27 ก.ย. 2569 | 14:00 น.

KEY
POINTS
ยามบ่ายแก่จวนแดดสีทองเวียนมาจูบผิว ในคราวเดินลัดเลาะสวนผัก สายตาก็พลันสะดุดเข้ากับพืชชนิดหนึ่งที่มีลูกสีแดงฉานคล้ายแอปเปิ้ล ขณะที่กำลังพินิจมองด้วยความสงสัย จู่ ๆ เสียงคุ้นหูของคุณป้าเจ้าของสวนก็ดังขึ้น
“ลูกใหญ่ใช่ไหมล่ะจ๊ะ
เจ้ามะเขือเทศสีแดงสวยอันนี้มีชื่อว่าแอปเปิ้ล
เหมือนกับลักษณะของมัน”
ภาพจาก A Tomato.jpg โดย Donovan Govan,
ใช้งานภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY-SA 3.0 จาก Wikimedia Commons
เพราะก่อนที่มันจะมาเป็นมะเขือเทศบนจานอาหารของเราอย่างทุกวันนี้ ในยุคก่อนนักสำรวจชาวสเปนได้นำมะเขือเทศจากทวีปอเมริกาใต้กลับไปเผยแพร่ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 และชาวยุโรปในยุคนั้นไม่ได้เรียกว่ามะเขือเทศ แต่กลับตั้งชื่อมันตามลักษณะที่คล้ายกับผลแอปเปิ้ล โดยชาวอิตาลีเรียกว่า ‘Pomodoro’ ซึ่งแปลว่า ‘แอปเปิ้ลสีทอง’ เพราะมะเขือเทศยุคแรก ๆ ที่เข้าไปสู่ยุโรปจะมีสีเหลืองส้ม ส่วนชาวฝรั่งเศสจะเรียกว่า ‘Pomme d’amour’ ซึ่งแปลว่า ‘แอปเปิ้ลแห่งความรัก’ (Love Apple) เนื่องจากเชื่อว่ามันเป็นผลไม้ที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกรัก และชาวเยอรมนีในบางพื้นที่เคยเรียกว่า ‘Paradiesapfel’ ที่แปลว่า ‘แอปเปิ้ลแห่งสรวงสวรรค์’
ที่มาภาพ: Manufor Progress (10 สิงหาคม 2025).
DO YOU KNOW? The very first tomatoes ever cultivated were small and yellow.
พอฟังคุณป้าเล่าจบ ภาพในหัวก็พลอยนึกไปถึงนิทานสุดคลาสสิกอย่าง ‘สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด’ ที่มีแอปเปิ้ลเป็นสัญลักษณ์ของความโลภ การล่อล่วง และจุดจบของเจ้าหญิงในนิทาน แม้ว่าในนิทานจะเล่าว่าเป็นผลแอปเปิ้ลอาบยาพิษที่ทำให้เจ้าหญิงหลับใหลไปก็ตาม แต่เจ้ามะเขือเทศลูกสีแดงที่อยู่ตรงหน้าก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกับแอปเปิ้ลอย่างน่าประหลาด จนน่าตั้งข้อสังเกตว่าหรือเจ้ามะเขือเทศที่มีลักษณะคล้ายแอปเปิ้ลผลนี้จะเป็นต้นแบบของแอปเปิ้ลอาบยาพิษในสโนว์ไวท์
นิทานสโนว์ไวท์ฉบับดั้งเดิม
นักประวัติศาสตร์และนักคติชนวิทยาได้พบว่า นิทานเรื่องนี้อาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของหญิงสาวที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่เชื่อว่าเป็นต้นแบบนิทานสุดคลาสสิก และเรื่องราวเหล่านี้ถูกเรียบเรียงขึ้นมาเป็นนิทานโดย ‘พี่น้องตระกูลกริมม์’ (Brothers Grimm) ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน อันถูกตีพิมพ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ปี 1812 ซึ่งพวกเขาก็คือ นักสะสมคติชนวิทยาเช่นกัน
ที่มาภาพ: ภาพเหมือนพี่น้องตระกูลกริมม์
โดย Elisabeth Jerichau-Baumann (ค.ศ. 1855) / Wikimedia Commons (Public Domain)
ต้นแบบของสโนว์ไวท์ที่ว่าคือ ‘มาร์กาเรทา ฟอน วัลเด็ค’ (Margaretha von Waldeck) เธอเกิดในปี 1533 และเป็นลูกสาวของท่านเคานต์ ฟิลิปป์ ที่ 4 แห่งวัลเด็ค (Count Philip IV of Waldeck) ซึ่งเป็นเขตการปกครองที่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน
นอกไปจากนั้นตัวเธอก็ยังมีความงดงามมากตามแบบฉบับของสโนว์ไวท์ แถมยังมักมีปัญหากับแม่เลี้ยงเสมอ อีกทั้งเธอได้เสียชีวิตลงอย่างลึกลับในวัยเพียง 21 ปี ซึ่งคาดว่าถูกลอบวางยาพิษจากแม่เลี้ยงใจร้ายเหมือนกับในนิทาน
