19 มี.ค. 2569 | 12:32 น.

KEY
POINTS
“ผมเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อลูก ๆ ของผม เพื่อบอกพวกเขาว่าผมขอโทษสำหรับความยุ่งเหยิงที่คนรุ่นพวกเราทิ้งไว้ให้ต้องรับช่วงต่อ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้กำลังใจพวกเขาด้วยว่า บางทีคนรุ่นของพวกเขาอาจพาโลกกลับไปสู่ความมีเหตุผล และความมีน้ำใจต่อกันอีกครั้งก็ได้”
นี่คือคำกล่าวของ ‘พอล โทมัส แอนเดอร์สัน’ ขณะขึ้นรับรางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ครั้งที่ 98 จาก ‘One Battle After Another’ หนังการเมืองดุเดือดความยาว 3 ชั่วโมงที่กัดกินใจทั้งนักวิจารณ์ คนดู และสะท้อนภาพโลกปัจจุบันได้อย่างลงตัว ว่าเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ปัญหา และยังมองไม่ออกว่าจะลงเอยอย่างไร
ก่อนถึงคืนนั้น ใคร ๆ ก็คาดการณ์ว่า แอนเดอร์สัน คือตัวเต็งสามสาขาใหญ่ ทั้งบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หลังกวาดรางวัลลูกโลกทองคำและ BAFTA ในสาขาเดียวกัน รวมถึงรางวัลจากสมาคมวิชาชีพมาแทบครบเซต ทั้ง DGA (Directors Guild of America) รางวัลจากสมาคมผู้กำกับที่ในทางสถิติแทบเดินตามออสการ์สาขาเดียวกันทุกปี, WGA (Writers Guild of America) รางวัลจากสมาคมนักเขียนบทที่บอกได้ชัดว่าคนในอุตสาหกรรมมองว่าบทเรื่องไหนดีที่สุด และ PGA (Producers Guild of America) รางวัลจากสมาคมโปรดิวเซอร์ที่ใช้ระบบโหวตแบบเดียวกับออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ครั้งนี้เขาจะไม่พลาดอีกแน่นอน
ก่อนหน้านี้ เขาเข้าชิงออสการ์มาแล้ว 11 ครั้งโดยยังไม่เคยชนะเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีบางปีที่เขาทำหนังดีเยี่ยมจนขึ้นเป็นตัวเต็งจ๋า อย่างปี 2007 ที่ ‘There Will Be Blood’ ที่ ‘แดเนียล เดย์-ลูอิส’ มอบการแสดงที่ทรงพลังที่สุดในบท ‘แดเนียล เพลนวิว’ นักค้าน้ำมันผู้โหดเหี้ยม แม้เขาจะส่งให้สุดยอดนักแสดงนำชายได้รางวัลไปครอง แต่ในภาพรวมผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนกลับเลือกโหวตให้ ‘No Country for Old Men’ ของผู้กำกับพี่น้อง ‘โจลและอีธาน โคเอน’ ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปแทนมากกว่า
หลังจากนั้น แม้เขาจะมีหนังเด่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Inherent Vice, The Master, Phantom Thread (เขากลับมาร่วมงานกับ เดย์-ลูอิส อีกครั้ง) และ Licorice Pizza แต่ทั้ง 3 เรื่องก็ยังไม่ได้ส่งให้เขากลับไปเป็นตัวเต็งได้กล่องในปีนั้น ๆ
และหลังฝ่าฟันศึกใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า One Battle After Another ก็กลายเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จรอบด้านที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา ส่งให้เขาคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในการเข้าชิงครั้งที่ 12, 13 และ 14 จนได้
