เจตจำนงเสรีในมื้ออาหาร จาก ‘จอห์น ล็อค’ ถึง ‘ฌอง-โปล ซาร์ตร์’

เจตจำนงเสรีในมื้ออาหาร จาก ‘จอห์น ล็อค’ ถึง ‘ฌอง-โปล ซาร์ตร์’

ใครสั่งเค้ก! คอลัมน์มื้อนี้ชวนตั้งคำถามถึงเจตจำนงเสรีที่ถูกถูกกักขังในคุกเคลือบน้ำตาลจาก ‘จอห์น ล็อค’ ถึง ‘ฌอง-โปล ซาร์ตร์’

KEY

POINTS

ในวันที่ฉันก้มมองพุงย้วยๆ ของตัวเอง พวกมันก็เริ่มซ้อนกันเป็นชั้นไม่ต่างจาก ‘ตุ๊กตามิชลิน’ ที่เหล่าพี่ๆ รถสิบล้อชอบติดไว้ที่หน้ารถ ฉันมองพุงสลับกับจ้องหน้าท้องนางแบบอันแบนราบที่สวมชุดบิกินีกำลังเดินเฉิดฉายบนรันเวย์ในจอทีวีอย่างมั่นใจ ยิ่งทำให้รู้สึกสังเวชใจในสังขารตัวเองอยู่ไม่น้อย

แต่แล้วทุกครั้งที่เพื่อนรักโทรนัดไปนั่งชิลล์ที่คาเฟ่... แน่นอนว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปท่ามกลางวงล้อมกลิ่นหอมของกาแฟที่เพิ่งคั่วเสร็จใหม่ ๆ และกลิ่นอันหอมหวานของเหล่าขนมที่เพิ่งอบเสร็จนั้น มันก็กระตุ้นต่อมน้ำลายที่รอพุ่งทะลักราวกับเขื่อนกำลังจะแตกจนที่ไม่สามารถฝืนทนต่อไปได้ ต้องรีบกลืนน้ำลายโดยอัตโนมัติ

หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีก็เหมือนโดนผีเข้าสิงจนบังคับตัวเองไม่ได้ ทำให้ ‘เจ้านิ้วตัวดี’ รีบทำหน้าที่มันอย่างแข็งขันด้วยการชี้ไปที่เค้กชิ้นฉ่ำวาวที่สุดในตู้กระจกที่ยังคงเต็มไปด้วยขนมมากมายหลายอย่าง พร้อมเอ่ยปากบอกน้องพนักงานด้วยเสียงใสว่า “เอาชิ้นนี้ค่ะ” พ่วงด้วยรอยยิ้มปลื้มปริ่มราวกับผู้ชนะ

ซึ่งมันก็ย้อนทำให้ฉันคิดอีกว่า...

 

ถ้าฉันชนะอย่างที่รู้สึกจริง แล้วใครกันล่ะคือคู่แข่ง?

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งชวนให้ปวดหัว

 

ทำไมกันนะ... ในวินาทีที่ครีมรสหวานละมุนของเค้กสัมผัสเข้ากับลิ้นตามใจที่ปรารถนาแล้ว แต่ลึกๆ ภายในใจกลับรู้สึกผิดและ ‘พ่ายแพ้’ อย่างย่อยยับในคราวเดียวกัน เพราะคำว่าจะลดน้ำหนักของฉันคงต้องเริ่มใหม่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็คร้านจะนับได้

นอกจากนั้นหลาย ๆ คนก็ต่างพิพากษาความอ้วนด้วยความคิดที่ว่า โรคอ้วนเป็นเพียงเรื่องของวินัยและความตั้งใจในการหักห้ามใจเพื่อควบคุมพฤติกรรมการกิน อีกทั้งงานวิจัยจากการศึกษากลุ่มตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet กลับพบว่า 8 ใน 10 คน มักกล่าวว่าโรคอ้วนสามารถป้องกันได้ด้วยวิถีชีวิตในการเลือกรับประทานอาหาร

แต่สำหรับ ‘ศาสตราจารย์ซาดาฟ ฟารูคี’ (Professor Sadaf Farooqi) นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านสาขาพันธุศาสตร์ของโรคอ้วน (Genetics of Obesity) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านเมแทบอลิซึมและการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) และได้รับรางวัล Obesity Prize for Excellence ประจำปี 2026  เธอเชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงและโรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อโดยตรง นอกจากนั้นเธอยังเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยพันธุกรรมของโรคอ้วนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

