06 พ.ค. 2569 | 19:00 น.

ทุกคนน่าจะจำห้วงเวลาและความรู้สึกในช่วงของการสอบได้ดี โดยเฉพาะกับ ‘การสอบเข้า’ การอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ใครหลายคนย่อมเคยประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาในรั้วของการศึกษา ตั้งแต่การสอบเข้ามัธยมต้น สอบต่อไปมัธยมปลาย และโดยเฉพาะการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การแข่งขันนี้ดำรงอยู่คู่เคียงกับการศึกษาไทยอย่างยากจะแยกขาด
แต่แล้วการเตรียมตัวอ่านหนังสือของนักเรียนชาวไทยก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่ตัวเอง จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมหนึ่งที่ก่อรูปร่างอย่างประจักษ์ชัดในระบบการศึกษาคือ ‘การเรียนกวดวิชา’ เพื่อที่จะสร้างฐานในการเรียนรู้ในห้องเรียน และโดยเฉพาะกับการเตรียมความพร้อมเพื่อแข่งขันในสนามจริง ผู้คนมากมายจ่ายทั้งเงินและเวลาเพื่อให้ตัวเองหรือลูกของตัวเองได้มี ‘ติวเตอร์’ (tutor) เพื่อให้นักเรียนเหล่านั้นสามารถก้าวทันหรือก้าวไปไกลกว่าเพื่อนในห้อง ช่วงชีวิตของการเป็นนักเรียนจึงเป็นส่วนผสมที่คลุกเคล้ากันระหว่างการใช้ชีวิตในแบบวัยรุ่นและการจดจ่อกับตัวหนังสือจากสารพัดวิชาเพื่อการฝึกฝน
ข้อสอบเองก็ดูจะกระตือรือร้นไม่แพ้กับนักเรียนในระบบ เดิมทีผมเข้าใจว่าข้อสอบคือมาตรวัดศักยภาพของนักเรียนในการศึกษา รวมไปถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบในการเอาความรู้เหล่านั้นกักเก็บเอาไว้ในมันสมอง ทว่าก็จะเห็นได้อีกว่าในหลาย ๆ ครั้งข้อสอบที่ถูกออกแบบมาก็หฤโหดราวกับว่ากำลังแข่งขันกับนักเรียนว่าใครจะสามารถซับซ้อนได้มากกว่ากัน
อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมของการศึกษาที่เต็มไปด้วยการเรียนพิเศษ เต็มไปด้วยการเก็งข้อสอบ เต็มไปด้วยเทคนิคมากมายจนทำให้ข้อสอบเองก็ต้องปรับตัวตามเพื่อป้องกันคะแนนเฟ้อจนวัดผลอะไรไม่ได้ จึงทำให้เกิดความยากสุดหินนี้ หรืออาจเป็นเพราะตัวข้อสอบเองที่ขยับหนีมาตรฐานเดิมทุก ๆ ปีจนทำให้เหล่าบรรดานักเรียนจำต้องจ่ายทั้งเงินและเวลาไปนั่งขดคู้อยู่ในสถาบันกวดวิชาเพื่ออัดความรู้มหาศาลตั้งแต่เช้าจรดเย็นเพื่อได้คะแนนและไปถึงจุดหมายที่ใฝ่ฝัน
บรรยากาศของการเตรียมตัวสอบจึงเต็มไปด้วยการอ่านหนังสือที่หนักหน่วง การอยู่ในห้องเรียนกวดวิชาเป็นระยะเวลานาน ไปจนถึงการอดหลับอดนอนเพื่อฝึกฝนข้อสอบชุดเก่า ๆ และซักซ้อมเทคนิคในการทำข้อสอบให้เร็วที่สุด ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่น่าหดหู่ใจไม่น้อยกับช่วงอายุที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าชอบอะไรและเฟ้นหามันให้พบ ต้องมาถูกจ่ายไปกับการสอบที่บางคราวก็ดูจะเหมือนทำให้เราหลงทางมากกว่าเดิม
