14 ต.ค. 2569 | 20:00 น.

KEY
POINTS
สำหรับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ — หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องไปกว่านั้น ‘รางวัลธนาคารกลางสวีเดนสาขาเศรษฐศาสตร์เพื่อระลึกถึงอัลเฟรด โนเบล’ (The Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel) — ประจำปี 2026 ได้ถูกมอบให้แก่นักเศรษฐศาสตร์สองคนที่ได้ฉายภาพให้โลกได้เห็นว่าสองกรอบการมองที่แตกต่างกันอย่าง ‘เศรษฐศาสตร์มหภาค’ (macroeconomics) และ ‘เศรษฐศาสตร์จุลภาค’ (microeconomics) นั้นสัมพันธ์กันอย่างยากจะแยกขาด และการแก้ไขปัญหาความผันผวนเหล่านี้ก็คือการมองภาพใหญ่ของมหภาคโดยรากฐานของจุลภาค และนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้กลายเป็นวิศวกรสร้างสะพานเพื่ออุดช่องโหว่ทางการออกนโยบายเหล่านั้นทั้งสองคนก็มีนามว่า ‘โรเบิร์ต อี. ฮอลล์’ (Robert E. Hall) และ ‘ไมเคิล วูดฟอร์ด’ (Michael Woodford)
หากใครที่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์มาย่อมต้องนึกถึงหลักการพื้นฐานอย่าง ‘อุปสงค์’ (demand) และ ‘อุปทาน’ (supply) ซึ่งถือเป็นรากฐานของการตัดสินใจของมนุษย์ไม่ว่าจะในฐานะปัจเจก ผู้ประกอบการ รัฐบาล หรือแม้แต่ประเทศ แต่เศรษฐศาสตร์เองก็สามารถมองได้ผ่านสองกรอบใหญ่ ๆ ซึ่งจำแนกผ่าน ‘ขนาด’ ของการมอง ซึ่งก็คือ ‘มหภาค’ และ ‘จุลภาค’ ดังที่เราได้เอ่ยไปในข้างต้น
ในขณะที่เศรษฐศาสตร์จุลภาคคือการมองการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลต่อเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว เช่นว่าราคาที่เปลี่ยนแปรไปจะส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างไร ประเภทของตลาดและอำนาจของผู้ผลิตรูปแบบต่าง ๆ จะส่งผลต่อราคาแบบไหน หรือแม้แต่เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) ที่กลายเป็นที่นิยมในช่วงหลังและชี้ให้เราเห็นว่ามนุษย์เราก็ไม่ได้สมเหตุสมผลขนาดนั้นก็ล้วนยืนอยู่ในร่มเงาของเศรษฐศาสตร์แบบจุลภาคทั้งสิ้น
ทว่าในฟากฝั่งของเศรษฐศาสตร์มหภาคก็จะมองการตัดสินใจในกรอบที่ถอยห่างออกมาจากแค่การตัดสินใจของปัจเจกหรือผู้ประกอบการ แต่จะเป็นการกล่าวถึงการตัดสินใจของรัฐบาลต่อเศรษฐกิจ การจัดการกับอัตราดอกเบี้ยและปริมาณเงินจากธนาคารกลาง ระดับเงินเฟ้อและเงินฝืด ไปจนถึงอัตราการว่างงานในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ย้อนกลับไปในอดีต และโดยเฉพาะก่อนทศวรรษที่ 1970 แนวคิดของ ‘จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์’ (John Maynard Keynes) ก็ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อวิธีการมองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาจนเกิดเป็นสำนัก ‘เศรษฐศาสตร์แบบเคนส์’ (Keynesian Economics) ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในปลายทศวรรษที่ 1920s จนนำไปสู่กรอบคิดที่มองธรรมชาติของเศรษฐกิจเปลี่ยนไป
จากตลาดเสรี (free market) ที่สามารถจะจัดการกับปัญหาของตัวเองได้ เคนส์ก็ได้เสนอให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถมีบทบาทในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ จนกลายเป็นแนวคิด ‘การแทรกแซงของรัฐบาล’ (government intervention) รวมไปถึงทำหน้าที่เป็นรากฐานที่มาให้เกิด ‘นโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ’ (stabilisation policy) เช่นการเปลี่ยนแปรอัตราดอกเบี้ยหรือแม้แต่การใช้จ่ายของรัฐบาลในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาหรือร้อนแรงจนเกินไป