โดยอธิบายว่า “ปริมาณน้ำหนักของคนเราจะเพิ่มขึ้นนั้น ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากยีน(Gene) และยีนเหล่านั้นมีความสำคัญต่อรูปร่างของเราทุกคน

พูดให้เข้าใจได้ง่ายไปกว่านั้น มียีนบางชนิดส่งผลต่อสมองในส่วนที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม โดยยีนตัวนี้มีผลต่อการตอบสนองต่อความหิวและความอิ่มที่กระเพาะอาหารส่งไปยังสมอง ยีนตัวนี้มีชื่อว่า MC4R (Melanocortin 4 Receptor) หากเกิดการกลายพันธุ์ มันจะกระตุ้นให้เรารู้สึกไม่อิ่มและหิวตลอดเวลา จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เรากินมากเกินจำเป็น

ยีนกลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นกับประชากรโลกประมาณ 1-5% ในกลุ่มโรคอ้วนรุนแรง แต่อาจถึง 20% หากนับตามความแปรผันในระดับน้อย แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีมักมีอิทธิพลให้เกิดความอ้วนสูงกว่าพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว

นี่อาจเป็นเหตุที่ว่า... ทำไมยาลดน้ำหนักที่อันตรายยังคงมีวางจำหน่ายมากมายในตลาด เพราะมันช่วยต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้”

หากถามว่ายีน MC4R มีความสำคัญต่อการหิวหรือไม่หิวของเราอย่างไรนั้น... ต้องบอกก่อนว่า ยีน MC4R เปรียบเสมือน "ศูนย์บัญชาการของความหิวและความอิ่ม" ในสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งทำหน้าที่รับสัญญาณจากฮอร์โมน Leptin (เลปติน) และ Ghrelin (เกรลิน) เพื่อตัดสินใจว่าร่างกายควรจะกินต่อหรือหยุดกิน โดยมีความสัมพันธ์ดังนี้

 

1. MC4R VS Leptin (ฮอร์โมนอิ่ม) หากเกิดการรับสัญญาณที่ผิดเพี้ยน โดยปกติแล้วเมื่อเรากินอาหารจนอิ่มและเซลล์ไขมันได้รับพลังงานเพียงพอ มันจะหลั่ง Leptin ออกมาเพื่อไปจับกับตัวรับสัญญาณ Leptin Receptor (LEPR) และส่งต่อข้อมูลไปยัง MC4R เพื่อสั่งการให้ร่างกาย ‘หยุดกิน’ และ ‘เผาผลาญพลังงาน’

2. MC4R VS Ghrelin (ฮอร์โมนหิว) หากเกิดสัญญาณที่ถูกกระตุ้นความหิวเกินจริง  Ghrelinจะถูกหลั่งจากกระเพาะอาหารเมื่อเราท้องว่างเพื่อไปกระตุ้นสมองให้รู้สึกหิว โดยมันจะทำงานในทิศทางตรงกันข้ามกับระบบของยีน MC4R ที่ทำหน้าที่เป็น ‘เบรก’ ให้เกิดความอิ่ม เมื่อร่างกายได้รับพลังงานพอแล้วระบบนี้จะถูกเปิดใช้งานเพื่อบอกให้เราหยุดกิน

สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เกิด ‘การยึดอำนาจทางชีวภาพ’ (Biological Hijack) เพราะเมื่อทุกครั้งที่ลิ้นของเรารับรสความหวาน ในสมองส่วนระบบการให้รางวัล (Reward System) จะรีบหลั่งโดปามีนออกมามหาศาล นี่ไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่มันคือการ ‘จดจำ’ เพื่อความอยู่รอดในยุคบรรพบุรุษ โดยสมองจะบันทึกว่า.....

 

นี่แหละแหล่งพลังงานชั้นดี กินมันซะ!
..ก่อนจะไม่มีให้กินอีก

 

และก็เหมือนในตอนต้นของบทความ ในสถานการณ์ที่ผู้เขียนเดินเข้าคาเฟ่ และได้กลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดหรือจะเป็นการเห็นเค้กฉ่ำวาวในตู้ ที่จะทำให้โดปามีนพุ่งสูงปรี๊ดขึ้นทันที มันไม่ได้บอกแค่ว่า “น่าอร่อยจัง” แต่มันกำลังตะโกนบอกสมองของเราดังๆ ว่า “นั่นไงรางวัล! ไปเอามา! แล้วกินมันซะ!