เมื่อหันกลับมามองเจ้ามะเขือเทศอีกครั้ง มันชวนให้นึกถึงเรื่องราวที่มันเคยถูกตีตราว่าเป็นเมนูปีศาจ ที่แม้ว่าเจ้ามะเขือเทศได้เดินทางเข้าสู่ยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ในปี ค.ศ. 1540 แต่ในช่วงศตวรรษที่ 18 ราวปี 1700 กลับถูกกลุ่มชนชั้นสูงในยุโรปขนานนามว่าเป็น ‘The Poison Apple’ ที่ไม่มีใครกล้ากินมันเพราะเชื่อว่ามีพิษร้ายแรงที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต
In reality, the pewter plates were to blame for the tomato poisonings
Image: wikimedia/Grünewald S./Cantonal Library Appenzell Ausserrhoden
หากแต่ในความเป็นจริงมาจากการที่ชนชั้นสูงในยุคนั้นนิยมใช้ภาชนะที่ทำด้วยโลหะดีบุกที่มีส่วนผสมของสารตะกั่วในปริมาณมาก เมื่อมะเขือเทศที่มีความเป็นกรดสูงไปทำปฏิกิริยากับจานดีบุก ตัวกรดก็จะไปกัดกร่อนและชะล้างเอาสารตะกั่วออกมาปะปนกับอาหาร ทำให้เมื่อพวกเขากินมะเขือเทศเข้าไป จึงเกิดอาการอย่างเช่น ปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียน หรือถึงขั้นเสียชีวิต เพราะคนในสมัยนั้นไม่มีความรู้เรื่องปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดกับโลหะ จึงพากันโทษว่ามะเขือเทศเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนตาย และแพร่ความเข้าใจผิดๆนี้ออกไป และทำให้ผู้คนหวาดกลัวมะเขือเทศเป็นเวลากว่า 200 ปี แต่ในส่วนของชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ค่อยมีฐานะ ทำให้จำเป็นต้องใช้ภาชนะจากไม้หรือเครื่องดินเผาธรรมดา จึงกินมะเขือเทศได้อย่างปลอดภัย
Portrait of Robert Gibbon Johnson (1771–1850).
Available via Wikipedia. Web. wikipedia.org. (Public Domain).
จนกระทั่งในปี 1820 ตามตำนานประจำท้องถิ่นของรัฐนิวเจอร์ซีย์เล่ากันว่า พันเอก โรเบิร์ต กิบบอน จอห์นสัน (Colonel Robert Gibbon Johnson) ซึ่งเป็นชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เขาได้ช่วยพิสูจน์ให้ผู้คนเห็นว่า ‘มะเขือเทศกินได้และไม่เป็นพิษ’ ด้วยการได้จัดงานแสดงต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากนับพันคนที่หน้าศาลากลางเมืองซาเลม รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยเขาได้หยิบมะเขือเทศสด ๆ ขึ้นมากัดกินโชว์อย่างเอร็ดอร่อย
ทำให้ฝูงชนและแพทย์ที่มาเฝ้าดูต่างลุ้นระทึก และคิดว่าเขาจะต้องเสียชีวิตจากพิษมะเขือเทศอย่างแน่นอน แต่เขากลับไม่เป็นอะไรเลย การกระทำครั้งนั้นจึงช่วยคลายความเชื่อเก่า ๆ ลง และทำให้มะเขือเทศเริ่มได้รับการยอมรับในฐานะพืชทางเศรษฐกิจและอาหารยอดนิยมในเวลาต่อมา
แม้เรื่องราวนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่มันก็ช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนมากมายในอดีต โดยในช่วงที่มะเขือเทศถูกนำเข้ามาทวีปอเมริกาใหม่ ๆ ผู้คนยังหวาดกลัวและเข้าใจว่ามะเขือเทศเป็นพืชมีพิษ เนื่องจากมันถูกจัดอยู่ในวงศ์พืชราตรี (Nightshade) เช่นเดียวกับพืชมีพิษอื่น ๆ ประกอบกับการมีเสียงเล่าลือจากชาวยุโรปในอดีต ที่นิยมใช้จานดีบุกที่มีสารตะกั่วสูงใส่อาหารจนทำให้เกิดสารพิษตกค้าง และถึงแม้ว่าเรื่องของการพิสูจน์มะเขือเทศที่กล่าวไปนั่นอาจเป็นแค่เพียงตำนานบอกเล่า แต่ตัวของพันเอก โรเบิร์ต กิบบอน จอห์นสันก็มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ และเรื่องราวเหล่านี้ก็ได้ช่วยลบล้างความเชื่อผิด ๆ ลง ทั้งยังช่วยสะท้อนความกลัวมะเขือเทศของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