แน่นอนว่าแนวคิดของเคนส์ได้ปูรากฐานสำคัญให้กับเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ถูกบรรจุอยู่ในตำรามาจนถึงทุกวันนี้ แต่วิธีการรับมือกับเศรษฐกิจแบบเถรตรงจนเกินไปก็นำไปสู่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา แต่ก็เพราะเผชิญหน้ากับปัญหา จึงทำให้มีใครสักคนต้องหาทางแก้มันจนทำให้เราได้รู้จักนามของผู้คว้ารางวัลโนเบลในปีนี้
ปัญหาเงินเฟ้อจากปริมาณน้ำมันที่ขาดแคลนในช่วงทศวรรษที่ 1970 ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญที่จะวัดว่านโยบายและกรอบคิดทางนโยบายแบบเดิมในการจะคงไว้ซึ่งเสถียรภาพนั้นมีประสิทธิผลจริงหรือเปล่า เพราะถ้าหากมองวิธีการแก้ไขปัญหาผ่านกรอบของ ‘เส้นโค้งฟิลลิปส์’ (Phillips Curve) ที่เสนอโดย ‘วิลเลียม ฟิลลิปส์’ (A. W. Phillips) ที่สรุปว่าเมื่อเงินเฟ้อมากขึ้นจะทำให้อัตราการว่างงานลดลง
ด้วยกรอบคิดแบบนั้นจึงทำให้รัฐมีวิธีการจัดการกับปัญหาการว่างงาน (unemployment) ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้ระดับเงินเฟ้อขยับตัวสูงขึ้น แต่เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาในวิกฤตน้ำมันในช่วง 1970s ด้วยแล้ว ก็สะท้อนให้เห็นว่า ‘ในระยะยาว’ (long-run) อัตราการว่างงานจะกลับไประดับเดิม เพียงแต่ระดับเงินเฟ้อจะค้างเติ่งอยู่ ณ ตำแหน่งที่มันได้ขยับขึ้นไปแล้ว จนนำไปสู่ปัญหาดังที่ถูกนิยามว่าเป็น ‘Stagflation’ หรือ ‘สภาวะเงินเฟ้อในขณะที่เศรษฐกิจชะงักงัน’
สามารถอ่านประเด็นนี้ได้ที่บทความ ‘Stagflation : สงคราม น้ำมัน เงินเฟ้อ หนทางสู่หล่มทางเศรษฐกิจ?’
ซึ่งหล่มทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ก็ได้มีนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจำนวนสองคนอย่าง ‘มิลตัน ฟรีดแมน’ (Milton Friedman) และ ‘เอ็ดมันด์ เฟลปส์’ (Edmund Phelps) ได้ออกมาเขียนบทความในปี 1968 เพื่อกล่าวเตือนวิธีคิดแบบเส้นโค้งฟิลลิปส์ว่าเงินเฟ้อกับการลดอัตราการว่างงานจะเป็นสิ่งที่แก้ไขปัญหาหรือแลกกันได้ (trade-off) ในระยะยาว เพราะหลงลืมที่จะหยิบเอา ‘ความคาดหวังของประชาชน’ (expectations) เข้ามาประมวลผลด้วย จึงทำให้วิธีแบบนี้ได้ผลเพียงในระยะสั้น (short-run) แต่ไม่ได้ผลในระยะยาว
แนวคิดเรื่องของความคาดหวังยังถูกเจาะลึกอย่างชัดเจนในช่วงเวลาต่อมาโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ภายหลังก็ได้รับรางวัลโนเบลเช่นเดียวกันนามว่า ‘โรเบิร์ต ลูคัส’ (Robert Lucas) ที่ได้เสนอข้อวิพากษ์อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘ข้อวิพากษ์ของลูคัส’ (The Lucas Critique) ในปี 1976 ที่กล่าวเตือนวิธีการมองเศรษฐกิจผ่านกรอบที่นำเอาข้อมูลในอดีตมาทำนายผลลัพธ์ในอนาคต
โดยลูคัสได้นำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า ‘ความคาดหวังแบบสมเหตุสมผล’ (Rational Expectations) ที่พยายามชี้ให้เห็นว่าประชาชนไม่ใช่ ‘หิน’ หรือ ‘ตัวแปรที่แน่นิ่ง’ ที่จะสนองตอบต่อนโยบายหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ แบบเดิมเรื่อยไป การที่ประชาชนในอดีตตอบสนองแบบหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าประชาชนในอนาคต หรือแม้แต่ปัจจุบันจะประพฤติในแบบเดียวกัน เพราะพวกเขาจะตัดสินใจและ คาดคะเนสถานการณ์อย่าง ‘มีเหตุมีผล’ (rational) ตามบริบทที่เปลี่ยนไป