เกาหลีใต้ก็น่าจะเผชิญกับสภาพแวดล้อมในการแข่งขันแบบเดียวกัน โดยเฉพาะกับจีนที่ไม่เพียงดื่มกาแฟผสมเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อประคองสติไม่ให้หลับใหลจากความเหนื่อยล้า แต่ถึงกับมีสายน้ำเกลือที่ให้แร่ธาตุ วิตามิน ห้อยระโยงระยางต่อเอาไว้เพื่อทำให้เหล่าบรรดานักเรียนผู้มุ่งมั่นเพื่อฝันของตัวเองสามารถสอบและทำคะแนนได้มากกว่านักเรียนคนอื่น ๆ (ที่อดหลับอดนอนและต่อสายน้ำเกลือไม่ต่างกัน)
แต่ถ้าให้ถามว่าแปลกหรือเปล่าที่เป็นเช่นนี้ ก็คงสามารถตอบได้ตามตรงว่า ไม่แปลกเลยแม้แต่น้อย
ไม่ใช่ว่าไม่แปลกในแง่ที่ว่านี่คือสิ่งที่สมควรจะเป็นสำหรับนักเรียนมากมายที่ต้องตรากตรำร่ำเรียนเนื้อหาที่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะจำได้หรือได้ใช้หรือเปล่าในอนาคตเท่านั้น แต่ไม่แปลกในแง่ที่ว่า เมื่อการสอบเหล่านี้มี ‘อนาคต’ ของพวกเขาเป็นเดิมพัน การทุ่มเททุกอย่างที่มีเพื่อมันจึงเป็นทางเลือกที่ ‘สมเหตุสมผลที่สุด’ ดังคำกล่าวที่เราอาจได้ยินกันบ่อยครั้งว่า “ลำบากไม่กี่ปีตอนนี้ จะได้สบายในอนาคต”
แต่ก็เป็นด้วยการเดิมพันที่ยิ่งใหญ่มหาศาลนี้เองที่ได้เกิดเป็น ‘แรงจูงใจ’ ให้นักเรียนบางคน ไม่เพียงแค่ซุ่มซ้อมอ่านหนังสือด้วยเวลา ร่างกาย และจิตใจอย่างหนักหน่วง แต่ยังเลือกที่จะ ‘ทุจริต’ ข้อสอบด้วยวิธีต่าง ๆ ด้วย แน่นอนว่าหากถูกจับได้ย่อมกลายเป็นปัญหาใหญ่ คนผู้นั้นอาจถูกพักการเรียน หรือแม้แต่ตัดสิทธิ์การสอบไปตลอดกาล แต่เดิมพันที่สูงเหล่านั้นกลับกลายเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดมุมมองที่มองว่าการกระทำเช่นนั้นมัน ‘คุ้มค่าที่จะเสี่ยง’
ในประเทศจีนจะมีการสอบประจำปีที่เรียกว่า ‘เกาเข่า’ (Gaokao) ไม่ใช่การทดสอบวิธีคลายอาการคันในข้อต่อบริเวณขาแต่อย่างใด แต่เป็นระบบการสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยสำหรับนักเรียนในจีน หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้นก็คือ ‘ระบบเอนทรานซ์’ ของนักเรียนจีนนั่นเอง
ปัญหาคือในหนึ่งปีนั้น จะมีนักเรียนทั่วประเทศกว่า ‘สิบล้าน’ คนเข้าสอบในสนามเดียวกัน เพื่อมุ่งเป้าในการเข้าชิงที่นั่งในการได้เรียนกับมหาวิทยาลัยท็อป 100 ของประเทศ ซึ่งหากคำนวณรวมกันแล้วมีที่ว่างเพียง 500,000 ที่เพียงเท่านั้น หมายความว่าในบรรดานักเรียนสิบล้านคนนั้น จะมีเพียงร้อยละห้าเท่านั้นที่สามารถครองที่นั่งเหล่านั้นได้
และแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถตะเกียกตะกายขึ้นไปอยู่บนยอดเพียงห้าเปอร์เซ็นต์ของจำนวนคนกว่าสิบล้านชีวิตที่มุ่งมั่นกวดวิชา อ่านหนังสือ อดหลับอดนอน และเจาะสายน้ำเกลือเหมือน ๆ กัน ซึ่งแม้ทางการจีนจะมีมาตรการสั่งห้ามสถาบันกวดวิชา แต่พ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นก็สามารถแอบแฝงลักลอบติวเตอร์เข้ามาผ่านการจ้างเป็น ‘พนักงานทำความสะอาด’ หรือหน้าที่อื่น ๆ เป็นฉากหน้าได้อยู่ดี
