‘ฮาวเวิร์ด แอชแมน’ เขียนเพลง Disney จากเตียงผู้ป่วยจนถึงลมหายใจสุดท้าย

‘ฮาวเวิร์ด แอชแมน’ เขียนเพลง Disney จากเตียงผู้ป่วยจนถึงลมหายใจสุดท้าย

‘ฮาวเวิร์ด แอชแมน’ (Howard Ashman) คือหนึ่งในนักแต่งเพลงและนักเขียนเนื้อเพลงคนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนโฉมแอนิเมชัน Disney ผ่านบทเพลงจาก The Little Mermaid, Beauty and the Beast และ Aladdin แต่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นคือชีวิตของชายคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับโรคเอดส์ เขายังคงเขียนเพลง วางเรื่อง และทำงานจากเตียงผู้ป่วยจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยไม่ทันได้เห็นความสำเร็จของผลงานบางชิ้นที่กลายเป็นมรดกสำคัญของ Disney ในเวลาต่อมา

KEY

POINTS

ในโลกแห่งแอนิเมชันของ Disney บทเพลงทำหน้าที่เป็นพาหนะพาผู้ชมเข้าไปสัมผัสโลกของตัวละคร ตั้งแต่โลกใต้ท้องทะเล ปราสาทเจ้าชายอสูร และนครอัคราบาห์ เบื้องหลังบทเพลงเหล่านี้ ล้วนมีชื่อของ ‘ฮาวเวิร์ด แอชแมน’ (Howard Ashman) ในฐานะผู้แต่งเนื้อเพลงอยู่ในเครดิต

ทว่าขณะที่บทเพลงเหล่านั้นกำลังบรรเลง ฝีมือของชายหนุ่มกำลังได้รับการยอมรับจากเวทีรางวัล ชีวิตของแอชแมนกลับเดินสวนทางกับช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ด้วยโรคที่ไม่อาจรักษาหาย แม้ชีวิตกำลังจะมอดดับ แอชแมนยังคงมุ่งมั่นทำงานจนถึงวาระสุดท้ายราวกับโรคร้ายไม่เคยมีอยู่จริง ก่อนจะจากไปโดยไม่ทันได้รับรู้ว่า จนถึงบัดนี้ เพลงของเขาได้เดินทางเข้าไปอยู่ในใจและความทรงจำของผู้ชมมากมายและยาวนานขนาดไหน

1. “อยากจะอยู่กับผู้คนบนดิน อยากจะยลยินคนเต้นรำอย่างไรหนอ

เดินเคลียคลอบนสอง เรียกอะไรนะ อ๋อ เท้าไงล่ะ...”

กลางปี 1950 เด็กชายฮาวเวิร์ด เอลเลียต แอชแมน (Howard Elliott Ashman) เกิดและเติบโตในครอบครัวของชาวยิวที่เมืองบัลติมอร์ ท่ามกลางอิทธิพลแห่งศิลปะและดนตรีที่ถ่ายเทมาจากฝั่งแม่ ‘เชอร์ลีย์ เทลมา กลาส แอชแมน’ (Shirley Thelma Glass Ashman) อดีตนักร้องที่เคยร้องเพลงในรายการโทรทัศน์ของท้องถิ่นและร่วมแสดงในคณะโอเปเรตตาร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ในบัลติมอร์ จนแม้แต่ชื่อฮาวเวิร์ดของลูกชายคนเล็กก็ยังเชื่อมโยงกับละครเวที เพราะเธอคิดว่าชื่อ ‘Howard’ น่าจะดูดีเมื่ออยู่บนป้ายไฟหน้าโรงละคร 

ฮาวเวิร์ดเติบโตมากับน้องสาว ‘ซาราห์ แอชแมน กิลเลสพี’ (Sarah Ashman Gillespie) เธอจำได้ว่าพี่ชายของเธอเป็นเด็กที่ชอบเล่าเรื่อง เธอจึงมักทำหน้าที่เป็นผู้ชมคนแรกของเขา ครั้งหนึ่งทั้งคู่อยู่เฝ้าบ้านด้วยกัน ฮาวเวิร์ดหยิบผ้าขนหนูมาพันศีรษะคล้ายผ้าโพกหัว ก่อนพาซาราห์ขึ้นไปยังห้องนอนที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงละครแห่งจินตนาการ มีผ้าคลุมดวงไฟให้แสงสลัว ฮาวเวิร์ดนำเอาตุ๊กตาคาวบอย อินเดียนแดง และทหารตัวเล็ก ๆ มาตกแต่งด้วยกระดาษทิชชู สี และกลิตเตอร์เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นตัวละครประกอบเรื่องราวในโรงละครขนาดจิ๋ว ซาราห์จำได้ว่านั่นคือช่วงเวลาที่พี่ชายของเธอดูจะมีความสุขที่สุด โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เขากำลังพาใครสักคนเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการของเขา

