19 มี.ค. 2569 | 13:37 น.

KEY
POINTS
“ผมหมกมุ่นอยู่กับการไล่ตามความยิ่งใหญ่ ผมไม่อยากเป็นแค่นักแสดงคนหนึ่งเท่านั้น ผมอยากเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุด”
คำประกาศที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานนี้ หากเป็นคนอื่นพูดคงน่าหมั่นไส้ แต่สำหรับ ‘ทิโมธี ชาลาเมต์’ (Timothée Chalamet) ความสามารถของเขาไม่มีใครกังขา นับตั้งแต่เขาสะกดสายตาคนทั้งโลกด้วยหยดน้ำตาหน้าเตาผิงใน ‘Call Me by Your Name’ เขาก็กลายเป็น ‘ลูกรัก’ ของฮอลลีวู้ด เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ‘Golden Boy’ ผู้นำพาความสดใหม่มาสู่โลกภาพยนตร์สมัยใหม่ พร้อมสถิติการเข้าชิงออสการ์นักแสดงนำชาย 3 ครั้งในวัยเพียง 30 ปี ซึ่งเป็นความสำเร็จที่แม้แต่รุ่นพี่ยังต้องเหลียวมอง
ทว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนงานประกาศผลรางวัลออสการ์ปี 2026 ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงจาก ‘Marty Supreme’ สถานะลูกรักของทิโมธี ชาลาเมต์ ก็ต้องสั่นคลอน เพราะเขาเผลอพูดคำที่สื่อไปในทางดูแคลนศิลปะชั้นสูงอย่างโอเปร่าและบัลเลต์ ความผิดพลาดนี้ ไม่เพียงแต่สั่นคลอนคะแนนโหวตจากสมาชิก Academy รุ่นใหญ่ แต่ยังก่อให้เกิดเสียงครหาเรื่องความมั่นใจที่เกินพอดี ทำให้วันนี้ของทิโมธีไม่ใช่แค่การลุ้นรางวัล แต่มันคือการ ‘เดิมพัน’ กับมาตรฐานของสังคมว่า ‘รางวัล’ นี้จะมอบให้จากความสามารถ หรือเลือกที่จะมอบให้กับคนที่ถูกใจมวลชน
อย่างไรก็ตามความทุ่มเทสุดหัวใจในการแสดงของทิโมธี ชาลาเมต์ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกลืมเลือนไป เราจึงอยากขอชวนทุกคนไปย้อนรอยดูความพยายามและความมุ่งมั่นสุดหัวใจในการไล่ตาม ‘ความยิ่งใหญ่’ ซึ่งจะทำให้อยากเอาใจช่วยให้เขาทำตามความฝันได้ไปจนสุดทาง
แม้ว่าจะเข้าวงการมีผลงานการแสดงมาตั้งแต่อายุ 14 ปี แต่ชื่อของ ทิโมธี ชาลาเมต์ แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการจากภาพยนตร์ ‘Call Me by Your Name’ (2017) ของผู้กำกับ ‘ลูกา กวาดาญีโน’
(Luca Guadagnino) บทบาท ‘เอลิโอ’ (Elio) ไม่เพียงแต่ทำให้เขาเข้าชิงออสการ์ครั้งแรก ในวัย 22 ปี แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ ‘Timothée-mania’ หรือที่แฟนๆ เรียกว่า ‘Chalamania’ ไปทั่วโลก การแสดงที่เปี่ยมไปด้วยความเปราะบางและจริงใจ ทำให้เขาเป็นที่รักของชาว LGBTQ+ ที่ยกย่องว่าเขาสามารถถ่ายทอดความรักที่งดงามและเจ็บปวดออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ความสามารถอันโดดเด่นของเขาไม่ได้เกิดมาแค่ช่วงข้ามคืน หรืออาศัยรูปลักษณ์อันหล่อเหลา แต่เกิดจากความตั้งใจจริงที่จะดำเนินอาชีพเป็นนักแสดง
