Dialogical Self หรือความคิดของเราไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Dialogical Self หรือความคิดของเราไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

The Hidden Dilemma บทความนี้อยากชวนคิดถึงความคิดของตัวเรา ที่ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว แต่แบ่งย่อยออกเป็นหลากหลายแง่มุมที่ถกเถียงกัน จนถึงแนวคิด Dialogical Self

KEY

POINTS

 

ฉันใช้เวลาไม่น้อยอยู่ในหัวของตัวเอง
และมันก็ไม่ได้เป็นสถานที่อันเลวร้ายเลยแม้แต่น้อย

— ไอลีน กู่

 

ครั้งหนึ่งนักกีฬาสกีฟรีสไตล์ทีมชาติจีนแชมป์โอลิมปิกนามว่า ‘ไอลีน กู่’ (Eileen Gu) เคยกล่าวตอบกับคำถามที่นักข่าวเอ่ยถามเธอว่า “คุณได้คิดก่อนคุณพูดบ้างหรือเปล่า?” คำถามดังกล่าวไม่ได้เป็นคำปรามาสในสิ่งที่เธอกล่าวออกมาแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ เพราะคำถามที่ว่านั้นเกิดขึ้นมาจากความสงสัยเสียมากกว่า ว่าสมองของเธอนั้นทำงานอย่างไรถึงสามารถถ่ายทอดคำตอบต่อประเด็นต่าง ๆ ที่ทั้งคมคายและเป็นระบบ ซึ่งเธอก็ได้ให้เหตุผลว่าตัวเธอนั้นมักใช้เวลา ‘อยู่ในหัวตัวเอง’ บ่อย

แต่ถ้าจะถามว่าการอยู่ในหัวตัวเองเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ขนาดนั้นหรือเปล่า ก็ยากจะตอบว่าใช่ เพราะเราทั้งหลายต่างก็เคยอยู่ในหัวตัวเองกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเวลาที่กำลังคิดมากหรือกังวลต่อปัญหาหรืออนาคตที่กำลังจะมาถึง การคิดวนไปวนมาในเรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นการอยู่ในหัวตัวเองรูปแบบหนึ่ง แต่แน่ล่ะ ว่านี่ย่อมไม่ใช่นิยามของการ ‘อยู่ในหัวตัวเอง’ ดังที่ไอลีน กู่ได้อธิบายออกมาอย่างแน่นอน

การอยู่ในหัวตัวเองในที่นี้ชวนให้เรามอง ‘หัว’ หรือ ‘ความคิด’ ให้เหมือนกับบ้านหลังหนึ่งที่เราอาศัยอยู่ และแน่นอนว่า ‘บ้าน’ กับ ‘ผู้อยู่อาศัย’ แม้จะอยู่อย่างแนบชิดติดกัน ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เมื่อรู้จักบ้านหลังนี้ดีพอ ก็ย่อมสามารถใช้สอยเหลี่ยมมุมที่บ้านแห่งนั้นมีได้อย่างมีประสิทธิภาพตามกันไป การอยู่ในหัวตัวเองในที่นี้จึงหมายถึงการรู้จัก ‘ความคิด’ ของตัวเองมากพอจนไม่ต้องเสียเวลาคลำหาเมื่อจำเป็นต้องใช้สอย และรู้จักตัวเองมากพอที่จะเข้าใจว่า ‘ความคิด’ กับ ‘ตัวตน’ อาจไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่เป็นเนื้อเดียวกันขนาดนั้น แม้แต่ตัวของ ‘ความคิด’ เองก็ตาม

ในวิดีโอเกม Disco Elysium ที่ถือเป็นเกม RPG ที่ถูกยกย่องแห่งยุค ไม่เพียงแต่ในตัวมันเองสามารถนำเสนอรสชาติใหม่ของการเป็นเกมภาษาและนักสืบ หรือแม้แต่ถ่ายทอดแนวคิดทางปรัชญาการเมืองผ่านการเสียดสี แต่ระบบของตัวมันเองก็ยิ่งทำให้เรามอง ‘ความคิด’ แตกต่างออกไป — และเมื่อลองมองเช่นนั้นแล้ว อาจทำให้เราเข้าใจตัวเองผ่านการมองความคิดในแบบที่แตกต่างออกไป 

จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ Disco Elysium คือการพาผู้เล่นดำดิ่งลงไปสัมผัสสภาวะภายในจิตใจของตัวละครเอก ผ่านบทสนทนาอันหลากหลายที่เกิดขึ้นภายในหัวขณะทำการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ เสียงสะท้อนแต่ละเสียงย่อมนำเสนอทั้งความคิด ทัศนคติ อารมณ์ความรู้สึก รวมถึงจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อแฮร์รีสั่งสมความเข้มข้นในมิติใดเป็นพิเศษ เสียงในมิตินั้นก็จะเด่นชัดขึ้น