‘ฮาวเวิร์ด แอชแมน’ เขียนเพลง Disney จากเตียงผู้ป่วยจนถึงลมหายใจสุดท้าย

ความรักในการเล่าเรื่องพาฮาวเวิร์ดไปสู่การแสดงจริง เขาชอบชักชวนเด็กในละแวกบ้านมาร่วมแสดงละครเวทีในสวนหลังบ้าน และในงานวันเกิดของซาราห์ ผ้าคลุมเตียง ผ้าปูที่นอนเก่า และของใช้ในบ้านถูกนำมาด้ดแปลงเป็นฉาก ม่าน และเครื่องแต่งกาย นอกจากนี้ยังรับหน้าที่เขียนบท คัดเลือกนักแสดง ไปจนถึงจัดการแสดง จนในที่สุด ฮาวเวิร์ดก็สร้างสรรค์ละครเวทีเรื่อง ‘L’il Abner’s Poke Chops’ ที่เขาทั้งเขียนบท กำกับ แสดงนำ แถมยังวางแผนการทำประชาสัมพันธ์ละครเวทีที่เขาใฝ่ฝันด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 10 ขวบ  

‘ฮาวเวิร์ด แอชแมน’ เขียนเพลง Disney จากเตียงผู้ป่วยจนถึงลมหายใจสุดท้าย

จนวันหนึ่ง เชอร์ลีย์พาลูกชายวัย 5 ขวบไปชมละครเวทีสำหรับเด็กเรื่อง ‘Mr. Popper's Penguins’ กับคณะละคร ‘Children’s Theatre Association’ (CTA) ขณะที่กำลังดูเด็ก ๆ แสดงอยู่บนเวที ฮาวเวิร์ดสะกิดที่แขนแม่และบอกว่า “แม่ครับ มันดูน่าสนุกจัง ผมอยากทำแบบนั้นบ้าง” จนเมื่ออายุครบ 6 ขวบ เธอจึงตัดสินใจพาเขาไปสมัครเข้าร่วมกับคณะ แต่กฏระเบียบระบุว่าเด็กที่จะสมัครเข้าคณะได้ต้องมีอายุ 7 ขวบขึ้นไป จนสุดท้ายคณะก็อนุญาตให้ฮาวเวิร์ดเข้าสมัครได้เป็นกรณีพิเศษ ทุกเช้าวันเสาร์ ฮาวเวิร์ดจะไปที่ CTA เพื่อฝึกฝนด้านการแสดง จนถึงระดับมัธยมปลายก็ได้มีโอกาสเรียนรู้ด้านเทคนิคเบื้องหลังละครเวทีเพิ่มเติม

ในช่วงวัยรุ่น ความสนใจและงานอดิเรกของฮาวเวิร์ดยังคงวนเวียนอยู่กับศิลปะ เช่นการเขียนและวาดภาพ และการเขียนบทกวี แม่ของเขาเล่าว่า ฮาวเวิร์ดมักชอบเขียนกวีในทุกวาระโอกาส ไม่ว่าจะวันเกิด วันหยุด วันครบรอบ แม้แต่รายการของที่เขาเอาไปซักก็เอามาแต่งเป็นเพลงได้ ในอีกด้านหนึ่ง ฮาวเวิร์ดเป็นเด็กหนุ่มที่มีบุคลิกอ่อนหวานแตกต่างจากผู้ชายทั่วไป จึงทำให้บางทีเขาก็ถูกเด็กคนอื่นล้อเลียน แม้พ่อของเขา ‘เรย์มอนด์ อัลเบิร์ต แอชแมน’ (Raymond Albert Ashman) ไม่ได้พยายามบังคับหรือฝืนใจในเรื่องเพศสภาพ แต่ในฐานะผู้ชายหัวเก่า เขาจึงมักพาฮาวเวิร์ดไปทำกิจกรรมตามประสาผู้ชาย ทั้งการเล่นกีฬาฟุตบอล เบสบอล หรือไปตกปลา แต่ฮาวเวิร์ดไม่ได้รู้สึกสนุกไปกับกิจกรรมแมน ๆ เหล่านั้นมากนัก และสุดท้ายเขาก็ปล่อยให้ลูกชายได้เป็นอย่างที่อยากจะเป็น

2. “เรื่องราวยังคงดำเนินไปในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก

ที่ที่เธอเจอภัยผจญทุกทุกวันไม่คลาย…”  

หลังเข้าเรียนวิชาเอกการละครปีแรกที่มหาวิทยาลัยบอสตัน แอชแมนย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยก็อดดาร์ด (Goddard College) และได้รับปริญญาตรีด้านการละครในปี 1971 ระหว่างเรียน ความสนใจของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนจากการแสดงไปสู่งานเขียนบทและกำกับ ก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยอินดีแอนา (Indiana University) ที่นั่นแอชแมนได้พบกับ ‘สจวร์ต ไวต์’ (Stewart White) หนุ่มที่มีพลังงานในตัวสูงและหลงใหลในการแสดง ทั้งคู่มาจากบัลติมอร์เหมือนกัน จึงสนิทสนมและพัฒนากลายเป็นคู่รักอย่างรวดเร็ว ในยุคสมัยที่ความสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกันยังต้องถูกเก็บงำไว้เป็นความลับ