สำหรับการทำงานเรื่องนี้ ชาลาเมต์เดินทางล่วงหน้าไปใช้ชีวิตที่เมือง Crema ประเทศอิตาลี ก่อนเริ่มถ่ายทำนานถึง 5 สัปดาห์ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตและฝึกทักษะที่ตัวละครต้องมี โดยเริ่มฝึกซ้อมเปียโนทุกวันกับนักเปียโนชาวอิตาลี เพื่อให้สามารถเล่นบทเพลงคลาสสิกของ Bach และดนตรีในยุค 80s ได้ด้วยตัวเองเกือบทั้งหมดในเรื่อง เรียนเล่นกีตาร์เพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับบุคลิกของวัยรุ่นที่ใช้ดนตรีในการสื่อสารอารมณ์ นอกจากเรื่องดนตรีแล้วเขายังต้องฝึกภาษาหลากหลายทั้งเรียนภาษาอิตาลีแบบเร่งด่วน เพื่อให้สำเนียงและการออกเสียงดูเป็นธรรมชาติที่สุด ส่วนเรื่องภาษาฝรั่งเศสตัวเขาเองพูดได้อย่างเขาจึงใช้จุดแข็งนี้ในการถ่ายทอดความเป็นผู้พูดได้หลายภาษาของตัวละครได้อย่างมีเสน่ห์และสร้างความลึกซึ้งให้กับตัวละครได้อย่างน่าสนใจ
ผู้กำกับ ลูกา กวาดาญีโน ประทับใจในความมุ่งมั่นของทิโมธี ชาลาเมต์ อย่างมาก โดยออกมาให้สัมภาษณ์และชื่นชมบ่อยครั้งว่าเขาไม่ใช่แค่นักแสดงดาวรุ่งทั่วไป แต่เป็นศิลปินที่มีคุณสมบัติหายาก ทั้งการเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานที่เปี่ยมไปด้วยวินัย และมีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างไม่น่าเชื่อและเป็นคนหัวไวที่ไม่ได้พบเจอได้ง่าย ๆ ที่สำคัญเขาเป็นคนที่ รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรต่อหน้ากล้อง และเขามีความสามารถในการเผยให้เห็นแง่มุมที่เปราะบางที่สุดของมนุษย์ออกมาได้ กวาดาญีโนชื่นชมชาลาเมต์ ถึงขั้นที่ระบุว่าเขาคือ ‘ครอบครัว’ และเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานชิ้นต่อมาใน เรื่อง ‘Bones and All’ (2022)
“ผมไม่สามารถจินตนาการถึงการทำหนังโดยไม่มีเขาได้อีกต่อไป เขาเป็นเหมือนกระจกสะท้อนวิสัยทัศน์ของผม”
ลูกา กวาดาญีโน ไม่ใช่ผู้กำกับคนเดียวที่ชื่นชมชาลาเมต์ เพราะตอนที่เขาได้ทำงานกับผู้กำกับหญิงคนเก่ง ‘เกรต้า เกอร์วิค’ (Greta Gerwig) เธอก็เปรียบเปรยว่าเขาคือ “ส่วนผสมของ คริสเตียน เบล, แดเนียล เดย์-ลูอิส และ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในคนเดียว”
ทิโมธี ชาลาเมต์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมครั้งที่ 2 จากการแสดงเป็น ‘บ๊อบ ดีแลน’ (Bob Dylan) ในภาพยนตร์ ‘A Complete Unknown’ ของผู้กำกับ ‘เจมส์ แมนโกลด์’ (James Mangold) บทนี้ ชาลาเมต์ยอมรับด้วยตัวเองเลยว่ายากที่สุดเท่าที่เคยแสดงมาโดยทุ่มกำลังถึง 170% ในทุกแง่มุมของการทำงาน และเปรียบเทียบระดับความมุ่งมั่นของตนเองกับแดเนียล เดย์-ลูอิส นักแสดงระดับตำนานที่เขายึดถือเป็นแบบอย่างในการแสดงเรื่องการจมดิ่งลงไปในบทบาทอย่างสุดตัว
ชาลาเมต์ใช้เวลาเตรียมตัวแสดงบทนี้นานถึง 5-6 ปี โดยอาศัยช่วงเวลาว่างจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และการประท้วงของนักแสดงในฮอลลีวู้ด ศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ทั้งฝึกฝนการร้องเพลง การเล่นกีตาร์ และฮาร์โมนิกา จนสามารถแสดงสดหน้ากล้องได้มากกว่า 40 เพลงโดยไม่ใช้การลิปซิงค์ เขาศึกษาข้อมูลผ่านการชมวิดีโอบันทึกการแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่ากระทั่งสามารถแสดงท่าทางการเดิน และการทรงตัวบนเวที การขยับมือเวลาเล่นกีต้าร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ๊อบ ดีแลน ได้เหมือนมาก แม้แต่แฟนพันธุ์แท้ยังต้องเอ่ยปากชม นอกจากนี้ยังฝึกฝึกสำเนียงเฉพาะตัวของดีแลน โดยเฉพาะการเน้นเสียงตัว R ที่หนักแน่นตามแบบชาวมินนิโซตา โดยจ้างครูฝึกพิเศษมาสอนโดยเฉพาะ