สามารถอ่านประเด็นนี้ได้ที่บทความ ‘โรเบิร์ต ลูคัส : นักเศรษฐศาสตร์ผู้นำเสนอแนวคิด ‘Rational Expectations’’
สองปีถัดมา โรเบิร์ต อี. ฮอลล์ ก็ได้นำเสนอแนวคิดของเขาผ่านบทความวิจัย ‘Stochastic Implications of the Life Cycle-Permanent Income Hypothesis: Theory and Evidence’ (1978) ที่ต่อยอดวิธีการมองการบริโภคของครัวเรือนต่อจากโรเบิร์ต ลูคัส และเสนอว่าผู้คนตัดสินใจบริโภคแบบ ‘เดินสุ่ม’ (random walk) ไปจนถึงการตัดสินใจผ่าน ‘รายได้ในอนาคต’ (future income)
ฮอลล์มองว่าการบริโภคของประชากรเป็นสิ่งที่คาดคะเนไม่ได้ เพราะการบริโภคจะขึ้นอยู่กับมุมมองของพวกเขาต่ออนาคตหรือรายได้ในอนาคต — ยกตัวอย่างเช่น เราอาจตัดสินใจที่จะซื้อรถสักคันหากคิดว่าอีกไม่นานเราจะได้โบนัสหรือถูกปรับเงินเดือนขึ้นอย่างแน่นอน หรืออาจปรับเปลี่ยนการจับจ่ายใช้สอยให้ตระหนี่ขึ้นเมื่อเกรงว่าอาจถูกเลย์ออฟได้ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า — ซึ่งการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปรไปก็จะขึ้นอยู่กับการประเมินอนาคต (future assessment) ของพวกเขาเหล่านี้โดยยึดจากข้อมูลใหม่ล่าสุด
และแน่นอนว่า ‘ชุดข้อมูลใหม่’ เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ (เพราะหากว่าคาดเดาได้ก็อาจจะไม่ถูกเรียกว่าเป็นข้อมูลใหม่ เพราะเพียงแค่มีการคาดเดาเกิดขึ้น ข้อมูลเหล่านั้นก็ได้กลายร่างเป็น ‘ข้อมูลใหม่’ ตั้งแต่มันวิ่งไปถึงหูหรือสายตาของผู้คนแล้ว) และการคาดเดาไม่ได้นี้จึงเป็นสิ่งที่ฮอลล์นิยามว่าเป็นการเดินแบบสุ่มของประชาชนในการตัดสินใจบริโภค
ซึ่งสิ่งนี้จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมบางนโยบายจากรัฐบาลในการพยายามคงเสถียรภาพของเศรษฐกิจจึงไม่ได้ผล เพราะเฉกเช่นเดียวกับการที่รัฐบาลสามารถมองเห็นได้ว่านโยบายนี้จะเข้ามาแก้ปัญหาในระยะสั้น หรือต่อกรกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น นโยบายแจกเงินหรือการลดภาษีในกรอบเวลาไม่กี่เดือน ประชาชนเองก็สามารถมองความเป็นไปของเศรษฐกิจในแบบที่เลยพ้นกรอบเวลาระยะสั้นและตัดสินใจตามความเป็นไปในระยะยาวมากกว่าด้วยเช่นเดียวกัน
แนวคิดของ โรเบิร์ต อี. ฮอลล์ ได้ฉายภาพให้เราเห็นถึงการตัดสินใจในการบริโภคของครัวเรือนต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปรและการตอบสนองต่อข้อมูลใหม่ ๆ ภายหลังจากนั้น เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ ไมเคิล วูดฟอร์ด ก็ได้เขียนหนังสือในชื่อ ‘Interest and Prices: Foundations of a Theory of Monetary Policy’ ที่ไม่เพียงถูกขนานนามว่าเป็น ‘คัมภีร์ไบเบิลของนักธนาคารกลาง’ แต่ยังได้เอาแนวคิดของฮอลล์ไปต่อยอดจนออกมาเป็น ‘แบบจำลอง 3 สมการ’ (The Three-Equation New Keynesian Model) และนำไปสู่กรอบวิธีคิดแบบ ‘สำนักเคนส์ใหม่’ (New Keynesian)
จะเห็นได้ว่าแนวคิดของฮอลล์ได้ทำการอธิบายวิธีการที่การบริโภคของครัวเรือนตอบสนองต่อข่าวสารและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยวูดฟอร์ดก็ได้หยิบเอาวิธีมองในแบบเดียวกันมาอธิบายพฤติกรรมในฟากฝั่งของผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการว่าสภาวะทางเศรษฐกิจที่ผันแปรและเปลี่ยนไปอาจไม่ได้ทำให้ ‘ราคาสินค้า’ เปลี่ยนแปลงในทันที หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ราคาหนืด’ (Sticky Prices)