หลังเรียนจบ แอชแมนย้ายไปนิวยอร์กพร้อมกับไวต์เพื่อเดินหน้าสู่วงการละคร ช่วงแรกเขารับงานฟรีแลนซ์เขียนบทละคร ขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Grosset & Dunlap เพื่อเลี้ยงชีพ หนึ่งในหนังสือที่เขามีส่วนร่วมและภาคภูมิใจก็คือ ‘The Mickey Mouse Club Scrapbook’ ซึ่งมาจากรายการโทรทัศน์ของ Disney ที่เขาชื่นชอบตั้งแต่เด็ก แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลาออกเพื่อมุ่งสู่อาชีพละครเวทีอย่างเต็มตัว

ปี 1977 แอชแมนร่วมกับ ‘ไวต์ ไคล์ รีนิก’ (Kyle Renick) และ ‘สตีฟ เวลส์’ (Steve Wells) เข้ารับช่วงบริหาร WPA Theater โรงละครนอกกระแสขนาด 99 ที่นั่งในอาคารสภาพซอมซ่อบนถนน Fifth Avenue โดยแอชแมนและไวต์ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ร่วม ที่นี่เปิดพื้นที่ให้คนทำละครรุ่นใหม่สร้างงานนอกระบบบรอดเวย์ และกลายเป็นฐานสำคัญในเส้นทางอาชีพของแอชแมน แต่ความสัมพันธ์กับไวต์กลับค่อย ๆ แตกร้าวและจบลงในที่สุด แอชแมนเล่าถึงความสัมพันธ์แบบเปิดในเวลานั้นว่า “สจวร์ตคือคนรักของผม แต่เขาไม่ชอบทำงาน เอาแต่เมา ดื่มอยู่ตลอด แล้วก็คบหาคนอื่นไปเรื่อย เขาอายุเกือบจะ 30 แล้ว ไม่เคยทำงานหาเลี้ยงตัวเองเป็นเรื่องเป็นราวสักวัน แถมมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง วันหนึ่งเรากำลังเดินไปบนถนน คุยกันเรื่องอายุที่มากขึ้น แต่เขากลับพูดว่า ‘ฉันไม่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 39 หรอกนะ’”

ปี 1978 เขาเริ่มพัฒนานวนิยายเสียดสีเรื่องโปรด ‘God Bless You, Mr. Rosewater’ ให้เป็นละครเพลง และงานชิ้นนี้เองทำให้เขาได้รู้จักกับ ‘อลัน เมนเคน’ (Alan Menken) นักประพันธ์ที่เคยแต่งเพลงให้กับรายการเด็ก ‘Sesame Street’ ซึ่งเข้ามาช่วยแต่งทำนอง เมนเคนเล่าถึงการพบกันครั้งแรกว่า แอชแมนปรากฏตัวด้วยเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีน้ำตาลปกขนสัตว์ กางเกงยีนส์ขาด ๆ เดินสูบบุหรี่ หนวดเครายังไม่ทันโกนด้วยซ้ำ แต่เมื่อเริ่มทำงาน เขากลับพบว่าแอชแมนมีวิสัยทัศน์ทางดนตรีที่ชัดเจน มักให้คำชี้แนะอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม และมีท่าทางกระตือรือร้นเมื่อพบไอเดียที่ถูกต้อง

3.“แปลกที่ใจฉันไหวหวั่น ไม่เคยฝันว่ามันจะเกิดง่ายดาย

เธอก็ไม่เห็นเหมือนเจ้าชาย แต่ดูเหมือนเธอมีบางสิ่ง

ที่ฉันไม่เคยได้เห็น...”

ทั้งคู่กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในละครเพลงสยองขวัญ ‘Little Shop of Horrors’ ในปี 1982 ซึ่งได้รับรางวัลและจัดแสดงต่อเนื่องเกือบ 5 ปี ก่อนจะถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 1986 โดยมีแอชแมนร่วมเขียนบทและเนื้อเพลงให้ฉบับภาพยนตร์ด้วย แต่ที่สำคัญคือ ความสำเร็จนี้ยังทำให้เขาค้นพบว่าตัวเองเหมาะกับการเขียนเนื้อเพลงมากกว่าที่คิด “ก่อนหน้านั้นผมกลัวการเขียนเนื้อเพลงมาก ผมเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเขียนบทที่ทำงานร่วมกับนักประพันธ์และคนเขียนเนื้อเพลง แต่ผมหงุดหงิดมาก เพราะมีหลายสิ่งที่ผมอยากให้เพลงทำได้ ผมเลยคิดว่าทำไมไม่เขียนซะเองเลยล่ะ ผมเขินที่จะเขียน แต่สุดท้ายก็ลงมือ แล้วก็พบว่านอกจากจะพอเขียนได้ ยังค้นพบว่าผมชอบเขียนเนื้อเพลงมากยิ่งกว่าอะไรในโลก สำหรับผม การเขียนเนื้อเพลงมันสนุกกว่าการเขียนบทสนทนาเยอะเลย”

