27 ส.ค. 2569 | 17:09 น.

KEY
POINTS
วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2026 ม่านชีวิตของ ‘ทิม เคอร์รี’ (Tim Curry) นักแสดงสมทบผู้ยิ่งใหญ่ปิดลงอย่างสงบในวัย 80 ปี ณ บ้านพักในลอสแอนเจลิส เขาจากโลกนี้ไปในวันเดียวกับ ‘ดอลลี พาร์ตัน’ (Dolly Parton) ไอคอนเพลงคันทรีระดับตำนานผู้เสียชีวิตในวัย 80 ปีเท่ากันอย่างน่าใจหาย
ทั้งสองตำนานผู้เกิดร่วมปี 1946 ปิดฉากชีวิตพร้อมกันในวันเดียว ราวกับจะเดินทางไปประดับบนฟากฟ้าเคียงคู่กัน
เคอร์รี เติบโตท่ามกลางความขาดแคลน หลังสูญเสียบิดา ‘เจมส์ เคอร์รี’ (James Curry) ตั้งแต่อายุ 12 ปี เขาเยียวยาตนเองด้วยโลกการแสดงร่วมกับมารดา ‘แพทริเซีย เคอร์รี’ (Patricia Curry) จนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ในปี 1968 นักแสดงหนุ่มก้าวขึ้นเวทีลอนดอนในละครเพลง Hair และได้พบกับ ‘ริชาร์ด โอไบรอัน’ (Richard O'Brien) ผู้ชักนำเขาไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา
เมื่อกล่าวถึงสัญลักษณ์ความสยองขวัญ หลายคนย่อมรำลึกถึงบทบาท ‘Pennywise the Dancing Clown’ ตัวตลกปีศาจจากมินิซีรีส์ ‘It’ (1990) ของเจ้าพ่อเรื่องสยองขวัญ ‘สตีเฟน คิง’ (Stephen King) ในบทนี้ เคอร์รีก้าวข้ามขีดจำกัดของการแต่งหน้าตัวตลกด้วยการพากย์เสียงและการแสดงสีหน้าอันจัดจ้าน เขาผสมผสานสำเนียงบรองซ์อันแหบพร่าเข้ากับความกระหายเลือด จนตัวตลกผู้มอบรอยยิ้มกลายเป็นความกลัวที่สลักลึกข้ามเจเนอเรชัน
“ความน่ากลัวที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่เขี้ยวเล็บ แต่อยู่ที่การซ่อนความเหี้ยมเกรียมไว้ใต้รอยยิ้มที่แสนคุ้นเคย”
ทว่าเบื้องหลังความสยดสยอง ตัวจริงของเคอร์รีเกลียดและกลัวตัวตลกเป็นชีวิตจิตใจ ความรู้สึกส่วนตัวนี้ทำให้เขาลังเลในตอนแรกที่จะต้องพอกหน้าวันละหลายชั่วโมง แต่ด้วยสปิริตนักแสดง เขาเลือกจ้องหน้าความกลัวแล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นงานศิลปะสยองขวัญระดับตำนานที่ซ่อนทั้งความร้ายกาจและความคาดเดาไม่ได้
หลังผลงานสำเร็จ เคอร์รีเลือกไม่เอ่ยถึงบทบาทเพนนีไวส์ต่อสาธารณชนนานหลายสิบปี จนกระทั่งปี 2015 เขาเปิดใจในการสัมภาษณ์ว่ามันคือ “บทบาทที่ยอดเยี่ยม” ทั้งยังชื่นชมฝีมือของ ‘บิล สการ์สการ์ด’ (Bill Skarsgård) นักแสดงรุ่นน้องที่สืบทอดบทนี้ต่อด้วยจิตใจที่เปิดกว้างอย่างสุภาพบุรุษ
กระนั้น จุดเริ่มความขบถที่สลักชื่อเคอร์รีไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลกคือบทบาท ‘Dr. Frank-N-Furter’ จากภาพยนตร์คลาสสิก ‘The Rocky Horror Picture Show’ (1975) การแสดงเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องข้ามเพศในชุดถุงน่องดำไม่เพียงมอบความบันเทิงสุดเหวี่ยง แต่ยังท้าทายกรอบสังคม โดยมีวลีอมตะอย่าง “Don't dream it, be it” คอยมอบพลังใจให้คนนอกกรอบกล้าโอบรับตัวตนที่แท้จริง
เบื้องหลังบทบาทอันทรงพลังนี้ เดิมทีทีมงานตั้งใจให้ตัวละครพูดสำเนียงเยอรมันและมีผมบลอนด์ ทว่าเคอร์รีบังเอิญได้ยินสตรีสังคมชั้นสูงพูดคุยอวดเบ่งกันบนรถไฟ เขาจึงเปลี่ยนสำเนียงตัวละครเป็นอังกฤษชั้นสูงย่านเบลเกรเวีย (Belgravia Accent) โดยดัดแปลงน้ำเสียงของ ‘สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2’ (Queen Elizabeth II) และมารดาของตนเองเข้าด้วยกัน เกิดเป็นเสียงแสนหยิ่งยโสอันทรงเสน่ห์
“อย่าปล่อยให้กรอบของสังคมมากำหนดความเป็นคุณ... จงก้าวออกไป แล้วเป็นสิ่งที่คุณฝัน”
