04 มี.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
โลกกำลังร้อนระอุขึ้น — ข้อความดังกล่าวนี้มีมูลความจริงที่สามารถแบ่งออกได้เป็นสองนัยยะ ในแง่ของสิ่งแวดล้อม โลกของเราก็กำลังร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือที่กำลังละลาย ปริมาณประการังในทะเลที่ลดหายลงไป หรือแม้แต่อากาศที่ร้อนระอุทั้งที่ยังไม่ถึงเดือนเมษายน
ในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอาจไม่ใช่เรื่องใหม่หากมองผ่านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศในพื้นที่ตะวันออกกลางที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเรื่อยมา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้แปลว่าผลกระทบต่อความขัดแย้งในครั้งนี้จะเบาบางลงไป บ้างอาจรู้สึกว่าโลกกำลังขยับตัวเข้าใกล้สู่สงครามโลกครั้งที่สามขึ้นไปทุกที
แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในทันทีและกำลังส่งผลต่อชีวิตของเรา ณ ขณะนี้ก็ได้เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คือ ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ โดยเฉพาะกับราคาน้ำมันที่ขยับตัวขึ้น ยิ่งความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อและนานวันเข้า ก็อาจยิ่งทำให้ปัญหานี้เลวร้ายลงยิ่งไปกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อหลาย ๆ ประเทศที่กำลังมาสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางอาจร่วงหล่นไปในภาวะ ‘Stagflation’ หรือสภาวะเงินเฟ้อในขณะที่เศรษฐกิจชะงักงัน
ภายหลังจากเกิดความขัดแย้งอิหร่านขึ้น ราคาน้ำมันดิบ (Brent Crude Futures) ก็ได้ขยับตัวขึ้นจากที่ประมาณ 72 เหรียญต่อบาร์เรลขยับสู่ 79 เหรียญต่อบาร์เรลนับเป็นการขยับตัวขึ้นราว 9 เปอร์เซ็นต์ การขยับตัวขึ้นนี้ก็ได้ส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่มอาจมีความตื่นกังวลและแห่แหนเข้าคิวกันเพื่อเติมน้ำมัน
สาเหตุเกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอิหร่านได้ส่งผลที่ ‘อ่าวเปอร์เซีย’ (Persian Gulf) และ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ (The Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในทางทรัพยากรพลังงานและการขนส่งที่ในช่วงสถานการณ์ปกติจะมีปริมาณน้ำมันถึง 20 ล้านบาร์เรลถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ แม้จะยังไม่ถูกปิดโดยสมบูรณ์ แต่จากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็อาจส่งผลให้การขนส่งหดตัวลง แม้บริเวณช่องแคบจะยังไม่ได้ถูกปิดอย่างสมบูรณ์ก็ตาม
ข้อมูลจาก Sky News รายงานว่าราคาน้ำมันดิบได้ขยับตัวขึ้นไปถึง 9 เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 และแม้ว่ายังขยับตัวไม่สูงเท่า แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าหากช่องแคบฮอร์มุซถูกเพิ่มระดับการปิดไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่ปิดอย่างสมบูรณ์ก็อาจทำให้ตัวเลขที่ขยับขึ้นมาถึง 79 เหรียญต่อบาร์เรล พุ่งทะยานต่อไปถึง 95 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งมีส่วนต่างจากสถาวะปกติก่อนความขัดแย้งถึงร้อยละ 31 หรือแม้แต่นักวิชาการบางคนก็มองว่าการที่ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุไปยังเลขสามหลักก็ไม่ได้ไกลเกินควาเป็นไปได้