สิ่งนี้หรือเปล่านะที่คอยเป็นตัวบงการที่ใช้ ‘เจ้านิ้วตัวดี’ ให้ชี้ไปที่เค้กอย่างไม่รู้ตัว ให้เกิดเป็นความกระหายที่อยู่เหนือเหตุผลที่เรียกว่า ‘วงจรการเสพติดพฤติกรรม’ (The Dopamine Loop) และกำลังสร้างเหยื่อล่ออย่าง ‘จุดสุขใจ’ (Bliss Point) เอาไว้

โดยในงานวิจัยในปี ค.ศ. 1986 เกี่ยวกับ จุดสุขใจ คำนี้ถูกทำให้โด่งดังโดย ‘ฮาวเวิร์ด มอสโกวิทซ์’ (Howard Moskowitz) นักจิตฟิสิกส์และนักวิจัยตลาด เขาคือคนเดียวกับที่ทำให้ Prego มีซอสพาสต้าหลากหลายรสชาติที่เราสามารถพบเห็นได้ง่ายในโซนอาหารแห้งในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำต่าง ๆ

เขาได้ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์มาคำนวณหาจุดที่สมองมนุษย์ในการตอบสนองต่ออาหารแปรรูปว่า จุดใดที่มนุษย์จะเผยความสุขใจหรือที่เราเรียกว่า ‘ความอร่อย’ จนในที่สุดก็ได้คำนิยามที่เรียกว่า จุดสุขใจ เพื่อใช้อธิบายเจ้ากับดักทางประสาทสัมผัสของเรา เพราะมันคือจุดเปลี่ยนหน้าที่ของอาหารจาก ‘พลังงาน’ กลายเป็น ‘ความบันเทิง’

ผู้อ่านลองจินตนาการตามนะว่า ในเสี้ยววินาทีที่เราตักเค้กเข้าปากไปหนึ่งคำนั้น มันไม่ได้เข้าไปเพื่อเติมเต็มกระเพาะเพียงอย่างเดียว แต่มันก็เข้าไปเพื่อเติมเต็ม 'ความกระหาย' ของสมองในส่วนของรางวัลด้วย จนเราต้องยอมจำนนต่อความหิวทิพย์ของมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ในคำว่าจุดสุขใจทางเชิงวิทยาศาสตร์ด้านอาหารและการตลาด ยังมีความหมายว่า ‘จุดความฟินสูงสุด’ เพราะมันคือสัดส่วนที่ลงตัวของน้ำตาล, เกลือ และไขมัน ที่ทำให้อาหารนั้นอร่อยจนหยุดกินไม่ได้ โดยที่ไม่มีรสใดรสหนึ่งโดดจนทำให้รู้สึกเลี่ยน หวาน หรือเค็ม เพื่อไม่ทำให้เราหยุดชะงักในการกินหรืออิ่มเร็วเกินไป

โดยภายในร่างกายมนุษย์เราได้มีการวิวัฒนาการ เพื่อให้ชื่นชอบอาหารที่มีรสชาติดังที่กล่าวมาข้างต้น เพราะสมองมนุษย์ชอบตอบสนองต่อ ‘รางวัล’ ในรูปแบบของเอนดอร์ฟิน สมองจึงจดจำสิ่งที่เราทำเพื่อให้ได้รางวัลนั้นมา

ดังนั้นจึงทำให้เราอยากกินอีกเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากโดปามีน เป็นสารสื่อประสาทของร่างกายมนุษย์ ที่ต้องการเกลือเพื่อรักษาสมดุลของของเหลว น้ำตาลเพื่อพลังงาน และไขมันเพื่อสร้างสมอง ที่นอกเหนือจากความต้องการของร่างกายแล้ว ยังมีในส่วนของความปรารถนาของรสชาติจาก น้ำตาล เกลือ และไขมันอีกด้วย

ฃเพราะอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ และไขมันในปริมาณสูงแต่พอเหมาะ จะช่วยสร้างแรงดึงดูดใจจนสามารถเอาชนะฮอร์โมนที่ยับยั้งความอยากอาหารสำหรับเราได้ และในอุตสาหกรรมอาหารยังนำหลักการจุดสุขใจไปประยุกต์ใช้เพื่อผลิตอาหารและการตลาด นอกจากนั้นการกระทำนี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มันคือการส่งเสริมพฤติกรรมการเสพติดเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ระยะยาวตามมา อย่างที่เราพบเห็นในยุคปัจจุบัน

