสลับซับซ้อนบางอย่าง หรือเขาไม่ได้เข้าใจความลื่นไหลของเสียง" 

เก่งฉกาจ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เสียงของ “ฆ้อง” ถูกลดทอนให้เป็นเพียงตัวเลขทางความถี่ที่ตายตัว ทั้งที่ธรรมชาติของมันมีความลื่นไหลและมีชีวิต

มากกว่าเรื่องของเสียง คือเรื่องของ "อำนาจ" ในวงดนตรี เก่งฉกาจ ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่น่าสนใจระหว่างดนตรีตะวันตกที่มักมี "วาทยกร" หรือ "ศิลปินเดี่ยว" เป็นศูนย์กลาง กับดนตรีอุษาคเนย์ที่เน้นความเป็นกลุ่มก้อน (Collective)

"มีวิธีการเล่นแบบหนึ่งที่เจอค่อนข้างทั่ว Southeast Asia... เป็นเหมือนการแบ่งปันพาวเวอร์กัน เหมือนเป็นการแชร์ Agency... ซึ่งมันก็สะท้อนกับสังคม Southeast Asia ที่ค่อนข้างมีความเป็น Collective มากกว่า Individualism"

ปรัชญาการกระจายอำนาจนี้ ถูกนำมาใช้จริงในการแสดงสดของเขา ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนเวที แต่ดึงผู้ชมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรี ผ่านเครื่องดนตรีที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเองจากข้าวของใกล้ตัว เพื่อทำลายกำแพงระหว่างศิลปินและผู้ชมลง

"เอาคนดูเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงด้วย ด้วยการเริ่มทำฆ้องเอง... ใช้เครื่องครัว... ทุบให้ขึ้นรูปเป็นฆ้อง แล้วก็แจกให้คนดูเล่นด้วยกัน"

เสียงเคาะจากเครื่องครัวที่ดังประสานไปกับโค้ดคอมพิวเตอร์ คือการจำลองสังคมในอุดมคติที่ทุกคนมีสิทธิ์ส่งเสียงและขับเคลื่อนจังหวะไปพร้อมๆ กัน

จาก 'ลักลั่น' สู่ 'ย้อนแย้ง' การรื้อสร้างตัวตนใหม่ของ 'เก่งฉกาจ เก่งการค้า'

The Ecosystem of Art – ทุนศิลปะและการอยู่รอด

นิวยอร์กในภาพฝันของใครหลายคนอาจเต็มไปด้วยแสงสีและความสำเร็จอันหอมหวาน แต่สำหรับศิลปินอิสระที่เลือกเดินบนเส้นทางสายทดลอง นิวยอร์กคือสมรภูมิที่ต้องวางแผนการรบอย่างรัดกุม โดยเฉพาะเมื่อผลงานของคุณไม่ใช่สินค้ากระแสหลักที่ขายได้ง่ายในตลาดทั่วไป

"อยู่ที่อเมริกา มันยังมีตลาดนิช (Niche) บางส่วนที่เขาค่อนข้างเปิดรับ อาจจะไม่เชิงตลาด อาจจะมีเงินทุนสนับสนุนบางอย่าง... เพราะว่าแน่นอนพอมันเป็นสิ่งใหม่มากๆ มันยังหาที่ลงของมันไม่ได้"

เก่งฉกาจ ยอมรับถึงความจริงที่ว่า งานศิลปะแบบใหม่ที่เขากำลังสร้างสรรค์นั้น ต้องการระบบนิเวศเฉพาะทางเพื่อการเติบโต

ความท้าทายจึงไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน แต่รวมถึงเรื่อง "พื้นที่" เมื่อการแสดงของเขาขยายขอบเขตจากแค่เปียโนตัวเดียว ไปสู่ระบบภาพและเสียงที่ซับซ้อน 

"ต้องหาทุนทำงาน หรือแม้แต่หาที่แสดงได้ยากขึ้น เช่น จากเมื่อก่อนเล่นแค่ดนตรีแจ๊ส มีเปียโนตัวนึงก็โอเคแล้ว ตอนนี้ทำทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ทำทั้งเครื่องเสียง ทำทั้ง Visual... ไม่ใช่ว่าทุกสถานที่พร้อม"

ในความยากลำบากนั้น สายสัมพันธ์ที่เขาสั่งสมมาอย่างยาวนานเริ่มผลิดอกออกผล หากยังจำกันได้ เก่งฉกาจ เคยเริ่มต้นชีวิตในนิวยอร์กด้วยการทำงานทุกอย่างในคลับดนตรี ตั้งแต่ล้างห้องน้ำไปจนถึงขายตั๋ว วันนี้ ความทุ่มเทเหล่านั้นพาเขามาสู่จุดที่ The Jazz Gallery สถานที่ที่เขาเคยทำงานเบื้องหลัง กลายเป็นบ้านที่เปิดประตูต้อนรับผลงานของเขาอย่างเต็มภาคภูมิ

"ส่วนนึงผมเป็น technical director มาก่อนหน้านี้ด้วย... ดูแลเครื่องเสียง ยันยังยังดูแลเรื่องห้องน้ำ... เค้าก็สนับสนุนนอกเหนือจากวีซ่า แล้วก็ยังสนับสนุนทางด้าน Artistic ด้วย เค้าพร้อมที่จะยกพื้นที่นั้นให้เป็นที่ทดลองของผมได้"