ดูเหมือนว่าตราบาปของเจ้ามะเขือเทศที่เล่าไปข้างต้น จะถือกำเนิดขึ้นมาในเวลาใกล้เคียงกับหญิงผู้รักในความสันโดษที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘แม่มด’ (Witch) จนถูกประหารด้วยการเผาทั้งเป็นและถูกแขวนคออย่างน่าเวทนา โดยถ้าหากพวกเธอได้มีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบันคงถูกนิยามว่าเป็นเพียง ‘สาวอินโทรเวิร์ต’ (Introvert) ที่มีโลกส่วนตัวสูง ชอบเก็บตัว และมักชาร์จพลังด้วยการอยู่คนเดียว มากกว่าการถูกมองว่าเป็นแม่มดแบบในอดีต
Wick, Johann Jakob. Wickiana Collection (Illustration). c. 1560–1588.
Available via Wikimedia Commons. wikimedia.org. (Public Domain).
การล่าแม่มดในยุค Early Modern Witch Trials ได้เริ่มขึ้นในยุโรปและอเมริกาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 18 (ราวปี 1450-1780) ที่กินระยะเวลายาวนานประมาณ 300 ปี และสิ้นสุดลงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยมีการประหารชีวิตด้วยข้อหาแม่มดครั้งสุดท้ายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1782
ยุคนั้นการล่าแม่มด (Witch-hunt) จะมาจากการกล่าวหาหรือการมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าคนเหล่านั้นเป็น ‘แม่มด" อันมักมีสาเหตุเกี่ยวกับความแตกต่างทางความเชื่อ และก่อนปี 1750 ได้มีกฎหมายที่ให้ความชอบในเรื่องการล่าแม่มด อีกทั้งการล่าแม่มดของทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือราวปี 1480 ถึง 1750 ได้ถูกสืบทอดความเชื่อมาจากช่วงกลียุคแห่งการปฏิรูปศาสนาของฝ่ายโปรเตสแตนต์มาจนถึงสงครามสามสิบปี ที่อาจหมายถึงการใช้เรื่องการล่าแม่มดเป็นข้ออ้างเพื่อกำจัดผู้เห็นต่างที่ดูเป็นภัยต่อโครงสร้างของอำนาจอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทำให้การประหารชีวิตผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นแม่มดมีจำนวนมากถึง 40,000 ถึง 60,000 คนเลยทีเดียว
เมื่อคิดเป็นผู้หญิงประมาณ 75% ถึง 80% หากคิดเป็นจำนวนก็ประมาณ 30,000 ถึง 48,000 คนของผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจนถูกประหารชีวิตด้วยข้อหาการเป็นแม่มด ในส่วนที่เป็นผู้ชายและเด็กมีประมาณ 20% ถึง 25% แต่ในบางพื้นที่ เช่น ยุโรปตะวันออกหรือไอซ์แลนด์ สัดส่วนของผู้ชายที่ถูกกล่าวหาอาจสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับผู้หญิง แต่หากมองในภาพรวมของยุโรปกลางและยุโรปตะวันตก เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงสูงอายุ แม่หม้าย หรือผู้หญิงที่อยู่ตัวคนเดียวในสังคม เพราะพวกเธอดูอ่อนแอ เปราะบางจนตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย
Raphael Tuck and Sons. "Hallowe'en." (A Witch riding a broomstick with a black cat). Postcard, ca. 1908. From Missouri History Museum. Available via Wikimedia Commons. wikimedia.org (Public Domain).