ซึ่งรวมแล้ว One Battle After Another กวาดรางวัลออสการ์ได้ถึง 6 สาขา โดยมีรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม, คัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยมด้วย อีกทั้งยังทำรายได้ทะลุ 209 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในอาชีพผู้กำกับของเขาไปโดยปริยาย
สิ่งที่เขารอคอยมานานไม่แพ้รางวัลออสการ์ คือการทำหนังเรื่องนี้ให้สำเร็จ หนังดัดแปลงหลวม ๆ มาจากนิยายเรื่อง ‘Vineland’ ของ ‘โทมัส พีนชอน’ ว่าด้วยผลพวงของขบวนการต่อต้านรัฐบาลอเมริกันยุค 1960s ที่ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงยุค 1980s พร้อมตั้งคำถามที่กรีดใจคนรุ่นนั้นว่า เหตุใดเหล่าฮิปปี้ผู้เคยมีหัวใจอิสรชนและฝันจะเปลี่ยนโลก กลับยอมสยบอยู่ใต้แทบเท้าของระบบรัฐและอำนาจนิยมในเวลาต่อมา
ความยอดเยี่ยมของ Vineland ติดอยู่ในใจของแอนเดอร์สันมาตลอด เพราะมันอุดมไปด้วยตัวละครประหลาด อารมณ์ขันร้ายกาจ และเกมการเมืองด้านมืดอันแสนวุ่นวาย ซึ่งล้วนเป็นลายเซ็นที่ปรากฏในหนังของเขาเสมอ แม้จะรักนิยายเรื่องนี้มาก แต่ในช่วงแรกเขากลับมืดแปดด้านว่าจะดัดแปลงมันออกมาอย่างไร แอนเดอร์สันจึงตัดสินใจวางไอเดียนี้ไว้บนหิ้งเกือบ 20 ปี เพื่อรอให้ทุกอย่างตกตะกอนว่า จะจัดการกับโครงเรื่องที่กระจัดกระจาย ตัวละครจำนวนมาก และการอ้างอิงบริบทการเมืองจำนวนมหาศาลแล้วเล่าออกมาเป็นภาพยนตร์ให้เข้าใจง่าย และน่าติดตามได้อย่างไร
อีกสิ่งที่ทำให้เขาต้องรอก็คือ การจะทำ One Battle After Another นั้นต้องมีทุนที่สูงทีเดียว และต้องการพลังของนักแสดงมาช่วยด้วย ซึ่งเขาเองก็มองหามานานว่า ใครจะเป็นนักแสดงคนนั้นที่ช่วยให้เขาสามารถผลักดันมันให้เป็นรุปเป็นร่างจริง ๆ ได้เสียที
และเขาคนนั้นก็คือพระเอกระดับ ‘Golden Boy’ ลีโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอ นั่นเอง
แอนเดอร์สันปรารถนาจะร่วมงานกับ ลีโอ มาหลายปีแล้ว ขณะเดียวกันลีโอเองก็เฝ้ารอโอกาสที่จะร่วมงานกับผู้กำกับมือฉมังอย่างแอนเดอร์สันเช่นกัน เพราะเขารู้สึกผิดที่เคยปฏิเสธบท ‘เดิร์ก ดิกเลอร์’ ในหนังเรื่อง ‘Boogie Nights’ เพื่อเล่นหนังเรื่อง ‘Titanic’ ซึ่งแม้ Titanic จะทำให้เขาดังระเบิด แต่เขาก็ยังรู้สึกผิดเสมอที่จำเป็นต้องบอกปัดข้อเสนอในครั้งนั้น
แม้ในกองถ่ายแอนเดอร์สันจะแอบแซวลีโออยู่บ่อยครั้งว่า เขามักจะชอบเสนอไอเดียที่น่าสนใจด้วยการบอกว่า “ผมไม่ใช่คนเขียนบทนะ แต่…” ซึ่งมันทำให้เขารำคาญอยู่บ้าง (ฮา) แต่เขาก็ยอมรับว่า ช่วงเวลาที่กองถ่ายเกิดทางตัน มองไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ก็มักจะเป็นลีโอนี่แหละที่มอบไอเดียอันยอดเยี่ยมมาเป็นกุญแจสำคัญให้กับหนังได้เสมอ
พูดถึงอุปสรรคในการถ่ายทำ หลังเปิดกล้องได้แล้ว แอนเดอร์สันยังยอมหยุดกองถ่ายนานกว่า 2-3 เดือน เพื่อรอให้นักแสดงคนสำคัญอย่าง ‘เบนนินิโอ เดล โตโร’ ไปถ่ายหนังเรื่อง ‘The Phoenician Scheme’ ของผู้กำกับ ‘เวส แอนเดอร์สัน’ ให้เสร็จสิ้นก่อน ด้วยเหตุผลสั้น ๆ จากทีมงานว่า ไม่มีใครจะสวมบทนี้ได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว
และผลลัพธ์ก็พิสูจน์ว่าการรอคอยนั้นคุ้มค่า เดล โตโร ฝากฝีมือการแสดงที่น่าภาคภูมิใจจนได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชาย แม้สุดท้ายรางวัลจะตกเป็นของ ‘ฌอน เพนน์’ นักแสดงมือฉมังอีกคนจากหนังเรื่องเดียวกัน แต่ก็ไม่มีใครกังขาในผลลัพธ์นั้น เพราะ One Battle After Another ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ใครก็ตามที่ได้ยืนอยู่บนเวทีในนามของหนังเรื่องนี้ ต่างก็คู่ควรอย่างที่สุดแล้ว
ความพิถีพิถันในการทำงานของ แอนเดอร์สัน อาจเรียกได้ว่าหล่อหลอมขึ้นมาตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะพ่อของเขา ‘เออร์นี’ เป็นพิธีกรรายการวิทยุและโทรทัศน์ชื่อดังในช่วงยุค 60s โดยใช้ชื่อในวงการว่า ‘Ghoulardi’ ซึ่งมีบุคลิกขบถ ตลกเสียดสี และเป็นที่รักของคนดูจำนวนมาก การได้ยินเสียงและดูผลงานของพ่อ การคลุกคลีกับพ่อ ไม่มากไม่น้อยค่อย ๆ ปลูกฝังให้เขาสนใจการทำสื่อ ทำหนัง โดยเขาเริ่มทำหนังเรื่องแรกจากฝึกใช้กล้องวิดีโอ Betamax ของพ่อตอนอายุ 12 ปี และเขาถึงขั้นยอมทำงานล้างกรงสัตว์ในร้านขายสัตว์เลี้ยงตอนมัธยมปลาย เพื่อหาทุนมาทำหนังจริง ๆ จัง ๆ
หากสังเกตดี ๆ หนังของเขายังมักพูดถึงอิทธิพลของพ่อ ทั้งในด้านดีและด้านไม่ดีเสมอ ซึ่งสิ่งนี้มาจากความสัมพันธ์ของเขากับพ่อ ซึ่งมันมีผลอย่างยิ่งต่อชีวิตเขา จนถึงขั้นเอาชื่อ ‘Ghoulardi’ มาใช้เป็นชื่อค่ายหนังของเขาด้วย
แต่ถึงจะชอบทำหนังมาก ๆ เขากลับไม่ค่อยถูกโฉลกกับการเรียนหนังตามระบบการศึกษา แอนเดอร์สันลาออกจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) หลังเข้าเรียนได้เพียง 2 วัน เพราะรู้สึกว่าสถาบันกำลังทำให้แรงบันดาลใจในการทำหนังของเขากลายเป็นแค่งานบ้านหรือหน้าที่ที่น่าเบื่อ เขาจึงเลือกเดินออกมา แล้วตรงเข้าไปยังกองถ่ายทำภาพยนตร์ของจริง ที่นี่แหละที่ทำให้เขาได้เรียนรู้โลกของการทำหนังจริง ๆ
ในปี 1993 หนังสั้นของเขาเรื่อง ‘Cigarettes & Coffee’ (1993) ใช้งบประมาณ 20,000 ดอลลาร์ ซึ่งได้มาจากเงินรางวัลพนัน, บัตรเครดิตของแฟน และเงินเก็บค่าเทอม 10,000 ดอลลาร์ที่พ่อให้เขาไว้ แล้วหนังก็เป็นที่พูดถึงเยอะจนได้เข้าฉายในเทศกาล Sundace
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ เขาได้ทำหนังขนาดยาวเรื่องแรกคือ ‘Hard Eight’ (1996) ซึ่งนำแสดงโดย ‘ฟิลลิป เบเกอร์ ฮอลล์’ (เขาคนนี้นำแสดงใน Cigarettes & Coffee ด้วย), จอห์น ซี ไรลี่ย์, กวินเน็ธ พัลโทรว์ และแซมมวล แอล แจ็คสัน ซึ่งคราวนี้ส่งให้เขาได้เอาหนังไปฉายในสาย Un Certain Regard ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย
และไม่มากไม่น้อย มันนำเขาไปสู่ชีวิตการทำหนังมาสเตอร์พีซตลอด 30 ปีที่ประสบความสำเร็จรอบด้านอย่างที่เราเพิ่งได้เห็นเป็นประจักษ์พยานกันไป
“พวกคุณทำให้ผมต้องทำงานหนักจริง ๆ กว่าจะได้รางวัลพวกนี้มา ผมขอบคุณมาก ๆ”
บนเวทีออสการ์ เขายังกล่าวขอบคุณทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างหนังเรื่องนี้ออกมา ไล่ตั้งแต่ ‘พีนโชน’ ซึ่งหากไม่มีนิยายของเขา แอนเดอร์สัน คงไม่มาถึงวันนี้, ‘มายา รูดอล์ฟ’ ภรรยาที่เป็นนักแสดงสายตลก ผู้คอยอยู่เคียงข้างเขาในทุกเวลา และทีมงานทุกคน โดยเหล่าผู้ร่วมงานในโรงละครดอลบี้ เธียเตอร์ (Dolby Theatre) ณ Ovation Hollywood ต่าง Standing Ovation ให้เขาทั้งงาน