และสิ่งที่เขาทุ่มเทมากที่สุดให้กับหนังเรื่องนี้ก็คือการทดลองไปใช้ชีวิตในถิ่นกำเนิดของบ๊อบ ดีแลน ไปเยี่ยมเมือง Duluth และ Hibbing ในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นเมืองที่ดีแลนเติบโตขึ้นมา เพื่อซึมซับบรรยากาศและทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เกิดศิลปินระดับโลก ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ชาลาเมต์เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้น 20 ปอนด์ เนื่องจากเขาพบว่าตนเองมีรูปร่างที่ผอมบางกว่าดีแลนในช่วงวัยเดียวกัน นอกจากนี้ ในช่วงถ่ายทำ 2 เดือนครึ่ง เขาได้ตัดการเชื่อมต่อจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ใช้โทรศัพท์มือถือและไม่อนุญาตให้มีผู้เยี่ยมชมในกองถ่าย พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการที่จะดูเป็นนักแสดง Method ที่แปลกประหลาด แต่เกิดจากความกลัวที่ว่าหากเขาสูญเสียสมาธิไปเพียงครู่เดียว เขาจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตที่ไม่ได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบทบาทที่ศักดิ์สิทธิ์นี้
ซึ่งทางผู้กำกับ เจมส์ แมนโกลด์ ยกย่องการแสดงของชาลาเมต์ว่า “ยอดเยี่ยมและน่าเหลือเชื่อ” โดยเขารู้สึกทึ่งที่ชาลาเมต์สามารถเป็นเจ้าของบทเพลงเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์จนทีมงานบางคนแยกไม่ออกระหว่างเสียงร้องของเขากับเสียงจริงของดีแลน นอกจากนี้ แมนโกลด์ยังออกมาช่วยแก้ข่าวลือเรื่องที่ชาลาเมต์มีพฤติกรรมที่หมกมุ่นเกินไปในกองถ่าย ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ความหมกมุ่น แต่คือการทำงานของเขาให้ดีที่สุดท่ามกลางความกดดันมหาศาลและการถูกตัดสินโดยคนทั่วโลก
สุดท้ายแล้วการทุ่มเทแบบสุดตัวนี้ทำให้ทิโมธี ชาลาเมต์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักแสดงที่อายุน้อยที่สุดที่คว้ารางวัล SAG Awards สาขานักแสดงนำชาย จากงานประกาศรางวัล Screen Actors Guild (SAG) Awards ครั้งที่ 31 ในปี 2025
หากจะมีการนับสถิติการฝึกซ้อมที่ยาวนานที่สุดเพื่อรับบทในหนัง 1 เรื่อง
ชื่อของ ทิโมธี ชาลาเมต์ จะต้องติดโผอย่างแน่นอนเพราะว่าการเริ่มดำเนินการสร้างหนังเรื่องนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2018 เมื่อ ‘จอช แซฟดี’ (Josh Safdie) พบกับทิโมธี ชาลาเมต์ ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่งและนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้ ทั้งคู่พูดคุยกันถูกคอมากจนเป็นเพื่อนกัน โดย จอช แซฟดี