ช่วงต้นทศวรรษ 1980 โรคเอดส์ (AIDS) กลายเป็นวิกฤติโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก สื่อและมวลชนสมัยนั้นจึงเรียกขานโรคนี้ด้วยอคติว่า ‘มะเร็งของชาวเกย์’ แม้แต่ไวต์ อดีตคนรัก รวมทั้งเพื่อนสนิทหลายคนของแอชแมนต่างล้มป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาให้หายนี้ แต่ในยามที่มืดมิด แอชแมนได้พบกับ ‘บิล เลาช์’ (Bill Lauch) สถาปนิกหนุ่มที่บังเอิญสบตากันในบาร์เกย์ชื่อ ‘Boy Bar’ พวกเขาพูดคุยและเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว ไม่กี่วัน แอชแมนก็โทรชวนเขาไปเดตครั้งแรกที่งานประกาศรางวัลแกรมมี่อวอร์ด (Grammy Awards) สำหรับแอชแมน เลาช์เป็นคู่ชีวิตในแบบที่เขาใฝ่ฝัน มีความซื่อสัตย์และเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้กับเขาได้ ความสัมพันธ์จึงพัฒนาอย่างรวดเร็วจนตัดสินใจเช่าบ้านและอยู่ด้วยกันเฉกเช่นคู่ชีวิต 

ปี 1986 แอชแมนกลับมาเขียนบทและเนื้อเพลงให้กับละครเพลงวงการนางงามเรื่อง ‘Smile’ แต่การผลิตกลับต้องเผชิญปัญหาเมื่อผู้ลงทุนพากันถอนตัว จนต้องหาผู้ลงทุนใหม่ ก่อนเปิดแสดงบนบรอดเวย์และได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบจนต้องปิดตัวหลังเปิดการแสดงไปเพียง 48 รอบ ความล้มเหลวทำให้แอชแมนรู้สึกหมดกำลังใจจนอยากจะออกจากวงการ แต่ในอีกด้าน เขาก็ได้พบกับเพชรน้ำงามชื่อ ‘โจดี เบนสัน’ (Jodi Benson) นักแสดงนำของละครที่เขาได้ทำการออดิชันถึง 5 รอบ และกำลังจะได้กลับมาร่วมงานกับเขาในผลงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในชีวิต

4. “ใต้ท้องทะเล ลึกลงในน้ำ แสนจะเย็นชื่นฉ่ำ

เช้าจนเย็นค่ำจงเชื่อคำอย่าเขว…”

กลางทศวรรษ 1980 Disney อยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุดโดยเฉพาะแผนกแอนิเมชันที่เผชิญภาวะขาดทุนจนถึงขั้นที่ผู้บริหารกำลังพิจารณาปิดแผนกถาวร เวลานั้นแผนกถูกย้ายจากสำนักงานหลักไปอยู่ในสำนักงานชั่วคราวที่ตั้งอยู่ภายในโกดังย่านอุตสาหกรรมของเมืองเกลนเดลล์ เมื่อชื่อเสียงของแอชแมนไปถึง ‘เจฟฟรีย์ แคตเซนเบิร์ก’ (Jeffrey Katzenberg) ประธานฝ่ายผลิตภาพยนตร์ของ Disney เขาจึงโทรเร่งให้แอชแมนมาเซ็นสัญญาให้เร็วที่สุด เมื่อมาถึง แอชแมนกลับพบว่าที่ทำงานของเขาเป็นเพียงตู้สำนักงานสำเร็จรูปด้วยซ้ำ แต่เพราะแผนกเต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงานที่หลงใหลในแอนิเมชันอย่างจริงจัง เขาจึงรู้สึกว่าน่าจะทำงานได้ ผลงานแรกของเขากับ Disney ก็คือการร่วมเขียนเนื้อเพลง ‘Once Upon a Time in New York City’ ให้กับแอนิเมชัน ‘Oliver & Company’ (1988)

โปรเจกต์ถัดมาของแอชแมนก็คือ ‘The Little Mermaid’ (1989) ที่เขามีบทบาทตั้งแต่การวางโครงเรื่อง บทภาพยนตร์ เขียนเนื้อร้อง และได้ดึงตัวเมนเคนกลับมาร่วมงานประพันธ์ดนตรีร่วมกันอีกครั้ง แอชแมนได้เสนอให้ปรับตัวละครเซบาสเตียนให้กลายเป็นปูที่มีสำเนียงการพูดแบบชาวจาเมกัน และนำวิธีคิดแบบละครบรอดเวย์มาใช้ โดยให้เพลงทำหน้าที่ขับเคลื่อนพล็อตและอารมณ์ของตัวละคร หนึ่งในแนวคิดสำคัญของเขาก็คือการทำเพลงแบบ ‘I WANT’ Song หรือเพลงที่เป็นตัวบ่งบอกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของตัวละคร ด้วยแนวคิดนี้ แอชแมนจึงได้แต่งเพลงหลังจากอ่านทรีตเมนต์และตั้งชื่อไว้คร่าว ๆ ว่า ‘Part of Your World’ โดยเขาได้เสนอให้เบนสัน นักแสดงสาวที่เคยร่วมงานสมัยละครเวทีกลับมาทำหน้าที่พากย์เสียงแอเรียลและถ่ายทอดบทเพลงนี้ 