ในปี 2020 ที่ประเทศจีนมีหญิงวัย 36 ปีคนหนึ่งค้นพบว่าคะแนนสอบเกาเข่าที่เธอทำได้ตอนเป็นวัยรุ่นถูกสับเปลี่ยนไปเกือบยี่สิบปีแล้ว เธอสอบได้ 546 จาก 750 ซึ่งดีมาก แต่ครอบครัวของผู้เข้าสอบอีกคนที่มีเส้นสายได้แอบเอาคะแนนของเธอไปให้ลูกสาวตัวเองที่ทำได้แค่ 303 เท่ากับว่าเธอถูกขโมยอนาคตไปทั้งชีวิตโดยไม่รู้ตัว
เป็นไปได้ว่าการแข่งขันอันดุเดือดอาจทำให้นักเรียนผู้เข้าสอบกระตือรือร้นในการเตรียมตัวและพัฒนาตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็จะเห็นได้ว่าต้องแลกมาด้วยเวลา สุขภาพกายและจิต ไปจนถึงจูงใจให้ผู้คนเลือกที่จะโกงในการสอบอีกด้วย แต่เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับการสอบสมัยใหม่เท่านั้น เพราะหากย้อนกลับไปราวหนึ่งพันห้าร้อยปี ผลกระทบจาก ‘การสอบ’ ทำนองเดียวกันก็มีให้เห็นเช่นเดียวกัน
ในยุคราชวงศ์สุย (Sui Dynasty) ราว ๆ ศตวรรษที่หกจะมีการสอบที่เรียกว่า ‘เคอจวี่’ (keju) หรือที่เราอาจคุ้นหูกันในชื่อ ‘สอบจอหงวง’ ซึ่งเป็นระบบการสอบคัดเลือกขุนนางของจีนโบราณที่เปิดให้ผู้ชายจากทุกชนชั้นมาสอบแข่งขัน ถ้าสอบผ่านก็ได้เข้ารับราชการเป็นขุนนาง โดยเนื้อหาสอบจะเป็นการเน้นท่องจำคัมภีร์ขงจื๊อและเขียนเรียงความ
การสอบเคอจวี่นับเป็นโอกาสในการเลื่อนสถานะทางสังคมที่สำคัญที่สุดของจีนในยุคนั้น บ้างต้องลงทุนลงแรงเพื่อเตรียมตัวนับสิบปีก่อนจะไปสอบ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถสอบผ่านเข้าไปได้ จนก่อตัวเป็น ‘ความเชื่อ’ ที่ฝังรากลึกในสำนึกของผู้คนว่าการศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตและยกระดับฐานะได้ ความเชื่อนี้หล่อหลอมระบบราชการและการหมุนเวียนชนชั้นนำของจีนมาตลอดกว่าพันปี
ในงานศึกษาโดย Ernesto Carlos Pujazon Patron และ Jose Domingo Elias Arcelles ที่ตีพิมพ์ใน Athens Journal of History ปี 2025 เกี่ยวกับการสอบจอหงวง ชี้ว่าระบบสอบนี้ได้สร้างหลักการสำคัญว่า ‘ความสามารถ’ ต้องมาก่อน ‘ชาติตระกูล’ ซึ่งต่างจากยุโรปในยุคเดียวกันที่ขุนนางสืบทอดตำแหน่งกันทางสายเลือด จีนเปิดให้ผู้ชายจากทุกชนชั้นเข้าสอบแข่งขันได้ แม้แต่ลูกชาวนาก็มีสิทธิ์เป็นขุนนางระดับสูงได้ถ้าสอบผ่าน
ทว่าในขณะเดียวกันนั้น คือความแข็งตัวของเนื้อหา เนื่องจากสอบเฉพาะคัมภีร์ขงจื๊อ ผู้เข้าสอบจึงใช้เวลาหลายสิบปีท่องจำและฝึกเขียนเรียงความที่มีรูปแบบตายตัว ต้องเลียนแบบน้ำเสียงของขงจื๊อและเมิ่งจื่อ ระบบนี้ผลิตขุนนางที่รู้คัมภีร์โบราณดีแต่ขาดความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโลกภายนอก ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงเมื่อจีนต้องเผชิญมหาอำนาจตะวันตกในศตวรรษที่ 19