บอกกว่าเขารู้สึกว่าทิโมธีที่ความคล้าย ‘มาร์ตี ไรส์แมน’ (Marty Reisman) นักปิงปองระดับตำนานของอเมริกาผู้มีลีลาการโชว์ด้วยลูกเล่นแปลกตาที่ไม่เหมือนใครในวัยหนุ่ม จึงอยากให้เขามารับบท ‘มาร์ตี เมาเซอร์’ (Marty Mauser) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชีวประวัติมาแบบหลวม ๆ โดยบทนี้จะผสมเสน่ห์ส่วนตัวของชาลาเมต์เข้าไปให้กลายเป็นนักต้มตุ๋นผู้แพรวพราว ผู้ทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดเพื่อความฝันในการเป็นแชมป์ปิงปอง
ชาลาเมต์ตอบตกลงรับบทนี้ทันทีและเริ่มเรียนตีปิงปองตั้งแต่ตอนนั้นเลย แต่ระหว่างทางเขาก็ยังทำงานอื่น ๆ ไปด้วยทั้งงานภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์อย่าง ‘Dune’ และ ‘Wonka’ แต่สิ่งที่เหลือชื่อคือเขารักษาความลับและความมุ่งมั่นในโปรเจกต์ขนาดเล็กอย่าง Marty Supreme ไว้อย่างเหนียวแน่นสุด ๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะมีงานหนังเรื่องนี้ แต่มีข่าวว่า เขาสั่งให้เอาโต๊ะปิงปองไปตั้งในทุกกองถ่ายที่เขาไปทำงาน ไม่ว่าจะเป็นท่ามกลางทะเลทรายขณะถ่ายทำ ‘Dune: Part Two’ หรือในลอนดอนระหว่างการถ่ายทำ Wonka เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะได้ฝึกการเคลื่อนไหวเวลาตีปิงปองอย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอนและพัฒนาฝีมือการเล่นให้ดีขึ้น นอกจากนี้เขายังไปลงเรียนตีปิงปองโค้ชระดับโลก ‘เหว่ย หวัง’ (Wei Wang) และ ‘ดิเอโก ชาฟ’ (Diego Schaaf) ครั้งละ 1 ชั่วโมงครึ่ง 5 วันต่อสัปดาห์เพื่อให้ได้ลักษณะการเล่นที่เหมือนมือโปรจริง ๆ และต้องปรับให้มีลักษณะการตีที่เหมือนกับนักกีฬาในยุค 1950 ซึ่งมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการเล่นในปัจจุบัน ที่เน้นความเร็วและสปินจากหน้ายางฟองน้ำแล้วหันมาฝึกฝนการใช้ไม้ปิงปองหน้ายางเม็ดสั้นหรือ ‘Hardbat’ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ มาร์ตี ไรส์แมน ตัวจริงยึดถือ
และในช่วงเวลาการถ่ายทำ ทิโมธี ชาลาเมต์ ก็ฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นกับ ‘โคโตะ คาวากุจิ’ เป็นนักกีฬาปิงปองและนักแสดงชาวญี่ปุ่นที่เป็นผู้พิการทางการได้ยินผู้รับบท ‘โคโตะ เอ็นโดะ’ (ซึ่งในหนังก็ได้ระบุว่าเขาเป็นผู้พิการทางการได้ยินเช่นเดียวกับตัวจริง) คู่แข่งคนสำคัญของมาร์ตี ทั้งคู่ซ้อมร่วมกันเพื่อสร้างจังหวะการโต้ตอบที่สมจริงในฉากไคลแมกซ์ เพื่อที่ทีมงานจะได้ไม่ต้องใช้เทคนิคมุมกล้องใด ๆ มาช่วยอีกด้วย
นอกจากการเตรียมตัวในเรื่องทักษะการตีปิงปองแล้ว การแปลงโฉมก็เป็นอีกอย่างที่ชาลาเมต์ยอมทุ่มเท โดยเขาต้องแต่งหน้าเอฟเฟคถึง 5 ชิ้นที่ใบหน้าในเพื่อให้เหมือนคนกร้านโลก ที่ผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างโชกโชน โดยรวมแล้วเขาต้องแต่งหน้าพิเศษที่แก้มของเขาเพื่อสร้างผิวที่ดูเหมือนมีรอยแผลเป็นจากสิว มีอีกชิ้นหนึ่งวางบนโหนกแก้มเพื่อสร้างแผลเป็นลึกที่ด้านหนึ่ง มีชิ้นเล็กสองชิ้นสำหรับแผลเป็นใต้ริมฝีปาก และมีแผลเป็นยาวอยู่ใต้คาง