แม้จะมีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง แต่เพลงนี้ก็เกือบจะถูกตัดออกไปจากหนัง เพราะในรอบฉายทดสอบ แคตเซนเบิร์กสังเกตว่าผู้ชมที่เป็นเด็กเริ่มขยับตัวไม่อยู่นิ่งเมื่อเพลงนี้ขึ้น แอชแมนพยายามคัดค้านแบบหัวชนฝา จนเพื่อนบางคนเผยว่าได้ไปพบบันทึกที่ผู้บริหารบางคนเขียนถึงแอชแมนว่า “เป็นคนที่ใช้เวลาทำงานนานเกินไป ชอบแก้งานซ้ำ ๆ จนเสียเงินและเวลา และอาจจำเป็นต้องไล่เขาออก” แต่เวลาก็พิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาเป็นฝ่ายถูก “ผมคิดว่าเราควรจะทำเพลงที่เล่าเรื่อง ทำให้เรื่องราวเดินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ต้องหยุดแล้วร้องเพลง แต่จะมาถึงจุดที่ปู (เซบาสเตียน) ต้องโน้มน้าวเงือก (แอเรียล) ไม่ให้ขึ้นไปเหนือผิวน้ำและเปลี่ยนชีวิตเธอ เขาจึงต้องร้องเพลง ‘Under the Sea’ ส่วนเธอก็ต้องร้อง ‘Part of Your World’ เพราะเธออยากขึ้นไปบนผืนดินมากเหลือเกิน ...หรือ ‘Kiss the Girl’ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีครับ เพราะถ้าเจ้าชาย (เอริก) ไม่จูบนางเงือก สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในโลกก็จะเกิดขึ้น เธอจะเสียเขาไป และทุกอย่างก็จะ... ผมไม่อยากจะสปอยล์เนื้อเรื่องนะ แต่มันเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดจริง ๆ และเพลงมันก็เกิดขึ้น ณ ตรงนั้น เพลงจึงมีหน้าที่ผลักให้พล็อตเดินไปข้างหน้าอยู่เสมอ”

แอชแมนยังมีส่วนสำคัญในการออกแบบตัวละคร ‘แม่มดเออร์ซูลา’ โดยได้แรงบันดาลใจด้านรูปลักษณ์จาก ‘ดีไวน์’ (Divine) แดร็กควีนชื่อดัง และด้วยความที่ตัวละครนี้มีความซับซ้อน ทำให้เขาสามารถใส่ลูกเล่นในเพลง ‘Poor Unfortunate Souls’ ให้มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งการขับเคลื่อนเรื่องราว แนะนำตัวละคร และความตลก “ผมว่าเป็นใครก็คงอยากเขียนเพลงให้กัปตันฮุกมากกว่าปีเตอร์แพนทั้งนั้นแหละครับ ตัวร้ายมันสนุกกว่า ไม่รู้ทำไม แต่มันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ กับเออร์ซูลาก็เหมือนกัน เธอเป็นตัวร้ายที่มีความสนุกเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะแค่ว่าเธอดูเหมือนปลาหมึก แต่เธอเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อน เป็นตัวละครที่พูดมากกว่าใคร ในฐานะคนเขียนเนื้อเพลง มันเป็นอะไรที่สนุกมาก เพราะผมสามารถเล่นคำสัมผัส เล่นมุก และสร้างอารมณ์ขันที่ซับซ้อนมากขึ้นได้กับตัวละครตัวนี้”

เมื่อ ‘The Little Mermaid’ ออกฉาย หนังประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ และเพลง Under the Sea คว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขณะที่เมนเคนได้รับออสการ์อีกสาขาสำหรับดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย แต่ถึงแม้จะมาถึงจุดสูงสุดของอาชีพ แต่เขาก็ต้องพบกับจุดพลิกผันของชีวิต

3 มีนาคม ปี 1988 แอชแมนได้รับเชิญให้ไปบรรยายในงานเสวนาที่ศูนย์วัฒนธรรม 92nd Street Y ก่อนกำหนดการไม่กี่วัน เขามีอาการติดเชื้อราในช่องปากและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ตรวจหาเชื้อ HIV แต่เขาปฏิเสธเพราะกังวลเรื่องประกันสุขภาพ จึงเลือกตรวจด้วยวิธีการนับจำนวน T-cell จนถึงตอนบ่ายของวันงานเขาก็ได้ทราบผลว่าเชื้อราในปากเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ HIV แต่ถึงกระนั้น แอชแมนก็ยังคงแข็งใจไปร่วมงานบรรยายตามกำหนดการ 