ย้อนไปในยุคกลางของการล่าแม่มดที่จะได้รับความนิยมมากในแถบยุโรป โดยเฉพาะบริเวณฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และเบลเยียม ทำให้จุดเริ่มต้นของการล่าแม่มดครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 โดยเกิดขึ้นบริเวณฝรั่งเศส เยอรมนี ก่อนที่จะค่อย ๆ แพร่กระจายเข้าไปในอังกฤษ สกอตแลนด์ โดยช่วงประมาณศตวรรษที่ 16 ช่วงนั้นการล่าแม่มดเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับถึงขนาดที่ว่าเกิดเป็น ‘กฎหมายต่อต้านการเป็นแม่มด’ ในยุโรปอย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า ดังนั้นการตัดสินโทษแม่มดหลาย ๆ ครั้งนั้นจึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายและเกิดขึ้นในศาล
ส่วนเหตุการณ์การล่าแม่มดนั้น เป็นเหตุการณ์ธรรมดาทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติในหมู่บ้าน เช่น เมื่อเกิดโรคระบาด เกิดภัยพิบัติ ปศุสัตว์ตายโดยไม่มีสาเหตุหรือมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นในหมู่บ้านอย่างไม่มีที่มา ก็จะเชื่อกันว่าเกิดจากคำสาปของแม่มด จนนำไปสู่การกล่าวโทษและหาตัวผู้ต้องสงสัยภายในหมู่บ้านว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ และหลังจากที่ตัดสินแล้วว่าใครที่เป็นแม่มด พวกเขาจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่จากนั้นก็จะออกไปล่าแม่มดคนที่ถูกสงสัยทันที และเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ว่าเป็นแม่มดจริง ๆ หรือไม่
โดยเริ่มจากสังเกตว่าใครคนไหนแปลกแยกจากคนอื่นมาก ๆ ก็จะโดนชี้ว่าเป็นแม่มด และผู้หญิงก็มักจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ เพราะมีความเชื่อว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอและถูกชักจูงได้ง่าย เลยทำให้เหยื่อที่ถูกกล่าวหามักจะเป็นผู้หญิง ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงหม้ายที่ไม่มีใครคุ้มครอง คนแก่ คนหน้าตาอัปลักษณ์ หรือแม้กระทั่งผู้หญิงที่สวยเกินไปก็จะตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้เช่นกัน เพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเธอได้นำดวงวิญญาณไปขายให้ซาตานเพื่อแลกกับรูปร่างอันงดงามนั่นเอง แต่บางครั้งก็ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่โดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพราะว่าผู้ชายบางคนก็โดนกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดได้เช่นกัน แต่ว่ามีจำนวนน้อยกว่าผู้หญิงมาก
ดูเหมือนว่า ‘มะเขือเทศ’ และ ‘หญิงผู้รักสันโดษ’ ต่างตกเป็นเหยื่อของตรรกะวิบัติและความกลัวในสิ่งที่สังคมไม่เข้าใจ จนนำไปสู่การที่มะเขือเทศถูกตีตราว่าเป็น ‘เมนูปีศาจ’ หรือแอปเปิ้ลอาบยาพิษ (Poison Apple) ที่คร่าชีวิตชนชั้นสูง ทั้งที่ความจริงต้นเหตุคือกรดในผลไม้ไปทำปฏิกิริยากับ ‘จานดีบุกผสมตะกั่ว’ จนเกิดพิษ แต่สังคมกลับเลือกโทษวัตถุดิบแปลกใหม่แทนที่จะมองหาความเป็นจริง เช่นเดียวกับหญิงผู้รักในความสันโดษ ที่เธออาจเพียงชอบหาความรู้ ชื่นชอบสมุนไพรที่เพียงไม่ชอบการเข้าสังคม จนถูกมองว่าเป็นแม่มดที่เรามักพบเห็นคุณลักษณะแบบนี้ทั้งในนิทานและภาพยนตร์ของเหล่าแม่มด พอในยามที่เกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติ ความแปลกแยกของพวกเธอก็ได้กลายเป็นภัยทำให้ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘แม่มด’ เพื่อรับบาปแทนความไม่รู้ของคนหมู่มาก