ซึ่งการแต่งหน้าเอฟเฟคนี้ทำได้เนียนมากจนมีเรื่องฮาเกิดขึ้นในกองถ่ายเนื่องจาก ‘กวินเน็ธ พัลโทรว์’ (Gwyneth Paltrow) เห็นหน้าของชาลาเมต์ แล้วคิดว่าเป็นผิวหน้าจริง ๆ ที่เต็มไปด้วยริ้วรอย เธอถึงกับถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงและกำลังจะเตรียมแนะนำเทคนิคดูแลผิวเตรียมชี้เป้าเครื่องสำอางลดริ้วรอยให้กับเขาเลยทีเดียว
นอกจากการแต่งหน้าผู้กำกับ จอช แซฟดี ยังอยากให้ชาลาเมต์เป็นคนที่มีบุคคลิกของคนใส่แว่นจริง ๆ เขาจึงต้องทำให้ชาลาเมต์มองไม่เห็น ด้วยการให้ใส่คอนแทคเลนส์ ค่าสายตา +10 และแว่นสายตาใส่เลนส์ -10 เพื่อมาหักล้างกัน และสร้างภาพลวงตาว่าดวงตาของเขาเล็กและกลมโต ซึ่งถ้าเมื่อไหร่เขาทำแว่นหล่นก็จะกลายเป็นคนมองไม่เห็นทันที ผลจากการสวมใส่เลนส์และแว่นตาทำให้เขารู้สึกมีอาการเวียนศีรษะอยู่ตลอดเวลา และสภาวะความไม่มั่นคงทางกายภาพนี้ถูกนำมาใช้เพื่อสะท้อนความกระวนกระวายและความมั่นใจที่เกินเหตุของตัวละครมาร์ตี เมาเซอร์ ได้อย่างลึกซึ้ง
แต่การทุ่มเทนี้ก็ทำให้สายตาของชาลาเมต์ได้รับความเสียหายชั่วคราวและเพิ่งจะเริ่มฟื้นฟูคืนมาได้ไม่นานก่อนการฉายภาพยนตร์ ซึ่งการยอมรับความเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญอย่างดวงตาเพื่อแลกกับความสมบูรณ์แบบทางศิลปะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความทุ่มเทของเขานั้นก้าวไปสู่ระดับที่เกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจ
ยังไม่หมดเท่านี้ ในฉากที่ มาร์ตี เมาเซอร์ ถูก ‘มิลตัน ร็อกเวลล์’ (Milton Rockwell) ตัวละครของ ‘เควิน โอ’เลียรี’ (Kevin O'Leary) ถูกตีด้วยไม้ปิงปองที่ก้น ฉากนี้ ทิโมธี ชาลาเมต์ ปฏิเสธการใช้นักแสดงแทนในการโชว์บั้นท้ายโดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการให้ทุกความเจ็บปวดเป็นการแสดงที่แท้จริงและไม่อยากให้ “ก้นของคนอื่น” กลายเป็นตำนานแทนเขา และฉากนี้ก็กลายเป็นฉากที่ตราตรึงใจของผู้ชมสมใจ
ทิโมธี ชาลาเมต์ ในวัย 30 ปี 26 วัน นับในวันที่ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทบาทใน Marty Supreme (2025) นับเป็นการเข้าชิงครั้งที่ 3 ในชีวิตต่อจาก Call Me by Your Name (2017) และ A Complete Unknown (2025) สถิตินี้ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงชายที่อายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่ ‘มาร์ลอน แบรนโด’ (Marlon Brando) ที่สะสมการเข้าชิงครบ 3 ครั้งได้รวดเร็วที่สุด และเป็นนักแสดงชายที่ได้ชิงรางวัลออสการ์ 2 สาขาในปีเดียวกันอีกด้วยเนื่องจากเขาเป็นโปรดิวเซอร์ของ Marty Supreme ทำให้ได้รับการเสนอชื่อในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกหนึ่งสาขา โดยรวมแล้วเขามีสะสมยอดการมีชื่ออยู่ในหนัง Best Picture รวมแล้วถึง 8 เรื่องได้แก่ Call Me By Your Name, Lady Bird, Little Women, Dune, Don't Look Up, Dune: Part Two, A Complete Unknown และล่าสุดกับ Marty Supreme