แล้วถ้าหากย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1971 มอสโควิทซ์ เขาได้ลงมือทำการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกพึงพอใจในความหวานและความเข้มข้นของน้ำตาลชนิดต่างๆ ที่ห้องปฏิบัติการวิจัยบุกเบิก โดยใช้ผลการศึกษาของเขาและนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ เพื่อร่วมประกอบการค้นคว้าของเขาด้วย จึงทำให้มอสโควิทซ์สามารถให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ จุดสุขใจ ได้อย่างลงตัวในเวลาต่อมา

โดยผลการทดลองของเขาแสดงให้เห็นว่า ความหวานสัมพัทธ์ของน้ำตาลเปลี่ยนแปลงไปตามความเข้มข้นทั้งหมดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า ผลการทดลองนี้กำลังบอกว่า “ความชอบของมนุษย์เรามีจุดสมดุล

จุดที่เราจะรู้สึกพึงพอใจเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วในช่วงที่กำลังอร่อย แต่พอไปถึงจุดที่จืดเกินไปหรือหวานเกินไป ความอร่อยจะหายไป เพราะต่อให้ใส่น้ำตาลเพิ่มเข้าไปก็ไม่ได้ช่วยให้ ‘อร่อยขึ้นหรือฟินขึ้น’ อย่างที่ควรจะเป็น แต่มันอาจจะทำให้ความอร่อยเหล่านั้นหายไปเลยก็ได้

พูดง่าย ๆ คือ ความหวานกับความฟินไม่ได้เดินบนเส้นทางเดียวกันไปตลอด เพราะมันมีจุดที่ ‘พอดี’ และจุดที่ ‘มากเกินไปจนไม่อร่อย’ นั่นเอง

ที่กล่าวมาเบื้องต้นคือ จุดสุขใจ ที่จะกลายเป็นวิศวกรรมของความโลภในระดับเซลล์ก็ว่าได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารสามารถนำสูตรมาคำนวณอย่างแม่นยำ คือสัดส่วนระหว่าง น้ำตาล เกลือ และไขมันที่มีความพอดี ส่งผลให้อาหารเหล่านั้นไม่มีรสชาติใดโดดเด่นเกินไป เพื่อ ‘หลอก’ ให้สมองของเราไม่ให้รู้สึกเบื่ออาหาร (sensory-specific satiety) นั่นเอง

จึงทำให้เราสามารถกินเค้ก ขนมขบเคี้ยว หรือน้ำอัดลมได้เรื่อยๆ เพราะกลไกการหยุดกินตามธรรมชาติได้ถูกหยุดขัดขวางไม่ให้ทำงานโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อรู้อีกทีก็กินหมดไปแล้ว และสมองของเราก็ดันคิดไปว่าสิ่งที่เพิ่งกินหมดไป เกิดจากความหิวหรือว่ามันอร่อยกันแน่?

พอมาถึงจุดนี้ ท่านผู้อ่านพอสังเกตได้ไหมว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนสั่งเค้กชิ้นนั้น? ผู้เขียนสั่งด้วย ‘เจตจำนงเสรี’ (Free Will) หรือที่เราคุ้นหูว่า ‘เสรีภาพ’ ของตัวเองจริงหรือเปล่า หรืออะไรกันที่มีอิทธิพลต่อการสั่งในครั้งนี้?

ถ้าหากมองตามมุมเจตจำนงเสรี (Free Will) ของ ‘ฌอง-โปล ซาร์ตร์’ (Jean-Paul Sartre) เขาเป็นชาวฝรั่งเศสที่ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของวงการปัญญาชนฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 20 โดยเป็นทั้งนักปรัชญา นักเขียนบทละคร และนักวิจารณ์วรรณกรรมที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสารแนวคิด ‘อัตถิภาวนิยม’ (Existentialism) จนโด่งดังไปทั่วโลก