แอชแมนยังคงใช้ชีวิตและทำงานเช่นเดิม แม้รูปลักษณ์และเรี่ยวแรงจะยังดูเหมือนปกติ แต่เมื่อกลับบ้าน เขาต้องต่อสายเข้าทางหลอดเลือดดำเพื่อรับสารน้ำและยา ห้องนั่งเล่นภายในบ้านถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นห้องพักรักษาตัว และบางครั้งอาการก็หนักจนไม่สามารถไปบันทึกเสียงได้ในบางวัน แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าอาการป่วยก็คือ การปกปิดเรื่องโรคร้ายในยุคที่สังคมมีอคติต่อผู้ติดเชื้อและคนรักเพศเดียวกันอย่างรุนแรง แอชแมนกังวลว่าหากเรื่องนี้เปิดเผย อาจกระทบต่อหน้าที่การงานของเขาในฐานะลูกจ้างของบริษัทที่ทำสื่อสำหรับครอบครัว เขาจึงเก็บเรื่องความเจ็บป่วยไว้และเปิดเผยเฉพาะกับเลาช์และครอบครัว 

‘ฮาวเวิร์ด แอชแมน’ เขียนเพลง Disney จากเตียงผู้ป่วยจนถึงลมหายใจสุดท้าย

5. “เชิญเลยครับ เชิญเลยครับ พวกเราพร้อมจะรับใช้คุณ…”

ในงานเลี้ยงหลังรับรางวัลออสการ์ แอชแมนพูดเกริ่นกับเมนเคนว่าวันนี้เขามีความสุข แต่เมื่อกลับถึงนิวยอร์ก เขาจะขอนัดคุยด้วยอย่างจริงจัง เมนเคนคิดวิตกว่าแอชแมนไม่อยากร่วมงานกับเขาแล้ว จนอีก 2 วันต่อมา เมนเคนจึงได้รับรู้ข่าวเรื่องโรคร้ายที่บ้านของแอชแมน ความรู้สึกในหัวของเมนเคนพังทลาย เขารู้ดีว่าโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกตัดสินประหารชีวิต แต่แอชแมนกลับคิดว่า เขาดีใจที่ได้บอกเรื่องนี้ในวันที่เมนเคนประสบความสำเร็จ ทั้งคู่ร่วมงานกันต่อใน ‘Beauty and the Beast’ (1991) ขณะที่สุขภาพของแอชแมนเริ่มทรุดลง เลาช์เริ่มกังวลว่าการเดินทางจากบ้านที่เมืองบีคอน (Beacon) ไปยังที่ทำงานจะเริ่มยากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงช่วยผลักดันให้ทีมงานเดินทางมาทำงานใกล้บ้านแทน แคตเซนเบิร์กเห็นชอบ และได้จัดทีมงาน 6-7 คนพร้อมแผงสตอรีบอร์ด อุปกรณ์ครบครัน และเปียโนของเมนเคนไปตั้งพื้นที่ทำงานชั่วคราวในห้องประชุมชั้นบนของโรงแรม Residence Inn ที่เมืองฟิชกิลล์ (Fishkill) รัฐนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของแอชแมนเพียง 4 ไมล์ โดยทุกเช้าเขายังคงมาทำงานพร้อมโดนัทและร่วมประชุมกับทีมราวกับเป็นวันทำงานปกติ

แม้ร่างกายจะอ่อนแรงลง แอชแมนก็ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้เขียนเนื้อร้องและ Executive Producer อย่างเต็มที่ เขามีส่วนร่วมในการคัดเลือกนักแสดงและการบันทึกเสียง และในวันที่อาการหนักจนเดินทางไม่ได้ ก็ยังควบคุมงานผ่านโทรศัพท์แทน แนวคิดแบบบรอดเวย์ยังคงถูกนำมาใช้ใน Beauty and the Beast เช่นไอเดียการแต่งเพลง ‘Belle’ เพื่อแนะนำเบลล์ ตัวละครอื่น ๆ และความขัดแย้งของเนื้อเรื่องในฉากเปิด แอชแมนกังวลว่า Disney จะมองว่าเพลงจะทำให้ฉากนี้ยาวและฉีกจากรูปแบบแอนิเมชันมากเกินไป แต่สุดท้ายเพลงกลับได้รับการยอมรับและกลายเป็นหนึ่งในฉากเปิดที่โดดเด่นที่สุดในหนัง อีกแนวคิดสำคัญของแอชแมนก็คือ การทำให้สิ่งของเครื่องใช้ภายในปราสาทของอสูรกลายเป็นตัวละคร เช่นเชิงเทียน (ลูมิแยร์), นาฬิกา (ค็อกสเวิร์ธ), กาน้ำชา (คุณนายพ็อตส์) ฯลฯ ที่ช่วยเพิ่มอารมณ์ขันและความอบอุ่นให้กับเนื้อเรื่อง รวมทั้งเพลง ‘Be Our Guest’ ที่กลายเป็นภาพจำของผู้ชม  

6. “ต่างแซ่ซ้องเคารพเจ้าชายอาลี อาบับวา

ก้มลงพื้นทำความเคารพน้อมจนแนบดิน…”

