06 เม.ย. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
“เราจำต้องจินตนาการว่าซิซิฟัสมีความสุข”
สมมติว่า วันใดวันหนึ่ง คุณถูกบังคับให้ทำอะไรสักอย่างเป็นกิจวัตรจากสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าสิ่งใด ต้องวนลูปซ้อนซ้ำไม่จบสิ้นในวัฎจักรอันแสนจำเจนี้ เมื่อตัดข้อครหาถูกผิดทางศีลธรรมออกไป จะเลือกอะไรระหว่าง ก้มหน้ารับชะตากรรมอย่างสิ้นหวัง หรือจะลุกขึ้นชูธงแห่งการต่อต้านแล้วลิขิตโชคชะตาขึ้นมาใหม่
เราขอให้คุณเก็บเอาคำตอบเหล่านั้นไว้ในใจ ไม่ว่าจะเลือกเดินบนเส้นทางไหน คำตอบนั้นล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับบริบทแต่ละมุมมองไม่ตายตัว เช่นเดียวกับบรรทัดฐานทางสังคมที่อาจแปรเปลี่ยนได้ตามค่านิยมและยุคสมัยซึ่งผันแปรตามกาลเวลา
วันนี้เราไม่ได้จะขึ้นมาเขียนถึงประวัติศาสตร์ทางสังคมของมนุษยชาติแต่อย่างใด แต่จะขอเล่ากล่าวเรื่องราวปกรณัมกรีกโบราณของชายผู้ถูกเทพเจ้าสาปให้เข็นหินขึ้นภูเขาสูงชัน ‘ซิซีฟัส’ (Sisyphus) วีรบุรุษผู้ไร้แก่นสาร (Absurd Hero) ของ ‘อัลแบร์ กามูส์’ (Albert Camus) ผู้เขียน ‘The Myth Of Sisyphus and other essays’
ซิซิฟัส ปฐมราชันย์ผู้ก่อตั้งเมืองอิฟิรา (Ephyra) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อเมืองเมืองโครินธ์ (Corinth) ณ ปัจจุบัน เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์ที่มีความเฉลียวฉลาดพร้อมด้วยไหวพริบปฎิญาณ แต่ในขณะเดียวกันกลับถูกกล่าวขานว่ามีความเจ้าเล่ห์เพทุบายและโหดเหี้ยมอำมหิต
เหตุแรกของการพิพากษาจากทวยเทพเริ่มต้นมาจากที่วันหนึ่ง ซิซิฟัสพบเห็นมหาเทพ ‘ซุส’ (Zeus) แปลงร่างเป็นนกเหยี่ยวโบยบินขึ้นบนท้องฟ้าเพื่อเข้าลักพาตัวบุตรสาวของเทพีแห่งแม่น้ำ ‘อะโซปัส’ (Asopus) เขาจึงนำข้อมูลอันเป็นประโยชน์นี้มาเป็นข้อต่อรอง โดยให้เบิกสายธารลำน้ำสู่การเนรมิตรสร้างแหล่งน้ำพุให้กับเมืองอิฟิรา แลกกับเส้นทางที่มหาเทพนั้นหนีหายไป
เมื่อซุสรู้ว่าซิซิฟัสได้นำความลับของเทพเจ้ามาเปิดเผยเพื่อทำการแลกเปลี่ยน จึงเกิดความกริ้วโกรธแล้วสั่งให้ ‘ธานาธอส’ (Thanatos) เทพแห่งความตายลงไปมอบโทษทัณแก่มนุษย์ผู้นั้น ด้วยการล่ามโซ่กักขังไว้ในยมโลกไม่ให้ออกไปสร้างปัญหาแก่เหล่าทวยเทพอีกคราว
แต่ว่าเพียงแค่นั้นไม่อาจรั้งความฉลาดในการเอาตัวรอดของซิซิฟัสให้ถดถอยลงไปได้ เขาใช้กลอุบายขอให้ธานาธอสสาธิตวิธีการใช้โซ่ตรวนผูกมัดเป้าหมาย ซึ่งกลายเป็นว่าโซ่นั้นกลับไปล่ามตัวเจ้าของพลังเสียเอง แล้วฉวยโอกาสหนีกลับขึ้นไปบนโลกมนุษย์อีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่ซิซิฟัสโกงความตายที่ทวยเทพเป็นคนมอบให้มา
เมื่อผู้ดูแลการดับสูญของชีวิตไม่สามารถออกมาเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณได้ ทำให้บนโลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย การตายไม่ปรากฎขึ้นมาพรากลมหายใจ สงครามดำเนินไปไม่จบสิ้นจนเทพเจ้าแห่งสงคราม ‘อาเรส’ (Ares) ต้องมาช่วยปลดปล่อยธานาธอสให้ออกมาทำหน้าที่ของตน จนสุดท้ายก็นำพาสมดุลของชีวิตและความตายกลับคืนมา
ภายหลังซิซิฟัสถูกจับกุมตัวลงมายังปรโลกอีกครั้งในสภาพที่สิ้นชีพแล้วจริง ๆ ทว่าก่อนหน้านั้นเขาได้สั่งเสียกับภรรยาตนไว้ ว่าหากวันใดตัวของเขาถึงแก่อสัญกรรม ไม่ต้องจัดพิธิศพและไม่ต้องวางเหรียญเป็นค่าตอบแทนแก่คนพายเรือข้ามฟากแม่น้ำระหว่างภพ ซึ่งนี่เป็นขนมธรรมเนียมประเพณีชาวกรีกอันสำคัญ ด้วยเหตุนั้นนี่จึงเป็นแผนสำรองของเขาสำหรับการโกงความตายรอบที่สอง