แนวคิดเกี่ยวกับเจตจำนงเสรี ของเขาคือ การมองว่ามนุษย์คือเสรีภาพที่ว่างเปล่า ไม่มีเป้าหมายหรือตัวตนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เราจึงมีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้ผ่านการกระทำของตนเอง แต่เสรีภาพนี้มาพร้อมความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง ที่เราต้องแบกรับผลของการเลือกนั้นไว้เพียงลำพัง โดยไม่อาจใช้ข้ออ้างเรื่องโชคชะตาหรือหน้าที่มาปิดบังเสรีภาพของตนได้

ส่วนในมุมมองของ ‘จอห์น ล็อค’ (John Locke) นักปรัชญาชาวอังกฤษที่มีอิทธิพลอย่างสูงในช่วงศตวรรษที่ 17 เจ้าของทฤษฎี "สิทธิธรรมชาติ" (Natural Rights) โดยล็อคเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิทธิบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถพรากไปได้ โดยเฉพาะ เสรีภาพ (Liberty) ที่ว่าด้วยการมีอิสระในการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิต รวมถึงการเลือกใช้ชีวิตที่ว่าเราจะเลือกกินหรือไม่กินอะไรด้วยก็ได้

ด้วยเหตุทั้งหมดนั้น จึงอยากพาท่านผู้อ่านมาสำรวจว่า มนุษย์เรามีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองแค่ไหน หรือจริงๆ แล้วเรากำลังถูกขังอยู่ใน ‘คุกเคลือบด้วยน้ำตาล’ ที่เราไม่อาจสามารถมองเห็นได้

เพราะเป็นคุกที่ถูกสร้างขึ้นจากกลไกชีวภาพภายในร่างกายของตัวเราเอง อีกทั้งวิศวกรรมทางด้านอาหารก็มาเกี่ยวข้องในการออกแบบผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ที่น่าดึงดูดใจ เพื่อใช้มาดักปล้นการตัดสินใจของเราโดยเฉพาะหรือไม่?

 

แนวคิดของ Sartre vs. Locke
ต่อมุมมองขนมหวาน

เราต้องเข้าใจรากฐานแนวคิดของเจตจำนงเสรี (Free Will) หรือที่พวกเราเรียกกันติดปากว่า ‘เสรีภาพ’ หากแต่ในมุมมองของนักปรัชญาทั้งสองคืออะไรกัน และมันถูกสั่นคลอนอย่างไรในโลกของอาหาร

1. ฌอง-โปล ซาร์ตร์ แนวคิด ‘Existence precedes essence’ คือ มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ เราคือผู้เลือกและต้องรับผิดชอบต่อทางเลือกนั้น 100% เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นอะไร แต่เราเป็นในสิ่งที่เราเลือกทำเอง

ฉะนั้นในมุมมองต่อขนมหวาน ฌอง-โปล ซาร์ตร์ อาจจะมองว่าการเลือกเค้กเพื่อตักเข้าปากทุกครั้งคือการเลือก ‘ด้วยตัวเอง’ แต่ในบทความนี้เราจะหาข้อโต้แย้งที่ว่า เมื่อสมองถูกปล้น (Hijack) เราอาจตกอยู่ในสภาวะ ‘จำใจ’ หรือ ‘ไม่มีทางเลือก’ (Bad Faith)’ โดยการหลอกตัวเองว่าเราไม่มีทางเลือก ทั้งที่จริงๆ แล้วเราอาจถูกกลไกชีวภาพในร่างกายบดบังทางเลือกที่แท้จริงออกไป

เพราะแม้เมนูในร้านจะมีจำกัด (Facticity) แต่คุณก็ยังมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่คุณจะกินหรือไม่กินได้เสมอ และการที่คุณยืนลังเลและรู้สึกหวิวในใจ (Anguish) ของการตัดสินใจครั้งนี้นั้น คือสัญญาณว่าคุณมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ และถ้าหากคุณเลือกเค้กแล้วบ่นว่า "ถูกบังคับให้สั่ง" ทั้งที่มีทางเลือกอื่น แบบนั้นคือการโกหกตัวเอง (Bad Faith) เพราะในโลกของซาร์ตร์แล้ว คุณคือผู้เขียนบทให้ตัวเองและต้องยอมรับผลของรสชาติขนมและความอ้วนที่คุณเลือกด้วยตัวเอง 100%

2. จอห์น ล็อค (Liberalism & Tabula Rasa) แนวคิดมนุษย์มีสิทธิโดยธรรมชาติในชีวิตและเสรีภาพ และเราสามารถตัดสินใจตามเหตุผลเพื่อแสวงหา ‘ความสุข’ และหลีกเลี่ยง ‘ความเจ็บปวด’ ได้เอง ตราบใดที่สิทธิที่จะทำอะไรก็ได้ของเราไม่ไปละเมิดผู้อื่น