อีกโปรเจกต์ที่กำลังเดินหน้าไปพร้อมกันก็คือ ‘Aladdin’ (1992) ซึ่งมีความผูกพันส่วนตัวกับแอชแมนเป็นพิเศษ เนื่องจากในวัยเด็กเขาเคยรับบทอะลาดินในละครเวทีของ CTA แอชแมนได้เสนอทรีตเมนต์แนวละครเพลงยุค 1930 ความยาว 40 หน้าพร้อม 6 บทเพลงเอาไว้ตั้งแต่ปี 1988 แต่เมื่อพัฒนาออกมาเป็นหนังฉบับร่างแรก แคตเซนเบิร์กกลับไม่ประทับใจอย่างมาก ถึงขั้นใช้เวลาระหว่างชมนั่งเขียนรายชื่อแขกสำหรับงานวันเกิดภรรยา ก่อนที่โปรเจกต์จะถูกส่งต่อให้ ‘จอห์น มัสเกอร์’ (John Musker) และ ‘รอน เคลเมนต์ส’ (Ron Clements) ไปพัฒนาต่อ 

เมื่อแอชแมนกลับมาทำงานในโปรเจกต์ Aladdin อีกครั้ง สุขภาพของเขาก็ทรุดลงจนส่งผลต่อการทำงานและการเดินทาง เริ่มมีอาการปลายประสาทอักเสบ พูดได้ไม่เต็มเสียงและมองเห็นไม่ชัด รวมไปถึงสภาพจิตใจที่ต้องทำงานให้ทันเวลาจนเกิดความตึงเครียด เมนเคนเล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อตอนเขากับแอชแมนกำลังทำเพลง ‘Something There’ ของ ‘Beauty and the Beast’ เมื่อไมโครโฟนขนาดเล็กที่ต่อกับ Walkman Pro เพื่อใช้บันทึกเสียงเกิดขัดข้อง แอชแมนจึงขว้างเครื่องเล่นใส่กำแพงจนพังด้วยความโมโห เมนเคนตกใจ เผลอคิดไปว่าตัวเองทำงานแย่จนทำให้เขาหงุดหงิด ก่อนจะเดินออกไปร้องไห้ที่นอกห้องตามลำพัง 

ในขณะเดียวกันแอชแมนยังคงต้องทำงานอื่นไปด้วย เช่นการเดินสายโปรโมต ‘The Little Mermaid’ เขาต้องเข้าร่วม Press Junket ที่สวนสนุก Walt Disney World นั่งให้สัมภาษณ์ 2 วัน วันละ 8 ชั่วโมง และต้องขึ้นเล่นเครื่องเล่นทั้งที่ยังต้องรับยาทางหลอดเลือดทุกวัน โดยมีเลาช์เป็นผู้ดูแลและปกปิดอาการป่วยของเขาไว้ ตอนที่ยืนดูขบวนพาเหรด The Little Mermaid แอชแมนก็ร้องไห้ออกมาทันที เพราะเขารู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไปหลังจากที่เขาจากไปแล้ว  

แอชแมนไม่อาจทำงานได้เกินครั้งละ 5-6 ชั่วโมง ในที่สุดอาการของเขาก็ทรุดหนักจนไม่อาจไปทำงานที่สตูดิโอได้อีก ทีมงานจึงต้องช่วยเขาทำงานบันทึกเสียงผ่านโทรศัพท์ ส่วนเมนเคนใช้วิธียกคีย์บอร์ดไปแต่งเพลงกับเขาถึงที่เตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล หนึ่งในผลงานที่เกิดขึ้นช่วงนั้นก็คือ ‘Prince Ali’ และ ‘Humiliate the Boy’ ที่แต่งขึ้นสำหรับฉากของจาร์ฟาและบันทึกเป็นเดโมไว้ก่อนจะถูกตัดออกจากหนัง กลายเป็นเพลงสุดท้ายที่ทั้งคู่ทำร่วมกัน 

จนถึงช่วงเวลาสุดท้าย แอชแมนผ่ายผอมลงอย่างมาก ตามองไม่เห็น และแทบไม่มีแรงพูด ‘ดอน ฮาห์น’ (Don Hahn) ผู้กำกับ Beauty and the Beast ได้ไปเยี่ยมแอชแมนที่โรงพยาบาลเพื่อเล่าถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับโปรเจกต์ที่ยังเหลืออีก 8 เดือน เขารู้ตัวดีว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอแอชแมน เขาก้มลงที่เตียง กล่าวลา ก่อนจะเล่าถึงปฏิกิริยาของผู้ชมตอนฉายรอบทดลองให้แอชแมนฟัง “ฮาวเวิร์ด คุณคงไม่เชื่อ คนรักหนังเรื่องนี้กันมากนะ ของแบบนี้ใครจะไปคิด…”

แอชแมนตอบด้วยน้ำเสียงโรยแรง “ผมนี่แหละคิด…”                 

7. “เมื่อไรกันหนา จิตใจอาวรณ์ สุดจะไถ่ถอน ดวงใจอยากได้ไป...