ซิซิฟัสกล่าวอ้างกับ ‘เพอร์ซีโฟเน’ (Persephone) ราชินีแห่งยมโลกว่า ภรรยาของเขาดูหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีที่ไม่ยอมจัดพิธีศพให้แก่ปฐมกษัตริย์ผู้นี้ เลยขออนุญาตกลับขึ้นไปบนโลกใต้แสงอาทิตย์เป็นเวลา 3 วันเพื่อสั่งสอนคนรักให้หลาบจำ
ทว่าพอถึงครบกำหนดตามเวลาที่ตกลงกันไว้ ซิซิฟัสกลับเสพสุขกับรุ่งอรุณและท้องทะเลจนโงหัวไม่ขึ้น จนเทพแห่งการส่งสาร ‘เฮอเมส’ (Hermes) ได้ไปตามลากวิญญาณของซิซิฟัสกลับลงมา ให้เจ้าแห่งนรก ‘ฮาเดส’ (Hades) จัดการลงทันฑ์ด้วยตนเอง
เมื่อจิ้งจอกเจ้าเล่ห์หมดฤทธิ์สิ้นเพทุบาย เหล่าทวยเทพจึงตัดสินใจให้ซิซิฟัสถูกจองจำในคุกทาร์ทาร์รัส (Tartarus) นรกขุมที่ลึกที่สุด พร้อมกับสาปให้เขาต้องเข็นก้อนหินขนาดใหญ่ขึ้นปลายยอดเขาทุกวัน และเมื่อเข็นถึงช่วงใกล้จุดสูงสุดแล้วนั้น มันจะกลิ้งกลับลงมาที่ตีนเขาอยู่เสมอ ซึ่งหมายความว่าซิซิฟัสจะต้องทำอย่างเดิมซ้ำไปซ้ำมา บังคับให้ติดอยู่ในวังวนนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แนวคิดของ ‘ความไร้สาระ’ (Absurdism) ถูกนำเสนอขึ้นมาโดย อัลแบร์ กามูส์ นักคิดชาวฝรั่งเศส ว่าด้วยหลักการมองโลกและชีวิตเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรมากมาย ทุกอย่างนั้นล้วนเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับจักรวาลอันกว้างใหญ่
ในสังคมปัจจุบัน เราพยายามสร้างระเบียบ ตรรกะ และศีลธรรมขึ้นมาเพื่ออธิบายความเป็นไปโลก เช่นบางทีคนทำดีก็ไม่ได้รับการตอบแทนที่สมควร หรือคนชั่วก็ไม่ได้รับการลงโทษเสมอไป ภาวะที่มองหาเหตุผลในโลกที่ไม่มีคู่มือสากลรองรับ เรียกว่า ‘ภาวะไร้สาระ’
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากามูส์ ปฎิเสธคุณค่าของการมีชีวิต กลับกันมันคือการยืนยันคุณค่าของชีวิต ที่ถึงแม้ว่าการดำเนินลมหายใจต่อไปจะไม่มีความหมายพิเศษอันใด
เขามองว่าซิซิฟัสคือวีรบุรุษผู้ไร้แก่นสาร ด้วยแนวคิดการตระหนักรู้ในชะตากรรมของตนเองจากการที่เขาต้องกลิ้งหินขึ้นภูเขาในทุกวี่วัน ซิซิฟัสรู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มันไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์อันใดให้แก่ใคร รวมถึงตัวเองด้วย เพราะยังไงมันก็คือการลงโทษ การดันหินก็ยังคงเป็นการดันหินอยู่วันยังค่ำ
แม้จะหาสาระจากการเข็นหินนี้ไม่ได้ ทว่าเขาไม่หยุดกลิ้งมันแล้วจมลงสู่ความสิ้นหวัง หรือสร้างความหมายใหม่ขึ้นมาหลอกตัวเอง และซิซิฟัสก็ยังคงทำต่อไป ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีความหมายอะไรเลย เปลี่ยนให้ก้อนหินนั้นเป็นของเขาเอง ยอมรับความไร้สาระ แล้วโอบกอดชะตากรรมของตัวเอง
และนี่ก็คือชัยชนะของมนุษย์คนหนึ่ง ผู้ต่อต้านเทพเจ้าด้วยการมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างทรนง ยืนยันในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บนโลกที่ไร้ความหมาย เพราะบางทีในระหว่างทางซึ่งกำลังมุ่งตรงไป กระบวนการเองก็สำคัญไม่แพ้กับเส้นชัย ในบทสรุปสุดท้ายกามูส์จึงสรุปว่า
“เราจำต้องจินตนาการว่าซิซิฟัสมีความสุข”
เพราะไม่แน่ว่าระหว่างทางที่เขากำลังเข็นหินขึ้นภูเขาสูงชัน ก็อาจจะมีสายลมโชยอ่อนพัดพามา หรือความสวยงามของวิวทิวทัศน์จากเบื้องบนชวนจรรโลงใจ มองหาความสุขในแต่ละช่วงขณะในวัฎจักรอันเป็นนิรันดร์