เสียงในหัวเหล่านี้เปรียบเสมือน ‘คุณลักษณะ’ (attributes) ของตัวละคร ซึ่งแบ่งเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่ สติปัญญา (Intellect), จิตใจ (Psyche), ร่างกาย (Physique) และการเคลื่อนไหว (Motorics) โดยแต่ละหมวดมี 6 ทักษะย่อยที่ส่งผลต่อการแก้ปัญหา เช่น ทักษะ ‘ตรรกะ’ (Logic) ช่วยวิเคราะห์เหตุผล, ‘อาณาจักรส่วนลึก’ (Inland Empire) มอบลางสังหรณ์, ‘เครื่องจักรกลร่างกาย’ (Physical Instrument) เพิ่มพลังกายในการจัดการอุปสรรค และ ‘การรับรู้’ (Perception) ช่วยให้สังเกตสิ่งรอบตัวได้ดียิ่งขึ้น

เพื่อที่จะให้เห็นภาพเราอาจจะลองยกตัวอย่างสักเหตุการณ์หนึ่งเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าแต่ละฟากฝั่งของความคิดสามารถมองเรื่องเดียวกันในมุมมองที่แตกต่างกันอย่างไรได้บ้าง เช่น ขณะที่เรากำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่แล้วมีคนแทรกขึ้นมา

ความคิดด้าน ‘อำนาจ’ (Authority) ก็อาจกล่าวขึ้นมาว่า “มันกำลังหยามเหยียดเรา ต้องแสดงอำนาจเพื่อให้มันเคารพเราแล้ว” ความคิดด้าน ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ (Empathy) ก็จะบอกว่า “เขาอาจกำลังสงสัยหรือต้องการจะเสริมประเด็นนั้นมากเลยทีเดียว” ด้าน ‘ตรรกะ’ (Logic) ก็อาจมองว่า “การแทรกไม่ได้สะท้อนเจตนาของผู้กระทำ” เป็นต้น

Disco Elysium ไม่เพียงทำให้เราเห็นว่าความคิดหรือหัวของเรานั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรมากนักจาก ‘วอร์รูม’ (War Room) ที่ให้เหตุผลจากแง่มุมต่าง ๆ มาประชันกันด้วยเหตุผลและอคติจากมุมมองของตัวเอง แต่ยังสะท้อนให้เราเห็นอีกว่า ‘ตัวตน’ ของเรากับ ‘ความคิด’ ที่แล่นผ่านหัวไม่ใช่สิ่งที่เป็นเนื้อเดียวกันโดยสมบูรณ์ และเป็นไปได้ที่เราจะมองการประชันกันของความคิด หรือแม้แต่การเกิดขึ้นของความคิดนี้ในฐานะ ‘ผู้ฟัง’ ไม่ใช่ในฐานะผู้ให้กำเนิดความคิดดังกล่าว

จะว่าไปแล้ว การประชันกันของความคิดในหัวก็เป็นประเด็นที่ถูกนำเสนอออกมาในแง่มุมที่หลากหลายแตกต่างกันไป หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาก็หนีไม่พ้น ‘Thinking, Fast and Slow’ โดยนักจิตวิทยานามว่า ‘แดเนียล คาห์นะมัน’ (Daniel Kahneman) ที่ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ที่นำเสนอว่าสมองของเราดำเนินไปด้วยสองระบบที่แตกต่างกันออกไป — ระบบที่หนึ่งเมื่อใช้ความเร็ว การตัดสินใจก็จะดำเนินการผ่านสัญชาตญาณและความเคยชิน และระบบที่สองที่ใช้เวลา แต่ก็จะยึดเอาหลักเหตุผลเป็นฐานสำคัญ

แม้แต่ในยุคโบราณก็มีการชำแหละความคิดเหล่านี้ออกมาเป็นส่วน ๆ เช่นเดียวกัน ดังคำถามหนึ่งในงานเขียนของ ‘เพลโต’ อย่าง ‘The Republic’ ว่า “เราใช้ส่วนหนึ่งของจิตในการเรียนรู้ อีกส่วนหนึ่งในการโกรธหรือฮึกสู้ และส่วนที่สามในการปรารถนาความสุขจากการกิน การสืบพันธุ์ และสิ่งอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน หรือแท้จริงแล้ว ทุกครั้งที่เราทำสิ่งเหล่านี้ จิตทั้งหมดของเราทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว?”