ด้วยรายชื่อหนังดียาวเป็นหางว่าวแบบนี้ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ทิโมธี ชาลาเมต์ ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาที่เปี่ยมเสน่ห์ แต่เขาเป็นคนที่มี ‘พลังดารา’ ที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้ เขาสามารถดึงดูดทั้งนักวิจารณ์สายอาร์ตและผู้ชมสาย Blockbuster (จาก Dune และ Wonka) มาอยู่ในจุดเดียวกันได้ และได้รับการขนานนามว่าเป็นดาราคนสุดท้ายที่คนยอมจ่ายเงินซื้อตั๋วเพียงเพราะมีชื่อของเขาอยู่บนหน้าหนัง โดยไม่ต้องพึ่งพาแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ เพราะภาพยนตร์ที่เขาแสดงนำนั้นสามารถทำรายได้สูงถึง 2.3 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเครื่องการันตีเสมอไปว่าเขาจะได้รางวัล ‘ออสการ์’ ที่เขารอคอย เพราะเมื่อมาโค้งสุดท้ายก็มีเรื่องขึ้นมาจนได้
ในช่วงแรกของการเก็งอันดับผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ประจำปี 2026 ชื่อของทิโมธี ชาลาเมต์ นั้นนำโด่งมาเป็นอันดับหนึ่งจากการเดินสายโปรโมทที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและเป็นกระแสไวรัลถูกใจผู้ชมยุคใหม่ แต่แล้วโชคชะตาก็กลับพลิกผันเมื่อคลิปวิดีโอที่เขา พูดคุยกับ ‘แมทธิว แม็คคอนาเฮย์’ (Matthew McConaughey) ในรายการ Variety & CNN Town Hall มีคำพูดที่เขาพูดถึงการทำงานในวงการภาพยนตร์เกี่ยวกับหนทางที่จะให้การดูหนังในโรงภาพยนตร์ดำรงต่อไป แต่เขาพาดพิงถึงวงการบัลเลต์และโอเปร่าในเชิงที่ไม่ดีนัก ว่า “ผมไม่อยากทำงานแบบเดียวกับบัลเลต์หรือโอเปร่า หรืออะไรประเภทที่ต้องแบบว่า “เฮ้ มาต่อชีวิตให้มันกันเถอะ” ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครแคร์เกี่ยวกับพวกมันอีกต่อไปแล้ว”
แม้ว่าเขาจะรีบพูดทันทีว่า “ด้วยความเคารพต่อผู้คนในวงการบัลเลต์และโอเปร่านะครับ” แต่เขาก็ยังเล่นมุกต่อว่า “นี่ผมเพิ่งจะสูญเสียรายได้จากผู้ชมไปประมาณ 14 เซ็นต์ได้”
คำพูดที่พูดออกไปโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีนั้นก็มีราคาที่ต้องจ่ายมากกว่านั้น สัมภาษณ์นี้กลายเป็นไวรัล ผู้คนจากวงการบัลเลต์และโอเปร่าต่างก็ออกมาแสดงความไม่พอใจกันจำนวนมาก เพราะคิดว่านักแสดงที่ทำงานศิลปะเช่นเดียวกัน น่าจะเข้าใจการทำงานศิลป์มากกว่าคนทั่วไป ทำไมถึงพูดอะไรที่ดูเป็นการดูถูกอาชีพผู้อื่นอย่างนี้ และยังมีผู้ไปขุดคลิปวีดีโอเก่าของเขาว่าจริง ๆ แล้วเขาเคยเล่นมุกถึงบัลเลต์กับโอเปร่าว่า “เป็นสิ่งที่กำลังจะตาย” มาตั้งแต่ปี 2019 แล้วด้วย