ฉะนั้นในมุมมองต่อขนมหวานของ จอห์น ล็อค คือ ‘การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล’ ในการเลือกกินเค้กที่ตนเองต้องการเท่านั้นเพื่อแสวงหาความสุข ตราบใดที่ไม่ได้ไปแย่งเค้กของผู้อื่น แต่ถ้าหากมองย้อนกลับไปที่มุมมองอุตสาหกรรมอาหาร ที่จงใจกระตุ้นความหิวของเรา จนไม่สามารถใช้เหตุผลในการเลือกกินได้ มันก็ถือเป็นการรุกล้ำเสรีภาพในการตัดสินใจขั้นพื้นฐานของเราด้วยหรือไม่?

แต่คำถามสำคัญที่ตามมาในโลกปัจจุบันคือ

 

เรามีเสรีภาพในการเลือก ‘กิน’ จริงหรือ?

 

หากเรามองผ่านเลนส์ของอุตสาหกรรมอาหารสมัยใหม่ เราจะพบว่า ‘เหตุผล’ ที่จอห์น ล็อค เคยเชื่อถือ มันกำลังถูกรุกล้ำอย่างแยบยล เพราะอุตสาหกรรมเหล่านั้นจงใจออกแบบกลไกเพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณความหิวของเรา จนบางครั้งเราก็แทบไม่เหลือพื้นที่ให้เหตุผลได้ทำงาน นี่อาจถือเป็นการรุกล้ำเสรีภาพในการตัดสินใจขั้นพื้นฐานอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ผ่านการควบคุมระบบประสาทโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

และท่านผู้อ่านเคยสังเกตหรือไม่ว่า ทำไมยักษ์ใหญ่ในวงการฟาสต์ฟู้ดระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น McDonald’s, Burger King, Pizza Hut, KFC แม้แต่เครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง Coca-Cola ยังต้องมี "สีแดง" หรือ "สีเหลือง" เป็นองค์ประกอบหลักในโลโก้และบรรจุภัณฑ์

นอกจากนั้นร้านสุกี้บุฟเฟต์ที่เป็นขวัญใจของคนไทยอย่าง สุกี้ตี๋น้อย, Lucky Suki หรือ สุกี้ Bonus ก็ล้วนดำเนินตามรอยสูตรสำเร็จนี้เช่นกัน และคำตอบเหล่านั้นซ่อนอยู่ในจิตวิทยาเชิงลึกคือ

สีแดง มีผลทางสรีรวิทยาในการกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่มความดันโลหิต ซึ่งส่งสัญญาณหลอกสมองให้เกิดความรู้สึก ‘หิว’ และ ‘เร่งรีบ’

สีเหลือง สื่อถึงความสุข ความเป็นมิตร และการมองเห็นที่เด่นชัด ส่งผลให้สร้างสภาวะที่เรียกว่า ‘ความปรารถนาฉับพลัน’ (Instant Desire) ซึ่งจะพุ่งตรงเข้าจู่โจมสัญชาตญาณดิบของเราแบบทันควัน

ก่อนที่เราจะมีโอกาสหยุดคิดด้วยเหตุผลที่ว่า “เราหิวจริงๆ หรือเป็นเพียงความอยากที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา?” และในวันที่เราคิดว่าเราคือผู้เลือกเค้กด้วยตัวเอง บางทีเราอาจเป็นเพียง ‘กล่องเปล่า’ (Tabula Rasa) ที่ถูกอุตสาหกรรมอาหารยัดความหิวลงไปล่วงหน้าเสียแล้ว

มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคิดว่า... ถ้าหากการตัดสินใจของเราถูกบงการทางอ้อมด้วยสี กลิ่นหอม และรสชาติอร่อยที่พอดิบพอดีจากการถูกปรุงแต่งขึ้นมา เรายังจะเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า ‘เสรีภาพ’ ได้อย่างเต็มปากอยู่หรือไม่?