พ้นท้องทะเล ทุ่มเทฝันใฝ่ อยู่ในโลกงาม”

เช้าวันที่ 14 มีนาคม ปี 1991 เมนเคนตื่นจากความฝัน ในฝันเขากำลังเดินทางไปเยี่ยมแอชแมนที่โรงพยาบาล คนป่วยบนเตียงทักทายและขอให้เขาช่วยพยุง เมนเคนเข้าไปโอบหลังประคองกายขึ้น พลันเห็นแอชแมนสวมเสื้อคลุมสีดำ และร่างนั้นไม่มีน้ำหนักเลย นาฬิกาบอกเวลา 6 โมงเช้าเศษ อันเป็นช่วงเวลาที่แอชแมนจากไปด้วยอาการแทรกซ้อนจากโรคเอดส์ในวัย 40 ปี โดยที่ยังไม่ทันเห็นผลงานของตนเองใน Beauty and the Beast และก่อนที่ Aladdin จะเสร็จสมบูรณ์

Beauty and the Beast กลายเป็นผลงานความสำเร็จที่เขาไม่ได้ขึ้นรับบนเวที ทั้งรางวัลแกรมมี่อะวอร์ด ลูกโลกทองคำ รวมทั้งรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม ที่เลาช์เป็นผู้ขึ้นรับรางวัลนี้แทนแอชแมนผู้ล่วงลับ อีกคุณูปการสำคัญที่แอชแมนได้สร้างไว้ก็คือ ผลงานหนังที่เขามีส่วนร่วมกลายเป็นผลงานเปิดทศวรรษแห่งยุคทองของ Disney หรือที่เรียกว่ากัน Disney Renaissance  

ท้ายเครดิตของ Beauty and the Beast มีถ้อยความที่อุทิศให้กับแอชแมนไว้ว่า “แด่เพื่อนของเรา ฮาวเวิร์ด ผู้มอบเสียงให้แก่เงือกน้อย และมอบหัวใจให้แก่เจ้าชายอสูร สิ่งที่คุณทำไว้จะยังคงอยู่กับเราเสมอ”

ในฐานะคู่ชีวิต เลาช์กล่าวถึงคนรักของเขาในช่วงบั้นปลายไว้ว่า “ถ้าจะมีเรื่องที่ผมเสียดายที่สุดเกี่ยวกับแผนชีวิตที่วางไว้ตอนปีสุดท้าย ก็คงเป็นเรื่องที่เราตัดสินใจสร้างบ้านอยู่ห่างไกลจากเมือง เพราะ 2-3 เดือนสุดท้ายเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายมาก ทั้งเข้าโรงพยาบาล ทั้งหน้าที่การงาน เราแทบไม่มีเวลาได้อยู่ด้วยกันในฐานะคู่รัก เขาขึ้นบันไดไม่ได้ เลยต้องนอนแยกคนละห้อง การอยู่ด้วยกันตอนนั้นเลยเป็นเรื่องของหน้าที่ ผมต้องคอยให้ยา ดูว่าเขากินข้าวหรือยัง และการรักษาที่ต้องทำตามตาราง ผมสร้างบ้านหลังนึ้ขึ้นมาเพื่ออนาคตของเราสองคน แต่สุดท้ายเรากลับไม่มีอนาคตร่วมกันแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่กับผมมีแค่ซากของความฝันเหล่านั้น 

“ผมคิดว่าเราสองคนคงได้บอกลากันไปตั้งนานแล้วก่อนที่เขาจะจากไปจริง ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการป่วยกำลังทุบตีเขาอยู่หรือเปล่า เพราะเขาดูนุ่มนวลขึ้นมาก ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาเป็นคนใจแข็งและดื้อรั้นมาก ผมคิดว่าส่วนหนึ่งคงมาจากเพราะความโกรธของเขาที่มีต่อโรคบ้า ๆ นี่ รวมถึงการรู้ว่าไม่มีทางรักษาให้หายได้ เขากำลังเดินทางมาถึงจุดสูงสุดของชีวิต แต่ไอ้โรคบ้านี่ก็มาบั่นทอนชีวิตของเขาให้สั้นลง”

 

เรื่อง: ประภาส อยู่เย็น 

อ้างอิง:

สารคดี 'Howard' (2020) เขียนบทและกำกับโดย ดอน ฮาห์น  

https://www.nytimes.com/1991/03/15/obituaries/howard-ashman-is-dead-at-40-writer-of-little-shop-of-horrors.html

https://en.wikipedia.org/wiki/Howard_Ashman

https://d23.com/walt-disney-legend/howard-ashman/

https://www.vice.com/da/article/beauty-and-the-plague/

https://www.nytimes.com/1986/11/25/theater/theater-smile-a-musical-comedy.html

https://time.com/archive/6721615/aladdins-magic/

https://www.vanityfair.com/hollywood/2018/04/howard-ashman-documentary-disney-beauty-and-the-beast-little-mermaid-aladdin-alan-menken

https://www.vanityfair.com/hollywood/2017/03/beauty-and-the-beast-gay-lefou-howard-ashman

https://observer.com/2017/03/beauty-and-the-beast-metaphor-aids-howard-ashman/

https://www.nytimes.com/1991/03/15/obituaries/howard-ashman-is-dead-at-40-writer-of-little-shop-of-horrors.html

https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1991-11-15-ca-1367-story.html