ราคาของน้ำมันที่ขยับตัวขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและเดินทางเท่านั้น แต่จะส่งผลถึงราคาของสินค้าอุปโภคและบริโภคและอีกหลายมิติที่ประกอบกันกลายเป็นค่าครองชีพของเราทุกคน หรือกล่าวให้ง่ายไปกว่านั้น ราคาน้ำมันที่ขยับตัวขึ้นอาจส่งผลให้เกิด ‘เงินเฟ้อ’ (Inflation) ที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุน
เพียงในระยะเวลาไม่กี่วัน โลกก็ได้เห็นผลกระทบของความขัดแย้งอย่างประจักษ์ชัด รายงานจาก Alpine Macro คาดการณ์ว่าความขัดแย้งนี้อาจกินเวลาหลักสัปดาห์ หรือมากถึงหนึ่งหรือสองเดือน แต่แน่นอนว่าผลพวงที่ตามมาย่อมหนีไม่พ้นภาวะเงินเฟ้อ ความตื่นกังวลของผู้คน และความไม่แน่นอนอีกหลายประการที่อาจส่งผลต่อประเทศที่เปราะบางหรืออยู่ในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ยิ่งช่องแคบดังกล่าวยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ขัดแย้งนานเท่าไหร่ ภาพของเศรษฐกิจโลกที่ถดถอนจะยิ่งชัดเจนมากเท่านั้น
เมื่อสภาวะเงินเฟ้อผนวกเข้ากับประเทศที่เศรษฐกิจมีความเปราะบางในตัวเองอยู่แล้ว เงินเฟ้อที่ว่านี้ก็อาจรวมพลังกับปัญหาเดิมจนออกมาเป็นภาวะ Stagflation ดังที่ได้เอ่ยถึงไปก่อนหน้า ที่ไม่เพียงจะไม่เพียงค่าครองชีพขยับตัวเพิ่มขึ้น แต่ยังพาเศรษฐกิจไปติดหล่มที่ยากจะหลุดพ้นอีกด้วย
โดยกลไกตามธรรมชาติของหลักอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ที่ใครหลายคนอาจจะได้เรียนตั้งแต่ระดับมัธยม เมื่อคนต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากโดยที่สินค้ามีปริมาณเท่าเดิม ราคาของสินค้าก็จะยิ่งแพงตามความต้องการเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการประมูลของล้ำค่าที่มีชิ้นเดียวในโลก หรือปริมาณน้ำมันที่สามารถขนส่งได้น้อยลลงจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
หากยึดตามหลักดังกล่าว เมื่อเศรษฐกิจรุ่งโรจน์ ผู้ผลิตก็ขายของดีเป็นเทน้ำเทท่า ผู้ซื้อก็มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคักเพราะบริษัทให้เงินเดือนเพิ่มจากกำไรที่มากขึ้น (ก็เพราะคนจับจ่ายใช้สอยเยอะจนทำให้บริษัทมีรายได้มาก) หรือไม่ก็จ้างงานพนักงานในจำนวนที่มากกว่าเดิมมาทำงานรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีความต้องการ เกิดขึ้นและปลิวว่อนไปทั่ววงจรเศรษฐกิจ ผู้ขายจึงปรับราคาขึ้นตามระดับความต้องการของผู้ซื้อ ข้าวของก็กลายเป็นแพงขึ้นกว่าเดิม
เราเรียกภาวะแบบนี้ว่า ‘เงินเฟ้อจากความต้องการที่มากขึ้น’ หรือ ‘Demand-pull Infation’ ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโต
ทว่าหากช่วงไหนเศรษฐกิจเอนเอียงไปในทางซบเซา ผู้คนไม่ค่อยอยากจะจับจ่ายใช้สอย เพราะอยากออมไว้ใช้ยามจำเป็น ผู้ผลิตก็ผลิตน้อยลงเพราะขายไม่ค่อยออก บริษัทก็อาจจะต้องเลย์ออฟพนักงานไปเพื่อลดต้นทุนลง เหตุเพราะความต้องการในตลาดไม่ได้มีเหลือล้นเหมือนในสถานการณ์ก่อนหน้า อาจมองได้ว่าเงินคง ‘ไม่เฟ้อ’ เพราะจะเอาที่ไหนไปเฟ้อ ถ้าไม่ได้มีคนอยากจะซื้อของอยู่แล้ว ถ้าปรับราคาขึ้นอีกก็คงต้องทำใจไว้เลยว่าร้านคงจะเงียบเหงา โดยภาวะนี้เราจะนิยามมันว่า ‘เศรษฐกิจชะงักงัน’ หรือ ‘Stagnation’