เพลโตได้จำแนก ‘จิต’ ของมนุษย์ออกเป็นสามส่วน  ได้แก่ ‘เหตุผล’ (Reason) ส่วนที่คิดพิจารณาและตัดสินว่าอะไรเป็นผลดีที่สุด, ‘ความปรารถนา’ (Appetite) ซึ่งหมายถึงความต้องการพื้นฐานไปจนถึงความอยาก เช่น หิว กระหาย และความต้องการความพึงพอใจทางกาย, และ ‘ศักดิ์ศรี’ (Spirit) ที่เกี่ยวกับคุณค่า ความโกรธ ความกล้า ศักดิ์ศรี และการตอบโต้เมื่อรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม 

การจำแนกองค์ประกอบของจิตวิญญาณออกเป็นสามส่วนนี้ เพลโตพยายามจะเสนอให้เห็นว่าภายในมนุษย์คนหนึ่งสามารถมีความขัดแย้งกันในตัวเองได้ ซึ่งเกิดจากความคิดหรือแรงขับเคลื่อนจากมุมมองที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เห็นว่าความย้อนแย้งในตัวเองนั้น ไม่เพียงแต่เป็นไปได้ แต่เป็นเรื่องสามัญธรรมดา เช่นการอยากกินของหวานของทอดที่ขับเคลื่อนมาจากความปรารถนา ทว่าเหตุผลที่มองว่าแย่ต่อสุขภาพกับศักดิ์ศรีที่รู้สึกว่าจะแย่กับภาพลักษณ์ในอนาคตก็อาจลงคะแนนเสียงว่าไม่เห็นด้วย — โดยองค์ประกอบของทั้งสามส่วนนี้ก็สามารถเห็นพ้องต้องกันหรือขัดแย้งกันได้ด้วยเหตุผลและสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป เพลโตก็ยังมองว่าเหตุผลควรเป็นองค์ประกอบที่ควรมีอิทธิพลเหนือศักดิ์ศรีและความปรารถนา เพราะเหตุผลเป็นสิ่งเดียวที่รู้อย่างแน่ชัดที่สุดว่าสิ่งใดจะเป็นประโยชน์ที่สุดในภาพรวม นอกจากนั้น เพลโตก็ยังย้ำว่า แม้ว่าองค์ประกอบใดจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าความรู้สึกอื่นที่เกิดขึ้นจะถูกกลบหายไป เฉกเช่นเดียวกับการตัดสินใจไม่กินน้ำสกปรก ก็ไม่ได้แปลว่าอาการหิวน้ำจะหายไป

นอกจากจะเป็นหลักฐานของการพยายามชำแหละจิตของมนุษย์ที่ประกอบสร้างจากความแตกต่างแล้ว เพลโตก็ยังพยายามชี้ให้เห็นว่าตัวเขามององค์ประกอบทั้งสามแบบมีลำดับชั้น (hierarchical) โดยให้เหตุผลอยู่เหนือสุดเพราะ “เหตุผลรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ต่อแต่ละส่วน และต่อจิตโดยรวมที่ประกอบขึ้นจากทั้งสามส่วนร่วมกันมากที่สุด

จะสามารถเห็นได้ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวของเราสามารถจำแนกออกได้เป็นหลายแง่มุมที่ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอไป ซึ่งความแตกต่างเหล่านั้นก็จะมี ‘ตัวตน’ ของเราที่ทำหน้าที่คล้ายกับหัวเรือในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันนั้น ก็ใช่ว่า ‘ตัวตน’ ของเราจะแน่นิ่งอยู่กับที่เสมอไป

ในบทความวิชาการ ‘The Dialogical Self: Beyond Individualism and Rationalism’ ตีพิมพ์ในวารสาร American Psychologist จากปี 1992 โดย ฮูเบิร์ต เจ. เอ็ม. เฮอร์มานส์ (Hubert J. M. Hermans), แฮร์รี เจ. จี. เคมเพน (Harry J. G. Kempen) และเรนส์ เจ. พี. ฟาน โลน (Rens J. P. van Loon) ได้กล่าวถึงแนวคิด ‘ตัวตนเชิงสนทนา’ (Dialogical Self) ไปจนถึงมุมมองต่อตัวตนของมนุษย์ที่ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวและมีศูนย์กลางตายตัว แต่ประกอบด้วยหลายมุมมองหรือหลาย ‘ตำแหน่งแห่งตัวตน’ (I-positions)

