16 ก.ย. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
โลกในแบบที่ผู้คนสามารถเชื่อมร้อยต่อประสานกันด้วยโซเชียลมีเดียได้ทำลายกำแพงการเข้าถึงของคนธรรมดาต่อสาธารณชนไปอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้ไม่เพียงลดบทบาทความสำคัญของสื่อกระแสหลักเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต เพราะหากเจ้าของธุรกิจหรือประชาชนคนธรรมดาสักคนอยากจะสื่อสารอะไรออกไป พวกเขาเหล่านั้นก็มีช่องทางของตัวเองบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่พร้อมจะสื่อสารไปหาผู้คนทั่วทั้งโลกโดยตรง อาจกล่าวได้ว่าทั้งโซเชียลมีเดียและอัลกอริทึมได้กระจายอำนาจการสื่อสารออกไปให้กับคนทุกคน จนใคร ๆ ก็สามารถสร้างชื่อเสียงด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับในยุคโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์
ทว่าในขณะเดียวกัน การกระจายอำนาจที่ดูจะเป็นประโยชน์นี้ ก็เริ่มมีแนวโน้มที่จะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็น ‘เงื่อนไข’ หนึ่งของความสำเร็จ ภาพลักษณ์และบทบาทที่ถูกถ่ายทอดบนโลกออนไลน์เริ่มกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้คน จนเริ่มเกิดข้อกังวลว่านักสร้างสรรค์ ศิลปิน หรือธุรกิจ อาจไม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยสิ่งที่ตัวเองผลิตออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกต่อไป แต่ยังต้องมีภาพจำที่สื่อสารผ่านโลกออนไลน์ให้คนได้จดจำเป็นเงื่อนไขพื้นฐานร่วมด้วย
สิ่งนี้อาจไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษนี้เพียงอย่างเดียว เพราะหากย้อนมองกลับไปในอดีต ไม่ว่าจะยุคไหน ๆ ‘เรื่องเล่า’ ก็ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น แต่ประเด็นที่น่าคิดต่อคืออิทธิพลต่อสิ่งที่ถูกสื่อสารบนโซเชียลมีเดียไม่เพียงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญขึ้นกว่าในอดีต แต่มันยังส่งผลกระทบต่อวิธีที่สังคมสื่อสารและรับสารไปพร้อม ๆ กัน ความฉูดฉาด เร้าอารมณ์ และบันเทิงกลายเป็นเงื่อนไขที่ยากจะสลัดออก เพราะผู้คนที่กำลังไถจอโทรศัพท์อ่านเนื้อหาบนโลกออนไลน์สามารถไถผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว หากสิ่งนั้นไม่สามารถ ‘กระชากความสนใจ’ เขาเหล่านั้นไว้ได้ภายในสามวินาทีแรก (หรือน้อยกว่านั้น)
ย้อนกลับไปกลางทศวรรษที่ 1980 นักเขียนชาวอเมริกันนามว่า ‘นีล โพสต์แมน’ (Niel Postman) ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งในชื่อ ‘Amusing Ourselves to Death’ (1985) เพื่อวิพากษ์การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการคิดของผู้คนที่อุบัติขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมการรับสารผ่าน ‘การอ่าน’ ไปสู่ ‘การดู’ จากการมาถึงของโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสังคมอเมริกัน (และแห่งหนอื่น ๆ บนโลก) ในช่วงเวลานั้น
โพสต์แมนมองว่าเรามัวแต่พะวงกับอนาคตที่ถูกทำนายไว้โดย ‘จอร์จ ออร์เวลล์’ (George Orwell) ที่อิสรภาพของคนธรรมดาถูกริดรอนจนถึงขีดสุด ดังที่เคยถูกตีแผ่เอาไว้ในนวนิยาย ‘1984’ (1949) จนหลงลืมไปว่า สังคมที่กำลังก้าวขาเข้าไปอยู่ในการเสพสื่อผ่านโทรทัศน์กำลังพาเราไถลเข้าสู่อนาคตแบบที่ ‘อัลดัส ฮักซ์ลีย์’ (Aldous Huxley) ได้เขียนเอาไว้ใน ‘Brave New World’ (1932) ที่มนุษย์จะถูกจองจำ ไม่ใช่ผ่านการกดขี่หรือริดรอนสิทธิ แต่เป็นการถูกจองจำในความสุขสบายและการบริโภคไร้ที่สิ้นสุดเสียมากกว่า
แม้ว่าในวันนี้โทรทัศน์จะเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว สัดส่วนของผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้เลือกที่จะเสพสื่อและความบันเทิงผ่านโซเชียลมีเดียที่มีอิสระเสรีในการเลือกสรรมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่โพสต์แมนได้กล่าวถึงเอาไว้จะหมดอายุไป เพราะโดยแก่นแท้ของ Amusing Ourselves to Death นั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่อิทธิพลของโทรทัศน์ที่มีต่อสังคม แต่เป็นเรื่องของ ‘สื่อ’ ที่เปลี่ยนไป จนทำให้ ‘สาร’ และ ‘ความคิด’ ของผู้คนเปลี่ยนตาม