เรื่องความเท่าเทียมก็เป็นปัญหาใหญ่ แม้ในทางทฤษฎีใครก็สอบได้ แต่ในทางปฏิบัติ การเตรียมตัวสอบต้องใช้เวลาและเงินมหาศาล ไม่ใช่ทุกคนจะมีเวลาสิบปีเตรียมสอบ ลูกตระกูลชนชั้นสูงที่มีทุนจ้างครูและมีหนังสือให้อ่านย่อมได้เปรียบ ส่วนลูกชาวนาหรือคนชั้นล่างแทบไม่มีทรัพยากรพอ นอกจากนี้ผู้หญิงถูกห้ามสอบโดยสิ้นเชิง และชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มก็ถูกกีดกัน
สุดท้ายคือเรื่องการทุจริต เมื่อเดิมพันสูงขนาดนี้ย่อมมีคนหาทางโกง บทความจาก The World of Chinese แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีทั้งการลักลอบนำโพยเข้าห้องสอบ ติดสินบนกรรมการ ซื้อข้อสอบล่วงหน้า ไปจนถึงสลับกระดาษคำตอบ และเมื่อขุนนางที่สอบผ่านได้เข้าสู่อำนาจแล้ว บางคนก็ถูกล่อลวงด้วยอภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครองจนกลายเป็นคนฉ้อฉลเสียเอง กลายเป็นวงจรที่บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของระบบในที่สุด
ท้ายที่สุด ระบบสอบจอหงวงถูกยกเลิกในปี 1905 ไม่นานก่อนราชวงศ์ชิงจะล่มสลาย หลังจากสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 รัฐบาลก็สร้างระบบสอบขึ้นมาใหม่ นั่นคือ ‘เกาเข่า’
จาก ‘เคอจวี่’ ถึง ‘เกาเข่า’ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนับพันปี แต่การสอบที่มีอนาคตเป็นเดิมพันก็ยังคงอยู่ เพราะการสอบเกาเข่าและสามารถเข้าไปในมหาวิทยาลัยแนวหน้าของประเทศได้คือบันไดแห่งโอกาสสู่ความก้าวหน้า ซึ่งมักนำไปสู่ตำแหน่งงานที่ดีในอนาคต
ในปี 2025 นักเศรษฐศาสตร์สองคนนามว่า Ruixue Jia และ Hongbin Li ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาการสอบเกาเข่าในชื่อ ‘The Highest Exam’ โดยผู้เขียนทั้งสองก็เป็นคนที่เติบโตมาในระบบการศึกษาจีนด้วยตัวเอง แล้วนำประสบการณ์ส่วนตัวมาผสมกับข้อมูลวิจัยเชิงลึก เพื่อวิเคราะห์ว่าเกาเข่าส่งผลต่อเศรษฐกิจ การเมือง ค่านิยมทางสังคม และชีวิตครอบครัวชาวจีนอย่างไร รวมถึงอิทธิพลที่แผ่ออกไปถึงระบบการศึกษาในสหรัฐผ่านครอบครัวจีนอเมริกันด้วย
ในการให้สัมภาษณ์กับ Harvard University Press พวกเขาได้ให้นิยามการสอบเกาเข่าเอาไว้ว่า ‘Centralized Hierarchical Tournament’ ซึ่งในแต่ละคำก็มีความหมายและเป็นภาพแทนในคุณลักษณะของการสอบที่ส่งผลต่อสังคมในแบบที่แตกต่างกันออกไป
เริ่มจากคำว่า ‘Centralized’ (รวมศูนย์) ที่สื่อถึงระบบซึ่งบริหารจัดการโดยรัฐบาลกลางอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การกำหนดหลักสูตรไปจนถึงโควตาการรับเข้าเรียนทั่วประเทศ โดยสถานศึกษาทุกแห่งตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยล้วนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลผ่านโครงสร้างการบริหารที่เป็นลำดับชั้นอย่างเข้มงวด จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้โรงเรียนได้ใช้ดุลยพินิจหรือมีความเป็นอิสระของตัวเองเลย