ในปัจจุบันดูเหมือนว่า ‘มะเขือเทศ’ จะเป็นตัวแทนของนวัตกรรม สื่อ และแนวคิดทางสังคมใหม่ ๆ ที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของความตกต่ำทางศีลธรรม ความรุนแรง และปัญหาสุขภาพจิตในสังคม อย่างเช่น ในทุกวันนี้มีใครบ้างที่จะไม่ใช้ short form content, social media อันมีผลไม่น้อยต่อการแบ่งแยกทางการเมืองจากอัลกอริทึม อีกทั้งแพลตฟอร์มที่เอื้อต่อความรุนแรงในกลุ่มเนื้อหาเชิงลบทำให้ได้ยอดมากกว่าเชิงบวก ตัวสื่อเองก็เช่นกัน ที่ได้ถูกกำหนดกรอบด้วยยอดเอนเกจเมนต์ ทำให้ต้องไล่ตามกติกาเหล่านั้นเพื่อความอยู่รอด จนต้องผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นดราม่าให้ตรงกับพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้คนตามอัลกอริทึมที่ไหลไป
จนเกิดเป็นกระแสและแนวคิดทางสังคมขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองที่แบ่งออกเป็นหลายแนวคิด จนเกิดเป็นแนวคิดขวาจัดหรือซ้ายจัด ที่มันอาจส่งผลให้เกิดปัญหาความวุ่นวายที่สามารถพบเห็นได้ตามสื่อต่างๆที่เสนอข่าวในปัจจุบัน แม้เรื่องนี้อาจจะยังไม่ใช่ปัญหาที่ตั้งอยู่บนสาหตุหลักเฉกเช่น การศึกษา โครงสร้างครอบครัว ความเหลื่อมทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดเป็นปัญหาชีวิตของผู้คนในยุคนี้ แต่มันก็ยากจะกล่าวได้ว่า 'นวัตกรรม สื่อ และแนวคิดทางสังคมใหม่ ๆ' จะบริสุทธิ์ราว 'มะเขือเทศ' บนจานดีบุกเช่นกัน
อีกทั้งทุกวันนี้ ใคร ๆ ก็สามารถเป็น 'แม่มด' ได้ ถึงแม้เวลาจะผ่านไปหลายศตวรรษ เพราะเรื่องราวเหล่านี้ไม่อาจหายไปจากสังคมได้ และการถูกตราหน้าว่าเป็น 'แม่มด' ก็ไม่เคยหยุดนิ่งในความหมายของมัน เพราะพลวัตของเหตุการณ์ได้แปรเปลี่ยนไปตามสภาพสังคมนั้นๆ
ที่ดูเหมือนว่า‘แม่มด’คนใหม่เห็นทีจะเป็นผู้คนที่เลือกไม่เดินตามกระแสสังคมเพราะรักความสงบเกินกว่าจะเข้าร่วมการล่าแม่มด ไม่ว่าจะเป็นการไม่ร่วมถกเถียงหรือเข้าร่วมชุมนุมต่างๆทางการเมือง จนถูกมองว่าไม่สนใจเรื่องการเมือง ทั้งที่ความเป็นจริงพวกเขาอาจจะสนใจในรูปแบบที่ต่างออกไป โดยไม่ได้แสดงออกโจ่งแจ้งเหมือนยุคก่อน ๆ
นอกไปจากนี้ยังมีเรื่องของ Cancel Culture หรืออะไรก็ตามที่ดูไม่ตรงกับค่านิยมที่สังคมอยากให้เป็น อย่างเช่นล่าสุดมีกรณีที่แบรนด์รองเท้าชื่อดังอย่าง Converse ถูกทัวร์ลงเพราะเงามันดันไปเหมือนสัญลักษณ์ KKK ซึ่งคนอเมริกันมองว่ามันคล้ายกับหมวกคลุมศีรษะทรงแหลมสีขาวของกลุ่ม KKK (Ku Klux Klan) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เหยียดคนผิวดำและเชิดชูคนขาวในอดีต จนถึงขั้นต้องประกาศถอนโฆษณาและออกแถลงการณ์ขอโทษ เพื่อจะได้ไม่ถูกแบนจากผู้คนในสังคม ที่เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ในช่วงกันยายน 2026 ซึ่งในความเป็นจริงเรื่องนี้ดูเป็นการตีความไปเอง ไม่ได้เป็นการจงใจ ดังนั้นถ้าหากพวกเราอยากจะขยับออกจากยุคล่าแม่มดจริงๆ อาจจะต้องเปิดใจให้กว้างเพื่อมองความแตกต่างของคนอื่นด้วยความเข้าใจมากขึ้น ที่อาจเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยให้เรายังพอเหลือพื้นที่เพื่อจะยืนหยัดในการเป็นตัวเองได้บ้าง เหมือนกับที่เราก็ได้มอบให้กับผู้อื่นก่อน และในทุกการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ อาจเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ โดยการเริ่มจากตัวเราก่อนก็เป็นได้