โพสต์แมนมองว่า ‘การสื่อสารในพื้นที่สาธารณะ’ (public discourse) มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเราขยับจากสังคมการอ่านไปสู่สังคมการดู ซึ่งการขยับที่ว่านี้ทำให้สังคมหันเหแก่นสำคัญจาก ‘เหตุผล’ ไปสู่ ‘ความบันเทิง’ มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเงื่อนไขของ ‘สื่อกลาง’ (medium) ที่เปลี่ยนจาก ‘ตัวอักษร’ (text) ไปสู่ ‘ภาพ’ (visual imagery) ทำให้การรับรู้ของเราเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งได้มีการยกตัวอย่างผ่านการเปรียบเทียบว่า “คุณภาพและประโยชน์ใช้สอยของสินค้านั้นเป็นรองกลวิธีในการนำเสนอ” กล่าวคือ สายตาของสังคมได้ขยับจาก ‘คุณค่าภายใน’ ไปสู่ ‘รูปลักษณ์ภายนอก’ จากสื่อกลางที่เปลี่ยนไป
จึงได้มีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากเวทีการเมืองอเมริกันในยุคนั้นว่าปัจจัยที่มีความสำคัญอาจไม่ใช่แค่เรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง แต่รวมไปถึงภาพลักษณ์ที่สื่อสารไปหาผู้ชมด้วย เพราะในอดีตการหาเสียงมักถูกสื่อสารผ่านใบปลิวที่ระบุแนวคิดและอุดมการณ์ของผู้สมัครออกไป แต่ในยุคดังกล่าว สิ่งที่สำคัญกว่าคือภาพลักษณ์ที่จะถูกถ่ายทอดสดบนโทรทัศน์ ยิ่งถ้าดูดีก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะได้คะแนนเสียงมากขึ้น โพสต์แมนจึงมองว่า ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ ศิลปิน หรือใครก็ตาม หากมีความสามารถในการแสดง ก็อาจยิ่งทำให้เขาได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนมากขึ้นกว่าเดิม
ทั้งหมดที่กล่าวมา โพสต์แมนพยายามชี้ให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่เรียงต่อกันที่เริ่มตั้งแต่สื่อกลางที่เปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงการสื่อสารในพื้นที่สาธารณะหรือประเด็นที่สาธาณะให้ความสนใจ ซึ่งสิ่งนี้ก็จะส่งผลไปถึงเนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดออกมา เพราะเมื่อความบันเทิง — ความบันเทิงในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงเพียง ‘ความสนุก’ แต่เป็นสิ่งที่ใช้เป็นภาพแทนของอารมณ์ คุณลักษณะ หรือภาพลักษณ์ — กลายเป็นหนึ่งในแก่นที่สำคัญแทบจะที่สุด ผู้คนก็จะให้ความสำคัญหรือตัดสินใจผ่านมิติของความบันเทิงมากกว่าปัจจัยอื่น เช่น ความเป็นเหตุเป็นผล
หากมองตามกรอบของเศรษฐศาสตร์สถาบันแบบ ‘ดักลาส นอร์ธ’ (Douglass C. North) ในแง่ของกฎกติกา (rules of the game) การที่สื่อกลางอย่างโทรทัศน์ หรือในยุคสมัยนี้ก็คือโซเชียลมีเดีย ให้ความสำคัญกับ ‘ความบันเทิง’ ก็อาจจูงใจให้ผู้เล่นไขว่คว้าหาความบันเทิงเป็นหลัก หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้น อะไร ๆ ก็ต้องบันเทิงไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ความขัดแย้ง คดีฆาตกรรม หรือแม้แต่การพยากรณ์อากาศก็ถูกห่อหุ้มด้วย ‘ความบันเทิง’ เป็นหนึ่งในหลักสำคัญในการนำเสนอข้อมูล และทำให้มิติอื่น ๆ ในการนำเสนอข้อมูลถูกลดความสำคัญลงไป จากแก่นคำถามเดิมในวัฒนธรรมการรับข้อมูลบนสิ่งพิมพ์ที่มุ่งเน้น ‘ความจริง’ หรือ ‘ความสมเหตุสมผล’ จึงขยับเข้าสู่ ‘ความน่าสนใจ’ แทน
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้อาจชวนเราคิดถึงแนวคิดของ ‘มาร์แชล แม็คลูฮาน’ (Marshall McLuhan) ที่บอกว่า “The medium is the message” ที่มีความหมายว่าสื่อกลางหรือช่องทางที่เราใช้ส่งสาร มีอิทธิพลต่อมนุษย์และสังคมมากกว่าเนื้อหาที่ส่งผ่านช่องทางนั้น เฉกเช่นเดียวกับการที่โทรทัศน์เปลี่ยนวิธีการที่เรามองโลก แต่โพสต์แมนมองต่างออกไป เพราะเขามองว่า “The medium is the metahphor”
สาเหตุที่โพสต์แมนมองว่าสื่อกลางไม่ได้เป็นเพียง ‘สาร’ (message) แต่เป็น ‘อุปมานิทัศน์’ (metaphor) เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนเพียงพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีต่อการรับสารหรือใช้ชีวิตอยู่บนโลก หรือแม้แต่สื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก แต่สื่อรูปแบบต่าง ๆ มีการ ‘จัดระเบียบ’ และ ‘นำเสนอ’ ความจริงในรูปแบบของตัวเอง และการนำเสนอความจริงรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปก็จะส่งผลต่อวิธีที่ผู้คนในสังคมคิดอีกด้วย
จากทั้งหมดที่กล่าวมาก็จะเห็นได้ว่า ‘สื่อกลาง’ ที่เปลี่ยนไปไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่ประสิทธิภาพในการส่งสารหรือเชื่อมต่อถึงกันและกัน หรือแม้แต่ความสะดวกสบายในการรับสารเท่านั้น แต่รูปแบบของสื่อกลางยังสัมพันธ์กับวิธีที่คนในสังคม ‘คิด’ อีกด้วย
ว่าแต่ เมื่อสื่อกลางที่เป็นอยู่ได้ยก ‘ความบันเทิง’ เป็นปัจจัยสำคัญจะส่งผลอย่างไรต่อกระบวนการคิดของผู้คนในสังคมบ้าง?
สามารถติดตามได้ในตอนต่อไป