เพราะการเปลี่ยนแปลงราคาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าจะปล่อยให้มันเปลี่ยนเวียนได้ตามความผันผวน เพราะการเปลี่ยนแปลงทางราคานี้ล้วนมีต้นทุนที่แอบแฝงมาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางกายภาพหรือแม้แต่ต้นทุนทางความรู้สึกจากผู้บริโภค หรือแม้แต่ข้อสัญญาผูกมัดระยะยาวจากฟากฝั่งของต้นทุนที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงราคาขึ้นลงไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่เมื่อปรับเปลี่ยนราคาไม่ได้ ผู้ประกอบการจึงต้องมีการเปลี่ยนแปรการผลิตของตนเองในฟากฝั่งที่จะสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจได้ เช่น การจ้างงานเพิ่มขึ้น ผลิตเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราเงินเฟ้อขยับตัวขึ้น สิ่งนี้จึงนำไปสู่การระดับการว่างงานที่ลดลงในระยะสั้น แต่เมื่อราคาที่หนืดเริ่มขยับตามสภาพเศรษฐกิจแล้ว การจ้างงานและการผลิตส่วนเพิ่มก็จะถูกแทนที่ด้วยราคาที่เพิ่มเหล่านั้นไป จนทำให้มันหักลบกลบนี้จนการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นการผลิตที่มากขึ้นถอยร่นกลับไปที่เดิม — กล่าวให้ง่ายกว่านั้น การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นหรือการผลิตที่เพิ่มขึ้นก็เพียงเป็น ‘คนคั่นเวลา’ รอให้ราคาขยับได้เท่านั้น… — จนกลายเป็นสมการที่สองในทฤษฎีของวูดฟอร์ด
มาจนถึงส่วนสุดท้าย เมื่อทั้งฝั่งของผู้บริโภคและผู้ผลิตจะตัดสินใจบนความคาดหวังที่มีต่ออนาคต เขาจึงให้คำแนะนำว่าธนาคารกลางเองก็สมควรที่จะคำนวณอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากตัวเลขเงินเฟ้อและ GDP ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือในรูปแบบ ‘มองไปข้างหน้า’ (forward-looking) ไม่ใช่การมองย้อนหลังไปในอดีต
ยิ่งไปกว่านั้น วูดฟอร์ดยังได้เสนอให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดการเงินเกิดความตื่นตระหนก โดยกลไกของสมการที่สามนี้จะเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เมื่อสถานการณ์ส่งสัญญาณว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น ตัวสมการจะเป็นเข็มทิศชี้นำให้ธนาคารกลางปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้นนี้จะส่งผ่านไปกดดันให้ฝั่งผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอยในสมการแรก และส่งผลเกี่ยวเนื่องให้ฝั่งผู้ผลิตต้องยับยั้งการปรับขึ้นราคาสินค้าในสมการที่สอง จนสามารถดึงให้ภาพรวมของเศรษฐกิจหวนคืนสู่เสถียรภาพได้อย่างมีประสิทธิผล
จากทั้งหมดที่กล่าวมาน่าจะทำให้เราเห็นได้ว่าทั้ง ‘โรเบิร์ต อี. ฮอลล์’ และ ‘ไมเคิล วูดฟอร์ด’ ได้ฉายภาพให้เห็นความสำคัญของเศรษฐศาสตร์จุลภาคในเศรษฐศาสตร์มหภาค จากเดิมที่ทั้งสองฟากฝั่ง โดยเฉพาะกับเศรษฐศาสตร์มหภาคดูจะดำเนินไปด้วยภาพที่ใหญ่ของตัวมันเอง แต่เมื่อหยิบเอารายละเอียดทางจุลภาค (microfoundations) มาวางเป็นรากฐานก็ยิ่งสลัดข้อบกพร่องและภาพลวงตาของการมองเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบเดิมออกไป
แนวคิดของพวกเขาทั้งสองที่ได้ปูทางให้กับเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ใหม่ไม่เพียงนำเสนอวิธีในการที่ทำให้ธนาคารกลางจัดการกับปัญหาในแบบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่แนวคิดของพวกเขายังตอกย้ำความสำคัญของรายละเอียดการตัดสินใจเล็ก ๆ ของมนุษย์ธรรมดาอย่างเรา ๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘เศรษฐกิจ’ ว่ามีความสำคัญต่อภาพใหญ่มากเพียงไหน และมันสามารถส่งผลต่ออะไรที่ยิ่งใหญ่มากกว่าที่เราคาดคิดเพียงใด