นอกจากการสนับสนุนจากสถานที่ การเข้าถึง "แหล่งทุน" (Grants) คือกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกพันธนาการแห่งความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นทุนระยะเวลา 9 เดือน จาก Lincoln Center’s Collider Fellpwship ล่าสุดเขาได้รับเลือกให้รับทุนระยะเวลา 3 ปี จาก  Jerome Hill Artist Fellowship ซึ่งเป็นทุนที่มีเกียรติสำหรับศิลปินผู้กำลังค้นหาเส้นทางใหม่ ๆ

สำหรับ เก่งฉกาจ เงินทุนเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายแค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือ "เวลา" และ "อิสรภาพ" ที่ประเมินค่าไม่ได้

"การได้ทุนเหมือนเป็นการลงทุนล่วงหน้า... อย่างน้อยๆ ก็มีเวลาเยอะขึ้น ได้กลับไทยนานขึ้น มีแรงต้านความเสี่ยงได้มากขึ้น แทนที่จะต้องเล่นดนตรีทำงานหาเงินทุกวัน เราก็มีโอกาสได้หยุดคิดมากขึ้น"

จากคนที่ต้องวิ่งเต้นทำงานเพื่อแลกวีซ่า วันนี้ เก่งฉกาจ สามารถหยุดพักหายใจ และใช้เวลากับการตกผลึกทางความคิด เพื่อสร้างงานศิลปะที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

บทเรียนและการมองโลกในระยะยาว

คำถามคลาสสิกที่ศิลปินรุ่นใหม่มักถามผู้ที่ไปถึงฝั่งฝันคือ "ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จในนิวยอร์ก?"

สำหรับเก่งฉกาจ คำตอบไม่ได้อยู่ที่เทคนิคแพรวพราวหรือคอนเน็กชันระดับสูง แต่กลับเรียบง่ายและดิบเถื่อนกว่านั้นมาก

"มีคนถามศิลปินที่ประสบความสำเร็จแล้วว่า ทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จในนิวยอร์ก... ศิลปินคนนั้นบอกว่า ‘ก็อยู่ให้มันนานกว่าชาวบ้านเค้า เดี๋ยวโอกาสมันก็จะค่อย ๆ มาเอง’"

ความอดทน (Resilience) จึงเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด การ "อยู่ให้ทน" ไม่ได้หมายถึงการนั่งรอโชคชะตา แต่หมายถึงการไม่ยอมแพ้ แม้ต้องทำงานอื่นเพื่อเลี้ยงชีพ เก่งฉกาจ ยอมรับว่าเขาเคยทำงานเป็นช่างเสียง (Sound Technician) อยู่หลายปี ซึ่งในสายตาคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นการเบนเข็มออกจากดนตรี แต่สำหรับเขา นี่คือห้องเรียนชั้นยอด

"ผมทำงานเป็นช่างเสียงมาหลายปี... กลับกลายเป็นว่าเพราะงานส่วนนั้นน่ะ ทำให้ผมเป็นผมได้ทุกวันนี้ เพราะผมไม่ได้เป็นนักดนตรีเปียโนที่สนใจแค่เรื่องเปียโน... แต่เป็นนักดนตรีที่สนใจกว้างขึ้นไป"

เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการดิ้นรน มุมมองต่อ "ความสำเร็จ" ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาเลิกมองเกมสั้นที่วัดผลด้วยชื่อเสียงชั่วข้ามคืน แต่หันมามอง "เกมยาว" (Long Game) ที่วัดผลกันที่ปลายทางของชีวิต

"ให้มองระยะยาว งานของเราไม่ได้อยู่แค่นี้ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ... ถ้าคิดว่ามีงานใหญ่สักงาน หรือได้งานใหญ่สักงานภายในอายุ 70 ก็โอเคแล้วล่ะ หรือได้ทัวร์รอบโลกครั้งนึงตอนอายุ 70 ก็โอเคแล้ว"

เขาเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ด้วยเรื่องราวของตำนานแจ๊สผู้ล่วงลับ "จอห์น โคลเทรน (John Coltrane) เคยทัวร์ญี่ปุ่นแค่ครั้งเดียวเอง ณ เวลานี้ หลาย ๆ คน จริง ๆ แล้วมีโอกาสได้ทัวร์เยอะกว่า โคลเทรน ด้วยซ้ำ" นั่นหมายความว่า ความสำเร็จเป็นเรื่องสัมพัทธ์ และเราไม่จำเป็นต้องเร่งรีบแข่งกับใครนอกจากตัวเราเอง

จาก 'ลักลั่น' สู่ 'ย้อนแย้ง' การรื้อสร้างตัวตนใหม่ของ 'เก่งฉกาจ เก่งการค้า'

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความฝันสูงสุดในวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องของการเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่คือการทลายข้อจำกัดทางกายภาพและพรมแดน

"ถ้าความฝันจริง ๆ คิดว่าอยากแยกร่างครับ มีช่วงเวลาที่อยู่ไทย และช่วงเวลาที่อยู่เมืองนอก สลับกันไป... ตัวอยู่ไทย แต่ว่าพรีเซนต์งานทั่วโลก"

และเหนือสิ่งอื่นใด คือการได้ใช้เสียงดนตรีและสถานะศิลปินเพื่อสื่อสารความจริงที่สังคมอาจไม่กล้าเอ่ยถึง 

"มีความกล้าหาญที่จะพูดสิ่งที่คิดว่าควรจะพูดให้ได้มากขึ้น"

จากความลักลั่นในวันวาน สู่ความเข้าใจในความย้อนแย้งของวันนี้ การเดินทางของ เก่งฉกาจ เก่งการค้า ยังคงดำเนินต่อไป และเสียงที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่นี้กำลังจะดังกังวานไกลกว่าที่เคยเป็น

 

สัมภาษณ์: อนันต์ ลือประดิษฐ์