การกลิ้งหินของซิซิฟัส เปรียบเสมือนชีวิตประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ หลายคนอาจตั้งคำถามกับการตื่นนอน ขึ้นรถไปทำงานหรือศึกษาเล่าเรียน กลับบ้าน แล้วก็นอนการทำงานหนักเพื่อแลกกับรางวัลเพียงชั่วคราว เช่น การดูหนังหลังเลิกงาน เพื่อจะตื่นมาทำหน้าที่เดิมในวันรุ่งขึ้น ถูกมองว่าเป็นภาวะที่ไร้แก่นสารและซ้ำซากไม่ต่างจากการที่หินกลิ้งตกลงมาที่ตีนเขาเสมอ มนุษย์ในยุคนี้จึงมักทำตามหน้าที่มากกว่าออกไปใช้ชีวิตจริง ๆ
กามูส์เสนอว่าเมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับความไร้สาระ มีทางออกที่สำคัญสามประการ ได้แก่ ‘การกบฏ’ เหมือนกับซิซิฟัสที่เลือกจะมีชีวิตอยู่ต่อไป และปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อความไร้ความหมาย เรายังคงสามารถลุกจากเตียงไปร่ำเรียนหรือทำหน้าที่ของตน ทั้งที่รู้ว่าเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้อาจไม่มีคุณค่ารองรับที่แน่นอน การกระทำนี้ถือเป็นการยืนยันตัวตนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
‘อิสรภาพ’ จะเกิดขึ้นเมื่อตระหนักว่าไม่มีกฎเกณฑ์หรือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า มนุษย์ย่อมเป็นอิสระที่จะสร้างคุณค่าและทางเลือกของตนเอง เราไม่ต้องผูกติดกับความคาดหวังของสังคมหรือเป้าหมายที่คนอื่นมอบให้ และ ‘แรงปรารถนา’ คือการใช้ชีวิตอย่างเข้มข้นและดื่มด่ำกับความสุขในปัจจุบันขณะ เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่มีอยู่ และเกิดขึ้นจริง
ความตายนั้นเป็นสิ่งที่ทุกสรรพชีวิตล้วนต้องเผชิญ จะเปรียบว่าเป็นบทลงโทษของเทพเจ้าในเรื่องราวของซิซิฟัสก็ดูไม่ค่อยเข้าทีเท่าไหร่ แต่เหนือสิ่งใดมันก็คือสิ่งที่ถูกลิขิตขีดเขียนไว้แล้วเช่นเดียวกัน แต่ระหว่างทางที่เรามุ่งไป อย่างน้อยเราก็สามารถสร้างประสบการ์ณและบริบทของจุดจบได้ในแบบของตัวเอง
หากมองให้ลึกลงไป เรื่องราวของซิซิฟัสอาจไม่ใช่เพียงตำนานปกรนัมกรีก แต่คือภาพสะท้อนของมนุษย์ทุกคนที่ต้องตื่นขึ้นมาเผชิญกับ ‘ก้อนหิน’ ของตัวเองในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นภาระ หน้าที่ ความฝันที่ยังไปไม่ถึง หรือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
อัลแบร์ กามูส์ ไม่ได้ชวนให้เราปลอบใจตัวเองว่าทุกอย่างมีความหมาย หากแต่ชวนให้เรากล้ายืนอยู่ต่อหน้าความจริงว่า ‘บางทีมันอาจไม่มีความหมายเลย’ และแม้กระนั้น เราก็ยังเลือกจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เลือกจะผลักก้อนหินของตัวเองขึ้นเขาอีกครั้ง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความหมายอาจไม่ได้รออยู่บนยอดเขา แต่มันเกิดขึ้นระหว่างทางที่เรายังเลือกจะก้าวต่อไป
ภาพ : Stuck, Franz von: Sisyphus (Public Domain)
อ้างอิง
Aksorn Sara. (2022). ตำนานซิซิฟัส: ชีวิตบททดสอบที่เราเลือกมองได้เอง.
Academy of Ideas. (n.d.). The myth of Sisyphus – Albert Camus [Video]. YouTube.
Camus, A. (1991). The myth of Sisyphus (J. O’Brien, Trans.). Vintage International. (Original work published 1942).
Miessler, D. (2014, December 11). The difference between existentialism, nihilism, and absurdism.