แต่ความสำเร็จนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเมื่อเรื่องนี้นำมาแสดงบนบรอดเวย์ในปี 1975 มันกลับล้มเหลวป่นปี้จนปิดตัวลงหลังแสดงเพียง 45 รอบ เคอร์รีเคยเผยว่าความพ่ายแพ้ทำให้เขาขังตัวซดวอดก้าและกินแซนด์วิชย้อมใจนานนับเดือน แต่ความมืดมนสอนเขาว่า เมื่อเราก้าวผ่านจุดต่ำสุดมาได้ ก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวในการริเริ่มเดินหน้าท้าทายสิ่งใหม่อีกต่อไป
ความกล้าที่จะเสี่ยงพาเขามารับบทปีศาจ ‘Darkness’ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Legend’ (1985) ของผู้กำกับ ‘ริดลีย์ สก็อตต์’ (Ridley Scott) เคอร์รีต้องแต่งหน้าเอฟเฟกต์วันละกว่า 5 ชั่วโมงครึ่ง และเคยกลัวที่แคบจนกระชากหน้ากากออกเร็วจนผิวหน้าลอกติดออกมาด้วย ความเจ็บปวดนี้คือราคาที่เขายอมจ่ายเพื่อแลกกับการสร้างหนึ่งในปีศาจที่งดงามที่สุดในภาพยนตร์แฟนตาซี
เคอร์รี ยังเป็นราชาขโมยซีนในบทสมทบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบท ‘Wadsworth’ คนรับใช้ผู้ลนลานใน ‘Clue’ (1985) ที่อธิบายคดีจนความดันโลหิตสูงลิ่ว, บท ‘Mr. Hector’ ใน ‘Home Alone 2’ (1992) หรือโจรสลัด ‘Long John Silver’ ใน ‘Muppet Treasure Island’ (1996) ที่หยิบสำเนียงกะลาสีเรือของคุณตามาใช้แสดงอย่างมีเสน่ห์
ฝีมือของเขายังเบ่งบานบนเวทีคลาสสิกด้วยการเข้าชิงรางวัล Tony Awards ถึงสามครั้ง ตั้งแต่บท ‘โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมสาร์ท’ (Wolfgang Amadeus Mozart) ในละครเวที ‘Amadeus’ (1981) ไปจนถึงบท ‘กษัตริย์อาเธอร์’ (King Arthur) ใน ‘Spamalot’ (2005) แม้แต่บนสายดนตรีร็อคที่ออกอัลบั้มเดี่ยวถึง 3 ชุด เขาก็ยังล้อเลียนความไม่ฮิตของตนเองอย่างขำขันว่า อัลบั้มรวมเพลงของเขาต้องตั้งชื่อว่า ‘The Best of Tim Curry’ เพราะ “เราใช้คำว่า Greatest Hits ไม่ได้ เพราะมันไม่มีเพลงไหนฮิตเลยสักเพลงเดียว!”
มรสุมชีวิตพัดใส่เขาในวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 2012 เมื่อเคอร์รีเผชิญภาวะหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน (Stroke) ขณะนวดตัว โชคดีที่หมอนวดสังเกตเห็นอาการผิดปกติและส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา แพทย์ต้องผ่าตัดสมองแบบเปิดกะโหลกศีรษะและพักรักษาตัวในห้องไอซียูเกือบเดือน โดยคนรอบข้างช่วยปิดข่าวเงียบเพื่อความเป็นส่วนตัวของเขา
โรคร้ายทำให้ซีกซ้ายเป็นอัมพาตและต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นตลอดชีวิต แต่เคอร์รีปฏิเสธการจมดิ่งในความทุกข์ เขาเบนเข็มชีวิตมารังสรรค์ ‘สถาปัตยกรรมทางเสียง’ ผ่านงานพากย์และการบรรยายหนังสือเสียงอย่างสง่างาม น้ำเสียงบาริโทนอันเปี่ยมพลังกลายเป็นผู้เล่าเรื่องในดวงใจผ่านวรรณกรรมแฟนตาซีชุด ‘Sabriel’ และ ‘Abhorsen’ ของ ‘การ์ธ นิกซ์’ (Garth Nix) และคว้ารางวัล Daytime Emmy Award จากบทพากย์ ‘ไนเจล ธอร์นเบอร์รี’ (Nigel Thornberry) ใน ‘The Wild Thornberrys’
“ไม่มีใครสลักสำคัญเกินกว่าจะร้องขอความสงสาร และความสมเพชตัวเองคือสิ่งเดียวที่ทำร้ายเราได้จริง”
ในช่วงบั้นปลายชีวิต เคอร์รีถ่ายทอดพลังใจผ่านหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ ‘Vagabond’ (2025) และฝากการแสดงครั้งสุดท้ายในภาพยนตร์สยองขวัญ ‘Stream’ ก่อนจากไปอย่างสงบโดยไม่มีความรู้สึกสมเพชตัวเอง
มรดกทางศิลปะ พลังใจ และความกล้าหาญในการเผชิญชีวิตของเขาจะยังคงสร้างแรงบันดาลใจและประดับอยู่ในใจของพวกเราตราบนานเท่านาน
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ภาพ: Getty Images