“อาจมีบางช่วงที่เราสงสัยในใจว่า เราคู่ควรกับรางวัลนี้จริงไหม แต่สำหรับผม ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าการได้มายืนอยู่ตรงนี้คือความสุขอย่างยิ่ง”
“ผมมายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะความเชื่อมั่นของผู้คนมากมาย ที่มอบทั้งความไว้วางใจและเวลาของพวกเขาให้กับผม และนั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุดของการทำงานในกองถ่าย การได้ทำงานร่วมกับผู้คน พวกเราต้องการกันและกัน
“รางวัลนี้เป็นของขวัญที่งดงาม และผมมีความสุขมากที่ได้เรียกภาพยนตร์ว่าบ้านของผม”
แอนเดอร์สัน อาจไม่ใช่คนที่คร่ำครวญเรื่องออสการ์ต่อสาธารณะเยอะเท่าไหร่ แม้ตอนเข้าชิงในปี 1998 สมัยเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มจากซานเฟอร์นันโดวัลเลย์ ได้เข้าชิงรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง ‘Boogie Nights’ หนังเรื่องแรกที่ทำให้คนฮอลลีวู้ดได้เล็งเห็นศักยภาพว่าไอ้หนุ่มคนนี้มีของและไม่ธรรมดา ในตอนนั้นเขาจะยอมรับตรง ๆ ว่าอยากได้
“ถ้าบอกว่าไม่อยากก็เหมือนโกหก”
แต่เขาไม่ยอมให้ความผิดหวังครอบงำชีวิต
ปี 2018 ตอนทำ ‘Phantom Thread’ เขาบอกลูก ๆ ว่าจะได้รางวัลหรือไม่ ไม่สำคัญ แล้วก็ก้มหน้าทำหนังต่อ เพื่อนำเสนอในสิ่งที่เขาคิดว่าน่าสนใจและตอบโจทย์โลกใบนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้แนวคิดของเขาเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเช่นกัน
วันนี้ One Battle After Another เข้าไปอยู่ในทำเนียบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออสการ์ร่วมกับหนังอีกกว่า 100 เรื่องตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แต่ แอนเดอร์สัน ก็ยังยืนยันในแบบที่เป็นตัวเขาเสมอว่ามันไม่มีคำว่าดีที่สุดในโลกมายา
“ในปี 1975 หนังที่เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมีทั้ง Dog Day Afternoon, One Flew Over the Cuckoo's Nest, Jaws, Nashville และ Barry Lyndon ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้มีคำว่าดีที่สุดระหว่างหนังเหล่านี้หรอก มันขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นอารมณ์ของเราพาเราไปหาหนังเรื่องไหนมากกว่า”
“แต่พวกเราก็มีความสุขมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแบบนี้ การเดินทางที่งดงามร่วมกับเพื่อนผู้เข้าชิง กับเพื่อนผู้สร้างภาพยนตร์ด้วยกัน และกับผู้สร้างภาพยนตร์อีกมากมายที่อาจไม่ได้ถูกเสนอชื่อปีนี้ ปีนี้มีหนังดี ๆ มากมายจริง ๆ”
ศึกใหญ่ของเขาอาจผ่านพ้นไปแล้ว แต่สิ่งที่มั่นใจได้แน่นอนก็คือ ไม่ว่าหลังจากนี้ผลงานเรื่องต่อไปของเขาจะเป็นเรื่องอะไร ไม่ว่ามันจะเป็นหนังออสการ์อีกหรือไม่ แอนเดอร์สัน จะไม่หยุดทำหนังที่คุณภาพดีออกมาแน่นอน เพื่อตัวเขาเอง เพื่อครอบครัว เพื่อคนดู และเพื่อโลกทั้งใบ
เรื่อง: รณภัทร
ภาพ: Reuters