ในความหมายของตัวตนเชิงสนทนา ทั้งสามได้อธิบายว่าตัวตนเป็นความหลากหลายที่เปลี่ยนแปลงได้ของตำแหน่งแห่งตัวตน กล่าวให้ง่ายกว่านั้น ตัวตนของเราไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายตัวตนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นตัวตนในฐานะลูก ในฐานะหัวหน้า ในฐานะผู้ทะเยอทะยาน ในฐานะผู้ที่ไม่อยากล้มเหลว หรือในฐานะที่อยู่กับตัวเองเพียงหนึ่งเดียว 

ตัวตนที่แตกต่างหลากหลายและจัดวางอยู่บนตำแหน่งแห่งที่ที่ต่างกันไปไม่เพียงแต่ส่งผลให้ตัวตนมีรูปแบบและเวอร์ชั่นที่หลากหลาย แต่ตัวตนที่ผันแปรนี้ก็สามารถมีบทสนทนาต่อกันและกันจนเกิดเป็นตัวตนเชิงสนทนา ดังว่า “ฉันในตำแหน่งหนึ่งสามารถเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เข้าใจ เข้าใจผิด ต่อต้าน โต้แย้ง ตั้งคำถาม หรือแม้แต่เยาะเย้ยฉันในอีกตำแหน่งหนึ่งได้

แนวคิดที่ได้ถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่ความคิดที่หลากหลายถึงตัวตนที่หลากหลาย อย่างน้อย ๆ ก็ทำให้เราเห็นภาพอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือตัวตนของเราก็ล้วนมีความขัดแย้ง กระจัดกระจาย และไม่ได้เห็นพ้องต้องกันตลอดเวลา พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่นำเสนอ รู้สึก และตีความจริงผ่านมุมมองของตัวเอง

การมองความคิดเช่นนี้ อย่างน้อย ๆ อาจทำให้เราจำแนกตัวเองออกจากความคิดมากกว่าเดิม ความคิดที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นสิ่งที่อุบัติขึ้นมาจากตัวตนของเราโดยสมบูรณ์ แต่เป็นเพียงก้อนความเห็นหนึ่งที่แล่นเข้ามา สิ่งที่ชวนเราคิดต่อจากประเด็นเหล่านี้ ไม่เพียงแค่เรื่องของการวางตัวเองในฐานะ ‘ผู้มอง’ แต่ยังรวมไปถึงการย้อนกลับไปสำรวจตัวเองว่าสุ้มเสียงใดที่เราหลงลืมจะมอบแสงสว่างให้กับเขา เสียงใดที่เราไม่ค่อยเงี่ยหูฟังหรือให้ความสำคัญ และเสียงใดที่ดังเกินไป

เพราะแม้แต่ ‘ตัวตน’ ของเราที่ดูแน่นิ่งและมั่นคง ก็เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ควบคู่ไปกับแบบฉบับอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลาในไทม์ไลน์เดียวกัน ความซับซ้อนของคน ๆ หนึ่งจึงไม่สามารถถูกวัดเพียงตัวตนหนึ่งเดียวของเขาผู้นั้นได้ แต่ยังต้องรวมถึงความซับซ้อนของ ‘ตัวตนอื่น ๆ’ ในตัวของเขาเหล่านั้นด้วย 

ท่ามกลางความซับซ้อนและยุ่งเหยิงของความคิดและตัวตนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องกลับมาคิดถึงวิธีการที่เรา ‘อยู่ในหัวตัวเอง’ กันอีกครั้ง ว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในนั้นด้วยบทบาทแบบใด หากเพียงโยนตัวเองลงไปท่ามกลางพายุที่พัดแกว่งไปมา แน่นอนว่าตัวเราย่อมเผชิญหน้ากับหายนะที่ถาโถมเข้ามา หรือแม้แต่การอาศัยอยู่ในหัวโดยจมอยู่กับความคิดเดียวจนกลายเป็นการ ‘คิดมาก’ ก็ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจอย่างปฏิเสธไม่ได้

แต่หากลองปรับมุมมองเสียใหม่ว่าท่ามกลางความยุ่งเหยิงเหล่านี้ ถ้าเราเขยิบตัวเองถอยออกมาสักหน่อย ตระหนักรู้ว่าตัวเรา ความคิด และตัวตน มิใช่สิ่งที่ถูกถักร้อยให้แนบชิดติดเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เป็นสิ่งที่อยู่อาศัยใต้ชายคาเดียวกัน แล้วเพ่งมองสิ่งเหล่านี้ด้วยความเข้าใจ ด้วยความตระหนักรู้ถึงความแตกต่าง และด้วยสายตาและหูที่พร้อมเปิดรับข้อถกเถียงและขบคิดถึงมันอย่างมีเหตุผล ก็อาจทำให้เรารู้จักและเข้าใจตัวเองมากกว่าที่เคยเป็น