ดังนั้น ‘เมื่อเศรษฐกิจเงียบเหงาเงินก็จะไม่เฟ้อ’ อาจจะจริงถ้าเรามองโลกในเลนส์ของเศรษฐศาสตร์จากแนวคิดสำนักเคนส์ (The Keynesian School) ที่ยึดเอาแนวคิดเส้นโค้งฟิลลิปส์ (โดยเราจะไปทำความรู้จักในส่วนถัดไป) เป็นหลัก แถมยังกำหนดนโยบายต่าง ๆ โดยยึดหลักการดังกล่าวมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอีกด้วย แต่นั่นมันก็เป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้ว
แต่ทฤษฎีดังกล่าวก็ถูกพิสูจน์โดยสถานการณ์และกาลเวลาแล้ว แล้วว่าเศรษฐกิจก็ไม่ได้ประพฤติตามครรลองนั้นเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นภาวะหลัง COVID-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือแม้แต่ความขัดแย้งในอิหร่านที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่ได้ทำให้หลาย ๆ ประเทศต้องประสบกับภาวะที่เป็นการผนวกรวมกันระหว่าง ‘เงินเฟ้อ’ กับ ‘เศรษฐกิจชะงักงัน’ จนเกิดเป็น ‘Stagflation’
Inflation + Stagnation = Stagflation
เมื่อเศรษฐกิจก็ซบเซา ประชากรที่ว่างงานก็มาก แถมเงินก็ยังเฟ้อเอาจนทำให้สิ่งของรอบกายแพงไปหมด ทั้ง ๆ ที่เงินเราเท่าเดิม
สาเหตุที่หยิบเรื่องราวของภาวะ Stagflation มากล่าวถึงในวันนี้ เพราะสิ่งนี้เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่แก้ยาก หากประเทศใดได้ก้าวเดินกันไปติดหล่มแล้ว การจะพาประเทศออกมาจากภาวะดังกล่าวต้องใช้เรี่ยวแรง ความเสี่ยง และต้นทุนอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นบททดสอบสำคัญในการตัดสินใจของธนาคารกับการต่อกรกับวายรายตัวฉกาจตนนี้
ในการที่จะเข้าใจว่ามันยากอย่างไร เราอาจต้องย้อนไปทำความเข้าใจ ‘เส้นโค้งฟิลลิปส์’ (Phillips Curve) กันเสียก่อน
เส้นโค้งฟิลลิปส์คือทฤษฎีที่ถูกนำเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์นามว่า ‘วิลเลียม ฟิลลิปส์’ (A. W. Phillips) โดยฟิลลิปส์ได้นำข้อมูลของระดับเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานของประชากรในประเทศในขอบเขตระยะเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ (1861-1957) มาร้อยเรียงเป็นกราฟเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง
ผลปรากฏว่าเมื่อนำชุดข้อมูลดังกล่าวมาระบุเป็นกราฟแล้ว ก็สามารถเรียงกันเป็นเส้นโค้ง (Curve) ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างระดับเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานได้ กล่าวคือ เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานจะลดลง ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออัตราเงินเฟ้อเป็นศูนย์ อัตราการว่างงานอาจจะอยู่ที่ 6 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ อัตราการว่างงานอาจจะตกลงมาเหลือแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ ทฤษฎีดังชี้ว่าอัตราการว่างงานและเงินเฟ้อมีความสัมพันธ์ที่แปรผกผันต่อกัน
เส้นโค้งฟิลลิปส์
ถ้าแบบนั้น เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ปริมาณการว่างงานจะลดลงหรือเปล่า?