ถ้ามันไม่ใช่เสรีภาพขนาดนั้นจะเรียกว่าเป็นคุกทางทางสภาพแวดล้อมได้ไหม (The Toxic Environment)ได้หรือเปล่า เพราะจริงๆแล้วเราทุกคนก็ไม่ได้อยู่ในภาวะสุญญากาศทางเสรีภาพชะทีเดียว เพราะความจริงส่วนหนึ่งที่พวกเราต่างถูกกักขังอยู่ใน ‘คุกที่มองไม่เห็น’ ที่ถูกเคลือบด้วยน้ำตาลที่แสนหอมหวานจนเราหลงเชื่อว่าเรามีเสรีภาพอย่างแท้จริง

อีกทั้งในข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ก็ทำให้อาหารเพื่อสุขภาพราคาแพงและเข้าถึงยาก แต่หากเป็นอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกายกลับหาง่ายและราคาถูก บางทีเสรีภาพในการเลือกจึงเป็นเรื่องของ ‘ชนชั้น’ ในระดับหนึ่งเช่นกัน

ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละคนที่เป็นดังซี่เหล็กอีกหนึ่งอันที่ตอกลงมาที่หน้าของเราอย่างจัง อีกทั้งปัจจัยภายในของเราที่ยังต้องเจอกับวันที่เหนื่อยล้าจากการทำงานอยู่เสมอ ยิ่งทำให้พลังในการใช้เจตจำนงเสรีเกิดการลดต่ำลง จนสมองของเรามักจะเลือกทางออกที่ง่ายที่สุดให้ร่างกายเสมอ ด้วยการมองหาอาหารที่กระตุ้นจุดสุขใจได้เร็วที่สุด เพื่อตอบสนองความอยู่รอดของร่างกายตามสัญชาตญาณที่บรรพบุรุษของเราเคยได้มอบให้เมื่อยุคก่อน

มนุษย์เราไม่ได้พ่ายแพ้ต่อความอ่อนแอ หากแต่กำลังต่อสู้ในสนามรบที่เสียเปรียบอยู่เสมอ เพราะเมื่อสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากยุคหินสั่งให้กินตุนไว้ก่อน จุดอ่อนที่เคยเป็นจุดแข็งในยุคก่อนของเราได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธโดยนักการตลาดในศตวรรษที่ 21 ผู้ที่รู้จักสมองของเราดีกว่าตัวเราเองเสียอีก

และเพื่อกลับมามอบเสรีภาพที่แท้จริงให้ตัวเราอีกครั้ง ลองเลิกตำหนิว่าตัวเองไร้วินัย อาจถือเป็นก้าวแรกของการทวงคืนเสรีภาพเหล่านั้นที่มองหา เพราะเมื่อเราเข้าใจว่า “ไม่ใช่เราที่อยากกินเสมอไป” แต่มันเป็นกลไกของสมองที่ถูกกระตุ้น เราควรเปลี่ยนจากการใช้ ‘กำลังใจ’ ที่มีจำกัด ไปสู่การใช้ ‘ปัญญา’ ในการจัดวางสภาพแวดล้อมและเลือกอาหารอย่างมีสติ

โดยเริ่มจากเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเรา จากนักโทษผู้หิวกระหายที่ยอมจำนนต่อขนมหวาน เป็นแบบฉบับของมนุษย์ที่ตื่นรู้ และเลือกที่จะไม่เป็นทาสของกลไกชีวภาพที่ถูกออกแบบมา ที่หวังผลกำไรของอุตสาหกรรมอีกต่อไป เพื่อให้เกิดสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนต่อตัวเราเอง

ในมุมของอาหารที่เราคิดว่าสามารถเลือกได้ตามใจนึกก็ยังไม่ได้ ‘อิสระเสรี’ อย่างสมบูรณ์แบบ 100% เพราะขนาด ‘ความหวานละมุน’ ก็ยังสามารถควบคุมเราไว้ได้ แล้วกับอุดมการณ์ทางการเมืองที่เราอาจคิดว่าเราเลือกได้อย่างเสรีนั้น แท้จริงแล้วมันอาจถูกปรุงแต่งด้วยอัลกอริทึมในโซเชียลมีเดีย ให้เราเชื่ออย่างที่มันต้องการให้เราเชื่อแบบนั้นโดยไม่รู้ตัวไหมนะ?

แล้วต่อจากนี้ไป ยังพอจะมีที่เหลือว่างสำหรับเจตจำนงเสรี ที่เรารู้จักกันในคำว่า เสรีภาพ อย่างแท้จริงสักกี่เปอร์เซ็นต์กันเชียวล่ะ