แม้ในความเป็นจริงผู้ที่เลือกใช้ตรรกะและเหตุผลสวนทางกับอารมณ์ของมวลชนในยามที่สังคมเกิดวิกฤตนั้น ผู้ที่เงียบหรือมีความเห็นต่างย่อมถูกผลักให้กลายเป็นผู้ร้ายได้โดยง่าย นั่นก็เพราะมนุษย์เรามักมองหาทางออกที่ง่ายที่สุดด้วยการสร้าง ‘แพะรับบาป’ ขึ้นมาสักตัว เพื่อจะได้ไม่ต้องหันกลับมามองความบกพร่องของโครงสร้างหรือแม้แต่ความล้มเหลวของตัวเอง
ท้ายที่สุดเรื่องราวเหล่านี้มันช่วยสะท้อนสัจธรรมตลกร้ายที่ผู้คนมักพูดติดตลกกันว่า......
“ถ้ามัวแต่โทษตัวเอง
แล้วเมื่อไหร่คนอื่นจะผิด?”
ภาพ : ชนิกา แซ่จาง
อ้างอิง
1. กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (2566, 20 มิถุนายน). “แม่มด” : การจำกัดสิทธิเสรีภาพของสตรี โดยเอกเทวนิยมและสังคมชายเป็นใหญ่. ศิลปวัฒนธรรม.
2. ทิพวรรณ ทองพราว. (2564, 17 ธันวาคม). ชาวยุโรปเคยกลัว 'มะเขือเทศ' นนานกว่า 200 ปี! เพราะคิดว่ามันมีพิษและทำขุนนางป่วยตายหลังจากกิน. BrandThink.
3. มนสิชา รุ่งชวาลนนท์. (2565, 22 มีนาคม). หากสโนว์ไวท์มีจริง ผู้หญิงคนนี้มีตัวตนอยู่ในส่วนไหนของประวัติศาสตร์. a day magazine.
4. โตมร ศุขปรีชา. (2559, 28 ตุลาคม). การเมืองมะเขือเทศ. The MATTER.
5. เอกพล บรรลือ. (2559, 18 ตุลาคม). ประเทศไทยเมืองแม่มด? ล่าทำไม ใครคือผู้ถูกล่า และทางออกคืออะไร. The Momentum.
6. เอฟวีนิว อินเตอร์ แทรเวิล กรุ๊ป. (2568, 23 กรกฎาคม). เปิดตำนานล่าแม่มด ยุคกลางกับการไต่สวนสุดโหดในประวัติศาสตร์. Avenue.
7. Encyclopædia Britannica. (n.d.). Witchcraft. Encyclopaedia Britannica. Retrieved May 18, 2026, from
8. Goode, E., & Ben-Yehuda, N. (2010). Moral panics: The social construction of deviance (2nd ed.). John Wiley & Sons.
9. Jones, A. (n.d.). Witch-hunts in early modern Europe (circa 1450-1750). Gendercide Watch. Retrieved September 20, 2026.
10. National Geographic Thailand. (2568, 9 กรกฎาคม). ผลไม้ต้องสาป มีพิษ กลิ่นเหม็น: กว่าจะเป็นมะเขือเทศที่ครองใจคนได้. National Geographic ฉบับภาษาไทย.
11. Smith, K. A. (2013, June 18). How the misrepresentation of tomatoes as stinking "poison apples" that provoked vomiting made people afraid of them for more than 200 years. Smithsonian Magazine.
12. Temple, H. E. (2023, September 10). Tomayto, tomato: a centuries-long obsession. MOLD.
13. Trinklein, D. (2023, April 24). Col. Johnson’s dramatic demonstration. University of Missouri Extension, Integrated Pest Management.
14. Strauch, V. (2026, June 19). History of the tomato: Why it was once considered a poison apple. Impuls.news. Retrieved September 20, 2026.