หากยึดตามหลักการของฟิลลิปส์ พอเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการของคนในเศรษฐกิจที่มากขึ้น ข้าวของต่าง ๆ ก็จะแพงขึ้นตาม ๆ กันไป นั่นหมายความว่าบริษัทจะสามารถขายของได้ในราคาที่สูงขึ้น จึงทำให้มีรายได้เหลือเข้าบริษัทมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีตังค์เหลือเพื่อจ้างพนักงานในจำนวนที่มากกว่าเดิม
ในช่วงเวลาที่เส้นโค้งนี้ถือกำเนิดขึ้นมา นักเศรษฐศาสตร์และผู้คิดสร้างสรรค์นโยบายก็ยึดหลักการดังกล่าวมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพราะในตอนนั้นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่นับว่าเป็นกระแสหลักก็ต้องยกให้สำนักเคนส์ที่ยึดโยงอยู่กับปัจจัยด้านอุปสงค์ (Demand Side) (ความต้องการของตัวแสดงในระบบเศรษฐกิจ) และความสัมพันธ์ของเงินเฟ้อกับอัตราการว่างงานที่เราเห็นกันในเส้นโค้งฟิลลิปส์
จนกระทั่งสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ก็เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1970 เมื่อข้าวของก็แพงเอา ๆ ควบคู่กับจำนวนประชากรที่ว่างงานที่ไม่ได้ลดหลั่นลงไปตามเส้นโค้งฟิลลิปส์เลย นอกจากจะเป็นจุดที่ทำให้แนวคิดจากสำนักเคนส์ถูกตั้งคำถามแล้ว ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ของเส้นโค้งฟิลลิปส์ที่ยังอธิบายความเป็นไปของเศรษฐกิจได้ ‘ไม่ลึกพอ’
ในทศวรรษ 1970 ถือเป็นยุคที่เป็นประตูเข้าสู่ความแปลกใหม่และมหัศจรรย์ของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมฮิปปี้ ดนตรีคลาสสิกร็อคในตำนาน หรือภาพยนตร์ขึ้นหิ้งมากเรื่องที่นับเป็นหมุดหมายสำคัญในแทบจะทุกแขนง ในขณะเดียวกัน ในมุมของเศรษฐกิจ ช่วงทศวรรษดังกล่าวก็ทำให้ใครหลายคนเห็นช่องโหว่ของแนวคิดสำนักเคนส์ที่เชื่อว่าปริมาณเงินในระบบที่มากขึ้นซึ่งทำให้เงินเฟ้อยกระดับสูงกว่าเดิมจะแก้ปัญหาการว่างงานได้ เมื่อสหรัฐอเมริกาประสบกับภาวะที่เศรษฐกิจที่ร่วงโรยและประชาชนก็ว่างงาน ในขณะที่เงินเฟ้อก็ขยับขึ้น ราคาสินค้าก็แพงตาม ๆ กันไป หรือภาวะ Stagflation
โดยวิกฤตน้ำมันสหรัฐในทศวรรษ 1970s เกิดจากการที่ OPEC (Organization of the Petroleum Exporting Countries) คว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันไปยัง สหรัฐอเมริกาหลังสงครามยมคิปปูร์ปี 1973 เพื่อตอบโต้การสนับสนุนอิสราเอล ทำให้ปริมาณน้ำมันลดฮวบ ราคาพุ่ง และเมื่อรวมกับการควบคุมราคาพลังงานภายในประเทศ จึงเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันและผู้คนมากมายต่างก็ต่อคิวยาวตามปั๊มน้ำมันที่แขวนป้ายว่า
“ไม่มีน้ำมันเหลือแล้ว!”
อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมาประยุตก์ใช้หรือหาทางแก้ไขตามแบบฉบับของเส้นโค้งฟิลลิปส์ได้ เพราะเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น (เฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือแม้อาจจะเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่าน) ไม่ใช่เงินเฟ้อจากฝั่งอุปสงค์ดังที่ถูกระบุไว้ในทฤษฎี นอกจากนั้น อย่างที่กล่าวไปข้างต้น นักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์มักจะสนใจเพียงในด้านความต้องการของผู้คน ดังนั้นภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจึงถูกตีความว่าเศรษฐกิจกำลังจะโต คนซื้อมาก ราคาก็เลยขึ้น
ซึ่งมันไม่ใช่… เพราะปัญหาด้านอุปทานจะไปแก้ไขแบบปัญหาด้านอุปสงค์ก็จะได้ผลไม่เหมือนกัน
ภายใต้กรอบความคิดของเส้นโค้งฟิลลิปส์ในขณะนั้น ธนาคารกลางเชื่อว่าสามารถใช้นโยบายการเงินเพื่อพยุงการจ้างงานได้ แม้ต้องแลกกับเงินเฟ้อในระดับหนึ่ง ช่วงทศวรรษ 1970s พวกเขาจึงดำเนินนโยบายแบบ ‘stop-and-go’ คือเข้มงวดเมื่อเงินเฟ้อเร่งตัว และผ่อนคลายเมื่อเศรษฐกิจชะลอหรือการว่างงานสูง ทว่าเมื่อเศรษฐกิจถูกกระแทกจากแรงกดดันฝั่งอุปทานอย่างวิกฤตน้ำมัน การผ่อนคลายนโยบายกลับยิ่งซ้ำเติมเงินเฟ้อ ขณะที่การว่างงานก็ยังไม่ลดลงอย่างยั่งยืน จนนำไปสู่ภาวะ stagflation ในที่สุด
ต้นตอแรกของปัญหาคือการที่แนวคิดกระแสหลัก ณ ขณะนั้นทำให้ผู้คนมองแต่ฝั่งของอุปสงค์ จึงทำให้แก้ปัญหาเงินเฟ้อแบบ Cost-Push Inflation ไม่ได้ผล เพราะปัญหาจริง ๆ มันอยู่ที่ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้น ไม่ใช่เพราะคนซื้อกันเยอะ แต่เป็นเพราะผลิตได้น้อย เพราะฉะนั้นจะไปแก้ปัญหาแต่ด้านอุปสงค์ก็คงไม่ช่วยอะไรมาก
อีกประการหนึ่งซึ่งเป็นข้อบกพร่องของเส้นโค้งฟิลลิปส์ที่เราเอ่ยไว้ข้างต้นว่าหลักการดังกล่าวอธิบายความเป็นไปของความสัมพันธ์เงินเฟ้อ - การว่างงานได้ ‘ไม่ลึกพอ’ ก็เพราะว่าการมองความสัมพันธ์แบบนั้นเป็นการมองภาพแค่ ‘ระยะสั้น’ (Short-run) เพียงเท่านั้น เหตุเพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ผลของการที่เงินเฟ้อขึ้นไม่ได้หยุดแค่การที่บริษัทจ้างงานมากขึ้น
ในทศวรรษเดียวกันก็มีแนวคิดใหม่ที่ต่อยอดจากแนวคิดเดิมที่ถูกพัฒนาโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันจากสำนักชิคาโก (The Chicago School) นามว่า ‘มิลตัน ฟรีดแมน’ (Milton Friedman) โดยฟรีดแมนชี้ว่าเส้นโค้งฟิลลิปส์ที่นักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ใช้เป็นเพียงการมองแบบระยะสั้น (Short-run) แต่ในระยะยาว (Long-run) หลังจากที่มีการจ้างงานจากอัตราเงินเฟ้อที่ขยับตัวสูงขึ้นแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ นานาในชีวิตประจำวันของผู้คนจะแพงขึ้น ดังนั้นค่าครองชีพของแรงงานทุกคนก็จะต้องสูงขึ้น (ไม่งั้นก็ถือว่าแรงงานเหล่านั้นจนลง)
ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองสัญญาขึ้นเงินเดือนกับบริษัทหรือสหภาพแรงงานก่อกลุ่มประท้วงขอขึ้นค่าแรง ผู้ผลิตจะต้องจ่ายค่าจ้างในราคาที่แพงขึ้น นั่นหมายความว่าราคาของค่าแรงก็จะแพงขึ้นไปพร้อม ๆ กับเงินเฟ้อด้วย