‘Hierarchical’ (เป็นลำดับชั้น) อันสะท้อนถึงโครงสร้างของระบบอุดมศึกษาที่ก่อตัวเป็นรูปพีระมิดอย่างชัดเจน โดยบนจุดสูงสุดนั้นคือเหล่ามหาวิทยาลัยชั้นนำเพียงหยิบมือที่ผูกขาดทั้งงบประมาณ ทรัพยากร รวมถึงเกียรติยศอันมหาศาลเอาไว้กับตัว ก่อนจะค่อย ๆ ลดหลั่นระดับของสถานะและการสนับสนุนลงมาตามลำดับจนถึงฐานล่างสุดที่เป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษา ซึ่งกลไกเดียวที่ทำหน้าที่คัดกรองและจัดหมวดหมู่ให้นักเรียนก้าวเข้าสู่พื้นที่แต่ละชั้นในพีระมิดนี้ก็คือการสอบเกาเข่านั่นเอง
และท้ายที่สุดคือคำว่า ‘Tournament’ (สนามแข่งขัน) ที่เปรียบเสมือนสมรภูมิสุดท้ายหลังผ่านการบ่มเพาะในระบบการศึกษามาอย่างยาวนานกว่าสิบสองปี โดยเกาเข่าทำหน้าที่เป็นสังเวียนตัดสินระดับชาติที่นำคะแนนของนักเรียนมาวัดรอยเท้ากับเพื่อนร่วมมณฑลอย่างดุเดือด ผลลัพธ์ของการตอบรับเข้าเรียนจึงถูกชี้ขาดด้วยลำดับคะแนนเพียงอย่างเดียว เพื่อคัดกรองให้คนส่วนน้อยที่สามารถคว้าชัยชนะได้ก้าวขึ้นสู่ยอดพีระมิด ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่กลับถูกผลักไสให้กระจายตัวลงไปสู่ชั้นฐานที่ต่ำกว่าตามลำดับชั้นของคะแนน
แม้ว่าการแข่งขันอาจจะนำไปสู่คุณภาพที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในบางคราวก็จะเห็นได้ว่าการแข่งขันที่เข้มข้นเกินไป ผนวกกับเดิมพันที่สูงลิ่วอาจนำมาซึ่ง ‘แรงจูงใจ’ ที่ทำให้ผู้คนยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะไขว่คว้ามันมา ไม่ว่าจะเป็นการแลกมาด้วยสุขภาพตัวเองหรือเวลาอันมีค่าที่สมควรจะเจียดไปใช้ชีวิตที่มีคุณค่าต่อการเติบโตไม่แพ้กับการอ่านหนังสือสอบ เพื่อที่จะ ‘สอบ’ และได้มาซึ่งคะแนนที่ดีเพียงอย่างเดียว
เฉกเช่นเดียวกับการแข็งตัวของเนื้อหาในการสอบจอหงวง ในบางคราวข้อสอบที่ยากเกินไปอาจไม่ได้มีบทบาทอะไรเลยนอกเสียจากการเกิดขึ้นมาแข่งขันกับนักเรียนที่อัดแน่นชีวิตตัวเองด้วยการเรียนกวดวิชา ปัญหานี้ก็อาจกลายเป็นปัญหางูกินหางที่สนับสนุนกันไปมาจนหาทางออกไม่ได้ และยิ่งทำให้ผู้ติดอยู่ในวังวนดังกล่าวต้องจ่ายชีวิตในการเติบโตของตนเองไปผ่านการแข่งขันและโครงสร้างการศึกษาที่เป็นพิษ แต่ก็เลือกอะไรไม่ได้ เพราะชีวิตทั้งชีวิตมีสิ่งนี้เป็นเดิมพัน
อ้างอิง
Jia, R., & Li, H. (2025, September 17). Understanding China's gaokao exam. Harvard University Press.
Sun, J. (2021, June 1). Famous cheating scandals from Chinese history. The World of Chinese.