ด้าน ‘อันเดรีย โบเชลลี’ (Andrea Bocelli) ศิลปินโอเปร่าระดับโลกได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ผ่านสื่อดังอย่าง People ว่า “ผมเชื่อว่าคนเรามักจะรักษาระยะห่างจากสิ่งที่เรายังไม่เคยได้สัมผัสหรือพบเจออย่างแท้จริง ผมเชื่อมั่นว่าศิลปินที่มีความละเอียดอ่อนอย่างทิโมธี ผู้ซึ่งเข้าใจในพลังของอารมณ์ความรู้สึก วันหนึ่งเขาอาจจะค้นพบว่าโอเปร่าและการเต้นนั้นมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งพลังงานทางอารมณ์เดียวกัน หากวันใดที่เขาเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะต้อนรับเขาในฐานะแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตของผม บางครั้งการได้ฟังดนตรีสด ๆ เพียงไม่กี่นาที ก็เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจแล้วว่า ทำไมผ่านไปหลายร้อยปี ศิลปะเหล่านี้ยังคงเป็นที่รักของคนทั่วโลก”
การตอบโต้ของโบเชลลีได้รับคำชมอย่างมากว่าเป็นการจัดการความขัดแย้งด้วยความเป็นผู้ใหญ่ และยังเป็นการเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาทำความรู้จักกับศิลปะที่โดนกล่าวหาว่าตายไปแล้วอีกด้วย แม้ว่าคำพูดของทิโมธี ชาลาเมต์ หลายคนจะเข้าใจว่าเขาก็คงไม่ได้จะมีเจตนาจะดูหมิ่น แต่ว่าประเด็นที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างที่อาจจะทำให้เขาไม่ได้รับรางวัลก็คือการที่ตัวละครของเขาเป็นคนยิว แถม มาร์ตี เมาเซอร์ ตัวละครของเขาก็เข้าขั้นนิสัยเสียแบบไม่น่าสงสารอีกด้วย ในบรรยากาศการเมืองโลกที่ร้อนระอุเกี่ยวกับสงครามในโลกที่มีความขัดแย้งพัวพันกับอิสราเอลการที่จะให้เขาได้รางวัลในช่วงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองอย่างหนักถึงกระแสที่อาจจะตามมาจากการประกาศรางวัล
อย่างไรก็ตาม งานประกาศรางวัลออสการ์มักเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเสมอ และการแข่งขันในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของปีนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นเช่นนั้น เพราะผู้เข้าชิงแต่ละคนต่างก็มีผลงานที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ จาก One Battle After Another, อีธาน ฮอว์ก จาก Blue Moon, ไมเคิล บี. จอร์แดน จาก Sinners และ วากเนอร์ มูรา จาก The Secret Agent ก่อนที่ในค่ำคืนประกาศผล รางวัลจะตกเป็นของ ไมเคิล บี. จอร์แดน จาก Sinners ในที่สุด แม้ ทิโมธี ชาลาเมต์ จะยังไม่ได้ครอบครองรูปปั้นทองคำที่เขาเฝ้ารอคอย แต่เส้นทางการแสดงของเขาก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างน่าจับตา เพราะนอกจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Dune: Part Three ที่กำลังรออยู่แล้ว เขายังมีโปรเจกต์เรื่อง High Side ที่จะรับบทเป็นอดีตนักแข่ง MotoGP ผู้ผันตัวมาเป็นโจรปล้นธนาคาร กำกับโดย เจมส์ แมนโกลด์ ซึ่งมีรายงานว่าเขาได้รับค่าตัวสูงถึง 25 ล้านดอลลาร์สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้
เรื่อง: เพจผู้ชายคนนั้นจากหนังเรื่องนี้
ภาพ: Reuters
อ้างอิง
https://www.bbc.com/news/articles/c20lyk1lpn2o
https://variety.com/2025/film/news/timothee-chalamet-upset-losing-oscars-1236571283/
https://variety.com/2026/film/news/andrea-bocelli-timothee-chalamet-opera-ballet-1236685276/