หลังจากที่ต้องแบกรับค่าจ้างในระดับที่แพงขึ้นแล้ว ผู้จ้างก็จะต้องเลย์ออฟพนักงานออกเพราะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มมาไม่ไหว ท้ายที่สุดอัตราการว่างงานก็จะขยับกลับไประดับเดิม ‘แต่’ เงินเฟ้อไม่ได้ปรับลงไปด้วย ข้าวของจะแพงอยู่ในระดับเดิม จุดนี้ชี้ให้เราเห็นว่าการจะแก้ไขปัญหาการว่างงานโดยเงินเฟ้ออาจจะไม่ได้ผลนัก เพราะท้ายที่สุดแล้วเงินเดือนก็จะขยับตามไปกลบช่องว่างในการที่จะรับพนักงานใหม่เข้ามาอยู่ดี กลายเป็นว่านโยบายที่จะทำให้ระดับของเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจะแก้ไขปัญหาการว่างงานเพียงชั่วคราวเท่านั้น ท้ายที่สุดจะเหลือเพียงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอยู่อย่างเดียว
(Friedman's Long-Run Vertical Phillips Curve)
ในส่วนของทางออกของปัญหาก็คงจะหาคำตอบที่ตายตัวไม่ได้ เพราะในมุมมองของฟรีดแมน การจะควบคุมเศรษฐกิจนับเป็นเรื่องยาก ไม่เพียงแค่การพยากรณ์ที่อาจจะไม่ตรงตามคาดเท่านั้น แต่นโยบายต่าง ๆ อาจจะไม่ได้ส่งผลในทันทีหรือที่เราอาจจะรู้จักกันว่า ‘แลค’ (Lag) ด้วยเหตุนี้บางทีการที่มีการออกนโยบายต่าง ๆ มาแก้ไข อาจทำให้อะไรแย่กว่าเดิม เพราะผลของมันดันไปเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสมนัก (เช่นจะคุมเงินเฟ้อโดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย แต่มันกลับออกฤทธิ์ตอนภาวะเศรษฐกิจเริ่มอยู่ตัวแล้ว ก็กลายเป็นจะทำให้เศรษฐกิจแกว่งและก่อปัญหาแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา) ฟรีดแมนจึงคิดว่าการที่รัฐหรือผู้มีอำนาจในการออกนโยบายมายุ่มย่ามมากเกินไปจะทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง ฟรีดแมนจึงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อในหลักการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (Economic Liberalism)
ย้อนกลับไปที่วิกฤตเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกาประสบในทศวรรษ 1970 เส้นทางที่ธนาคารกลางตัดสินใจเลือกเดิน ณ ขณะนั้นคือการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงลิ่ว และลดปริมาณเงินในระบบให้เหลือน้อยลง โดยผลที่ตามมาคืออัตราการว่างงานก็สูงเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ผลผลิตก็ต่ำ โดยเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวก็ทำให้สหรัฐฯ สามารถควบคุมปัญหาเงินเฟ้อได้
ท้ายที่สุด ทุกอย่างก็ต้องมีสมดุล จะปล่อยให้คลื่นของเศรษฐกิจไหลล่องไปเลยตามเลยก็คงไม่ได้ จะเอาตัวเข้าไปบงการชี้สั่งก็คงไม่ดี คงจะต้องเป็นหน้าที่ของวิสัยทัศน์ของผู้ออกนโยบายแล้วว่าจะต้องจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร และแน่นอน ทุกอย่างมีต้นทุน คงไม่มีทางแก้แบบไหนที่ได้มาฟรี ๆ หากจะเลือกอย่างหนึ่งก็คงต้องตามมาด้วยผลกระทบอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะภาวะ Stagflation ที่เปรียบเสมือนเป็นทางสองแพร่ง (หรือมากกว่า) สำหรับผู้มีอำนาจในการออกนโยบายที่จะต้องเลือกว่าจะจัดสรรทรัพยากรแบบไหนให้บรรลุผลมากที่สุดโดยที่ให้ประเทศ ‘เจ็บ’ น้อยที่สุด
อ้างอิง
Brue, Stanley L., and Grant, Randy R., “The Evolution of Economic Thought, 7th Edition” (2007).
Bordo, Michael. “A Brief History of Central Banks”. Federal Reserve Bank of Cleveland. (2007)
Dellas, Harris & Tavlas, George, “Milton Friedman and the Case for Flexible Exchange Rates and Monetary Rules”, Cato Institute. (2018)
Wachtel, Paul & Blejer, Mario, “A Fresh Look at Central Bank Independence”, Cato Institute. (2020)
Milton Friedman | Biography | Britannica Money
The economic consequences of the Iran war. (2026). Fortune Prime.
Alamariu, D. (2026, March 2). The 2026 Iran war: An initial take and implications. Alpine Macro.